สามวันผ่านไปนับแต่ไฟดับ เมืองชายม่านยังคงคละคลุ้งด้วยกลิ่นเถ้าถ่าน ทว่าท่ามกลางซากปรักหักพัง เสียงค้อนตอกตะปูกับเสียงผู้คนเรียกหากันก็เริ่มกลับมาแทนที่เสียงระฆังเตือนภัย ชาวเมืองที่รอดชีวิตช่วยกันรื้อไม้ที่ไหม้เกรียม ตั้งเสาใหม่ ขึงผ้าใบกันฝน ราวต้นไม้ที่ถูกไฟครอกแล้วยังดื้อรั้นแตกหน่อ หลิงเฟิงยกคานไม้หนักวางลงบนบ่า เหงื่อกับเขม่าปนกันเป็ทางบนใบหน้า เขาทำงานเงียบๆ มาั้แ่เช้า ราวกับว่าหากออกแรงมากพอ ความรู้สึกผิดที่กัดกินอยู่ข้างในจะเบาบางลงบ้าง
ปลายถนนที่เคยเป็แผงก๋วยเตี๋ยวของป้าซู บัดนี้เหลือเพียงเตาดินที่ปาฏิหาริย์รอดจากเปลวไฟ ป้าซูตั้งหม้อใบเก่าขึ้นใหม่ จุดไฟ ต้มน้ำซุปกระดูกจนกลิ่นหอมลอยคลุ้งกลบกลิ่นเถ้า เสี่ยวถาววิ่งวุ่นแจกชามให้คนหิวโหยที่ไร้บ้าน “กินก่อนนะ ไม่คิดเงิน” หญิงชราพูดพลางตักเส้นด้วยมือที่ยังพันผ้าจากาแคืนไฟไหม้ และในกลิ่นซุปจางๆ นั้นเอง หลิงเฟิงรู้สึกได้ว่าบ้านไม่ใช่กำแพงหรือหลังคา แต่คือคนเหล่านี้ที่ยังยืนหยัดต้มน้ำซุปให้คนอื่นแม้ตัวเองเพิ่งเสียทุกอย่าง
ทว่ายิ่งเห็นรอยยิ้มเ่าั้ มีดในใจหลิงเฟิงยิ่งคมขึ้น เพราะเขารู้ความจริงที่ชาวเมืองไม่รู้—รอยแยกที่เผาเมืองไม่ได้เปิดขึ้นเองตามยถากรรม เซียวเยี่ยนเปิดมันเพื่อ ‘เขา’ เพื่อบีบให้แสงดาวในกายเขาตื่นเต็มดวง บ้านของคนทั้งเมืองมอดไหม้เพราะสิ่งที่หลับอยู่ในอกของเด็กกำพร้าคนหนึ่ง และไม่มีใครในเมืองนี้รู้เลยว่าควรจะโทษใคร
กลางจัตุรัสที่ไหม้ดำ แท่นหินเก่ายังตั้งตระหง่านไม่สะทกสะท้านต่อเปลวไฟ—จุดที่ป๋ายเหอเล่าว่าพบเขาเป็ทารกใต้แสงม่านสองสีเมื่อสิบหกปีก่อน ตาเฒ่าป๋ายเหอเดินทางมาถึงเมืองในเช้าวันที่สอง แต่กลับไม่ยอมเอ่ยถึงแท่นหินนั้นเลย ทุกครั้งที่หลิงเฟิงถาม ผู้เฒ่าจะเบือนสายตาหนี ตอบเพียง “ยังไม่ถึงเวลา เ้าหนู” ด้วยน้ำเสียงที่หลิงเฟิงไม่เคยได้ยินมาก่อน—ไม่ใช่น้ำเสียงของอาจารย์ผู้รอบรู้ แต่เป็น้ำเสียงของคนที่กำลังหวาดกลัวบางสิ่ง
คืนนั้นเมื่อทุกคนหลับ หลิงเฟิงลอบมานั่งยองข้างแท่นหินอีกครั้ง เขาวางฝ่ามือลงบนผิวหินเย็น และเหรียญทองแดงที่อกก็อุ่นวูบขึ้นเองเหมือนคืนก่อน สั่นพ้องกับจังหวะบางอย่างใต้พื้นดิน แ่ช้าและลึก ราวลมหายใจของสิ่งที่หลับใหลมานานนับพันปี เขาเงี่ยหูฟัง และเป็ครั้งแรกที่รู้สึกเหมือนมีเสียงกระซิบลอดขึ้นมาจากใต้หิน—ไม่ใช่คำพูด แต่เป็ความรู้สึกอ้างว้างเย็นเยียบ ราวมีใครสักคนถูกขังอยู่ในความมืดมานานจนลืมไปแล้วว่าแสงเป็เช่นไร
