***นักรบไร้นินทรา สเลบ
“ไล่ศัตรูได้แล้ว ก็กลับไปทำงานกันเดียวนี้! ”
เกลียดยัยป้านี่ชิบหาย
ในคืนวันที่สามของโลกนี้ บ้านของพวกกระผมได้ถูกบุกจู่โจมโดยพวกที่มีปีกบินบนท้องฟ้า
เห็นว่าคืนเมื่อวานเองก็มีการบุกรุกเช่นนี้เหมือนกัน
ต้องขอบคุณการทำงานหามรุ่งหามค่ำแบบไม่พักของพวกมดทาส เลยทำให้มีอาวุธขว้างวัตถุโจมตีระยะไกล ไล่พวกปีศาจกลับไปได้
มดทาสคือชนชั้นระดับต่ำสุดของเผ่าพวกเรา เป็กลุ่มที่มีจำนวนประมาณเกือบครึ่งหนึ่ง (ราว 400,000 ชีวิต) เพราะว่ามีรูปร่างที่ตัวเล็กเพียงประมาณหนึ่งร้อยเิเ เลยทำให้อ่อนแอ และไม่สามารถนับเป็กำลังรบได้
โดยปกติ พวกมดทาสจึงรับหน้าที่ทำพวกงานจิปาถะอย่างการหาอาหาร สร้างสิ่งก่อสร้าง และพวกอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ ให้กับพวกมดระดับสูง
ถัดมาคือระดับมดทหารเลว กลุ่มนี้มีจำนวนเท่ากับกลุ่มของมดทาส และตัวกระผมเองก็นับรวมอยู่ในชนชั้นระดับทหารเลวนี้
มดทหารเลวนั้นจะมีความสูงเฉลี่ยที่ร้อยห้าสิบเิเ และมีร่างกายที่แข็งแกร่งมากขึ้น พร้อมกับเขี้ยวอันแหลมคมที่มดทาสไม่มี
นอกจากมดทหารเลวแล้ว ยังมีพวกมดทหารระดับสูงอีกหนึ่งแสนห้าหมื่นตัว
พวกนี้จะมีความสูงเฉลี่ยที่สองร้อยเิเ อีกทั้งยังมีปีกที่สามารถทำให้บินขึ้นไปบนฟ้าได้
แต่บินได้สูงแค่ห้าเมตรเองนะ
ต่อมาคือกลุ่มของมดระดับองครักษ์ หรือในอีกชื่อว่ากลุ่มาา พวกนี้จะมีพละกำลังสูงที่สุดในสังคมของพวกเรา พวกเขาตัวสูงใหญ่ราวสามร้อยเิเ มีคมเขี้ยวที่แข็งแกร่ง พละกำลังเองก็สูง มีปีกบินได้เหมือนพวกมดทหารระดับสูง แถมยังมีแขนขาที่คมกริบราวใบมีดอีกต่างหาก
กลุ่มนี้มีอยู่ประมาณสี่หมื่นเก้าพันห้าร้อยห้าสิบห้าตัวได้
พวกเขามีหน้าที่คอยปกป้องอารักษ์ขาองค์ราชินีของเผ่า
ในโลกเดิมนั้น พวกเราเผ่าอาร์โธรโพดาจะแบ่งเขตปกครองตามองค์ราชินี
แต่ละองค์ราชินีก็จะมีเขตปกครอง และมดทหารส่วนตัวของตัวเองที่เป็ลูก ๆ ของตน
ในหนึ่งเขตจะมีองค์ราชินีได้เพียงแค่คนเดียว ดังนั้นหากมีลูกเกิดใหม่ที่เป็ตัวอ่อนของราชินี เธอก็จะถูกฆ่าทิ้งโดยมารดาของตนเองในทันที
