นิสัยข้าเปลี่ยนยาก

    บทที่ ๑๗ ภารกิจนอกเกาะ (3)

             

            นัยน์ตาคมดุดันของผู้คุมใหญ่ดำมืดขึ้นก่อนหรี่ลงเล็กน้อยคล้ายใช้พลังอำนาจที่มองไม่เห็นเสริมด้วยแรงกดดันบีบบังคับนาง

            หลินหลานหรูรับรู้ได้ถึงกำลังภายในที่เปลี่ยนเป็นแรงกดนั้นนางยืนนิ่งไม่ไหวติ่งแต่สองมือรวบกำเป็นหมัดเหงื่อเม็ดเล็กเม็ดน้อยผุดขึ้นตามกรอบหน้า เมื่อเห็นว่าเกินกำลังเด็กสาวนางหนึ่งที่วรยุทธ์อ่อนหัดถึงขั้นระดับรั้งท้ายจะทานรับแรงกดดันนี้ไหวกลายเป็นการสร้างความระแคะระคายให้ผู้คุมใหญ่เอะใจในพลังแฝงท้ายที่สุดถูกเปิดเผยฐานะประมุขน้อยพรรคมาร คงไม่เป็นผลดีมากกว่าจะโอ้อวดนางจึงคุกเข่าลงกับพื้น

            ผู้คุมใหญ่หอบเล็กน้อย หากหลินหลานหรูยังไม่คุกเข่าเขาเกือบจะใช้กำลังภายในทั้งหมดออกไปแล้ว ความจริงคนโง่ก็มีโชคของคนโง่จวบจนถึงตอนนี้อคติที่มีต่อนางทำให้เขาไม่แม้แต่จะใส่ใจและยังดูแคลนเช่นเดิมไม่เปลี่ยน

            "คำพูดเมื่อครู่เห็นได้ชัดว่าเจ้าไม่เคารพข้าลงโทษคุกเข่าคงทำให้สำนึกขึ้นมาได้บ้าง"ผู้คุมใหญ่ลุกขึ้นยืนก่อนเดินอ้อมโต๊ะมาตรงหน้าเด็กสาววาดสองมือไพล่หลังเอ่ยอย่างผู้อาวุโสมากด้วยเมตตาน่ายำเกรง"เห็นแก่ที่เจ้าเป็นสหายข้างกายสิบเก้าจะละเว้นโทษหนักที่หายไปสามวันและกลับมาในสภาพยับเยินจนน่าสงสัยถ้าหากเจ้ามีข้อแก้ตัวไว้รอตอบข้าที่ฟังสมเหตุสมผลก็ยอมรับมาเถิด"

            กล่าวว่ามีเมตตาคงยกย่องเกินไปอะไรคือ 'ละเว้นโทษหนัก' อะไรคือ 'ข้อแก้ตัวที่ฟังสมเหตุสมผล' ขึ้นต้นมาประหนึ่งพระโพธิสัตว์กลับปิดท้ายด้วยเจ้าหน้าที่ตุลาการศาลไต่สวนนักโทษ บีบบังคับให้คนรับสารภาพ? เขายังไม่ได้บอกนางกระมังว่ารายงานฉบับที่สองที่รองผู้คุมส่งมาคืออะไร

            หลินหลานหรูคิดใช้ความเงียบเป็นคำตอบต่อให้ฉลาดแค่ไหนก็ไม่สามารถกุเรื่องอะไรขึ้นมาเพื่อรองรับสภาพบาดเจ็บสาหัสเช่นนั้นโดยไร้หลักฐานบนเกาะแห่งนี้ยังจะมีสิ่งใดให้นางยกมาแก้ต่างได้แม้ในหัวจะมีวิธีเป็นร้อยแปดในการเอาตัวรอด แต่สุดท้ายทุกวิธีล้วนเหมือนสะพานเชือกข้ามเหวที่ไม่มั่นคงแข็งแรงลำพังตัวนางคนเดียวเดินข้ามอาจพ้นผิดได้ไม่ยากแต่หากเมื่อไรที่ผู้คุมใหญ่เดินตามมาจนกระทั่งสะพานเชือกขาดความจริงทั้งหมดที่กุขึ้นคงถูกเปิดเผย ...เสี่ยงเกินไป

