เดินผ่านแยกและโค้งซ้ายขวาไม่นานก็ถึงโถงหินขาวที่ใหญ่เท่าสนามกีฬา คนนับพันกระจายกันเต็มโถง มีทั้งแขก ฝรั่ง คนดำ เอเชีย ซึ่งกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ดูเหมือนจะเป็คนไทย ทุกคนพูดสำเนียงไทยโบราณและสวมเครื่องแบบคล้ายของน้ำตกและลมโชย
ลุงอาทรและสาวน้ำตกยืนอยู่ในปลายอุโมงค์ซึ่งตรงหน้ามีระเบียงลงสู่พื้นโถงที่อยู่ตำลงไปสามเมตร
“ที่นี่คือ โรงรับรองหนึ่ง”
น้ำตกพูดสั้น ๆ ไม่อธิบายรายละเอียด ปล่อยให้ลุงอาทรดูเอาเอง
มันเป็โถงหกเหลี่ยมสีขาวกว้างใหญ่ ขนาดประมาณหนึ่งสนามฟุตบอลหรือเจ็ดพันตารางเมตร เงยหน้าขึ้นไปจะเห็นผนังสูงห้าสิบเมตรหรือราวตึกสิบห้าชั้น แต่ละด้านมีช่องเปิดสามเหลี่ยมเรียงต่อกันนับไม่ถ้วนเป็สิบชั้นรอบห้องโถง ซึ่งทั้งหมดคือปลายอุโมงค์แบบที่เขาเดินมา แต่ละอุโมงค์มีระเบียงยื่นออกมาสองเมตรและสองบันไดสำหรับขึ้นฝั่งหนึ่งและลงฝั่งหนึ่ง โดยผนังว่าง ๆ ระหว่างปลายอุโมงค์จะมีมีพีรามิดหินขาวกลับด้านเป็โครงคานคอยรับน้ำหนัก
ทุกองค์ประกอบเชื่อมต่อเข้ามารอบทิศจนทำให้ที่นี่ดูคล้ายรังผึ้ง แต่เป็รังผึ้งแต่งซิ่งที่มีเกลียวหมุนเฉียงลงมาสู่พื้นเหมือนด้านในของน๊อตตัวเมีย ภาพรวมอาจดูรกตา ทว่าเป็เอกลักษณ์ และตอบโจทย์การใช้งาน
ส่วนเพดานโถงคือจุดรวมเครือข่ายท่อแสงที่แยกย่อยลงอุโมงค์ มันดูคล้ายแผงวงจรเรืองแสงสีเหลืองส้มขนาดใหญ่ ที่มีรากแตกแขนงหมุนเป็เกลียวลงมายึดผนังรังผึ้งทั้งหก เส้นแสงวูบวาบไหลเวียนทั่วโถง ทำให้ที่นี่เหมือนสถาปัตยกรรมมีชีวิต
ส่วนพื้นเป็หินอ่อนสีขาวสะอาดตา ทาทับด้วยเส้นแบ่งเขตและข้อความสีเทาจาง ๆ ดูแเีและเป็ระบบระเบียบ มันแบ่งพื้นที่ราวหนึ่งสนามฟุตบอลเป็หนึ่งส่วนใหญ่และหกส่วนย่อย ส่วนใหญ่อยู่กลางซึ่งเป็ลานกว้างและทางเชื่อมบันได อีกหกส่วนแยกย่อยเป็เขตมุมโถงทั้งหก
แต่ละมุมโถงจะมีม้านั่งสนามเรียงยาวเป็แถวรอบนอก ทุกตัวประกอบด้วยไม้หนายาวสีน้ำตาลอ่อนหนึ่งแผ่นบนคู่ฐานหินแกรนิตสีเทาทรงกระบอกตั้ง ด้านข้างวางพุ่มไม้ในกระถางดินเผาแทรกอยู่เป็ระยะ ๆ มีบาง่เว้นช่องให้ผู้คนเดินเข้าออกได้สะดวก ลึกเข้ามามีโต๊ะเก้าอี้ไม้โครงหินเป็สิบชุด ตู้อาหารและเครื่องดื่ม ถังขยะ ห้องน้ำ สิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเหมือนกันทั้งหกมุมโถง
โดยรวมส่วนนี้เหมือนสวนสาธารณะที่มีชีวิตชีวา แต่เพราะคนส่วนใหญ่แออัดกันอยู่ลานกลางโถง ส่วนนี้จึงมีคนบางตา ทว่ามีมากันอยู่เื่ ๆ บางคนโดดเดี่ยว บางคนจับกลุ่ม บางคนนั่งทานอาหาร บ้างก็คุยกันออกรสชาติ บ้างก็ลุกไปทำธุระส่วนตัว
วู้งงง ฉ่า ฉ่า
ทันทีที่ลุงอาทรเดินตามหญิงสาวเข้าไปยังโถงใหญ่ เสียงคลื่นความถี่และเสียงไอน้ำระเหยก็ดังขึ้นฉับพลัน โคลนที่เคลือบร่างลุงไว้ได้หายไปทั้งหมด ราวกับมีม่านเวทมนตร์ทำความสะอาด มันเกิดขึ้นทันทีที่ผ่านพ้นอุโมงค์ออกมายังระเบียงบันได
อาทรปากอ้าตาโต พลางสำรวจตัวเองแล้วดูไปรอบ ๆ จึงพบว่าทุกคนที่เดินเข้าโถงเจอเหตุการณ์แบบเดียวกัน
“ใครก็ตามที่ก้าวเข้ามายังโถงนี้ สิ่งสกปรกที่ติดตัวทุกคนมาจะสลายหายไปทันที”
น้ำตกเอ่ยขึ้น
“เสร็จแล้วเหรอ?”