หลิงเฟิงผงะถอยมือ หัวใจเต้นระรัว คำของเซินหรูดังก้องอีกครั้ง ‘รากที่ลึกที่สุดมักซ่อนกุญแจ ไม่ใช่โซ่ตรวน’ กุญแจหรือโซ่ตรวน เขายังแยกไม่ออก รู้เพียงว่าสิ่งที่อยู่ใต้บ้านเกิดของตนนั้นสัมพันธ์กับชาติกำเนิดที่เขาไม่เคยรู้ และกับชื่อที่ตามหลอนเขามาั้แ่เด็ก—เซวียนหลิง เขากำมือแน่น เก็บคำถามทั้งหมดไว้ก่อน คืนนี้ยังไม่ใช่เวลาขุดค้นความจริง คืนนี้เขาเหนื่อยเกินกว่าจะแบกความลับเพิ่มอีกชั้น
อาเดรียลยังอยู่ ทั้งที่ไม่มีเหตุผลใดให้เ้าชายเวทแห่งประจิมต้องมาคลุกฝุ่นในเมืองเล็กๆ ของบูรพา เขาถอดเสื้อคลุมราชสำนักปักดิ้นทองออก เหลือเพียงเสื้อชั้นในสีเรียบ ช่วยแบกหิน ขนน้ำ ก่อกำแพง ด้วยมือขาวที่ไม่เคยทำงานหนักจนพองช้ำ ชาวเมืองมองเขาด้วยสายตาระแวง—คนแปลกหน้าจากอีกฟากม่าน ผู้ที่ตำนานบอกว่าเป็ต้นเหตุของ ‘การปะทะ’ เมื่อร้อยปีก่อน แต่อาเดรียลไม่เคยปริปากอธิบายตัวเอง เพียงทำงานเงียบๆ แล้วเดินจากไปเมื่อมีคนจ้องนานเกินไป
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่หลิงเฟิงเห็นเขาคุกเข่าลงต่อหน้าเสี่ยวถาว เด็กหญิงทำตุ๊กตาผ้าตัวเดียวที่เหลือจากไฟไหม้หล่นลงในร่องน้ำสกปรก อาเดรียลล้วงมันขึ้นมาโดยไม่รังเกียจ ใช้เวทมานาเส้นบางๆ ไล่ความชื้นจนตุ๊กตาแห้งสนิท แล้วยื่นคืนโดยไม่พูดอะไรสักคำ เสี่ยวถาวยิ้มกว้าง ส่วนอาเดรียลรีบลุกหนีราวกลัวว่าใครจะเห็น หลิงเฟิงแอบยิ้มอยู่ไกลๆ เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าความเ็าของเ้าชายผู้นี้เป็เพียงเปลือก ไม่ใช่แก่น
ค่ำคืนที่สาม เมื่อแสงสุดท้ายจางหายหลังสันเขา หลิงเฟิงปีนขึ้นเนินเตี้ยริมเมือง—ที่เดียวที่ไฟไหม้ไปไม่ถึง หญ้ายังเขียว มองลงไปเห็นแสงไฟดวงเล็กๆ จากเพิงพักชั่วคราวกระจายอยู่เบื้องล่างเหมือนหิ่งห้อย เขาไม่แปลกใจเลยเมื่อพบว่าอาเดรียลนั่งอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว เข่าชันขึ้น สายตาทอดไกลไปยังท้องฟ้าที่ยังเรืองสองสีและสั่นไหวด้วยรอยแยกที่ไม่ยอมสมาน ทั้งสองไม่ทักทาย หลิงเฟิงเพียงนั่งลงข้างๆ ในระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกล แล้วปล่อยให้ความเงียบโอบทั้งคู่ไว้
“ทำไมท่านยังอยู่” หลิงเฟิงเอ่ยขึ้นในที่สุด ไม่ได้หันไปมอง “คำสั่งของท่านคือรายงานเื่ผู้ถือแก่นสองพิภพกลับแวร์นาธ ไม่ใช่มาแบกหินในเมืองที่กำลังพังของข้า ท่านทรยศคำสั่งนั้นไปแล้ว ถ้ากลับไปตอนนี้ก็คงมีความผิด ทำไมถึงเลือกทางที่ยากที่สุด”
