“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ คุณเป็อะไรมากไหมคะ” ซูเจินรีบพูดขอโทษ เพราะเธอมัวแต่ก้มดูมือถือและรีบเดิน จึงมองไม่เห็นรถเข็นกระเป๋าที่จอดขวางอยู่ด้านหน้า รถเข็นทั้งสองคันก็เลยชนกันเข้าไปเต็มแรง
“ยัยบ้านนอก เดินยังไงไม่รู้จักระวัง รู้ไหมกระเป๋าที่เธอเพิ่งเข็นรถชนน่ะมันราคาเท่าไหร่ เธอจะมีปัญญาใช้คืนไหม” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งะโขึ้นอย่างไม่พอใจ
“คุณคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ค่ะ แต่ฉันก็ขอโทษคุณแล้ว คุณยัง...” ซูเจินช่วยผู้หญิงคนนั้นเก็บกระเป๋าเดินทางเสร็จก็เงยหน้าขึ้นมอง พอเธอเห็นว่าเป็ใครก็ได้แต่ถอนหายใจ “คุณหนูหลินนี่เอง ฉันต้องขอโทษด้วยนะคะ เพียงแต่คุณจะบอกว่าฉันเดินไม่ดูคุณอย่างเดียวก็ไม่ได้ คุณดูรถเข็นพวกนี้ของคุณสิคะ คุณจอดขวางทางคนอื่นไว้เต็มพื้นที่ อย่างนี้จะให้คนอื่นเขาผ่านไปผ่านมาได้ยังไง”
“อ๋อ ฉันก็นึกว่ายัยบ้านนอกที่ไหนที่มาเดินเพ่นพ่านที่สนามบิน” หลินจิงจือมองซูเจินอย่างดูถูก
“คุณหนูหลิน ไม่ว่าจะกี่ปีนิสัยแย่ๆ ของคุณก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยนะคะ” ซูเจินตอบกลับสบายๆ
“เจินเจิน มีเื่อะไรหรือเปล่า” เย่ชิงเฉินรีบเดินเข้ามาหาหวานใจ ก่อนหน้านี้เขารีบเข็นรถขนกระเป๋าอีกคันหนึ่งไปเก็บไว้ที่รถก่อน เขาก็เลยไม่ได้อยู่กับเธอ พอกลับมาอีกทีก็เห็นว่าแฟนตัวเองกำลังถูกผู้หญิงบ้าคนหนึ่งยืนต่อว่าอยู่
หลินจิงจือมองตามเสียงทุ้มที่ดังแทรกขึ้นมา เธอเห็นผู้ชายร่างสูงแต่งตัวธรรมดาๆ คนหนึ่งเดินเข้ามาหาซูเจินอย่างห่วงใย เพราะเย่ชิงเฉินสวมหมวกไว้ หลินจิงจือจึงมองเห็นหน้าเขาไม่ชัด เธอต่อว่าชายหนุ่มอย่างไม่พอใจ “คงเป็พวกบ้านนอกเหมือนกันล่ะสินะ แต่มาก็ดีแล้ว นี่แก...รีบมาเอาคนของแกไปให้พ้นๆ หน้าฉันที กระเป๋าของฉันเสียหายหมดแล้ว จะให้ชดใช้ พวกแกก็คงไม่มีปัญญาหรอก”
เย่ชิงเฉินขมวดคิ้วแล้วหันไปมองหลินจิงจืออย่างไม่พอใจ “คุณว่าใครไม่ทราบ อ้อ...ที่แท้ก็ทายาทหลินกรุ๊ปนี่เอง ไม่แปลกใจเลยนะครับทั้งกิริยาและท่าทางของคุณ ถอดแบบการเลี้ยงดูมาจากตระกูลหลินจริงๆ”
“นี่ไอ้บ้านนอก แกหมายความว่ายังไง การเลี้ยงดูของตระกูลฉันมันเป็ยังไง” หลินจิงจือเหวี่ยงกระเป๋าสะพายออกไปอย่างไม่พอใจ
กระเป๋าสะพายใบยาวของหลินจิงจือปัดไปโดนหมวกของเย่ชิงเฉินหล่นลง หลินจิงจือมองด้วยความสะใจก่อนที่จะตะลึงเมื่อมองเห็นใบหน้าหล่อๆ นั้นชัดๆ
“ผมต้องขอโทษพวกคุณด้วยนะครับ” กัวจิ้งหยวนเห็นว่าสถานการณ์เริ่มบานปลายเขาจึงรีบเข้ามาห้ามหลินจิงจือ “จิงจือ พวกเราต้องรีบกลับไปพบคุณย่าแล้วนะครับ”