ลุงอาทรถามด้วยสีหน้าเหลอหลา
“ยังค่ะ ต้องไปที่ตู้ธุรกรรมมุมโถง ยื่นมือเข้าช่องใต้จอภาพ แล้วพูดว่าลงทะเบียน”
หญิงสาวตอบพลางชี้ไปยังส่วนลึกของเขตแบ่งมุมโถงหนึ่ง
อาทรกวาดตาตามไป ผ่านม้านั่งและพุ่มไม้ที่อยู่รอบนอก ผ่านกลุ่มชุดโต๊ะกลางเขต สุดท้ายจึงเห็นตู้มีจอที่อยู่ลึกสุด
“ใช่ไอ้ตู้สีขาว ๆ ที่เรียงเป็แถวนั่นไหม?”
“ใช่ค่ะ”
น้ำตกตอบสั้น ๆ เดินนำลงบันไดและผ่านลานกลาง
ขณะคนทั้งสองเดินไปถึงกลางเขตมุมโถงหนึ่ง พลันมีเสียงผู้ประกาศหญิงดังขึ้นทั่วโถง เป็เสียงที่ฟังดูแข็งกร้าวห้าวหาญ
[“เขตปะทะแดนอุดร ้ากำลังเสริมโดยพลัน สู้สัตว์ร้ายชั้นเดรัจฉานระดับสอง จำนวนห้าสิบนายเ้าค่ะ”]
“!! ความตายอันทรงเกียรติ”
“ไปๆๆ ใครเร็วใครได้!”
ชายหญิงสองสามร้อยคนต่างวิ่งไปยืนรวมกันกลางโถง ความกลหนจึงก่อตัวขึ้นทันที
“เอ็งอย่าเบียดข้า!”
“หลบไปๆ เปิดทางให้เขา พวกข้ามาด้วยกัน”
“หนูไปก่อนนะ”
น้ำตกก็ไปกับเขาด้วย
วูม วูม วูมมม
ครู่ต่อมา ท่อแสงต่าง ๆ ส่งเสียงอื้ออึง แสงวูบไหวไหลมารวมกัน จากทุกอุโมงค์สู่เพดานโถง เกิดเป็ภาพยิ่งใหญ่ตระการตา เหมือนอยู่ใต้ต้นไม้ั์เรืองแสงสว่างไสว รากกำลังลำเลียงสารอาหารสู่กิ่งก้านที่ครอบคลุมทั่วฟ้า
วื้ง วื้ง วื้ง วื้ง
ลำแสงสีเหลืองส้มจำนวนนับไม่ถ้วนถูกยิงลงมาจากเพดาน หนึ่งลำแสงกว้างหนึ่งเมตร หนึ่งครั้งต่อหนึ่งคนอย่างแม่นยำ สาดกระหน่ำปานห่าฝน พื้นที่ส่วนกลางจึงเกิดเป็เสาแสงอยู่ครู่หนึ่ง
ผู้คนทยอยเลือนรางหายไปในลำแสงเ่าั้ พวกเขาถูกส่งตัวไปยังสมรภูมิที่กำหนดไว้
“นี่คือการวาร์ป?”
อาทรเฝ้ามองด้วยความแปลกใจ ในใจพลางคิด
“แย่งกันวาร์ปไปรบเนี่ยนะ! …คนที่นี่เขาถวิลหาความตายอันทรงเกียรติกันเหรอ?”