            ในทางกลับกันหากผู้คุมใหญ่มีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้ว ความเงียบของนางก็คือคำตอบที่ดีที่สุดหลังจากนี้ก็มาดูกันว่าคำตอบในใจของผู้คุมใหญ่คืออะไร

            "เจ้าไม่ปฏิเสธ?" ผู้คุมใหญ่นึกเสียดายอยู่บ้างกระนั้นความเงียบของนางก็เป็นคำตอบที่ชัดเจน สีหน้าจึงเปลี่ยนเป็นโมโห"ลักลอบเข้าไปในเขตหวงห้ามแล้วฆ่าอสรพิษตัวหนึ่ง ใจกล้าไม่เบานักหากวันทดสอบทำให้มันได้เท่านี้ มีหรือวันนี้เจ้าจะมานั่งคุกเข่าต่อหน้าข้า!"

            ประกายตาหลินหลานหรูวิบวับชั่ววูบ"ข้าน้อยทำผิดกฎ ผู้คุมใหญ่เชิญลงโทษ"

            น้ำเสียงแม้แข็งกระด้างแต่ไม่เชิงว่าไม่เคารพที่เอ่ยไปประโยคนี้ไม่ใช่ว่านางยอมรับ แต่ไม่ว่าจะทำเรื่องใดล้วนเป็นการผิดกฎครั้งนี้ก็ถือว่านางสามารถปกปิดเรื่องที่ลอบเข้าหอเสอหลิงได้อย่างสวยงาม

            "ข้าย่อมต้องลงโทษเจ้าแน่"กล่าวไปแล้ว ผู้คุมใหญ่ชักเริ่มควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ในใจยังกรุ่นโกรธแต่ต้องระงับยับยั้งไว้ หยิบกระดาษทบครึ่งแผ่นหนึ่งโยนส่งให้นาง"ภารกิจนอกเกาะ การทดสอบครั้งก่อนข้ามองออกว่าเจ้าจงใจสละธง...บนเกาะมีอะไรที่เจ้าหมายตาอยู่อย่างนั้นหรือ ฮึ! ล้มเลิกเสียเถอะอีกสามวันข้าจะส่งเจ้าขึ้นฝั่ง ไปทำภารกิจร่วมกับคนของอีกค่ายฝึก"

            หลินหลานหรูลอบยิ้มในใจเรื่องที่นางต้องทำบนเกาะได้ทำสำเร็จไปแล้วจากนี้ก็ไม่จำเป็นต้องรั้งอยู่ที่นี่อีกแล้วแต่กับฉากหน้านางจำเป็นต้องแสดงให้อีกฝ่ายเห็นอีกอย่าง นั่นคือแววตาโกรธขึ้งแล้วเอ่ยตอบรับอย่างฝืนใจ

            น้ำเสียงทุ้มต่ำของผู้คุมใหญ่กดหนักขึ้น"ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังวางแผนสิ่งใดไว้หมายเลขหนึ่งเป็นคนที่ท่านประมุขหมายตาไว้ใช้งาน คิดสังหารนางเจ้ามีความสามารถเพียงพอแล้วหรือ"

            ไม่เคยเลยสักครั้งที่นางจะปล่อยให้ผู้อื่นเหยียดหยามถึงเพียงนี้ฮึ! แล้วอย่างไร ให้นางตอบโต้กลับเหมือนคนโง่น่ะหรือ หาเรื่องเดือดร้อนให้ตัวเองชัดๆผู้คุมใหญ่ชื่นชอบคนมีความสามารถ ว่าง่ายเชื่อฟัง ไม่ใช่คนหยิ่งผยองอวดดีเช่นนางดังนั้นถ้อยคำหยามเหยียดเหล่านี้นางได้แต่กัดฟันก้มหน้ารับไว้"ข้าจะจำคำท่านไว้ ความสามารถไม่พอ ไม่หาเรื่องตาย"

            "เช่นนั้นก็ออกไปได้แล้ว"

            หลินหลานหรูคลี่กระดาษอ่านข้อความมอบหมายภารกิจก่อนลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะเพียงแต่สายตาไม่หยุดชำเลืองมองภาพแบบอาวุธบนหน้าบัญชีที่ผู้คุมใหญ่พลิกเปิด

            "เหตุใดจึงยังไม่ไปอีก"

            หลินหลานหรูรีบก้มหน้าประสานมืออีกครั้ง "ผู้คุมใหญ่ ข้าน้อยมีเรื่องวอนขอ..."

