เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอมีชีวิตรักที่ดีกว่าเดิม [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 66 ขับพิษ

            หนีเจียเฮ่อมองน้องสาวด้วยความเป็นห่วงแม้จะมากความสามารถ แต่หนีเจียเอ๋อร์ก็มิได้แตกฉานในวิชาแพทย์นับประสาอะไรกับที่ได้ยินมาว่านางเพิ่งจะสนใจศึกษาตำราแพทย์ หลังปฏิเสธการแต่งงานกับสวีเพ่ยหราน

            ในวันนั้น หญิงสาวคล้ายจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนทั้งยังรู้หลายสิ่งหลายอย่าง ที่แม้แต่เขาและโจวชิงหวาก็ไม่เคยล่วงรู้มาก่อน

            แม้จะสัมผัสได้ถึงสายตาเพ่งพินิจของพี่ชายแต่หนีเจียเอ๋อร์ก็มิได้แสดงสีหน้าอันใด เพียงตอบคำถามของฮ่องเต้ด้วยความนอบน้อม “ฝ่าบาท หากไม่อาจขับพิษให้องค์รัชทายาทได้หม่อมฉันยินดีรับโทษ ไม่ว่าจะประหารหรือบั่นคอ ก็สุดแล้วแต่พระประสงค์เพคะ”

            กู่หังจิ่นรู้สึกพิศวงในความกล้าหาญของนางด้วยเหตุนี้ เขาจึงตบโต๊ะและเอ่ยปาก “ตกลง! ข้าจะให้เจ้าลองดู”

            หนีเจียเฮ่อรีบโพล่งขึ้นทันที“ฝ่าบาทกระหม่อมขอเวลา...”

            กู่หังจิ่นขัดจังหวะ “เจ้าไม่จำเป็นต้องพูดแล้วไม่ว่านางจะต้องการสิ่งใด ข้าล้วนอนุญาต”

            หนีเจียเฮ่อหันไปมองน้องสาวอีกครั้งพลางกระซิบที่ข้างหู “เจ้าไม่เคยเห็นอาการขององค์รัชทายาทกับตายังกล้าพูดจาอวดดีเช่นนี้อีก ถึงมีใจอยากจะช่วยโจวชิงหวาแค่ไหน ก็ไม่ควรเอาตัวเองมาเสี่ยงในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้รีบล้มเลิกเสียก็ยังไม่สาย”

            หนีเจียเอ๋อร์เพิกเฉยต่อเสียงร้อนรนของพี่ชายซ้ำยังตอบฮ่องเต้ไปว่า “เป็นพระกรุณาธิคุณที่ทรงไว้วางพระทัยหม่อมฉันจะไม่ทำให้พระองค์ผิดหวังแน่เพคะ!”

            “เจ้าเป็นฝ่ายอาสาเองหากไม่อาจขับพิษ หรือทำให้อาการขององค์ชายทรุดลง ก็อย่าหาว่าข้าไร้ความปรานี”

            พอเห็นพระเนตรแวววับของโอรสสวรรค์หนีเจียเฮ่อก็ยากที่จะข่มอารมณ์ให้กลับมามั่นคงได้

            กู่หังจิ่นมองชายหนุ่มที่กำลังเหงื่อตกด้วยความกระวนกระวายใจ “เจ้าจงพานางไปยังตำหนักบูรพา ไม่ว่าต้องการสิ่งใดก็แค่บอกพวกเขาว่านี่คือความประสงค์ของข้า พวกเขาจะร่วมมืออย่างเต็มที่”

            ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วคงจะไม่อาจกลับลำได้อีก หนีเจียเฮ่อจึงจำใจตอบเบาๆ “น้อมรับพระบัญชา!”

            หลังออกจากท้องพระโรงหนีเจียเฮ่อก็รีบฉวยโอกาสดึงหนีเจียเอ๋อร์ไปที่มุมห้อง ใบหน้าอันหล่อเหลานั้นมืดครึ้มขณะถามเสียงเย็นชา “เจ้ามั่นใจแค่ไหน?”

