
....เดินทางจากโรงเตี๊ยมเพียง 3-4 วันก็จะเห็นเส้นทางหลวงทอดยาวออกจากหุบเขาสู่ ทุ่งราบกว้างใหญ่ ผืนดินทอดไกลสุดสายตา ลมพัดผ่านรวงหญ้าโอนเอนราวกับคลื่นในทะเล
ที่ริมทางตั้งตระหง่านคือ ป้ายหินโบราณ สูงใหญ่ กร่อนตามกาลเวลา บนแผ่นหินยังพอมองเห็นลายจารึกเลือนรางเป็ถ้อยคำของปราชญ์โบราณ
“ผู้กล้าละความกลัว คือผู้เห็นความจริง"
"ผู้ถืออำนาจโดยไร้คุณธรรม ย่อมดับสูญดุจเปลวไฟในสายฝน”
นักเดินทางที่ผ่านไปมาเมื่อเงยหน้ามอง ล้วนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหนักแน่นในใจ
บางคนพนมมือไหว้เพราะเชื่อว่าเป็เซียนจาก์ลงมาจารึกไว้ แต่บางคนเห็นแล้วก็ทอดถอนหายใจ
เลี่ยหยางอ่านแล้วพูดเปรยว่า "คำสอนในหินเหล่านี้ยืนยงกว่าราชวงศ์เสียอีก"
เมื่อใกล้ถึงกำแพงเมืองลั่วหยาง บรรยากาศกลับเปลี่ยนไป เส้นทางหลวงค่อยๆ คับแคบ มี ป้อมยามและค่ายทหาร ตั้งเรียงรายสองฟาก
ธงผืนใหญ่สีเข้มโบกสะบัด เสียงโลหะกระทบเกราะดัง กึง กึง ทุกย่างก้าว เหล่าทหารในชุดเกราะเหล็กถือหอกยาวยืนเป็แถวแ่า
สายตาคมกริบตรวจตราทุกผู้เดินทางที่ผ่านเข้ามา
ทุกคนต้องหยุดให้ตรวจตรา!
ชื่อ, ที่มา, และสัมภาระล้วนถูกสอบถาม บางคนตัวสั่นจนเหงื่อไหล บางคนพยายามทำเป็สงบ บรรยากาศตรงจุดตรวจ หนักอึ้ง จนแม้แต่เสียงลมพัดก็เหมือนแรงกดทับหัวใจ
เมื่อเลี่ยหยางและเยว่หลิงเดินถึงจุดตรวจ "บอกชื่อสกุลเ้ามา!"
"แหะๆ ข้าชื่อเลี่ยหยาง ส่วนเ้าหน้าหล่อเ็านี่ชื่อไป๋เยว่หลิง"
"ไป๋?" ทหารตรวจใเล็กน้อย
"เ้าเป็อะไรกับแม่ทัพไป๋หู่?"
เยว่หลิงมองผู้ถามด้วยสายตาเ็า "เขาเป็น้องชายพ่อข้า" (ก็คืออานั่นแหละ จะพูดให้ยาวทำไมหนอออ)
ทหารเงิ่กงั่กๆ "โปรด....นายท่านโปรดรอสักครู่" แล้วก็รีบวิ่งเข้าเต๊นท์ใหญ่ ไม่นานก็วิ่งกลับมา
"ท่านแม่ทัพบอกให้ท่านเข้าไปหาขอรับ"
"เอ่อ...ข้าไม่ไปด้วยได้ไหม ข้าไม่ชอบพวกทหาร" เลี่ยหยางทำหน้าบู้บี้
"ไม่!" เยว่หลิงดึงแขนเขาเข้าไปเต๊นท์แม่ทัพ
ภายในนั้นกางด้วยผ้าเต๊นท์สีดำขลิบทอง ลวดลายเสือคำรามปักด้วยไหมเงินสะท้อนกับแสงคบเพลิงสลัวๆ กลางเต๊นท์มี โต๊ะไม้จันใหญ่ วางแผนที่การศึก ก้อนหินและธงเล็กหลากสีปักไว้แทนกองทัพและตำแหน่งค่าย
ด้านข้างมี อาวุธมากมายแขวนเรียงราย กระบี่ หอก ง้าว และชุดเกราะขาวขลิบเงินที่สะท้อนแสงไฟเหมือนแสงจันทร์บนหิมะ แสดงถึงเอกลักษณ์แห่งเสือขาวผู้คุ้มครองทิศตะวันตก (ไป๋หู่ = เสือขาว)
บนเก้าอี้ไม้สูงปักผ้าขาวลายเสือ แม่ทัพไป๋หู่นั่งตรงกลาง สีหน้าเคร่งขรึม ดวงตาเย็นดั่งเหล็กกล้า
เสียงทหารเวรเดินรอบเต๊นท์ดังเป็จังหวะ กึก! กัก! เหมือนกลองศึกกล่อมประสาท ทุกอย่างภายในถูกจัดระเบียบอย่างเคร่งครัด
"งามมาก!" แม่ทัพไป๋หู่อุทานโดยไม่ได้ตั้งใจ พอรู้ตัวอีกทีเขาก็รีบกระแอม 2 ครั้ง อะแฮ่ม!
