แอ๊แอ๊
เสียงคล้ายกับเสียงเด็กทารกร้องไห้งอแงเรียกความสนใจของชิงชิงไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เด็กน้อยทิ้งตะกร้าเอาไว้แล้วออกเดินไปตามเสียงที่ได้ยินสองขาเล็กเดินในจังหวะไม่ช้าไม่เร็วห่างจากจุดพักพอสมควรจากเสียงที่ได้ยินเหมือนจะเป็ลูกสัตว์ที่พึ่งเกิดได้ไม่นานชิงชิงแปลกใจมากเพราะธรรมชาติของสัตว์พึ่งเกิดมักจะไม่ออกห่างจากแม่แต่เสียงที่ได้ยินกลับอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล
เพียงไม่นานเด็กน้อยก็เดินมาถึงถ้ำแห่งหนึ่งจากเสียงร้องชัดเจนว่าต้นเสียงอยู่ด้านในไม่ผิดแน่หยุดยืนรอไม่นานหยางเซิงก็วิ่งตามมา ยังไม่ทันได้เอ่ยปากถามลูกสาวเ้าตัวเล็กก็เดินเข้าไปในถ้ำเสียก่อน เขาจึงทำได้เพียงก้าวตามเข้าไปเท่านั้น
เพียงไม่กี่ก้าวจากปากถ้ำสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาของชิงชิงก็คือลูกเสือตัวน้อยที่เดินเตาะแตะออกมาตามทางสิ่งแรกที่เด็กน้อยคิดก็คือ ลูกมันอยู่นี่ แล้วแม่มันอยู่ไหน? เสือแม่ลูกอ่อนดุมากเสียด้วยนางคงไม่พาท่านพ่อมาตายวันนี้หรอกนะ
ไม่ต้องคิดฟุ้งซ่านไปนานนักเพียงมองให้ลึกเข้าไปในมุมมืด ชิงชิงก็เห็นร่างของแม่เสือนอนอยู่พอเดินเข้าไปหากลิ่นของคาวเืก็คลุ้งจนแสบจมูกด้วยความเป็หมอที่ไม่เคยกลัวคนไข้ของตัวเอง เด็กน้อยจึงออกวิ่งไปหาร่างนั้นแม้แสงที่ลอดเข้ามาในถ้ำจะมีไม่มาก แต่ก็พอจะสรุปได้แล้วว่าแม่เสือตัวนี้สิ้นใจไปตั้งนานแล้วจากอาการตกเืหลังคลอดจากสภาพศพคงราวสามถึงห้าวันได้
“ชิงชิง” หยางเซิงมองลูกสาวอย่างตกตะลึงเข้าเรียกนางอย่างตะกุกตะกักเล็กน้อยคราแรกที่เห็นลูกเสือเขาก็จะอุ้มนางวิ่งออกไปแล้ว แต่ยังไม่ทันจะได้ขยับลูกสาวคนดีก็เดินเข้าไปด้านในก่อน
“ท่านพ่อ แม่เสือตายแล้ว” ชิงชิงทิ้งร่างแม่เสือไว้อย่างนั้นเดินออกมาอุ้มลูกเสือน้อยเอาไว้ในอ้อมแขน เ้าเด็กนี่ไม่มีแม่แล้วหากปล่อยเอาไว้กลางป่าคงไม่รอดแน่ “ลูกเสือไม่มีแม่ดูแลมันต้องตายแน่เราเอามันกลับบ้านไปด้วยได้หรือไม่เ้าคะ?” เสือเป็สัตว์ที่หาได้ยากในชาติก่อนขนาดนางทำงานด้านนี้โดยตรงยังได้เจอเสือตามธรรมชาติน้อยครั้งมากถ้าทิ้งมันไว้เช่นนี้นางต้องรู้สึกผิดต่ออาชีพไปจนตายแน่
“เราเลี้ยงเสือไม่ได้หรอกลูก” หยางเซิงพูดแทบไม่ออกชิงชิงสมกับเป็ลูกพรานป่า เด็กคนอื่นอยากเลี้ยงหมาแมว ลูกสาวเขากลับอยากเลี้ยงเสือตอนนี้ยังไม่เท่าไหร่ อีกสองสามปีพอมันตัวใหญ่ขึ้น ชาวบ้านได้แตกตื่นแน่