            เวลานี้นางแสร้งทุกข์ใจในบางเรื่องสีหน้าและน้ำเสียงปั้นแต่งได้เป็นธรรมชาติยากจับสังเกต

            "พูด"

            "เรียนถามผู้คุมใหญ่กฎคือภารกิจแรกที่ได้รับ บรรดาพวกข้าที่ครอบครองหมายเลขหนึ่งถึงยี่สิบมีสิทธิ์ร้องขอได้หนึ่งอย่าง กฎนี้ยังบังคับใช้อยู่หรือไม่"

            ผู้คุมใหญ่หว่างคิ้วตึงเล็กน้อยแม้นไม่ชอบนาง อีกทั้งนางยังอัปลักษณ์จนเขารู้สึกเสียดายใบหน้าที่งดงามราวกับบุปผาหยกภายในใจจึงยิ่งรู้สึกขัดเคือง ยิ่งสิบเก้าออกหน้าร้องขอแทนนางทุกอย่างให้ละเว้นโทษมาก็หลายครั้ง มิเช่นนั้นมีหรือเขาจะปล่อยให้นางรอดมาจนถึงสามปี

            หมายเลขหนึ่งเป็นคนที่ท่านประมุขพรรคมารออกปากหมายตาส่วนสิบเก้าเบื้องหลัง ไม่แน่ว่าท่านประมุขอาจส่งเสริมนางเป็นการลับเด็กสาวสองคนนี้ความสามารถโดดเด่นไม่แพ้กัน หากเขาดูแลพวกนางดีหน่อยอาจได้รับความไว้วางใจจากท่านประมุข

            ส่วนเด็กอัปลักษณ์นางนี้ความสามารถยังคลุมเครือแต่เรื่องขี้เกียจนางเป็นที่หนึ่ง หวังพึ่งกำลังผู้อื่นเพื่อเอาตัวรอดให้มันรู้ไปว่าภารกิจนอกเกาะหนนี้นางจะมีชีวิตรอดกลับมาได้หรือไม่

            หากตายเขาจะไม่แปลกใจเลยสักนิด

            ผู้คุมใหญ่ยิ่งคิดยิ่งมีรอยยิ้มสาแก่ใจในแววตาทว่าชิงชังแค่ไหนก็ไม่อาจผืนกฎให้ผู้อื่นดูหมิ่นเขาได้

            หลังเก็บแววตาเฉกเช่นผู้อ่านเรื่องราวบนโลกได้เจนจัดจนมิดย้อนกลับมานั่งบนเก้าอีกแล้วเอ่ยเสียงขรึม "กฎไม่อาจมีข้อยกเว้น ว่ามา!"

            "เรียนผู้คุมใหญ่ข้าน้อยต้องการฟื้นความทรงจำ..."

            เสียงตบโต๊ะปังดังกัมปนาทลั่นห้องผู้คุมใหญ่ยืนชี้หน้ามือสั่นดิกๆ ด้วยความโมโหถึงขีดสุดกลับไม่อาจข่มขวัญหลินหลานหรูให้เปลี่ยนสีหน้าได้

            "ใจกล้านักนะ!รู้ถึงผลลัพธ์แล้วใช่หรือไม่ที่เอ่ยขอเช่นนี้ ข้าคงให้เจ้าไม่ได้ไม่มียาใดทั้งนั้นที่จะฟื้นความทรงจำ" ความจริงแล้วมีแต่ไม่อยากให้ ไม่ชอบนางรังเกียจเด็กอวดดีและแข็งกร้าว ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ให้"เจ้าขออย่างอื่นเถิด"

            หลินหลานหรูขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเงียบๆ"นอกจากยาแล้ว ท่านไม่มีความสามารถในการให้สิ่งที่ข้าน้อยขอได้แล้วหรือ"

            "เจ้า!"