"ข้า...หมายถึงพอเ้าโตแล้วใบหน้าคล้ายมารดาของเ้ามาก"
"นางเป็หญิงที่งดงามเหนือหญิงสาวทั้วปวง ยิ่งตอนนางถือดาบนะยิ่ง..."
เยว่หลิงยืนคำนับท่านอา เลี่ยหยางเลยทำท่าคำนับตามด้วย
ทันใดนั้นดาบเล่มหนึ่งก็โยนให้เยว่หลิงๆรับไว้อย่างง่ายดาย แม้จะไม่ทันตั้งตัว
"ไปข้างนอก! ทักทายกันด้วยดาบให้หายคิดถึง!" ท่านแม่ทัพจับดาบคู่ใจและเดินออกจากเต๊นท์ไปก่อนเยว่หลิงเสียอีก
...แสงแดดยามบ่ายสาดลงบนลานฝึก กลองศึกดัง ตุงงงง! เปิดฉากประลอง เสียงทหารนับร้อยโห่ร้องะเืไปทั่ว
แม่ทัพไป๋หู่ก้าวออกมาอย่างองอาจ เขาถอดเกราะออกเพื่อให้เท่าเทียมกับหลานเขาที่สวมใส่ชุดผ้าธรรมดา ในมือกำกระบี่ใหญ่คมกริบเหมือนเสือขาวกำลังแยกเขี้ยว
ส่วนไป๋เยว่หลิงอยู่ตรงข้ามเสื้อสีขาวสะบัดพลิ้ว เขากุมดาบทหารเล่มยาว สีหน้าเยือกเย็นแต่แฝงแรงกดดันลึกล้ำ
เคล้ง! เสียงดาบกระทบกันครั้งแรกก้องสนั่นะเืใจ เหล็กสีกับเหล็กประกายไฟกระจายราวสายฟ้า ทหารรอบลานต่างเฮลั่น
ไป๋หู่คำรามเหมือนเสือทะยาน “ฮ่า!” ใช้กระบี่ฟาดลงมาอย่างหนักหน่วง แรงปะทะะเืพื้นฝุ่นฟุ้ง แต่เยว่หลิงก้าวเพียงครึ่งก้าว บิดข้อมือพลิ้วกระบี่เป็วงโค้งรับแรงปะทะ แล้วสะบัดพลิกกลับเหมือนจันทร์ลอยฟ้าตัดผ่านฝุ่นควัน
ฉัวะ! ปลายกระบี่แตะเส้นผมแม่ทัพจนปลายผมขาดเล็กน้อย เสียงทหารร้อง “โอ้โห!” กึกก้อง
แม่ทัพยิ้ม ดวงตาแวววาว “ยอดเยี่ยม!” เขาถอยหนึ่งก้าวแล้วยกดาบขึ้นเหนือศีรษะ ฟาดเป็ท่วงท่าเพลงดาบของเขา เสือขาวผ่าภูผา ดาบฟาดลงพร้อมแรงลมกดราวูเาทลาย
เยว่หลิงตาไม่กระพริบ เขาหมุนร่างกายเป็วง ใช้ความพริ้วไหวของร่างบอบบางผลัดรับรุกแม่ทัพเสือขาว
โครมมม! เสียงดาบปะทะจนฝุ่นดินปลิวคลุ้ง ลมแรงซัดกระโจมผ้าโบกสะบัด เสียงทหารรอบลานร้องเชียร์ดังก้อง “พยัคฆ์ขาวๆ!”
เลี่ยหยางที่ยืนกอดอกมองอยู่ ถึงกับหลุดหัวเราะเบาๆ “หึ… เก่งนี่หว่า นึกว่าเป็แค่ตาลุงโง่แต่วาสนาดีซะอีก”
ดาบทั้ง 2 วนว่ายปะทะกันอย่างบ้าคลั่งผลัดกันรุกรับ ทุกครั้งที่คมดาบเสียดสีกันจะมีประกายไฟปลิววาบเหมือนดาวตกกลางวัน เสียงะโโห่ร้องสะท้อนก้องไปทั่วลานฝึกจนถึงค่ายทหาร พวกเขาไม่เจอใครฝีมือสูสีแม่ทัพของเขาแบบนี้มาก่อน
สู้กัน 1 ยามเต็มๆ!! (2 ชั่วโมง)
เยว่หลิงเหนื่อยจนหายใจหอบ นั่งทรุดลงกับพื้น ในขณะที่แม่ทัพอาของเขายังยืนอยู่อย่างองอาจ
เลี่ยหยางคิดในใจ "จุดอ่อนหลิงหลิงคือ *เวลา* นี่เอง ด้วยร่างกายผอมบางของเขาๆไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะสู้ได้นานๆ"
"มิน่า! เขาถึงรีบใช้ดาบวงพระจันทร์เผด็จศึกรวดเร็วทุกครั้ง!"