“ไม่อันตรายหรอกเ้าคะท่านพ่อ เสือเป็สัตว์ที่ฝึกได้” ด้วยเป็คนไม่เคยกลัวสัตว์ป่าประกอบกับเคยเห็นเศรษฐีทั้งหลายที่เอาเสือมาเป็สัตว์เลี้ยงโดยไม่มีอันตรายชิงชิงจึงเชื่อมั่นในใจเป็อย่างมากว่านางจะสามารถเลี้ยงเสือได้เหมือนเลี้ยงแมว
“ถึงบ้านเราจะอยู่ห่างจากบ้านอื่น แต่ก็ยังอยู่ในหมู่บ้านถ้ามีใครได้ยินว่าเราเลี้ยงเสือจะพากันกลัวเอานะลูก” หยางเซิงเองก็เอ็นดูเ้าเสือน้อยตัวนี้เช่นกันแต่อย่างไรเขาก็ต้องนึกถึงส่วนรวมเอาไว้ก่อน
เห็นท่านพ่อไม่มีท่าทีจะใจอ่อนชิงชิงจึงดึงเอาไม้ตายสุดท้ายออกมาใช้ทันทีนางจัดการแหกปากร้องไห้สะอึกสะอื้นให้ดูน่าสงสารแน่นอนว่าพ่อที่รักลูกสาวปานดวงใจไม่มีทางปล่อยให้นางร้องไห้เสียเปล่าอยู่แล้ว
“ชิงชิงอย่าร้อง ได้ ๆ เราเลี้ยงเ้านี่กัน เอามันกลับบ้านไปด้วยดีไหมลูก”หยางเซิงเห็นลูกสาวร้องไห้ก็ทำอะไรไม่ถูกขึ้นมาทันทีแต่ไหนแต่ไรเขาก็ไม่เคยปฏิเสธลูกอยู่แล้วยิ่งพอเห็นหน้าตาบูดเบี้ยวของนางเขาก็ยอมในทันทีส่วนเื่ไป๋ฮวากับชาวบ้านทั้งหลายเอาไว้เขาคอยจัดการทีหลังตอนนี้น้ำตาของลูกสาวสำคัญกว่า
เมื่อพ่ออนุญาตแล้วชิงชิงก็เก็บหน้าตาบู้บี้ที่ไร้น้ำตาของตัวเองทันที ใบหน้าเล็กกลับมามีรอยยิ้มรีบอุ้มเ้าตัวเล็กกลับไปตามทางเดิมที่เดินมา พอออกมาพ้นจากถ้ำชิงชิงถึงได้มองเ้าลูกเสือในอ้อมแขนได้อย่างชัดเจนขึ้นเ้าลูกเสือตัวนี้ไม่ใช่เสือธรรมดา แต่เป็เสือโคร่งสีทอง! ชาติก่อนขึ้นชื่อว่าเสือก็หายากแล้วเสือโคร่งสีทองเป็สัตว์ที่นางไม่คิดว่าจะได้เห็นมาก่อนด้วยซ้ำได้ดูแลมันถือเป็วาสนาของชิงชิง
แม่เสือตายมาหลายวันแล้วเ้าตัวเล็กของนางรอดมาได้ก็เพราะกินเืจากซากแม่ถือว่าเป็การรอดอย่างหวุดหวิดมาก เพราะหากได้เจอกันช้าอีกนิด เสือน้อยตัวนี้ไม่ถูกสัตว์นักล่ากินก็ต้องหิวตายแน่นอนชิงชิงใช้ผ้าชุบน้ำในถุงหนังของตัวเองเช็ดตามเนื้อตัวของลูกเสือน้อยร่างกายมันผอมแห้งอย่างน่าสงสารเอามันไปเลี้ยงครั้งนี้พูดตามตรงก็เป็เื่ลำบากอยู่เหมือนกันถึงแม้จะเป็เช่นนั้นแต่นางก็จะดูแลมันอย่างดีที่สุด
หนึ่งคนหนึ่งสัตว์เดี๋ยวเช็ดเดี๋ยวเลียอยู่นานหยางเซิงก็แบกหนังเสือเดินเข้ามาหาทั้งสอง “ท่านพ่อเอาหนังเสือไปด้วยไม่หนักเกินไปหรือเ้าคะ”แค่ที่แบกเอามาก็หนักจะแย่อยู่แล้วชิงชิงไม่อยากให้ท่านพ่อทรมานร่างกายตัวเองเกินไป