กระนั้นยังมีหลายคนที่ไม่ถูกเลือก พวกเขาต่างบ่นระงมอย่างเสียดาย พลางทยอยแยกย้ายกันออกไป บางคนก็ทำท่าปัดมือกลางอากาศ น้ำตกเองก็เป็หนึ่งในนั้น
“หึ่ย! น่าเสียดายยิ่งนัก ขายหน้าแล้ว”
น้ำตกเอ่ยขึ้น นิ้วเกี่ยวผมและยิ้มอ่อน ก่อนจะเปลี่ยนเป็มาดนิ่งขึ้นเมื่อเห็นลุงหัวเกรียนยังคงยืนอยู่ที่เดิม
“รออะไรคะ รีบไปลงทะเบียนค่ะ เดี๋ยวไม่ทันเรียกระดมพล”
หญิงสาวพูดพลางชี้นิ้วสั่งการ อารมณ์สีหน้าท่าทางเปลี่ยนไปเป็จริงจังทันใด
“อ่อ ได้ ๆ”
อาทรตอบแบบยิ้มแห้ง ก่อนจะหันเดินไปที่ตู้สีขาวตรงมุมโถงโดยสมัครใจ
เขาเลือกตู้ขวาสุด จากสี่ตู้ที่เรียงกันเป็แถว พวกมันสูงร้อยแปดสิบเิเ กว้างครึ่งเมตร ระดับต่ำกว่าสายตาเล็กน้อยมีจอแสดงผลคล้ายตู้เอทีเอ็ม ถัดลงมามีช่องสี่เหลี่ยมกว้างพอสอดสองมือเข้าไป
“สอดมือข้างหนึ่งเข้าไปแล้วพูดว่าลง "ทะเบียน" ก็จบแล้ว”
เสียงของน้ำตกดังขึ้นมาจากไกล ๆ
“ลงทะเบียน”
อาทรพูดพลางค่อย ๆ สอดเข้าไปในช่อง
เมี๊ยว !
ทันใดนั้นอุ้มเท้ามีขนสีขาวดูคุ้นตาตะปบลงหลังมือของเขาอย่างรวดเร็ว
"เห้ย !!"
“มันมีแมวติดอยู่ในนั้น?”
อาทรใชักมือออกทันที เขาหันกลับไปพูดกับหญิงสาวที่รออยู่ไกลๆ
ทว่าหญิงสาวที่ควรจะอยู่ตรงนั้นกลับหายไปแล้ว กลายเป็ลุงที่คุยอยู่คนเดียว
"อ่าว น้ำตกไปไหนแล้ว?"
ในขณะเดียวกันนั้น มีชายร่างใหญ่ใส่หน้ากากเหล็กเดินเข้ามาตู้ข้าง ๆ เขาสวมชุดเกราะโลหะดำเงาทั้งตัว มีหนังสัตว์สีดำด้านอยู่เพียงสองในสิบส่วน
ชายชุดเกราะถอดถุงมือหนังหุ้มเกราะข้างขวาออก มือเปล่าหงายยื่นเข้าช่องตู้ธุรกรรม
“จ่ายเบี้ยซ่อมบำรุงยุทธภัณฑ์ หักจากคลังของข้า”
เสียงเข้มแข็งดังอู้อี้อยู่ใต้หน้ากากเหล็กปิดหน้า
ฟึบ
พลันมีเท้าแมวส้มกดลงที่ฝ่ามือของชายคนนั้น มันเริ่มใช้อุ้มเท้านวดขยำฝ่ามืออย่างเพลิดเพลิน สามารถได้ยินเสียงหายใจที่ดังครืดคราดของมัน ฟังดูคล้ายเสียงเครื่องยนต์เดินรอบต่ำ
ครือออ ครือออ
ติ๊ง
เสียงดังขึ้นที่ตู้ของชายคนนั้น บนหน้าจอแสดงข้อความ
[ ชื่อผู้ใช้ : อินทร์ ธำรงวัชระเทพ (๕๒๑) ]
- จ่ายเบี้ยเข้าระบบสำเร็จ -
ชายคนนั้นชักมือกลับก่อนจะเดินจากไปพลางใส่ถุงมือไปด้วย
“นี่มัน..ระบบแมวพิมพ์ !!”
อาทรที่เฝ้าดูอยู่ตลอดรู้สึกแปลกใจ
“มันเป็ตู้แปะจอภาพที่ข้างในมีแมวอยู่ตัวหนึ่ง! เป็แบบนี้ทุกตู้เลยใช่ไหม?”