ท่านแม่ทัพปักดาบลงพื้นหัวเราะลั่นด้วยความสะใจ "ฮ่าๆ ถ้านางยังอยู่ ข้าคงได้สนุกนานยิ่งกว่านี้!"
"เ้าเหมือนแม่เ้ามาก แม้แต่การใช้วิชาดาบ ใครสอนให้เ้าหรือ?"
"ข้า....ข้าคิดค้นขึ้นเอง" เยว่หลิงตอบด้วยน้ำเสียงหายใจหอบ เหงื่อชุ่มทั้งตัวแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
"ฮ่าๆๆ เหมือน! ช่างเหมือนนางจริงๆ!" ท่านอามองขึ้นฟ้าด้วยแววตาลึกซึ้ง
แม่ทัพเรียกรถม้าอย่างดีมา สั่งให้ทหารไปส่งเยว่หลิงเข้าเมือง และมอบถุงเงินให้เขาอีกด้วย
รภม้านั้นมีขบวนทหารเดินรอบราวกับเป็ท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์ ทำเอาเลี่ยหยางที่อยู่บนรถแอบชะโงกออกหน้าต่างนอกตัวรถโบกมือให้สาวงามเป็พักๆ (อยากโชว์) ส่วนเยว่หลิงนอนซบตักเลี่ยหยางเพราะหมดแรง
"หลิงหลิง ...ข้าคิดไปเองใช่ไหม? ที่อาเ้าพูดถึงแต่แม่ของเ้าบ่อยมาก" เลี่ยหยางพูด
"ไม่หรอก พวกเขาเคยเป็แฟนกัน" เยว่หลิงหลับตานอน แต่ก็ยังตอบ
"อ้าว! ยังงี้พ่อเ้าก็แย่งแฟนน้องชายอ่ะดิ! ร้ายนะเนี่ย! เหมือน..."
"...เ้า โอ๊ย!!" เยว่หลิงหยิกแรงๆที่ขาอ่อนและไม่พูดอะไรอีก เลี่ยหยางจึงเงียบ รถม้าก็ผ่านกำแพงเมืองสูงใหญ่เข้ามาด้านในเมืองลั่วหยาง....
เสียงเกือกม้า กึก กัก กึก กัก ดังสะท้อนบนถนนหินที่ปูเรียงรายเรียบร้อย รถม้าทหารเคลื่อนเข้าสู่เขตเมืองชั้นในของลั่วหยาง ด้านข้างเป็เรือนร้านค้าสูงใหญ่ และเมื่อถึงจุดหมาย ปรากฏเป็อาคารโอ่อ่าตระการตา โรงแรมชื่อดังที่สุดของเมืองลั่วหยาง เป็ที่พักของมหาเศรษฐี, ขุนนางและราชวงศ์ผู้สูงศักดิ์เท่านั้นจึงจะมีโอกาสเหยียบย่างเข้าไปได้ เพราะค่าที่พักแพงมากๆ โคตรแพง!
ประตูโรงแรมสูงใหญ่ แกะสลักลายัพันเมฆ ปิดทองอร่ามจนสะท้อนแดดยามบ่ายวาววับ สองข้างประตูมีเสาหินหยกสีเขียวตั้งเด่นเป็สง่า
เมื่อรถม้าทหารหยุดลง พนักงานในชุดหรูหราก็รีบออกมาโค้งคำนับเปิดประตูรถและเอาบันไดมาวางให้
ภายในโถงใหญ่หรูหราอลังการ พื้นหินอ่อนสีขาวนวลสะท้อนแสงไฟคบเพลิง บนเพดานแขวนโคมระย้าแก้วโบราณส่องแสงพร่างพราว ผนังประดับด้วยภาพวาดพู่กันแสดงทิวทัศน์แม่น้ำเหลืองและขุนเขาอู่ถง
กลางโถงมี น้ำพุหินหยก แกะสลักเป็รูปปลาัพ่นน้ำ เสียงหยดน้ำใสกระทบกันดังก้องคลอเคลีย ทำให้บรรยากาศดูเย็นสบายและสงบหรู
บรรดาสาวใช้แต่งกายงดงามในชุดแพรไหมหลากสี เดินเรียงแถวออกมาต้อนรับ ก้มศีรษะอย่างนอบน้อม แต่ละคนสวยยิ่งกว่าหญิงในหอนางโลมเมืองที่พวกเขาอาศัยอยู่เสียอีก แถมมีกลิ่นหอมกำยานและบุปผารัญจวนตลบไปทั่วทั้งโถง ทำให้บรรยากาศเหมือนอยู่ใน์
เยว่หลิงลงจากรถม้าแล้วก้าวเข้าด้านในโรงแรมในชุดขาว แสงไฟสะท้อนใบหน้าเ็าแต่สง่างาม ผิวขาวเนียนและหน้าตาที่หล่อเหลาสมกับเป็คุณชายแห่งสกุลผู้ดี ส่วนเลี่ยหยางนั้นมองยังไงก็เด็กรับใช้ดีๆนี่เอง(55+) เหล่าพนักงานยืนตั้งแถวเป็แนว ให้ภาพเหมือนพิธีต้อนรับแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ก็ไม่ปาน
เสียงกระซิบของผู้คนในโถงดังแว่ว
“นั่นใคร? ทำไมเขาหล่อได้ขนาดนี้ ผิวขาวเนียนยิ่งกว่าสตรี หน้าก็งาม สูงเด่น ผมก็สวย ราวกับเทพเซียนจาก์"
"คุณชายสกุลไป๋ ไป๋เยว่หลิงยังไงล่ะ! ราชบุตรเขยเชียวนะแก!!"