“ไม่เป็ไร หนังเสือราคาดีมาก ไม่เอาไปคืนนี้พ่อคงนอนไม่หลับ” ใครจะสนว่าหนักหรือไม่ เจอลาภลอยมาเช่นนี้ ไม่คว้าเอาไว้เสียดายแย่หยางเซิงจัดการมัดหนังเสือเอาไว้กับคอนแบกขึ้นหลังแล้วเดินกลับบ้านพร้อมกับชิงชิงและเสือน้อย
คืนนั้นชิงชิงตั้งชื่อเ้าลูกเสือสีทองว่า ‘เสี่ยวหู’ แปลตรงตัวว่าเสือน้อย แน่นอนว่าั้แ่กลับมาจนถึงก่อนเข้านอนท่านแม่ยังบ่นนางกับท่านพ่อไม่ยอมหยุดการเอาเสือมาเลี้ยงเป็เื่ใหญ่มากสำหรับหมู่บ้านเล็ก ๆ อย่างหมู่บ้านติงชุนท่านพ่อของชิงชิงต้องเขาไปขออนุญาตหัวหน้าหมู่บ้านแล้วอธิบายกับทุกคนเป็การใหญ่โชคดีที่ความสัมพันธ์ของคนในหมู่บ้านไม่แย่หลังจากอธิบายและรับรองความปลอดภัยอยู่หลายครั้งสุดท้ายการเลี้ยงลูกเสือของชิงชิงก็ได้รับการยอมรับอย่างเป็ทางการ
“เสี่ยวหูนอนซะนะ” ชิงชิงให้เสี่ยวหูกินเืสัตว์เป็อาหารเพราะนางไม่สามารถหาน้ำนมมาให้มันกินได้จึงได้แต่ทำเช่นนี้ อย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยให้มันตายอยู่ในป่า
นับแต่วันนั้นชาวบ้านของหมู่บ้านติงชุนก็คุ้นเคยกับการเห็นเด็กหญิงที่ไหนก็จะเห็นลูกเสือตามหลังที่นั่น เ้าเสือตัวนี้ท่าทางไม่ต่างอะไรกับสุนัขมันเดินตามเ้าของอย่างรู้ความไม่ว่าผ่านไปนานแค่ไหนเสี่ยวหูก็ไม่มีประวัติการทำร้ายคนเลย ไม่นานหลังจากนั้นความกลัวและระแวงของชาวบ้านก็เริ่มจางลง เปลี่ยนเป็ความคุ้นเคยจนในที่สุดก็เคยชินหายกลัวกันไปเอง
“เสี่ยวหูเราไปทางนั้นกันเถอะ” กาลเวลาหมุนผ่านไปอีกสามปีชิงชิงในวัยแปดขวบสามารถท่องผืนป่าได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องขออนุญาตท่านพ่อกับท่านแม่แล้ว
ตอนนี้ฝีมือในการวางกับดักของชิงชิงล้ำหน้ากว่าพ่อของตัวเองไปมากเข้าป่าแต่ละครั้งนางสามารถนำสัตว์กลับบ้านได้มากกว่าที่ท่านพ่อทำเสียอีกน่าเสียดายที่ความสามารถมากแต่แรงน้อยถึงจะจับสัตว์ได้มากแต่ชิงชิงก็เอากลับบ้านได้ไม่หมดหลายครั้งต้องออกมาเรียกท่านพ่อเข้าไปช่วยขนออกมาเพราะหากทิ้งไว้กลางป่านางจะรู้สึกผิดต่อทรัพยากรเกินไป
วันนี้เป้าหมายของชิงชิงไม่ใช่การล่าสัตว์นางพาเสี่ยวหูเข้าป่าเพื่อสำรวจเป็หลัก พูดถึงเ้าเสือน้อยตัวนี้จากความรู้ในชาติก่อนชิงชิงบอกได้เลยว่ามันโตช้ามากผ่านมาสามปีมันสูงขึ้นจากเดิมแค่เล็กน้อยเท่านั้น ความแปลกไม่ได้มีเพียงเท่านี้ร่างกายเล็ก ๆ ของเสี่ยวหูนั้นมีเรี่ยวแรงมหาศาลมันสามารถลากหมูป่าสองสามตัวกลับบ้านได้อย่างสบาย ๆแถมเ้าตัวเล็กก็ฉลาดเฉลียวเป็ที่สุด คล้ายมันฟังภาษามนุษย์รู้เื่ไม่ว่านางจะพูดอะไร เ้าตัวเล็กก็ทำตามได้ทุกสิ่งนางกับมันจึงเป็เหมือนเพื่อนที่รู้ใจกัน ไปไหนก็ไปด้วยกันเสมือนเงาเสมอมา