“ไม่ต้องมายุ่ง” หลินจิงจือสะบัดมือหลบกัวจิ้งหยวน เมื่อมองเห็นหน้าเย่ชิงเฉินแล้ว เธอแทบไม่อยากให้กัวจิ้งหยวนมาโดนตัวเธออีกเลย ก่อนที่เธอจะปรับเสียงแล้วหันไปพูดกับเย่ชิงเฉิน “ฉันกับซูเจินมีเื่เข้าใจผิดกันนิดหน่อย หวังว่าคุณคงจะไม่ถือสานะคะ ฉันหลินจิงจือเป็เพื่อนของซูเจินค่ะ ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไรเหรอคะ”
“ผมรู้จักเพื่อนของเจินเจินทุกคน และผมคิดว่าคุณคงไม่ใช่เพื่อนเธอ ดังนั้นผมก็ไม่มีความจำเป็ที่ต้องทำความรู้จักกับคุณหรอกนะครับ” เย่ชิงเฉินตอบเสียงเรียบ
“ตอนเด็กๆ ฉันเคยไปเล่นกับซูเจินที่สถานสงเคราะห์ตั้งหลายครั้งนะคะ แถมซูเจินยังเป็เด็กในอุปการะของครอบครัวฉันอีกด้วย เรารู้จักกันดีค่ะ” หลินจิงจือยังไม่ยอมแพ้
“เจินเจินเรารีบกลับบ้านกันเถอะนะ” เย่ชิงเฉินไม่สนใจจะตอบคำถาม เขาเริ่มรำคาญผู้หญิงคนนี้มากขึ้นทุกทีแล้ว
“ซูเจิน เธอไม่คิดจะแนะนำเพื่อนเธอคนนี้ให้ฉันรู้จักบ้างเหรอ ในเมื่อพวกเธอรู้ว่าฉันเป็ทายาทของหลินกรุ๊ป ในอนาคตฉันอาจจะช่วยแนะนำงานดีๆ ให้กับพวกเธอได้นะ”
“ฉันคงไม่รบกวนคุณหนูหลินหรอก และฉันคิดว่าบริษัทใหญ่โตอย่างนั้นคงไม่เหมาะกับคนอย่างฉัน” ซูเจินยังพูดอย่างใจเย็น เธอจับมือเย่ชิงเฉินไว้ให้ควบคุมอารมณ์
“เจินเจิน อย่าไปเสียเวลากับเื่พวกนี้อีกเลย” เย่ชิงเฉินหันไปพูดกับหลินจิงจือ “ค่าเสียหายของคุณ ผมจะให้คนของผมติดต่อกลับไปก็แล้วกัน ช่วยหลีกทางให้พวกเราด้วย”
หลินจิงจือเห็นซูเจินและเย่ชิงเฉินจับมือกันไม่ปล่อยก็ได้แต่อิจฉาและไม่พอใจ “คุณแน่ใจว่ามีปัญญาชดใช้ให้เหรอคะ หน้าตาก็ดี แต่รสนิยมแย่จัง”
เย่ชิงเฉินเริ่มไม่พอใจมากแล้ว เขากำลังจะโต้หลินจิงจือกลับแต่ก็ถูกมือเล็กๆ ฉุดไว้เสียก่อน
“ต้องรสนิยมอย่างคุณหนูหลินสินะคะถึงจะเรียกว่ารสนิยมดี” ซูเจินพูดจบก็มองเลยไปทางกัวจิ้งหยวน
กัวจิ้งหยวนเริ่มยืนไม่ติด เขามองดูเย่ชิงเฉินมาสักพักแล้ว ถึงแม้ผู้ชายคนนี้จะสวมชุดง่ายๆ แต่มันปิดบังความภูมิฐานและความดูดีของเขาไปไม่ได้เลย ยิ่งเมื่อเห็นสายตาของหลินจิงจือที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนว่า้าเย่ชิงเฉิน กัวจิ้งหยวนก็เริ่มหวั่นถึงความไม่มั่นคงของสถานะของตัวเองขึ้นมาทันที
“จิงจือพวกเรารีบกลับกันเถอะครับ คุณย่ากำลังรอพวกเราอยู่” กัวจิ้งหยวนพูดกับหลินจิงจือก่อนที่จะหันไปทางซูเจินอีกรอบ “เจินเจิน วันนี้ฉันต้องขอโทษเธอด้วยนะที่ทำให้เสียเวลา เอาไว้วันหลังฉันจะนัดเธอออกมาเลี้ยงขอโทษนะ”