            "ข้าน้อยกล่าวผิดหรือ"ใบหน้านางแข็งกระด้างไม่ต่างจากน้ำเสียง

            "ข้าเป็นถึงผู้คุมใหญ่ที่มีอำนาจมากที่สุดที่นี่เจ้าอยากได้สิ่งใดก็ให้ไปขอรับจากผู้คุมกฎ" ผู้คุมใหญ่คิดปัดปัญหาเขาคิดว่าหากส่งนางออกจากเกาะได้เร็วเท่าไรยิ่งเป็นการดีนางอยู่ก็เหมือนสิ่งระคายเคืองสายตาให้เขารู้สึกหงุดหงิด

            "หนังสือมอบหมายเล่าข้าน้อยอยากมั่นใจ และต้องได้หนังสือรับรองจากท่าน"

            ผู้คุมใหญ่เริ่มไม่สบอารมณ์จับพู่กันสะบัดจุ่มหมึก ตวัดตัวอักษรสี่ห้าตัว ก่อนประทับตราผู้คุมเป็นอันเรียบร้อยเสร็จสรรพคิดเพียงแต่ว่าต้องการให้นางรีบๆ ออกไปให้พ้นสายตาโดยเร็ว

            "ข้าน้อยขอบคุณผู้คุมใหญ่สิ่งที่ข้าต้องการจำเป็นต้องใช้ระหว่างทำภารกิจ เพื่อถึงวันออกจากเกาะข้าน้อยจะติดต่อขอรับจากท่านผู้คุมกฎเจ้าค่ะ" หลินหลานหรูประสานมือคารวะเหลือบมองบัญชีรายการอาวุธเป็นครั้งสุดท้ายก่อนถอยหลังออกไปพร้อมรอยยิ้มสมแก่ใจในดวงตา

            นางเก็บกระดาษสองแผ่นไว้ในอกเสื้อเตะเท้าเดินไปตามทางเดินในอาคารส่วนกลางอย่างไม่เร่งร้อนด้วยรู้แล้วว่าคลังเก็บอาวุธอยู่ทางทิศใด

            เวลานี้หีบไม้หลายใบขนาดหกคนยกถูกขนมาวางเรียงรายหน้าอาคารสูงสองชั้น ที่เหนือประตูขึ้นไปเขียนป้ายติดว่า 'เผิงเสวียน' ลึกลงไปเป็นชั้นใต้ดินตัวอาคารสองชั้นด้านบนจึงไร้ความหมาย

            ทว่าแม้อนุญาตให้เด็กฝึกขนย้ายหีบอาวุธขึ้นจากเรือแต่ความเข้มงวดในความตรวจตราไม่ได้ลดหย่อนลงเลย ผู้คุมหน้ากากยักษ์สิบกว่าคนกระจายตัวยืนคุมไม่ละสายตายิ่งเป็นคลังเก็บอาวุธด้านในยิ่งไม่อนุญาตให้เข้าเว้นแต่จะได้รับหน้าที่ให้ตรวจสอบบัญชีรายการอาวุธและมีอยู่นางหนึ่งที่เข้าตานางแล้ว

            ในมือเด็กสาวนางนั้นมีบัญชีรายการอาวุธเล่มหนาถือยกขึ้นยกลงด้วยอากัปกิริยาร้อนรนผิดแปลกใบหน้าบิดเบี้ยวพลางกดหน้าท้องตนเองบ่อยๆ คงกำลังต้องการความช่วยเหลืออยู่กระมัง

            "ให้ข้าช่วยตรวจนับรายการอาวุธแทนก่อนดีหรือไม่เหมือนว่ามีเรื่องที่สำคัญกว่าให้เจ้าต้องรีบทำแค่ไม่กี่เค่อคงเรียบร้อยแล้วกระมังหากผู้คุมจะลงโทษคงลงโทษข้าที่ถือบัญชีอยู่ในมือ เจ้าว่าจริงหรือไม่"หลินหลานหรูเผยยิ้มอบอุ่นออกปากอาสาโน้มน้าวเด็กสาวจนอีกฝ่ายยอมยื่นบัญชีให้กับมือ