“เจออะไรผิดปกติบ้างหรือเปล่าเสี่ยวหู?” ทุกครั้งเวลาเข้าป่าเสี่ยวหูมักจะล่วงหน้าไปดูเส้นทางให้ชิงชิงเสมอหากมีอะไรที่ผิดปกติมันจะแสดงอาการปกป้องออกมาอย่างกล้าหาญ นี่จึงเป็อีกเหตุผลที่ทำให้พ่อกับแม่วางใจให้นางเข้าป่ากับเสี่ยวหูเพียงลำพัง
ท่าทางปกติของเสี่ยวหูทำให้ชิงชิงวางใจได้ระดับหนึ่งธรรมชาติของสัตว์มีสัญชาตญาณมากกว่ามนุษย์ เมื่อมันแสดงอาการว่าปลอดภัยแปลว่าตรงนั้นไม่มีอันตราย ชิงชิงเดินตามลูกเสือไปโดยไม่ทิ้งความระมัดระวัง
เมื่อไม่นานมานี้ชิงชิงพึ่งเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าโลกที่อยู่ในตอนนี้แตกต่างกับโลกก่อนอย่างสิ้นเชิงโลกที่แล้วสิ่งที่นางคุ้นเคยมากที่สุดคือวิทยาศาสตร์แต่โลกที่อยู่ตอนนี้กลับเหนือจินตนาการไปมากเมื่อสองสามเดือนก่อนนางตามท่านพ่อเข้าเมืองไปขายสัตว์ตามปกติ นั่นเป็ครั้งแรกที่ชิงชิงมีโอกาสได้เห็นสิ่งที่นางจำกัดความเอาเองว่า ‘พลังวิเศษ’
ระหว่างทางเดินกลับจากร้านอาหารตอนนั้นชิงชิงเห็นกลุ่มคนสองกลุ่มกำลังถกเถียงกันไม่นานหลังจากนั้นการต่อสู้ก็เริ่มต้นขึ้น ไม่ใช่การเตะต่อยใช้กำลังกันแบบธรรมดาไม่ใช่แม้แต่กำลังภายในแบบในละคร แต่เป็ฝ่ายหนึ่งสามารถเรียกไฟออกมาได้ราวกับนักมายากลส่วนอีกฝ่ายพิเศษมาก เพราะชิงชิงเห็นพวกเขาใช้ยันต์สีเหลืองเข้าต่อสู้ยันต์นั้นสามารถเรียกดินน้ำลมไฟออกมาได้ดังใจ น่าเสียดายที่ยังไม่ทันได้ดูจนหนำใจท่านพ่อที่แสนดีก็อุ้มนางวิ่งออกมาเสียก่อน
หลังจากนั้นชิงชิงก็ปฏิบัติการ ‘ซักถาม’ ท่านพ่อเป็การใหญ่ จากข้อมูลทั้งหมดนางจึงเข้าใจได้ว่าตอนนี้ตัวนางอยู่ที่แผ่นดินต้าลู่ ชายแดนแคว้นอู๋ความพิเศษของแผ่นดินต้าลู่คือมีมนุษย์พิเศษจำนวนหนึ่งที่สามารถฝึกฝนพลังวิเศษได้ภายหลังจากฝึกฝนแล้วพวกเขาก็จะสามารถใช้พลังได้อย่างที่นางเห็นนอกจากนี้กลุ่มคนที่สามารถฝึกฝนพลังก็จะมีอายุที่ยืนยาวกว่าคนทั่วไปด้วยให้ตายเถอะ! นี่มันสุดยอดชะมัด!
อย่างไรก็ดีคนที่สามารถฝึกฝนได้นั้นมีน้อยยิ่งกว่าน้อยโดยส่วนมากจะเป็กลุ่มคนที่ถือกำเนิดบนดินแดนพิเศษที่มีชื่อว่า ‘หัวลี่’ น้อยมากที่จะมีคนจากสามแคว้นที่สามารถฝึกพลังวิเศษได้ที่ท่านพ่อรู้ก็มีอยู่เท่านี้ ชาวบ้านธรรมดาไม่มีความรู้ในเื่พวกนี้เท่าไหร่นักการฝึกฝนพลังเป็เื่ของชนชั้นสูงเท่านั้น สังคมศักดินาสุดสุดไปเลย!