อาเดรียลเงียบไปนาน นานจนหลิงเฟิงคิดว่าเขาจะไม่ตอบ ลมค่ำพัดผ่านพาเถ้าถ่านปลิวว่อนเหมือนหิมะสีเทา “เพราะที่แวร์นาธ ไม่มีอะไรให้ข้ากลับไปหาั้แ่แรกแล้ว” เสียงเขาราบเรียบจนน่าใจหาย “เ้าคิดว่าเ้าชายลำดับสามจะมีค่าอะไรในวังที่มีรัชทายาทแข็งแรงสองคนอยู่ก่อน คำตอบคือ—มีค่าพอจะส่งข้ามม่านไปตายในดินแดนที่ไม่มีใครรู้จัก โดยไม่มีใครต้องร้องไห้”
เขาเล่าต่อด้วยน้ำเสียงของคนที่เล่าเื่คนอื่น ไม่ใช่เื่ตัวเอง มารดาของอาเดรียลเป็เ้าหญิงจากแคว้นชายแดนที่แวร์นาธยึดครอง ถูกส่งมาเป็พระชายาเพื่อผูกสัมพันธ์ ทรงเป็เพียงเครื่องหมายแห่งชัยชนะที่หายใจได้ ไม่มีใครในวังมองนางเป็คน อาเดรียลจึงเกิดมาพร้อมตราบาปสองชั้น—ลูกของผู้แพ้ และลูกของหญิงที่ไม่มีใครรัก มารดาสิ้นพระชนม์ด้วยไข้ในฤดูหนาวที่เขาอายุได้เจ็ดขวบ และไม่มีการไว้ทุกข์ใดในวังหลวงเลยแม้แต่วันเดียว
คนเดียวที่เคยเมตตาเขาคืออัศวินแก่ผู้สอนเวทคนหนึ่ง ชายชราที่เรียกเขาว่า ‘ท่านชาย’ ด้วยความจริงใจ ไม่ใช่มารยาท สอนให้เขารู้ว่าพลังมานามีไว้ปกป้อง ไม่ใช่ทำลาย แต่เมื่ออาเดรียลแสดงพร์ด้านเวทจนเกินหน้ารัชทายาท อัศวินแก่ก็ถูกกล่าวหาว่าปลูกฝังความทะเยอทะยานให้เ้าชายผิดลำดับ แล้วถูกเนรเทศไปชายแดนในคืนเดียวโดยไม่ทันร่ำลา “ข้าเรียนรู้ในคืนนั้น” อาเดรียลพูดเบาๆ “ว่าถ้าข้ารักอะไร สิ่งนั้นจะถูกพรากไปเพื่อลงโทษข้า ฉะนั้นจงอย่ารักอะไรเลย จะได้ไม่มีอะไรให้เสีย”
หลิงเฟิงนิ่งฟัง ในที่สุดก็เข้าใจว่าความเ็าของอาเดรียลไม่ใช่ความหยิ่งยโสอย่างที่เขาเคยคิดในวันแรกที่ด่านสามม่าน แต่เป็เกราะที่เด็กคนหนึ่งสร้างขึ้นเพื่อเอาตัวรอดในวังที่ทุกความรักถูกใช้เป็อาวุธ เขานึกถึงตัวเองที่เติบโตมาในเมืองเล็กๆ ที่ถูกเหยียดเพราะไร้ตระกูล แต่อย่างน้อยเขาก็มีป้าซู มีเสี่ยวถาว มีกลิ่นก๋วยเตี๋ยวที่เรียกว่าบ้าน ส่วนอาเดรียลมีเพียงกำแพงหินอ่อนเย็นเฉียบและตำแหน่งที่ไม่มีใคร้า
“ข้าไม่เคยรู้จักพ่อแม่” หลิงเฟิงเอ่ยขึ้นบ้าง รู้สึกว่าควรยื่นาแของตนแลกเปลี่ยน “ป๋ายเหอเก็บข้ามาเลี้ยงจากใต้แท่นหินนั่น ข้าเคยคิดมาตลอดว่าพ่อแม่ทิ้งข้าเพราะข้าไร้ค่าเกินจะเลี้ยง แต่ตอนนี้...เซียวเยี่ยนบอกว่าข้าไม่ได้ถูกทิ้ง ข้าถูก ‘วาง’ ไว้ตรงนั้นอย่างจงใจ ณ จุดที่ม่านบางที่สุดในโลก” เขาหัวเราะแห้งๆ “รู้แล้วกลับเจ็บกว่าเดิม เพราะถ้าถูกทิ้งยังโทษว่าเขาไม่รักได้ แต่ถ้าถูกวางไว้เป็เครื่องมือั้แ่แรกหายใจ แล้วข้าเคยเป็คนของใครจริงๆ บ้างไหม”