            "เช่นนั้นฝากเจ้าชั่วประเดี๋ยว"

            "ย่อมได้" หลินหลานหรูรับมารอจนเงาร่างเด็กสาวหายลับไปแล้วใบหน้าอ่อนโยนที่ประดับรอยยิ้มอบอุ่นเมื่อครู่จึงจางหายมองซ้ายแลขวาพลางตบบัญชีในมือก่อนวางท่ากลมกลืนไปกับหน้าที่แสร้งเดินตรวจเช็กจำนวนหีบอาวุธแต่ความจริงนางลอบเปิดบัญชีรายการอาวุธนั้นดูทั้งหมด

            หีบที่ขนขึ้นมาลงผนึกไว้อย่างแน่นหนาเรื่องที่อาวุธแปดชนิดข้างในหีบตรงตามรายการหรือไม่คงต้องรอรองผู้คุมตรวจเช็กอีกที

            ก่อนหน้านั้นในห้องผู้คุมใหญ่นางสังเกตเห็นตัวอักษร สีหมึก และสีของกระดาษเป็นแบบคัดลอกมั่นใจได้ว่าต้องมีมากกว่าหนึ่งเล่ม

            หลินหลานหรูอาศัยสมุดบัญชีในมือเป็นใบผ่านทางเข้าไปในคลังเก็บอาวุธด้านในมีเพียงเด็กฝึกนางเดียวซึ่งยืนตรวจเช็ดรายการอาวุธอีกรอบ

            นางเคาะฝาหีบเรียกให้เด็กฝึกนางนั้นหันหน้ามาก่อนเอ่ยด้วยสีหน้ายุ่งยากใจ "ข้าลงบันทึกตกหล่นไปเจ้าช่วยอะไรอย่างหนึ่งได้หรือไม่"

            เด็กฝึกได้ยินประโยคนี้อีกทั้งมาจากปากของคนผู้นี้ ใจจึงกระตุกขึ้นมาอย่างประหวั่นพรั่นพรึงยากนักที่จะมีใครเข้าถึงตัวหมายเลขหนึ่งร้อยหน้าผู้นี้ได้ด้วยคร้ามเกรงอาณาเขตสังหารบนต้นแขนขวาของอีกฝ่ายแม้แต่หมายเลขยี่สิบยังตายด้วยน้ำมือนาง "เจ้าเอาของข้าไปเทียบเสร็จแล้วค่อยเอามาคืน"

            "ขอบคุณ"ปากขอบคุณแต่แววตาอำมหิต กระทั่งคนมองใจกระตุกจนหลั่งเหงื่อเย็นสีหน้าไม่แสดงอาการหวาดกลัวแต่อากัปกิริยาเร่งร้อนเดินออกจากคลังเก็บอาวุธแทบทันที

            หลินหลานหรูเริ่มตรวจสอบบัญชีที่ได้มาใหม่นี้อย่างรวดเร็ว

            อาวุธทุกหีบที่ลงรายการไว้ในบัญชีระบุว่าเป็นสินค้าผลิตรอการจัดส่งอีกทั้งยังระบุตำแหน่งผลิตและสถานที่ส่งออกตามวันและเดือนต่างๆแต่ข้อมูลมีแค่เพียงหนึ่งปีเท่านั้นผ่านมาสามปีคงอยากจะสืบหาที่มาของหัวลูกธนูเจ็ดแฉกได้

            ใครที่คิดโจมตีขบวนเดินทางของสกุลหลินเมื่อสามปีก่อนกระทั่งเป็นเหตุให้พี่ใหญ่ของนางตกเหว เบื้องหลังของซูเจี๋ยมีผู้ใดคอยชักใยอยู่ไม่แน่ว่ารายชื่อผู้รับสินค้าที่มีเพียงไม่กี่คนในบัญชีนี้อาจหาคำตอบให้นางได้