แต่ถ้าหากองค์ราชินีรุ่นก่อนเริ่มใกล้จะหมดอายุขัย ตัวอ่อนที่เกิดมาใน่นั้นจะถูกเลี้ยงดูอย่างดี เพื่อให้ขึ้นมาเป็องค์ราชินีคนถัดไป
พวกเรานั้น ถึงจะมีปัจเจกความคิดเป็ของตัวเอง แต่คำสั่งขององค์ราชินีถือว่าเป็ที่สุด
บางทีอาจจะเป็สัญชาตญาณที่รักและเคารพเชื่อฟังมารดาของตนก็เป็ได้
แต่ไม่ใช่กับกระผม
“สเลบ! สเลบโว้ย! เ้ารีบออกไปลาดตระเวนได้แล้ว! อย่ามาอู้นะยะ! ”
เพราะว่ากระผมเกลียดยัยป้านี่ชิบหายเลย
ถ้าหากเป็โลกเดิม กระผมจะรู้สึกเคารพเชื่อฟังมารดาของตนเอง
แต่ในโลกนี้ ในโลกที่ไม่แน่ใจว่าราชินีของตนคือมารดาของตัวเองหรือเปล่า เลยทำให้กระผมรู้สึกต่อต้านเธออยู่
ยัยที่กำลังส่งคลื่นไฟฟ้าสั่งงานโดยตรงในสมองของกระผมอยู่นั้น มีชื่อว่า [แฟต]
ยัยนี่เอาแต่ด่าทอ วาจาหมาไม่แดก จนกระผมเริ่มชักไม่อยากจะอยู่ใต้อำนาจยัยนี่แล้ว
ขอเปลี่ยนไปอยู่กับองราชินีอีกคนได้หรือเปล่าเนี่ย?
เพราะเหตุการณ์มันเกิดขึ้นรวดเร็วมากในตอนที่ถูกส่งมาโลกใบนี้ องค์ราชินีที่มีอยู่เพียงแค่ห้าคนจึงทำการแบ่งประชากรกันเอาเองโดยไม่ถามความสมัครใจของพวกเรา
พวกองราชินีก็เป็เสียแบบเนี่ย
“สเลบ! ยังไม่รีบออกไปลาดตระเวนอีก!? ”
“ครับ ๆ …”
กระผมเดินไปหยิบคบเพลิงขึ้นมาอันหนึ่ง
ส่วนมืออีกข้างกำลังถือก้อนหินเอาไว้
และมืออีกสองข้างที่เหลือ ก็เอาไว้ใช้ถืออาวุธที่ทำมาจากเขาของพวกปีศาจที่สู้ด้วยตอนกลางวัน
กระผมรู้สึกทึ่งและอิจฉากายวิภาคของพวกปีศาจร่างั์พวกนี้มาก
พวกมันมีมือที่มีส่วนยื่นเล็ก ๆ ออกมาข้างละห้าแท่ง
ส่วนยื่นพวกนั้นมีข้อต่อ ดูแล้วน่าจะเอาไปใช้ทำงานละเอียดได้มากพอสมควรเลยละ
ผิดกับพวกเรา [อาร์โธรโพดา] ที่ทำได้แค่ใช้เขี้ยวที่มีหลายซี่ ในการขบเคี้ยว และปั้นก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา
ส่วนแขนของพวกเรา ถึงจะมีขนเล็ก ๆ ใช้สำหรับการจับถือสิ่งของ และพอจะทำงานละเอียดได้ แต่ก็ทำไม่ได้มากมายอะไรเท่าไหรนัก
ส่วนมากก็งานหยาบทั้งนั้น
ความจริงมีการคิดค้นอุปกรณ์สวมใส่สำหรับทำงานละเอียดอยู่ แต่ในตอนนี้พวกเรายังทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะยังขาดทรัพยากรณ์สำหรับสร้างสิ่งเ่าั้อยู่
“อยากได้ชุดเกราะจังแฮะ...”