นอกจากการฝึกฝนพลังวิเศษแล้วยังมีเื่ของสัตว์วิเศษอีกด้วย ตอนที่เล่าเื่นี้ท่านพ่อได้เตือนชิงชิงอย่างจริงจังว่าห้ามเข้าไปในป่าลึกเด็ดขาดเพราะด้านในมีสัตว์ร้ายที่ตัวนางคาดไม่ถึงมากมาย บางตัวก็พ่นไฟได้บางตัวก็ดำดินได้ นอกจากคำพูดที่ไปทางขู่แล้วท่านพ่อยังแสดงสีหน้าท่าทางที่สมจริงอย่างมากด้วย แต่ก็สูญเปล่าเพราะชิงชิงไม่กลัว!
หลังจากได้ฟังเื่พวกนี้ชิงชิงก็ขยันสำรวจป่ามากยิ่งขึ้นนางไม่เพียงไม่กลัว แต่ยังตื่นเต้นมากด้วยนางอยากรู้ว่าสัตว์วิเศษจะหน้าตาแปลกประหลาดขนาดไหนตัวใหญ่เหมือนไดโนเสาร์หรือเปล่า? หรือจะหน้าตาเหมือนก็อตซิล่าความอยากรู้อยากเห็นทำให้เด็กน้อยค่อนข้างทำอะไรตามใจตัวเอง
หนึ่งเด็กหญิงหนึ่งลูกเสือเดินกันมาจนถึงหน้าผาแห่งหนึ่งชิงชิงเข้าป่าลึกขึ้นเรื่อย ๆ นางไม่ได้วาดฝันว่าจะเจอสัตว์วิเศษพวกนั้นในตอนนี้นางเพียงอยากสำรวจเส้นทางเอาไว้ก่อน ดูว่าตรงไหนเป็เขตปลอดภัยตรงไหนสามารถเข้าไปหลบซ่อนได้ เส้นทางส่วนใหญ่จึงไม่ได้เน้นเดินเป็เส้นตรงเข้าป่าแต่เป็ทางอ้อม ๆ เพื่อดูโดยรอบ
“ตรงนี้มีหน้าผาด้วย” เด็กหญิงนั่งลงกับพื้นก่อนจะเปิดย่ามเอาสมุดกับพู่กันอันเล็กออกมาจดรายละเอียดที่ได้เห็นเครื่องเขียนพวกนี้ราคาสูงมากสำหรับครอบครัวธรรมดาอย่างนางโชคดีที่ตอนนี้ทั้งท่านพ่อและตัวนางเองสามารถเข้าป่ามาล่าสัตว์กลับออกไปได้จำนวนไม่น้อยความเป็อยู่ของครอบครัวจึงดีขึ้นมากท่านแม่ถึงได้ยอมควักกระเป๋าซื้อเครื่องเขียนล้ำค่าให้ชิงชิง
ตัวหนังสือของแผ่นดินต้าลู่เหมือนกับอักษรจีนตัวเต็มของโลกเก่าจึงเป็โชคดีของชิงชิงอย่างมากที่นางเคยเรียนภาษาจีนจนเข้าขั้นมาก่อนตอนนั้นดุจดาราชื่นชอบภาษาจีนมาั้แ่มัธยมต้นนอกจากชอบแล้วพอได้เรียนก็เรียนรู้ได้ดีมากพูดได้ว่าไม่แพ้คนที่เกิดและเติบโตในจีนแผ่นดินใหญ่เลย เผลอ ๆดีกว่าหลายคนเสียด้วยซ้ำ ตอนนั้นตั้งใจเรียนเพราะชอบคิดไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้วจะมีประโยชน์ในภายหลังพ่อแม่แปลกใจมากที่ชิงชิงอ่านออกเขียนได้โดยไม่มีใครสอนกระนั้นพวกเขาก็ไม่ได้บอกคนอื่นยังสนับสนุนชิงชิงด้วยการซื้อเครื่องเขียนและหนังสืออ่านเล่นมาให้ด้วย
ใช้เวลาเพียงไม่นานชิงชิงก็บันทึกสิ่งที่ได้เห็นลงสมุดได้จนหมดนางกำลังทำแผนที่ของผืนป่าแห่งนี้อยู่ จะได้รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหนหากในอนาคตต้องเดินทางเข้าป่าลึกจะได้ไม่หลง จากการสำรวจมานานพอควรแล้วนางบอกได้ว่าผืนป่าแห่งนี้เป็ป่าที่มีลักษณะผสมผสานอย่างเหนือกฎเกณฑ์ต้นไม้ใบหญ้าไม่ได้แบ่งตามลักษณะใดเลย เหมือนอยากจะขึ้นตรงไหนก็ขึ้นพืชที่ไม่น่าอยู่ในป่าเดียวกันก็มาอยู่ด้วยกันได้
ชิงชิงเดินสำรวจบริเวณหน้าผาอย่างละเอียดอีกครั้งตอนนั้นเองที่เสี่ยวหูร้องเรียกนางพร้อมกับใช้อุ้งเท้าตะกุยพื้นไปมาเมื่อเดินเข้าไปใกล้นางจึงเห็นเส้นเชือกขนาดใหญ่พอมองตามเส้นเชือกลงไปด้านล่างหน้าผาก็เห็นนกสีแดงตัวใหญ่ ไม่ใช่! นั่นไม่ใช่นก!แต่เป็ชุดคลุมสีแดงสดของใครบางคนต่างหาก มีคนตกหน้าผาหรือ?