            "เอ๊ะ เจ้ายังไม่ออกไปรึ"เด็กสาวคนเดิมเดินกลับเข้ามา

            หลินหลานหรูหันมาส่งยิ้ม"เรียบร้อยแล้วไม่มีที่ใดตกหล่น หลังจากนี้ก็ฝากเจ้าจัดการต่อแล้วกัน"นางวางบัญชีลงบนหลังหีบ ก่อนเดินออกไปด้วยท่าทางไม่รีบร้อนแต่สร้างความงุนงงให้คนที่เพิ่งยกหีบเข้ามาอยู่มาก

             

             

            หลินหลานหรูต้องเตรียมตัวออกจากเกาะเพื่อทำภารกิจอันระบุเวลาไม่ได้ว่านานแค่ไหนเพราะในกระดาษทบครึ่งแผ่นนั้นไม่ได้เขียนอะไรมากเกินกว่าคำว่า 'คุ้มครองคน' ไม่มีรายละเอียดใดทั้งสิ้นผู้คุมใหญ่คิดตัดหางนางจริงๆ เสียแล้ว

            "ลูกพี่ เจ้าจะทิ้งพวกข้าหรือได้อย่างไรกัน?"

            เด็กสาวแปดคนในโรงนอนที่สองยืนล้อมหน้าล้อมหลังก้มมองกดดันขณะที่หลินหลานหรูนอนเอื่อยเฉื่อยกลอกตากวาดมองคนแปดคนที่กำลังรบกวนการพักผ่อนของนางแต่เช้าตรู่

            "หมายเลขหนึ่งไม่ปล่อยพวกข้าไว้แน่เจ้าจะไปทั้งอย่างนี้ไม่ได้"

            "ก่อนไปช่วยทำอะไรสักอย่างไม่ได้หรืออย่างน้อยช่วยรับรองความปลอดภัยให้กับพวกข้าก็ยังดี" เก้าสิบเอ็ดเขย่าๆหลินหลานหรูให้พูดอะไรบ้าง "ลูกพี่ เจ้าพูดสิ จะจัดการเรื่องนี้อย่างไร"

            หลินหลานหรูดีดตัวลุกขึ้นนั่งก่อนล้วงมือหยิบของในอกเสื้อออกมาด้วยอากัปกิริยาประหนึ่งขี้เกียจเต็มทน"เจ้าเอาภารกิจที่ข้าได้รับวันนี้ไปป่าวประกาศให้ทั่วอีกสามวันข้าจะออกจากเกาะ แล้วก็ยังมี..."นางโบกมือเป็นสัญญาณให้เด็กสาวทั้งหมดโน้มตัวเข้ามาไกล"ข้าจะกำจัดอำนาจของหมายเลขหนึ่งให้พวกเจ้าก่อนออกจากเกาะ..."

            หลังป่าวประกาศไปแล้วหนึ่งวันหมายเลขหนึ่งก็เริ่มเคลื่อนไหว ส่งคนแอบเดินตามหลินหลานหรูเฝ้าทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน

            แรกเริ่มนางคิดว่าหมายเลขหนึ่งจะลงมือเร็วกว่านี้เสียอีกแต่กลับปล่อยนานมาถึงวันสุดท้ายก่อนออกจากเกาะ บ่ายคล้อยวันนี้นางขอเข้าพบผู้คุมกฎเพื่อแจ้งเจตจำนงใช้สิทธิ์ของหมายเลขยี่สิบรับของที่นางต้องการ

            อาคารตรงหน้าหลังนี้เมื่อสามปีก่อนนางและสิบเก้าเคยหยุดยืนมองกฎที่หมายเลขหนึ่งถึงยี่สิบมีสิทธิ์ร้องขอสิ่งใดก็ได้ก่อนรับภารกิจนอกเกาะสิบเก้าเป็นคนเล่าให้นางฟัง เป็นเหตุให้นางต้องลุกขึ้นชิงหมายเลขหลังเสียงระฆังดังขึ้น