แต่ตอนนี้คงโลภมากไม่ได้
ยังต้องใช้เวลาอีกนานมาก กว่าที่พวกมดทาสจะพร้อมสร้างอุปกรณ์ใช้งานอื่น ๆ ขึ้นมา
ตอนนี้คงต้องหวังกับแค่อาวุธยุคกาลก่อนเท่านั้น
“ตามกระผมมาได้เลย สเก็ต สเต็บ สเล็บ สเล็ด สเล็ต สเล็ก สเต็ก”
ไม่ได้เล่นมุข นั่นคือชื่อของพรรคพวกที่จะออกไปลาดตระเวนของกลุ่มผมจริง ๆ นะเออ
สเก็ตเป็มดทหารบ้างานวาดภาพ
สเต็บเป็มดทหารที่ชื่นชอบการเต้นรำ
สเล็บเป็มดทหารที่มีหัวสีเขียวเป็เอกลักษณ์ประจำตัว
สเล็ดเป็มดใจป๊อด
สเล็ตเป็มดหัวดำ
สเล็กเป็มดทหารที่ตัวเล็กกว่ามาตรฐาน สูงแค่ร้อยยี่สิบเิเเอง
และสุดท้าย สเต็ก มดทหารผู้ชื่อนชอบการกินเนื้อย่าง
เ้าพวกนี้เป็เพื่อนของกระผมั้แ่ก่อนที่จะตายยกฝูงมาพร้อมกันเนี่ยแหละ
เออใช่ ตายเพราะจมน้ำ จมน้ำคารังตัวเองเพราะน้ำท่วมนั่นละ
พวกเราว่ายน้ำไม่เป็หรอกนะ
เกลียดน้ำที่สุดเลยละ
“พวกปีศาจยืนสองขาตรงมุมนู้นมันจุดไฟเป็ด้วย นะ...น่ากลัวงะ”
สเล็ดได้พูดขึ้นมาเช่นนั้นในตอนที่กระผมพาเดินลาดตระเวน
“อย่าเข้าไปมีเื่โดยไม่จำเป็ดีกว่า ไม่งั้นได้กลับยาวไปอีกหนึ่งวันเต็ม ๆ แน่”
กระผมคิดถึงตอนที่ตัวเองตายเพราะเ้าปีศาจั์ผมสีส้มที่คล้ายเปลวไฟคนนั้น
การถือกำเนิดใหม่โดยคริสตั้นแห่งชีวิตนั้น ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งวันเต็ม ๆ
ดังนั้นการใช้กำลังพลทหารออกรบ จึงต้องคำนวนอย่างรอบคอบ ไม่ใช้อย่างทิ้งขว้างโดยไร้ประโยชน์
เพราะจำนวนไม่อาจเพิ่มขึ้นได้ มีประชากรเพียงแค่หนึ่งล้านคน ไม่ลด และไม่เพิ่มไปมากกว่านี้แล้ว
กระผมจึงให้คำแนะนำพรรคพวกว่าอย่าไปปะทะโดยใช่เหตุ---
“สเลบ เปลี่ยนแผน นำกลุ่มของเ้าไปสมทบกับกองพล [สกัด] ที่ทิศทางด้านขวา เดียวพวกเราจะเข้าโจมตีพวกปีศาจน้อยที่อีกฟากของทุ่งหญ้าในคืนนี้กันเลยพรุ่งนี้พวกเราจะได้ดินแดนแห่งนี้แต่เพียงผู้เดียวกัน---แล้วก็อย่าลืมดับไฟด้วย”
---ใช่...ไม่อยากปะทะโดยใช่เหตุเลยให้ตายสิฟะ
กระผมละเกลียดยัยนี่จริง ๆ
ว่าแต่ [ปีศาจน้อย] อย่างงั้นหรือ? ช่างเป็วิธีเรียกที่จำง่ายจริง ๆ แฮะ