“และข้ากลัว” หลิงเฟิงพูดต่อ เสียงสั่นเล็กน้อย “ทุกครั้งที่แสงดาวในกายข้าวาบขึ้น ม่านทั้งผืนบางลง รอยแยกขยายไปทั่วแผ่นดิน เมืองนี้ไหม้ก็เพราะสิ่งที่อยู่ในตัวข้า คนที่ข้ารักตกอยู่ในอันตรายทุกครั้งที่ข้าอยู่ใกล้ ข้าเริ่มสงสัยว่า...ข้ากับเซวียนตูต่างกันตรงไหน ในเมื่อเราถือแก่นดวงเดียวกัน เขาก็เคยเป็เด็กคนหนึ่งที่มีพลังนี้มาก่อน แล้วถ้าวันหนึ่งข้ากลายเป็แบบเขา”
“เ้าไม่มีวันเป็แบบเขา” อาเดรียลตัดบทเสียงหนักแน่นผิดปกติ เขาหันมามองหลิงเฟิงตรงๆ เป็ครั้งแรกในค่ำคืนนั้น ดวงตาสีครามเข้มสะท้อนแสงดาวบนฟ้า “เซวียนตูเลือกฉีกม่านเพื่อรวมโลกใต้อำนาจตน เ้าเลือกกล้ำกลืนเืกัดลิ้นกระชากพลังกลับ เพื่อไม่ให้แสงนั้นทำร้ายใคร แม้แต่ในวินาทีที่เซียวเยี่ยนจับป้าซูเป็ตัวประกัน เ้าก็ยังหาทางที่สามแทนการปล่อยพลังต้องห้าม แก่นเป็เพียงพลัง หลิงเฟิง สิ่งที่กำหนดว่าเ้าเป็ใครคือสิ่งที่เ้าเลือกทำกับมัน และข้าเห็นเ้าเลือกถูกมาตลอด”
คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่มันแทรกผ่านเกราะที่หลิงเฟิงก่อไว้รอบหัวใจจนเขาต้องก้มหน้าหนีสายตาคู่นั้น ลำคอตีบตัน ไม่มีใครเคยพูดกับเขาแบบนี้มาก่อน—ไม่ใช่ป๋ายเหอที่มองเขาเป็ความรับผิดชอบ ไม่ใช่ชาวเมืองที่มองเขาเป็ตัวประหลาด แต่เป็คนที่มองเห็น ‘เขา’ จริงๆ ทะลุผ่านแก่นสองพิภพและแสงดาวและคำพยากรณ์ทั้งหมด เห็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เหนื่อยล้าและกลัว
“ท่านรู้ได้อย่างไร” หลิงเฟิงกระซิบ “เราเพิ่งรู้จักกันไม่กี่เดือน แต่ทุกครั้งที่เรารบเคียงกัน ข้ารู้สึกราวกับเคยทำมาก่อนนับพันครั้ง ราวกับมือของเรารู้จักกันมานานก่อนที่เราจะรู้จัก” อาเดรียลเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดสิ่งที่ไม่เคยบอกใคร “เพราะข้าก็ฝัน เห็นสนามรบที่ไม่รู้จัก ฟ้าสองสีเหมือนที่นี่ และมีคนยืนประจันหลังกับข้า คนที่ข้ามองไม่เห็นหน้าจนกระทั่ง...วันที่เ้าหันมามองข้าครั้งแรกที่ด่านสามม่าน หน้าในฝันก็กลายเป็หน้าเ้า”
หลิงเฟิงหันขวับ ขนลุกซู่ เพราะในฝันที่ตามหลอนเขามาั้แ่เด็ก ก็มีคนยืนเคียงข้างเช่นกัน คนที่เขามองไม่เห็นหน้าเหมือนกัน ทั้งสองมองตากันในความมืด ราวพยายามอ่านว่าอีกฝ่ายพูดความจริงหรือไม่ และในห้วงนั้นเอง บางอย่างที่ลึกกว่าความทรงจำของชาตินี้ก็สั่นไหวขึ้นในอกทั้งคู่—ความรู้สึกว่าเคยสูญเสียกันมาก่อน เคยตามหากันข้ามกาลเวลา และเพิ่งจะได้พบกันอีกครั้งหลังจากรอคอยมานานเกินกว่าชาติเดียวจะบรรจุไว้ได้