            "คารวะผู้คุมกฎข้าน้อยมีหนังสือรับรองจากผู้คุมใหญ่พร้อมภารกิจแรกที่ได้รับมอบหมายนอกเกาะข้าน้อยจึงมาเพื่อขอใช้สิทธิ์ของหมายเลขยี่สิบขอรับสิ่งที่ต้องการจากท่าน"หลินหลานหรูส่งกระดาษที่ผู้คุมใหญ่ลงตราประทับรับรองอย่างชัดเจนให้ผู้คุมกฎ

            ผู้คุมกฎรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ใบหน้ามีสง่าราศีคงแก่ความน่าเคารพนับถือ หนวดเครายาว ผมขาวแซมดำไม่ตระหนี่รอยยิ้ม อายุเรียกได้ว่าอยู่ในวัยล่วงรู้ลิขิตฟ้า[1] ความเมตตาเอ็นดูที่ไม่เสแสร้งของเขาทำให้หลินหลานหรูเผลอยิ้มตอบอย่างอบอุ่น"เขาอนุญาตสิ่งที่เจ้าต้องการขอแล้วจริงรึ"

            "เขาเพียงแต่บอกให้ข้ามารับของจากท่านหลังโมโหแล้วเขาก็มีแต่จะไล่ข้าออกไปให้พ้นหน้าข้ามีหรือจะอยู่ให้ผู้คุมใหญ่วิ่งไล่เตะ" ไม่ว่าจะจงใจหรือไม่รอยยิ้มอ่อนหวานตามวัยของหลินหลานหรูมักทำให้คนมองรู้สึกสบายตาเป็นอย่างยิ่ง

            เสียงหัวเราะแหบแห้งของผู้คุมกฎดังลั่นโถง"เขาจะมีแรงวิ่งไล่เตะเจ้าได้ไกลแค่ไหนกันเชียว แรงจะมัดไก่ยังไม่มีกระมังวันหน้าเจ้าก็วิ่งมาหาข้า ดูซะข้าจะด่าคนผู้นั้นอย่างไร"ผู้คุมกฎมองนิสัยหลินหลานหรูออกจนทะลุปรุโปร่ง แม้นไม่มีคำสั่งกำชับกำชาให้ดูแลเด็กสาวนางนี้จากท่านประมุขอู่เป็นพิเศษเขาก็รู้สึกถูกชะตากับนางอยู่แล้ว จึงเดินนำเข้าไปในโถงชั้นในอย่างไม่อิดออด

            หลินหลานหรูปัดม่านกั้นห้องเดินตามหลังขณะที่ผู้คุมกฎเอ่ยถามถึงสิ่งที่นางต้องการไปพลาง"เจ้าคงรู้ว่าข้ามีของให้ได้ไม่มาก อาวุธชั้นเลิศในคลังยังเหลือเก็บอยู่สองสามอย่างข้าให้สิทธิ์เจ้าเลือกได้ตามต้องการ"

            "ลำบากท่านแล้วแต่ของที่ข้าต้องการไม่ใช่อาวุธชั้นเลิศในคลังผู้คุมกฎ...ข้าอยากได้ของที่เคยติดตัวข้ามาเมื่อครั้งขึ้นเกาะ"เสียงเอ่ยของหลินหลานหรูหนักแน่นและชัดเจน ไม่มีความไม่มั่นใจในเส้นเสียงนั้น

            ผู้คุมกฎชะงักฝีเท้าราวกับสะดุดตอไม้ล่องหนในจำนวนเด็กฝึกที่ออกจากเกาะเพื่อทำภารกิจครึ่งปีไม่มีใครที่ขอเหมือนอย่างนางส่วนใหญ่ล้วนต้องการอาวุธชั้นยอด มาตอนนี้ผู้คุมกฎจึงสงสัยขึ้นมาสามส่วน"ความทรงจำเจ้ากลับมาแล้วหรือ?"