***ราชินีแห่งความหยาบคาย แฟต
“สเลบ เปลี่ยนแผน นำกลุ่มของเ้าไปสมทบกับกองพล [สกัด] ที่ทิศทางด้านขวา เดียวพวกเราจะเข้าโจมตีพวกปีศาจสองขาที่อีกฟากของทุ่งหญ้าในคืนนี้กันเลยพรุ่งนี้พวกเราจะได้ดินแดนแห่งนี้แต่เพียงผู้เดียวกัน---แล้วก็อย่าลืมดับไฟด้วย”
ฉันสั่งเ้าสเลบ มดทหารเลวที่มีความสามารุระดับเดียวกับมดระดับองครักษ์ไปสมทบที่แนวหน้า
ที่ฉันมาเปลี่ยนแผนการตอนนี้ มันเป็เพราะว่าจำนวนของแสงไฟที่เพิ่มมากขึ้นของพวกปีศาจน้อย
จำนวนไฟที่เพิ่มขึ้น แปลได้ว่าพวกมันกำลังขยายอาณาเขตอยู่
และการขยายอาณาเขต ก็อาจตีความได้ถึงความเจริญรุ่งเรืองที่เพิ่มขึ้น
และนั่นแปลว่า จะปล่อยให้พวกมันพัฒนาการไปมากกว่านี้ไม่ได้
ฉันได้เรียนรู้จากพวกปีศาจั์แล้ว ว่าพวกสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่เป็ศัตรู ไม่ใช่สัตว์ที่โง่เขล่า
จะประมาทไม่ได้เด็ดขาด
อะไรที่สามารถขย้ำทิ้งได้ก่อน ก็ควระจะขย้ำทิ้งไปเสีย
ฉันคือราชินี
และราชินีที่ดี ต้องนำพาลูกหลานของตัวเองให้รอดชีวิตต่อไปได้
ดังนั้น พวกเรา ราชินีทั้งห้าจึงตัดสินใจเข้าร่วมเกมส์ของแสงสว่างนั้นได้อย่างไม่ลังเล
เอาละ ได้เวลากวาดล้างพวกปีศาจน้อยแล้ว
***นักรบสมองกล้าม เอรีส
คืนนี้คือคืนที่สามของการมาโลกใบนี้
พวกกลุ่มที่ออกไปสำรวจ กำลังรายงานผลให้กับผู้นำกังอยู่
พรุ่งนี้คงได้ข้อสรุปในการหาที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ของพวกเรา
ส่วนวิธีการเคลื่อนย้ายคริสตั้นแห่งชีวิตนั้น เห็นว่าจะใช้วิธีแบบอียิปต์โบราณ
เห็นได้ยินมาว่าตัวเสาจริง ๆ ไม่ได้หนักมากมายอะไรอย่างที่เห็นจากขนาดอันใหญ่โตของมัน
ใช้คนเพียงแค่ยี่สิบคนช่วยกันยกก็สามารถเคลื่อนย้ายมันได้แล้ว
จึงไม่แปลกที่จะเห็นพวกั์หรืุ์นก หรือแม้แต่ภูติแสงขนย้ายของเหล่านี้ออกไปกันได้
จะว่าไป ยังมีอีกพวกที่คล้ายกลุ่มหมอกประหลาด ซึ่งเห็นในแค่วันแรกแล้วหายตัวไปอย่างลึกลับอยู่ด้วยนี่น่า
“อีกไม่กี่วันคงได้ย้ายถิ่นหนีไปจากที่นี่แล้วสินะ”
ฉันพึมพำกับตัวเองเช่นนั้น
บริเวณที่ฉันได้รับหน้าที่มายืนเฝ้ายามคือแนวป้องกันแรก
รูปแบบการเฝ้าระวังของพวกเรานั้น คือการใช้กำลังคนมายืนเป็แนวกำแพงล้อมคริสตั้นในลักษณ์รูปดาวแปดแฉกซ้อนกันสามชั้น