"ข้าได้ยินว่าเขาคืออัจฉริยะกระบี่ ผู้มีนามระบือเลื่องลือในยุทธภพ…”
ฯลฯ
สารพัดจะซุบซิบ ก็เป็ธรรมดาของคนหล่อ รวย เก่ง ชาติตระกูลระดับท๊อปๆ เนอะ
ทุกสายตาในโรงแรมต่างจับจ้อง เมื่อสองบุรุษเดินผ่านพรมแดงยาวเข้าสู่ห้องโถงใหญ่ บรรยากาศหรูหราตระการตายิ่งกว่าราชวัง
"แล้วนั่นใคร? แต่งตัวสกปรกจัง!" (จริงๆเลี่ยหยางแต่งตัวปกติ แค่ชุดที่เขาใส่ไม่ใช่ชุดคุณชายที่ร่ำรวยเฉยๆ คำพูดนี้คือการเหยียดของพวกคนรวย)
"แต่ก็หล่อดีนะ ไหล่ก็กว้าง กล้ามแขนก็แน่น เอ็นมือนั่น อยากจับกล้ามท้องด้านในเสื้อจัง น่าจะแข็ง...แรงเยอะ ...อูยอยากให้เขามาปรนนิบัติข้าคืนนี้จัง ฮิฮิ"
"การเงินมีปัญหา ถอดผ้ามาหาพี่ได้นะ แข็ง...แรงดีแบบนี้ พวกพี่ชอบ สองกินหนึ่งสนุกนะ ฮิฮิ" สองสาวหัวเราะคิกคัก
เยว่หลิงหัวขวับเดินเลี้ยวมาหาผู้หญิงที่พูดทั้ง 2 คนทันที พอเข้ามาใกล้ๆยิ่งทำให้ใจละลาย ใบหน้าหล่อมาก ผิวขาวเนียนราวกับไม่ใช่ผิวคน
ลูกค้าหญิงอ้าปากค้าง เยว่หลิงสอดใบหน้าเข้าไปตรงกลางระหว่างท่านผู้หญิงทั้งสอง ปากไปอยู่ข้างๆหู
"เขาเป็ของข้า!" สองสาวเสียวสันหลังวาบ จนแข็งทื่อ คนหนึ่งพัดร่วง อีกคนของที่ถือตกลงกับพื้น แล้วเยว่หลิงก็ทำหน้าตาเ็ารีบเดินกลับมาทันที
"จะ...เ้า! หลิงหลิง เ้าพูดอะไรกับพวกนาง??" เยว่หลิงไม่ตอบรีบเดินตามพนักงานเข้าห้องพักชั้นบนทันที เลี่ยหยางเกาหัวแกร่กๆมองผู้หญิงแต่งตัวดีสองคนนั้นยืนอ้าปากค้างแบบงงๆแต่ก็รีบเดินตามหลังเยว่หลิงเข้าไปในห้องพัก....
.
.
.
.
.
(ท้ายตอน)
บนรถม้า เลี่ยหยางคิดในใจ
"ไป๋....น้องเป็แม่ทัพชื่อไป๋หู่?"
"พี่ของไป๋หู่คือ.....ห้า!.....ไม่จริงใช่มั้ย!"
เลี่ยหยางมองเยว่หลิงที่นอนซบตักแล้วหลับไปจริงๆ แถมมีเสียงกรนนิดๆด้วย คงเหนื่อยมากจริงๆ เ้าหลิงหลิงเอ้ย