            "ข้าน้อยจำได้ว่าชุดที่ใสไม่ใช่ชุดที่เห็นบนเกาะ"

            ผู้คุมกฎเผยยิ้ม "นั่นสินะต่อให้จำไม่ได้ก็ต้องรู้ละว่าชุดที่สวมไม่มีทางเป็นชุดตัวเดียวกันแน่แต่เจ้าไม่คิดบ้างหรือไรว่าของทั้งหมดอาจถูกเผาทำลายไปแล้ว"

            "พรรคมารทำชั่วแต่ชอบสะสมเกียรติยศต่อให้ทำเรื่องชั่วช้าแค่ไหนก็ยังเก็บหลักฐานไว้ชื่นชม" ถึงขั้นอู่เทียนไฉ่พูดเองกับปากเรื่องเผาไปแล้วหรือไม่ นางไม่เคยคิดถึงมาก่อน

            "หึๆ เอาเถิดถ้าผู้คุมใหญ่อนุญาตเจ้าแล้วข้าก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องปฏิเสธรอประเดี๋ยวข้าจะให้คนไปหยิบมาให้"

            "น้อมรับเจ้าค่ะ"

            เกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อให้ภายหลังผู้คุมใหญ่จะทราบว่านางรับสิ่งใดไปจากผู้คุมกฎ แต่เรื่องที่นางต้องการฟื้นความทรงจำเขาก็รับรู้แล้วย่อมไม่ถือสาว่านางจะได้ของพวกนี้ไปหรือไม่ ด้วยท่าทีที่ผู้คุมใหญ่วางตัวต่อนางมีแต่จะเมินเฉยและไม่ใส่ใจด้วยซ้ำ

            ผู้คุมกฎเดินกลับลงมาจากชั้นบนพร้อมลูกศิษย์หญิงสวมหน้ากากทองครึ่งหน้าส่วนบน ท่วงท่าและกลิ่นอายอัดแน่นด้วยจิตสังหารแต่ไม่ดูหยาบกระด้างจนทำให้คนหวาดกลัวยื่นมือส่งห่อผ้าสีดำให้หลินหลานหรูก่อนถอยหลังเดินกลับขึ้นไปคาดว่าคงเป็นศิษย์ที่ผู้คุมกฎรับไว้สืบทอดตำแหน่ง

            "พรุ่งนี้เจ้าต้องออกเดินทางแต่เช้าตรู่ให้ไปรอที่ท่าเรือเล็กทางทิศตะวันตก ไม่ต้องย้อนกลับไปรายงานผู้คุมใหญ่อีกเข้าใจหรือไม่"ชะงักแล้วพูดว่า "...เจ้าไม่ต้องการอาวุธชั้นเลิศจริงๆ หรือ"

            หลินหลานหรูส่ายหน้า พูดยิ้มๆ"ข้าน้อยทราบแล้ว ส่วนเรื่องอาวุธข้าไม่ต้องการจริงๆ เจ้าค่ะ"

            ผู้คุมกฎพยักหน้าอย่างแสนเสียดาย

            หลินหลานหรูเดินจากมาก่อนหยุดลงตรงหน้าประตูโถงชั้นนอก นางคลายห่อผ้าแล้วเปิดดูของด้านในอู่เทียนไฉ่บอกไว้ของทั้งหมดนี้จะใช้บ่งบอกฐานะในอดีตในนี้มีของมีค่าของนางหลายชิ้น ชุดผ้าไหมสีชมพูอย่างดีถูกวางพับในกล่องไม้ลวดลายวิจิตรที่เสี่ยวจิงชอบหยิบมาใช้ใส่ขนมพื้นกล่องมีป้ายเหล็กกับป้ายไม้สีดำแกะสลัก ทั้งสองชิ้นนี้ยังอยู่ในสภาพดีเยี่ยม

            เมื่อตรวจเช็กของที่ต้องการครบจึงหิ้วห่อผ้าเดินกลับ

            ระหว่างทางมีสมุนของหมายเลขหนึ่งทั้งหมดหกคนไล่ตามหลังมาจนกระทั่งหลินหลานหรูถูกล้อมไว้กลางป่าก่อนถึงเขตที่พักส่วนตัว

    _________________________________

            [1] วัยรู้ลิขิตฟ้า มาจากคัมภีร์หลุนอวี่ของขงจื่อซึ่งหมายถึงช่วงอายุห้าสิบ

             

    คล้ายกับเรื่องนิสัยข้าเปลี่ยนยาก ที่คุณอ่าน