ด้วยรูปทรงนี้ ถ้าหากมีมุมใดมุมหนึ่งเกิดเหตุปะทะขึ้นมา คนที่อยู่อีกฟากของตำแหน่งแถวก็จะเห็นสิ่งผิดปกติขึ้นมาได้ทันที
หรือไม่ก็สามารถใช้รูปทรงที่เว้าแหว่งเข้าตีโอบล้อมจากสองทิศทางได้
“ง่วงจัง…เมื่อไหรจะถึง่เปลี่ยนเวรเสียที---!? ”
ในตอนที่กำลังคิดเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น ฉันก็รู้สึกได้ถึงบางอย่างที่อยู่ในเงามือตรงหน้า
ฉันว่ากำลังเห็นสิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งมาทางฉันด้วยความรวดเร็ว
“ศัตรูบุก! ”
ในตอนที่ฉันกำลังสงสัยอยู่เช่นนั้น เสียงะโเตือนภัยภาษาอังกฤษก็ได้หวีดร้องขึ้นมาจากทางด้านปีกขวาของกลุ่มฉัน
น่าจะเป็เสียงของชายชาวแอฟริกาที่เข้ามาคุยกับฉันเมื่อวันก่อน
“กรี๊ด!? ”
ฉันรีบยกขวานหินที่ทำมาจากกระดูกตัวเองขึ้นมาป้องกันตัวตามสัญชาตญาณ
ดวงตาสีดำ ผิวที่หุ้มด้วยเปลือกแข็ง เขี้ยวที่กำลังกัดฝังลงไปที่ด้ามขวาน
มันมีสี่แขน สองขา ที่ดูบอบบาง
ส่วนสูงของมันอยู่ที่ประมาณร้อยห้าสิบเิเได้
ที่ก้นซึ่งเป็ข้อปล้องนั้น มีสีเหลืองพาดยาวราวกับสายฟ้าปรากฏบนผิวสีแดงเข้มของมัน
พวกมนุษย์มดมันบุกมาแล้ว
หากบินได้เหมือนมด
หากสาดแสงให้ส่องสว่าง
เราจะได้เห็นกองกำลังสีแดงเข้ม กับกองกำลังสีเนื้อซึ่งกำลังรบราฆ่าฟันอยู่
กองกำลังของมนุษย์ได้ถูกจัดเป็กองพลย่อยกระจายกันออกไปในลักษณะของดาวแปดแฉก
ไม่มีสิ่งกีดขวาง ไม่มีกำแพงขวางกั้น อารยธรรมที่เด่นชัดของพวกเขา กลับมีเพียงแค่กองไฟ เสื้อคลุมหนังสัตว์ และขวาน-หอกที่ทำจากหินกับกระดูกสัตว์เท่านั้น
อีกทั้งยังไร้ซึ่งระเบียบวินัยทหารอีกด้วย
การสื่อสารเองก็ใช้ะโพูดคุยจนเสียงดังอื้ออึงชวนสับสน
ผิดกับกองกำลังของพวกอาร์โธรโพดา
พวกมันใช้การสื่อสารผ่านคลื่นสมองโดยตรง จึงไม่มีปัญหาด้านการสื่อสาร
แถมยังมีวินัยทหาร และเป็ผู้ล่าโดยธรรมชาติ
อีกทั้งยังมีสติปัญญา ถึงพวกมันจะมีภูมิระดับอารยธรรมต่ำกว่ามนุษย์ แต่ก็ใช่ว่าจะโง่เขลา
พวกอาร์โธรโพดาพิจารณาจากแสงไปที่มนุษย์ได้จุดเอาไว้ แล้วคาดการของรูปแบบการจัดทัพศัตรู
พวกมันรู้ว่าศัตรูได้วางกองกำลังในลักษณะของดาวแปดแฉก
