กู้หวาจิงคิดว่าโจ๊กสมุนไพรอุ่นพอที่จะทานได้แล้ว หากเย็นกว่านี้สรรพคุณของยาจะลดลง ดังนั้นนางจึงตอบออกไปอย่างตรงไปตรงมา หวังให้พี่สะใภ้ใหญ่รีบออกจากห้องไปเร็วๆ
สะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลไป๋งงงันไปชั่วครู่หนึ่ง ราวกับได้ยินไม่ชัดเจน
“คุณหนูสี่กู้ไม่มีอะไรจะโต้แย้งจริงๆเช่นนั้นหรือ ก่อนหน้านี้เมื่ออยู่ต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่า เ้าทั้งร้องไห้ทั้งกรีดร้อง นิสัยกระด้างกระเดื่องไร้ซึ่งความกตัญญู เวลานี้ยังไม่คิดจะอธิบายอีกงั้นรึ”
“หากข้าอธิบายแล้ว พี่สะใภ้จะเชื่อหรือไม่”
“...แน่นอนว่าข้ามิเชื่อ แต่ถ้าหากเ้าเป็...”
สะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลไป๋เพิ่งกล่าวคำพูดเหน็บแนมออกมาไม่ทันจบ ก็ได้ยินกู้หวาจิงตอบกลับออกมาอย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจ “เช่นนั้นก็ช่างเถิด ข้าก็จะได้ไม่สิ้นเปลืองเวลามาทะเลาะวิวาทกับท่าน เชิญพี่สะใภ้กลับไปเสียเถิด”
สีหน้าของสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลไป๋เมื่อได้ยินคำพูดของกู้หวาจิงนิ่งงันไปพักหนึ่ง ั์ตากระพริบน้อยๆ
“หรือว่าคุณหนูซื่อกู้ป่วยครั้งนี้จะยังไม่หายดี แต่ในเมื่อเ้าไม่มีอะไรจะแก้ต่าง ก็อย่ามาโทษว่าข้าเป็คนไร้ซึ่งเหตุผล เื่นี้พูดไปถึงไหนก็เป็การสมควรของตระกูลไป๋แล้ว ข้าจะทำมันอย่างเที่ยงตรง!”
หลังจากทิ้งคำพูดร้ายกาจนั้นไว้ สะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลไป๋ก็สะบัดอาภรณ์หันกายเดินออกจากห้องไปทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมที่กระจายไปทั่ว สถานที่มืดมนโสมมเช่นนั้น แม้แต่ชั่วอึดใจเดียวนางก็ไม่อยากอยู่ต่อ
ในห้องกลับคืนสู่ความเงียบสงบ กู้หวาจิงค่อยๆ ตักโจ๊กเข้าปาก
อีกด้านหนึ่งเถียนหมอมอที่ยืนอยู่มีท่าทีจะกล่าวอะไรออกมาอยู่สองสามครั้ง ทว่าท้ายที่สุดได้แค่ถอนหายใจออกมาเฮือกเดียว ั์ตาเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
เถียนหมอมอได้บอกสาเหตุที่แม้กู้หวาจิง จะป่วยจนล้มหมอนนอนเสื่ออยู่บนเตียงก็ยังไม่มีใครเข้ามาเยี่ยมดูแลแก่นางแล้ว
หลังจากแต่งเข้ามาในตระกูลไป๋ได้สามปี เธอยังคงบริสุทธิ์ไม่ด้างพร้อย นี่นับเป็ความอัปยศอดสูของสตรีที่ออกเรือนแล้วทุกคน
ตระกูลไป๋แรกเริ่มเดิมทีนั้นไม่ชอบกู้หวาจิง โดยเฉพาะฮูหยินผู้เฒ่า หากไม่ใช่เพราะเกรงว่าจะผิดใจกับตระกูลกู้ นางคงจะฆ่ากู้หวาจิงทิ้งเสียั้แ่ตอนไป๋หลิงเทียนไปยังแถบชายแดนนั้น!