อาทรคิดได้ก็ยิ้มชอบใจก่อนจะหันกลับไปตู้ตัวเอง เขาเริ่มชอบความฝันนี้ขึ้นมาแล้ว
[ ชื่อผู้ใช้ : อาทร นาคทระนง (๕๒๒) ]
- ลงทะเบียนผิดพลาด -
อาทรเห็นแล้วสงสัยว่ามันรู้ชื่อเขาได้อย่างไร ไหนจะตัวเลขนั่นอีก เขารู้สึกข้องใจแต่ก็ไม่คิดอะไรมาก จึงลองสอดมือเข้าไปอีกครั้ง ต่างที่ครั้งนี้เขาหงายมือ
“ลงทะเบียน”
ฟึบ
มีเท้าแมวสีขาวตะปบฝ่ามือคุณลุงอย่างรวดเร็ว ครั้งนี้แมวไม่ร้อง เขาเลยไม่ใชักมือออก พริบตาเดียวก็มีเสียงสัญญาณดังขึ้น
ติ๊ง
[ ชื่อผู้ใช้ : อาทร นาคทระนง (๕๒๒) ]
- ลงทะเบียนสำเร็จ -
โถงนี้ดูเหมือนวุ่นวาย ทว่ากลับไม่รู้สึกอึดอัด ทั้งนี้อาจเป็เพราะเสียงประกาศดังขึ้นบ่อยครั้ง จำนวนคนลดลงไปเรื่อย ๆ พื้นที่ให้พักสายตาจึงมีมากขึ้น
ยังมีอีกหนึ่งปัจจัย คนส่วนใหญ่จะรวมกันอยู่แถวม้านั่งรอบนอกมุมโถง เพื่อสะดวกต่อการวาร์ป สุดท้ายพื้นที่ใช้สอยในเขตมุมโถงจึงมากขึ้น มีโต๊ะว่างอยู่ครึ่งต่อครึ่ง
ใจกลางเขตมุมโถงหนึ่ง
หลังจากอาทรเดินลงทะเบียนที่มุมลึกสุดเขตมุมโถงนี้ เขาก็แวะพักที่ชุดโต๊ะเก้าอี้ในบริเวณกลางเขต
“ต้องรอจนกว่าจะตื่น ขอให้การไปรบเป็ทางเลือกสุดท้ายละกัน”
เขานั่งคิดอยู่คนเดียวตามประสาคนไปต่อไม่ถูก ครั้นจะวาร์ปตามคนอื่นไปก็ยังกล้า ๆ กลัว ๆ
ผ่านไปพักใหญ่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น อาทรยังนั่งคิดเื่ตัวเองอยู่ที่เดิม ยังคงไม่ตื่นจากฝัน
“ฝันว่านั่งรออะไรสักอย่าง รู้สึกทรมานแปลก ๆ เหมือนพลาดอะไรไป…”
“ใช่แล้ว.. โทรศัพท์!”
เขาคิดได้ก็เอามือล้วงกระเป๋าเสื้อและกางเกงอย่าร้อนรน
“!! ไม่มี”
เมื่อพบว่ามันว่างเปล่า จึงได้แต่เหม่อมองไปรอบ ๆ
“โต๊ะกับเก้าอี้พวกนี้…”
เขาเริ่มคิดพิจารณาสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เป็การแก้เบื่อและฆ่าเวลา
“โครงมันเป็หินเหรอเนี่ย หินสีดำมีรูพรุนคล้ายหินูเาไฟ อย่าบอกนะว่าเอาลาวามาหล่อแล้วแปะไม้ลงไป!”
อาทรเผลอพูดเสียงในหัวออกมาเบา ๆ พอรู้ตัวจึงเกาหัวเหลียวซ้ายแลขวาแก้เขิน ก่อนจะเห็นว่าคนอื่นก็คุยคนเดียวเหมือนกัน
“นี่ปกติเหรอ?”
เขาโล่งใจ แต่สีหน้าเริ่มไม่ปลอดโปร่ง
“ปกติตรงไหน!?”
อาทรเห็นแล้วเริ่มหน้าตึงขึ้น เพราะคนที่นี่ไม่เพียงพูดคนเดียว พวกเขายังมองไปยังพื้นที่ว่างกลางโถง องศาเงยหน้าก้มหน้าต่างกันไป บางคนกระทั่งชี้มือชี้ไม้ไปทางนั้นด้วย
“เป็บ้ากันหมดเลยเหรอ! พวกเขาพูดกับใคร!?”