พวกมันฉลาดพอที่จะไม่เอาตัวเองไปอยู่ระหว่างกลาง แล้วถูกศัตรูประกบหนีบจากทั้งสองฝั่งในภายหลัง
กองทัพราวหนึ่งแสนของพวกอาร์โธรโพดาได้แบ่งออกเป็สิบส่วน
กองกำลังทั้งหมดแปดส่วนจะทำหน้าที่เข้าโจมตีตามแต่ละยอดมุมของดาวแปดแฉก
โดยจะเริ่มไล่ไปทีละแฉกตามแผนการ
ท่ามกลางความมืดมิดและสับสนอลหม่าน กองกำลังที่อยู่ดาวแฉกแรกเริ่มทำท่าจะล่มสลาย
พอเห็นดังนั้น พวกคนที่อยู่อีกแนวปีกป้องกันจึงรีบร้อนวิ่งเข้าไปช่วย
และนี่เป็่เวลาของทัพที่สองกับสามของพวกอาโธร์โพดา
พวกมันกะจังหวะบุกขึ้นมาแทรกกลางระหว่างทัพเพื่อดันศัตรูกลับไป
ไม่ให้กองทัพของศัตรูเข้ามาตีขนาบกองทัพแนกได้
หากเปรียบเทียบจำนวนแล้ว ฝ่ายมนุษย์ถือว่ามีจำนวนมากกว่าที่หนึ่งล้านต่อหนึ่งแสน
แต่ด้วยการจัดวางแนวป้องกัน อีกทั้งถูกขัดขวางการส่งกำลังเสริม จึงทำให้กำลังพลที่เหนือกว่านั้นไม่ได้ถูกใช้งาน
และใน่ระหว่างที่ฝ่ายมนุษย์สับสนอยู่นั้น พวกกองทัพที่เหลือของอาร์โธรโพดาก็ได้เข้าปิดล้อมพื้นที่ของมนุษย์เอาไว้แล้ว
พวกเขาที่เหลือยังไม่บุก แต่รอท่าทีการเคลื่อนไหวของฝ่ายมนุษย์ตามแผนการ
หากกองทัพตรงหน้าตนเองเริ่มทำท่าจะวิ่งไปช่วยเสริมแนวป้องกันเมื่อไหร ก็จะเป็หน้าที่ของพวกเขาที่จะวิ่งขึ้นไปยับยั้งเอาไว้
เน้นบุกที่จุดเดียวเพื่อทำลายคริสตั้น และใช้กองทัพอื่นปิดเส้นทางหนีกับคอยยับยั้งกำลังเสริมศัตรู นี่คือแผนการรบของพวกอาร์โธรโพดา
ในเวลาเดียวกัน เหล่าผู้นำฝ่ายมนุษย์เองก็รีบจัดประชุมรับมือ
ในหมู่หัวกะทิฝ่ายมนุษย์ได้เล็งเห็นถึงภาพที่ฝ่ายตนเองพ่ายแพ้
พวกเขารู้ดีว่ากำลังพลหนึ่งล้านคนในโลกนี้ จะมีสักกี่คนกันเชียวที่อดีตก่อนตายเคยเป็ทหารมาก่อน
ถูกบุกเฉียบพลันกลางดึก แถมยังไร้ซึ่งวินัยทหาร แผนการรบก็ไม่ชัดเจน
ดังนั้นทางออกของสถานการณ์นี้จึงมีเพียงแค่---
“เตรียมตีฝ่าแนวรับศัตรู หนีไปด้านหลังเดียวนี้เลย! ”
---มีเพียงแค่หันหลังให้ศัตรูตรงหน้า แล้วเผ่นหนีเหมือนเผ่าอื่น ๆ ที่ทำกันเท่านั้น
ความจริงพวกเขาอยากจะศึกษาพื้นที่โดยรอบให้ดีกว่านี้ ก่อนที่จะเกิดการย้ายถิ่นฐาน
แต่สถานการณ์ได้บีบคั้นให้พวกเขาต้องลงทำเดียวนี้แล้ว