กู้หวาจิงอยู่ในจวนตระกูลไป๋ต้องกล้ำกลืนความทุกข์ทั้งหมดและคอยระวังตนเป็อย่างยิ่ง ใบหน้าไร้ซึ่งร่องรอยแห่งความสุข
แต่อย่างไรก็ตามนางยังคงหวังว่าไป๋หลิงเทียนหลังจากกลับมาแล้วจะอยู่กับนางอย่างมีความสุข ดังนั้นจึงยอมกัดฟันอดทนรับการปฏิบัติอย่างเหี้ยมโหดจากตระกูลไป๋
เมื่อตระกูลไป๋เห็นนางปฏิบัติเช่นนั้น จึงทวีความรุนแรงมากกว่าเดิม ในท้ายที่สุดไม่คาดคิดว่าจะใส่ร้ายป้ายสีหาว่านางไปมีความสัมพันธ์กับชายอื่น กล่าวว่านางอดทนต่อความเหงาเปล่าเปลี่ยวไม่ได้ จนไปมีสัมพันธ์ลับกับชายรับใช้ภายในเรือน!
ชายรับใช้ที่ถูกตระกูลไป๋จับตัวได้ยอมรับผิดด้วย “ความเสียใจ” เมื่อฮูหยินผู้เฒ่ารู้เื่เข้าจึงโกรธเกรี้ยวมาก และด้วยความโกรธนี้จึง้าหย่ากู้หวาจิง โดยใช้วิธีขับไล่นางออกไปจากตระกูลไป๋
กู้หวาจิงปฏิเสธความผิดทั้งหมด จึงนำไปสู่ความไม่พอใจของบรรดาผู้าุโ
ให้ตายเถอะ! แผนการแบบนี้ก็ยังนำมาใช้ได้ เห็นได้ชัดว่าการพยายามประนีประนอมของกู้หวาจิงทำให้พวกเขาไม่ยี่หระแม้แต่น้อย
“คุณหนู ท่านว่าเื่นี้...สะใภ้ใหญ่ก่อนหน้านี้ก็ไม่ชอบท่านอยู่มากแล้ว คราวนี้ฮูหยินผู้เฒ่าให้อำนาจอย่างสมบูรณ์แก่นางในการจัดการเื่นี้ ข้าเกรงว่า...”
กู้หวาจิงดื่มโจ๊กจนหมด เช็ดปากอย่างเอื่อยเฉื่อย
“เกรงว่าจะขับข้าออกไปเช่นนั้นหรือ”
แม้ไม่มีเสียงตอบกลับจากเถียนหมอมอ แต่ความกังวลใจที่ปรากฏบนใบหน้าก็สื่อความหมายออกมาได้ชัดเจน
“หมอมอ ข้าบอกไปแล้วว่าเมื่อก่อนข้ายังไม่ค่อยเข้าใจเื่ราวอันใด แต่ว่าข้ายามนี้คิดได้แล้ว ข้าแม้แต่ชีวิตก็เกือบจะรักษาเอาไว้ไม่ได้ ไยจะต้องกลัวว่าจะไม่ได้เป็สะใภ้ของตระกูลไป๋อีกเล่า”
“แต่ว่าคุณหนู สตรีที่ถูกขับออกไปนั้น...ชีวิตในภายภาคหน้าจะมิเป็ไรหรือเ้าคะ”
“เช่นนั้นแล้วคงต้องลำบากเถียนหมอมอแล้วล่ะ”
ทั่วทั้งใบหน้าของเถียนหมอมอเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เมื่อเห็นใบหน้าของกูหวาจิงยิ้มเล็กยิ้มน้อยออกมา “ถ้าข้าสามารถบอกให้ตระกูลกู้ทราบถึงสถานการณ์ก่อนหน้านี้ได้ การขับออกไปครั้งนี้เกรงว่าคงจะไม่ได้เกิดขึ้นเป็แน่ มิใช่เถียนหมอมอกล่าวไว้หรอกหรือ พวกเราตระกูลกู้ไม่ถนัดในเื่รังแกผู้อื่น”
“...”