อาทรประหลาดใจ จนเผลอพูดลอย ๆ พลางหันดูทางซ้ายทีขวาที กระทั่งขยี้ตาแล้วดูคนอื่นอีกครั้ง ก็ยังไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
“พวกเขาดูอะไรกัน?”
“พวกเขาดูคนแย่งกันวาร์ปไปตาย?! …ไม่น่าใช่”
อาทรเริ่มถามเองตอบเอง
“หรือว่าจะเป็… หลอนา PTSD !!”
เขาพร่ำบ่นอยู่คนเดียว ไม่ได้จงใจเสียรักษามารยาทเพราะรู้ว่านี่คือความฝัน แต่เพราะเขาใกับสิ่งที่เห็นจริง ๆ
มันเริ่มน่ากลัวตรงที่ทุกคนเห็น แต่เขาไม่เห็นอยู่คนเดียว
“หรือว่า…”
ตอนนี้ลุงอาทรนั่งไม่ติดแล้ว เขาดูลองแลก เดี๋ยวหันซ้ายเดี๋ยวหันขวา สีหน้าแววตาดูแข็งทื่อ มือเท้าเริ่มเกร็งสั่น มีกระทั่งเหงื่อเย็นใต้ไรผม
“ผี”
อยู่ ๆ มีเสียงเด็กผู้ชายแหลมเล็กดังขึ้น มันดังมาจากด้านหลังลุง
“เห้ย!”
ตาลุงที่เตรียมจะวิ่งอยู่แล้ว พลันใเกือบร่วงเก้าอี้
“ใจเย็นลุง ข้าเป็คน!”
เป็เสียงเดิม เพิ่มเติมคือมือปริศนากดลงมาที่ไหล่ลุง
“เหว้อ!!!”
อาทรถึงกับผงะ รีบปัดไหล่ตัวเองมือไม้พัลวัน เขาผละตัวหันควับไปดูด้านหลัง พบว่ามีเด็กคนหนึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ จึงถามขึ้นอย่างตระหนก
“เอ็งใครเนี่ย!?”
“เรียกข้าว่าประดิษฐ์”
เด็กหนุ่มยิ้มตาหยีดูไม่มีพิษมีภัย สวมชุดโค้ทดำคุ้นตา ปลายแขนติดยศสามบั้งสีทอง เสื้อและกางเกงขายาวเป็ผ้าสีดำใส่หลวม ๆ ไม่มีลวดลายอะไรเป็พิเศษ
เขาแลดูอายุเพิ่งสิบห้าปี ตัวผอมสูงราวร้อยห้าสิบเซนฯ หน้าแหลม ตาดำเล็ก คิ้วเรียวยาว ผิวขาว ผมดำมัดจุกเหมือนองค์ชายในละครจักร ๆ วงศ์ ๆ สวมหมวกแบนสีดำร่นมาด้านหน้าหลบผมจุกพอดี สองมือถือขวดน้ำสมุนไพรตราใบแฉก ขวดทรงโคนคล้ายเขาสัตว์สีขาว ขนาดเท่าขวดน้ำอัดลมสามร้อยมิลลิลิตร
“ขอโทษที่ทำให้ตกอกใ เอานี่หน่อยไหมขอรับ”
ประดิษฐ์เอ่ยขึ้นพลางยื่นเครื่องดื่มให้หนึ่งขวด
“อะฮึ่ม… ขอบใจเ้า”
อาทรกระแอมเบา ๆ ก่อนจะรับน้ำใจ ไม่ใช่เพราะวางมาด แต่ไม่อยากเสียมารยาท เพราะได้ยินเสียงซุบซิบ และเกรงใจสายตาที่รุมล้อมอยู่
“ข้าขอนั่งนะ”
เด็กหนุ่มขอร่วมโต๊ะ เพราะคนเริ่มหนาตาขึ้นั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้ ตอนนี้แทบไม่เหลือที่นั่งแล้ว เห็นลุงอาทรพยักหน้าจึงเดินไปนั่งตรงข้าม ก่อนจะเปิดเครื่องดื่มโดยหักส่วนที่เป็ปลายเขาเบา ๆ
ป๊อก!
อึก อึก อึก
“เลิศรส!”
เด็กหนุ่มทำท่ายื่นยกชนแก้ว ชวนลุงเสื้อเขียวดื่ม
ป๊อก! อึก อึก อึก
“ถูกปากข้ายิ่งนัก”
“น้้ำสีแดงขุ่น รสเหมือนเหล้าขาวผสมกระเจี๊ยบที่แต่งกลิ่นขิง ตะไคร้ และใบมะกรูด”
อาทรเปิดขวดแล้วดื่มตาม