“นั่นใคร! ลงไปทำอะไรตรงนั้น ให้ข้าช่วยอะไรหรือไม่?”ด้วยความสูงของหน้าผาชิงชิงจึงต้องนอนคว่ำราบกับพื้นเพื่อชะโงกหน้าลงไปถามคนที่ห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศ
“ไสหัวไป” น่าเสียดายที่เ้าของเสื้อคลุมสีแดงไม่รับน้ำใจเสียงเล็กแต่ก็ยังฟังรู้ว่าเป็ของบุรุษะโสวนกลับมา
“ข้าถามเพราะหวังดี ตอบกลับมาดีดีก็ไม่ได้” แม้จะเป็เด็กมีน้ำใจแต่ถูกด่าเช่นนี้ชิงชิงก็ไม่คิดจะสนใจอีกเด็กน้อยลุกขึ้นเตรียมจะเดินจากไปพร้อมกับเสี่ยวหู ยังก้าวได้เพียงไม่กี่ก้าวสีแดงแสบตาก็ปรากฏตรงหน้าเสียก่อน เสี่ยวหูมีปฏิกิริยาตอบโต้ไว้มากมันเข้ามาขวางหน้าเ้านายเอาไว้พร้อมแสดงอาการขู่
“โอ้ ข้านึกว่าใครที่ไหน ที่แท้ก็เด็กน้อยคนหนึ่ง” บุรุษในชุดสีแดงเพลิงโบกพัดในมือไปมาด้วยท่าทางงดงามแรกทีเดียวเข้านึกว่าเป็ศิษย์ของสำนักใดเขาป่ามาฝึกฝน ที่ไหนได้เป็เด็กหญิงชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง
“ท่าน...งดงามมาก” ดวงตากลมใสของชิงชิงเบิกกว้างอย่างตกตะลึงเกิดมาสองชาติไม่เคยเจอผู้ชายที่งดงามขนาดนี้เลยเขาดูเหมือนจะอายุสิบแปดสิบเก้าเท่านั้น ใบหน้าเรียวงดงาม รูปหน้าชัดเจนดวงตาและเส้นผมสีดำสนิทเหมือนท้องฟ้าในเวลากลางคืนมือที่โผล่พ้นเสื้อคลุมสีแดงก็ขาวราวกับหิมะแถมยังเรียวงามเหมือนกับหยกที่ถูกเจียระไนอย่างดีรูปร่างก็สูงโปร่งรับกับท่าทางสูงส่งของเขามากชิงชิงมองความงามตรงหน้าชนิดตาไม่กะพริบ
“ข้าเป็บุรุษ! งดงามอะไรของเ้า!!!” ชาตินี้คนที่กล้าพูดว่าเขางดงามได้ตายอย่างทรมานไปกันหมดแล้วเด็กหญิงปากไม่มีหูรูดตรงหน้านี้ยังกล้าพูดคำว่างดงามต่อหน้าเขาอีกหรือ!
“ข้าก็ไม่ได้บอกว่าท่านเป็สตรีเสียหน่อย เพียงแต่ท่านเป็บุรุษที่งดงามมาก”ชาติที่แล้วชิงชิงดูซีรีส์จีนก็เพราะชื่นชอบหน้าตาที่หล่อเหลาของนักแสดงชายแต่ชายที่ยืนอยู่ต่อหน้าของนางตอนนี้หล่อเหลางดงามกว่านักแสดงเ่าั้อีกงามจนไม่รู้ว่าจะเอาคำไหนมาอธิบาย
…..
อ่านจบตอนแล้วอย่าลืมคอมเมนต์นะคะ
หอมราตรีกาล