“ยังมีอีกเื่” อาเดรียลเอ่ย น้ำเสียงเคร่งขึ้น “ก่อนข้าถูกส่งข้ามม่าน เสนาบดีเฒ่าผู้หนึ่งเรียกข้าไปพบเป็การลับ บอกว่าราชวงศ์แวร์นาธเก็บรักษาตำนานเก่าแก่ไว้ตำนานหนึ่ง เื่ ‘คู่แห่งม่าน’—ผู้ถือแก่นกับผู้ประคองที่ฟ้ากำหนดให้คู่กัน และว่าทุกครั้งที่ม่านใกล้แตก ราชวงศ์ต้องส่งเชื้อสายของตนไปเป็ผู้ประคอง ข้าคิดมาตลอดว่าตนถูกส่งมาเพราะไร้ค่า แต่ตอนนี้ข้าเริ่มสงสัยว่า...บางทีข้าอาจถูกเลือกมาเพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะ และคนที่ส่งข้ามาอาจรู้เื่เ้ามากกว่าที่ข้ารู้เสียอีก”
หลิงเฟิงรู้สึกหนาวสันหลัง ฝ่ายสำนักเทียนเหอส่งคนมาหมายตัวเขา ฝ่ายแวร์นาธส่งอาเดรียลมาอย่างจงใจ เซวียนตูก็ ‘รอ’ เขามาแต่ต้น ราวกับทุกขั้วอำนาจในสองพิภพต่างขยับหมากบนกระดานเดียวกัน โดยมีเขากับอาเดรียลเป็เบี้ยที่ถูกวางไว้ั้แ่ก่อนเกิด “งั้นเราก็เหมือนกัน” เขาพูดเสียงเครือ “ถูกวางไว้เป็เครื่องมือั้แ่ลืมตา เ้าชายที่ถูกส่งไปตาย กับเด็กที่ถูกวางไว้ใต้ม่าน”
“ถูก” อาเดรียลตอบ แล้วทำสิ่งที่หลิงเฟิงไม่คาดคิด—เขายื่นมือมาวางทาบบนหลังมือหลิงเฟิงบนพื้นหญ้า ไม่ใช่กลางศึก ไม่ใช่เพื่อพยุงใครจากความตาย แต่เพียงเพราะอยากัั “แต่เบี้ยที่รู้ตัวว่าเป็เบี้ย ก็เลือกได้ว่าจะเดินไปทางไหน พวกเขาวางเราไว้ด้วยกันเพื่อหวังผลของพวกเขา ข้าก็จะอยู่เคียงเ้าด้วยเหตุผลของข้าเอง ไม่ใช่เพราะคำสั่งหรือตำนานหรือชะตา แต่เพราะข้าเลือกเอง เป็ครั้งแรกในชีวิตที่ข้าได้เลือกอะไรด้วยตัวเอง”
หลิงเฟิงไม่ดึงมือหนี เขาพลิกฝ่ามือขึ้นรับ ปล่อยให้นิ้วของทั้งสองสอดประสานกันเบาๆ ราวสองสายพลังที่โคจรเคียงกันโดยไม่บังคับให้รวม—ทอง กับ คราม เคียงข้าง ไม่กลืนกัน ไม่มีคำสารภาพรัก ไม่มีคำสัญญาที่ยิ่งใหญ่ มีเพียงความอบอุ่นที่แล่นจากปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจที่ต่างเคยหนาวเหน็บมานานเกินไป และในค่ำคืนที่เมืองทั้งเมืองมอดไหม้เป็เถ้า ความอบอุ่นเล็กๆ นั้นกลับรู้สึกยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใด
ไม่รู้ว่านานเท่าใด ความเหน็ดเหนื่อยจากการแบกหินทั้งวันและความเศร้าที่กดทับมาหลายคืนก็ค่อยๆ ถ่วงเปลือกตาหลิงเฟิงให้หนักอึ้ง ศีรษะของเขาเอนลงพิงไหล่อาเดรียลอย่างไม่ทันรู้ตัว อาเดรียลแข็งทื่อไปครู่หนึ่ง ราวไม่คุ้นกับการที่มีใครไว้ใจมากพอจะหลับข้างกาย แล้วจึงค่อยๆ ผ่อนคลาย ยอมนั่งนิ่งไม่ขยับ ปล่อยให้เด็กหนุ่มผู้แบกชะตาของสองพิภพได้พักสักครู่ มองดาวสองสีบนฟ้าเพียงลำพังเพื่อเฝ้ายามให้คนที่ตนเลือก
ทว่าความสงบนั้นอยู่ได้ไม่นาน ราวเที่ยงคืน แท่นหินกลางจัตุรัสเบื้องล่างก็เรืองแสงจางๆ ขึ้นมาเอง เหรียญทองแดงที่อกหลิงเฟิงร้อนผ่าวจนเขาสะดุ้งตื่น ทั้งคู่ลุกขึ้นยืน มองลงไปเห็นลำแสงบางๆ สีคล้ายแสงดาวพวยพุ่งจากแท่นหินขึ้นสู่รอยแยกบนฟ้า เชื่อมต่อกันชั่วขณะ ก่อนดับวูบ และในเสี้ยววินาทีนั้น ทั้งหลิงเฟิงและอาเดรียลได้ยินพร้อมกัน—เสียงกระซิบแ่จากใต้พิภพ เอ่ยชื่อเดียว “เซวียนหลิง...” ด้วยน้ำเสียงที่ทั้งโหยหาและเ็ปเกินกว่าจะบรรยาย
“เมื่อกี้คือ...” อาเดรียลยังไม่ทันพูดจบ เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏที่เชิงเนิน ตาเฒ่าป๋ายเหอยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าซีดเผือดในแสงดาว เขาคงเฝ้ามองมาตลอด “อย่าเข้าใกล้แท่นหินนั้นยามค่ำคืนอีก” เสียงผู้เฒ่าสั่นเครือ “สิ่งที่อยู่ข้างใต้...ข้าเฝ้ามันมาทั้งชีวิต และมีบางอย่างที่แม้แต่ข้าก็ไม่กล้าปลุก เ้าหนู ขอเพียงเชื่อข้าครั้งนี้ ยังไม่ถึงเวลา”
“ท่านพูดแบบนี้มาตลอด” หลิงเฟิงลุกขึ้น เสียงแข็งกร้าวขึ้นเป็ครั้งแรกกับผู้เฒ่าที่เลี้ยงเขามา “เซวียนตูบอกว่าการปกป้องของท่านคือกรงขัง เซียวเยี่ยนบอกว่าท่านอาจไม่รู้ความจริงทั้งหมด ตอนนี้แท่นหินเรียกชื่อในฝันของข้า ท่านจะให้ข้าเชื่อใจท่านได้อย่างไร ในเมื่อท่านเองก็ซ่อนความจริงไว้ไม่ต่างจากคนอื่น” ป๋ายเหอนิ่งไป ดวงตาเฒ่าฉายแววเ็ป “เพราะความจริงบางอย่าง รู้แล้วเปลี่ยนใจคนได้ และข้ากลัวว่าวันที่เ้ารู้ทุกอย่าง เ้าจะเลือกทางเดียวกับเซวียนตู”
คำนั้นแขวนค้างอยู่ในอากาศหนาวเย็น อาเดรียลขยับเข้ามายืนเคียงหลิงเฟิงเงียบๆ การปรากฏตัวของเขาเพียงเท่านี้ก็พอจะดึงหลิงเฟิงกลับจากขอบเหวของความโกรธ ป๋ายเหอมองทั้งสองคนที่ยืนเคียงกัน แล้วถอนหายใจยาวราวปลดวางบางสิ่ง “อย่างน้อยเ้าก็ไม่ได้ยืนลำพัง” ผู้เฒ่าพึมพำ “ผู้ถือแก่นที่มีผู้ประคองอยู่ข้างกาย...บางทีคราวนี้อาจต่างจากครั้งก่อน” แล้วเขาก็หันหลังเดินหายเข้าไปในความมืด ทิ้งปริศนาใหม่ไว้มากกว่าคำตอบ