“คุณกัวจิ้งหยวนคะ เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น จะนัดพบกันข้างนอกมันคงจะไม่เหมาะนัก แต่ฉันแค่อยากจะขอร้องคุณว่าต่อไปขอให้คุณมัดคนของคุณไว้ให้ดีๆ อย่าปล่อยให้เที่ยวไปคำรามใส่ใครแบบนี้อีก เพราะถ้าไม่ระวังให้ดีแล้วเผลอไปกัดคนที่ไม่ควรกัดเข้าล่ะก็ เื่คงจะยุ่งกว่านี้นะคะ” ซูเจินไม่อยากเสียเวลาต่อ เธอรีบจูงมือเย่ชิงเฉินให้เดินออกไปที่ลานจอดรถทันที
หลินจิงจือมองตามหลังทั้งสองคนอย่างไม่พอใจ แต่อีกใจเธอต้องรู้ให้ได้ว่าหนุ่มหล่อคนนั้นเป็ใคร ‘ยัยซูเจิน ต่อไปนี้ผู้ชายคนนี้จะต้องมาเป็คนของฉัน เธอไม่คู่ควร”
“แย่มากเลยค่ะ เพิ่งกลับมาถึงแท้ๆ แต่คนแรกที่เราต้องมาเจอ ดันเป็ยัยคุณหนูหลินจิตป่วนคนนี้ซะได้ เสียอารมณ์จริงๆ” ซูเจินพูดอย่างเซ็งๆ
“ไม่ต้องเซ็งหรอกครับ เดี๋ยวเราเอาของกลับไปเก็บไว้ที่บ้านก่อน หลังจากนั้นเราค่อยออกไปหาเพื่อนๆ กัน”
“สวัสดีครับคุณพ่อ พี่ใหญ่”
“สวัสดีค่ะคุณพ่อ พี่ใหญ่”
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะลูก” พ่อเย่พูดกับลูกชายและว่าที่ลูกสะใภ้อย่างดีใจ
“พี่ให้คนจัดห้องไว้ให้พวกเธอแล้วนะ ตอนนี้แยกห้องกันอยู่คนละฝั่งไปก่อนก็แล้วกัน เอาไว้จัดงานแต่งเรียบร้อยเมื่อไหร่ค่อยย้ายขึ้นไปอยู่บนชั้นสาม” เย่เซี่ยเฉิงบอก
“เพราะว่าชั้นสี่ก็จะเป็เรือนหอของพี่ใหญ่ด้วยใช่ไหมคะ” ซูเจินแกล้งแซว
“ว่างๆ เธอช่วยพี่ขึ้นไปดูด้วยนะ พี่ไม่รู้ว่ามันจะถูกใจซินซินหรือเปล่า” เย่เซี่ยเฉิงไม่ได้อายกับการแซวของซูเจินเลยแม้แต่น้อย
“พี่ใหญ่ก็ให้เ้าตัวเขาเข้ามาตรวจงานเองเลยสิคะ ให้ฉันไปดูฉันก็ไม่รู้ว่าจะถูกใจพี่สะใภ้หรือเปล่า” ซูเจินพูดยิ้มๆ
“ซินซินบอกว่าให้จัดตามใจพี่ได้เลย เพราะ่นี้ซินซินมัวแต่ยุ่งอยู่กับการเตรียมชุดแต่งงาน อ้อ...แล้วก็ชุดแต่งงานของเธอด้วย ซินซินจัดการให้แล้ว”
“ชิงเฉิน ฉันว่าคงไม่ได้มีแค่พี่ใหญ่ที่อยากจะแต่งงานแล้วล่ะ แม้แต่พี่สะใภ้ของเราก็คงอยากจะจัดงานแต่งเต็มที่แล้ว พวกเรายังไม่ทันจะกลับมาเลย พี่สะใภ้ก็ใจดีตัดชุดแต่งงานเตรียมไว้ให้ฉันแล้ว คุณพ่อคะ คุณพ่อใกล้ได้อุ้มหลานแล้วนะคะ”
“พ่อรอมานานแล้ว ไม่ใช่แค่คู่ของเ้าใหญ่นะ พ่อรอคู่ของเธอกับเ้ารองด้วย ดีที่เ้าใหญ่กับเ้ารองอยากจัดงานแต่งพร้อมกัน พ่อเป็คนที่โชคดีมาก มีโอกาสรับลูกสะใภ้เข้าบ้านพร้อมกันทีเดียวสองคนเลย” พ่อเย่ยิ้มอารมณ์ดีถึงขีดสุดแล้วในเวลานี้
“เจินเจินทำให้คุณพ่อเสียคนไปด้วยแล้วนะครับเนี่ย ดูสิครับพี่ใหญ่ คุณพ่อรู้จักแซวลูกชายตัวเองแล้ว”
“พี่ว่าคุณพ่อคงรู้ว่าเราอยากแต่งเมียจนใจจะขาดแล้ว”
บรรยาการของบ้านเย่สดใสขึ้นมาทันตาเมื่อเย่ชิงเฉินและซูเจินเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ อันที่จริงพวกเขาเรียนจบมาได้เดือนหนึ่งแล้ว แต่พวกเขาอยากจะอยู่เที่ยวต่อ เพราะคิดว่าหลังจากแต่งงานพวกเขาอาจจะไม่ไปฮันนีมูนหรือถ้าจะไปก็คงจะเที่ยวในประเทศแทน