…
ทันใดนั้นเถียนหมอมอก็เต็มเปี่ยมด้วยพลังใจ ชีวิตในภายภาคหน้าของคุณหนู นางจะไม่ยอมแพ้! ต้องคอยอยู่และช่วยเหลือคุณหนูในเื่นี้ให้ได้!
กู้หวาจิงยินดีที่เื่ราวกลายเป็เช่นนี้ เถียนหมอมอนั้นรักใคร่เละเอ็นดูนางมาก เพียงแต่ไม่รู้ว่ากู้หวาจิงก่อนหน้านี้ทำไมถึงเป็เช่นนั้น และทำไมเถียนหมอมอถึงดูโศกเศร้านัก
ในตอนนี้แม้ว่าพวกนางจะยังคงอยู่แต่ในเรือนซอมซ่อ แต่กู้หวาจิงกลับรู้สึกว่าเถียนหมอมอดูสดใสขึ้น ซึ่งนั่นนับเป็เื่ที่ดีเื่หนึ่ง
หลังจากที่สะใภ้ใหญ่มาเยือนคราวนั้น ก็เงียบหายไปเป็เวลาสองวัน ย่างเข้าวันที่สามจึงส่งคนมาเชิญกู้หวาจิงให้ไปยังเรือนหลังใหญ่
ร่างกายของกู้หวาจิงยังคงเคลื่อนไหวได้ไม่มาก แม้ว่าอาการป่วยจะดีขึ้นแล้ว แต่นางยังไม่สามารถเดินออกจากเรือนได้
แต่ถึงแม้จะรู้สึกลำบากอยู่บ้าง การได้ออกไปข้างนอกก็ทำให้เธอรู้สึกดีใจ
ขณะที่ตามสาวใช้ไปยังเรือนใหญ่ กู้หวาจิงเดินไปตามระเบียงทางเดินช้าๆ เสาอิฐตั้งอยู่เรียงราย ตามผนังตกแต่งด้วยสีเงิน งานแกะสลักที่แขวนอยู่ภายในเรือนของตระกูลไป๋ดูสวยงามจนน่ายกย่อง ทำให้นางรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เห็นมาก
แต่เถียนหมอมอกลับบอกว่าตระกูลไป๋เทียบกับตระกูลกู้ไม่ได้แม้แต่น้อย กู้หวาจิงพูดไม่ออก ไม่อยากคิดเลยว่าหากเป็แบบนั้นก็ต้องหรูหรากว่าที่นี่เป็แน่
“คุณหนูสี่กู้รอสักครู่ หนูปี้[1]จะเข้าไปแจ้งกับฮูหยินผู้เฒ่าให้”
เด็กรับใช้ในชุดสีเขียวแสดงท่าทางทำความเคารพอย่างขอไปที ปล่อยให้กู้หวาจิง และเถียนหมอมอทั้งสองคนยืนตากแดดตากลมรออยู่ด้านนอก นางหันกายกลับและเดินผ่านบานประตูเข้าไป
ทุกคนในตระกูลไป๋ ไม่มีใครเรียกนางว่า“สะใภ้รอง”นอกจากนั้นก็ยังคงเรียกนางว่าคุณหนูสี่กู้เหมือนเช่นเดิม
นี่คงจะเป็ความคิดของฮูหยินผู้เฒ่า ที่ไม่ยอมรับนางเป็คนในตระกูล
กู้หวาจิงไม่ได้รู้สึกไม่สบอารมณ์แม้แต่น้อย ถึงอย่างไรนางก็ไม่ยอมนำแซ่ของครอบครัวอื่นมาใส่ไว้หน้าชื่อโดยไม่ทราบสาเหตุเช่นกัน
...
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/f76a431cff2b24d74f8d84186b87e2b9
[1]เป็คำที่คนรับใช้ชายและคนใช้หญิงใช้เรียกแทนตนเองในขณะที่พูดกับเ้านาย