รุ่งเช้านำความจริงอันโหดร้ายมาด้วย ม้าเร็วสองตัวควบเข้าเมืองจากสองทิศพร้อมกัน ตัวหนึ่งถือธงสำนักเทียนเหอแห่งบูรพา อีกตัวถือตราอินทรีแห่งแวร์นาธประจิม ทั้งสองนำสารฉบับเดียวกันมาส่ง—รอยแยกทั่วสองพิภพขยายตัวรุนแรงขึ้นทุกวันนับแต่คืนที่แสงดาววาบเต็มในสถาบัน เมืองชายแดนหลายแห่งถูกอสูรปนเปื้อนกลืนหาย ทั้งสำนักและอาณาจักรกำลังระดมกำลังครั้งใหญ่ที่สุดในรอบร้อยปี และทั้งสองฝ่ายต่างเรียกตัว ‘เด็กสองสาย’ ให้ไปปรากฏตัว
ในห่อสารยังมีจดหมายลายมือของเซินหรูแนบมาด้วย เขาเขียนว่าาแจากคืนหักหลังกำลังฟื้น และว่าครั้งนี้สำนักกับอาณาจักรอาจต้องร่วมมือกันอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน เพราะเซวียนตูไม่ใช่ภัยของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็ภัยของทั้งสองพิภพ ท้ายจดหมายเขาเขียนข้อความสั้นๆ ที่ทำให้หลิงเฟิงยิ้มได้เป็ครั้งแรกในรอบหลายวัน “รีบกลับมา ข้าเก็บที่ในแนวหน้าไว้ให้เ้าสองคนแล้ว—และคราวนี้อย่าได้กั๊กพลังจริงไว้อีก”
ป๋ายเหอกลับมาในเช้านั้นด้วยสีหน้าที่สงบลงแล้ว เขาวางมือบนบ่าหลิงเฟิง “ถ้าเ้าจะเผชิญหน้าเซวียนตู เ้าต้องแข็งแกร่งกว่านี้มาก และไม่ใช่ด้วยการปล่อยแสงดาว แต่ด้วยการเรียนรู้ที่จะให้สองสายในกายเ้าโคจรเคียงกันอย่างสมบูรณ์ ลึกถึงระดับที่เ้าไม่ต้องฝืนกดมันอีกต่อไป” เขาเหลือบมองอาเดรียล “และเ้าทำสิ่งนั้นคนเดียวไม่ได้ ผู้ถือแก่นกับผู้ประคองต้องหลอมจังหวะลมหายใจให้เป็หนึ่งเดียว ไว้ใจกันถึงระดับที่ไม่มีกำแพงใดเหลืออยู่ระหว่างกัน นั่นคือบทเรียนต่อไปของเ้าทั้งสอง”
หลิงเฟิงมองอาเดรียล อาเดรียลมองกลับ ไม่มีคำพูดใดจำเป็ ทั้งสองรู้แล้วว่าการพักผ่อนสิ้นสุดลง พายุลูกใหม่กำลังก่อตัวเหนือสองพิภพ และครั้งนี้พวกเขาจะไม่เพียงรบเคียงกัน แต่ต้องเรียนรู้ที่จะเปิดใจให้กันจนไม่เหลือสิ่งใดปิดบัง—าแ ความกลัว ความลับ ทุกสิ่ง เพราะเกราะที่ต่างคนต่างก่อมาทั้งชีวิตเพื่อเอาตัวรอด บัดนี้กลับกลายเป็กำแพงเดียวที่ขวางกั้นพลังที่จะช่วยให้ทั้งคู่—และทั้งโลก—รอด
หลิงเฟิงก้มมองเหรียญทองแดงในมือ ััไออุ่นแ่ๆ ที่ยังหลงเหลือ ราวคำกระซิบจากใต้พิภพยังไม่จางหายไปจริง “เซวียนหลิง” เขาพึมพำชื่อนั้นเบาๆ ชื่อของผู้สร้างม่านเมื่อพันปีก่อน ชื่อในฝัน ชื่อที่ฝังอยู่ในรากของบ้านเกิดเขา และเป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าคำตอบของทุกสิ่งไม่ได้อยู่ไกลออกไปเหนือม่านที่ไหน แต่อยู่ลึกลงไปในตัวเขาเอง—รอเพียงวันที่เขากล้าพอจะเปิดประตูบานสุดท้ายในใจ และปล่อยให้คนอีกคนหนึ่งก้าวเข้ามายืนข้างในด้วยกัน