            หนีเจียเอ๋อร์ครุ่นคิดอย่างจริงจัง“เจ็ดในสิบส่วน”

            หนีเจียเฮ่อกัดฟัน หันมามองอีกครั้งพลางพูดเสียงลอดไรฟันด้วยความโมโห “เจ้ารู้หรือไม่ หากพลั้งพลาดแล้ว แค่สามส่วนที่เหลือก็อาจจะฆ่าเจ้าได้”

            หนีเจียเอ๋อร์รู้สึกผิดอยู่บ้างที่ทำให้พี่ชายเป็นห่วงแต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วเช่นกัน “ท่านพี่ ข้าขออภัย แต่หากไม่พูดเช่นนั้นฮ่องเต้คงไม่เสี่ยงประทานโอกาสให้ข้าเข้าใกล้องค์ชาย ทว่านี่เป็นหนทางเดียวที่จะช่วยชิงหวาได้ข้าจึงจำเป็นต้องจมเรือตัวเอง[1]เท่านั้น”

            โทสะของหนีเจียเฮ่อยังไม่ลดน้อยถอยลง“กระนั้นก็ควรจะปรึกษากันก่อนข้าจะได้เสนอแนะแนวทางให้เจ้าได้”

            หนีเจียเอ๋อร์คล้ายจะสัมผัสได้ถึงแสงสว่างอันอบอุ่นท่ามกลางหมอกหนาทึบจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใด นางจึงกล่าวเบาๆ “ท่านพี่ ข้ารู้ว่าหากบอกก่อนท่านคงไม่ยอมให้ข้าทำเช่นนั้นเป็นแน่ และข้าก็ทนมิได้เช่นกันที่จะปล่อยให้ท่านลงมือเองถึงอย่างไรก็ไร้หนทางแล้ว ลองดูกันสักตั้งเถอะ”

            นอกจากวิธีนี้ ก็ไม่มีหนทางอื่นแล้ว...

            หนีเจียเฮ่อยกมือลูบหน้าตัวเองก่อนตบไหล่ผู้เป็นน้องสาว พร้อมฝืนยิ้ม “เช่นนั้นก็จงลงมืออย่างกล้าหาญ ไม่ว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไรพี่ก็จะอยู่เคียงข้างเจ้า”

            เพียงเท่านั้น หนีเจียเอ๋อร์ก็รู้สึกสะเทือนใจจนพูดไม่ออก

            ข่าวที่บุตรสาวของนายท่านหนีเสนาบดีกรมพิธีการ ได้รับพระราชานุญาตจากฮ่องเต้ให้ทำการรักษาองค์รัชทายาท แพร่ไปทั่วเมืองหลวงอย่างรวดเร็วทั้งยังมีคนไม่น้อยพากันเฝ้ารอดูเรื่องขบขันของบ้านสกุลหนี

            พอได้ยินเรื่องนี้นายท่านหนีก็ยิ่งโมโหจนแทบกระอัก ทุบหน้าอกกระทืบเท้า พร้อมบริภาษบุตรสาวคนรอง ที่อาจหาญไปต่อรองกับฮ่องเต้อย่างไม่เจียมตนจากนั้นก็มานั่งเหงื่อแตกพลั่กๆ เสียยิ่งกว่าตอนมาสอบขุนนางในวังสมัยหนุ่มๆเสียงอีก

            และผู้ที่เดือดร้อนไม่ต่างกันก็คือแพทย์หลวง

            บางคนคิดว่าเป็นไปมิได้ที่สตรีซึ่งถูกอบรมเลี้ยงดูในห้องหอมาตลอดทั้งปี จะร่ำเรียนวิชาแพทย์จนช่ำชอง ถึงขั้นเสนอตัวมาถอนพิษที่ยังไม่อาจหาทางแก้ได้พวกเขาจึงรอดูเรื่องขบขันกันอย่างใกล้ชิดติดขอบสนามเลยทีเดียว แต่ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เกรงว่าหนีเจียเอ๋อร์จะล้างพิษให้องค์ชายได้จริงๆ

            ผู้คนกำลังรอดูผลลัพธ์อย่างใจจดใจจ่อ

            หลังผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืนกับขั้นตอนการรักษาอันสลับซ้ำซ้อนในที่สุดก็สามารถขับพิษที่อยู่ในร่างขององค์ชายได้หมดสิ้น อาการต่างๆ ค่อยๆ หายไป หลงเหลือเพียงความอ่อนเพลียเล็กน้อยและไม่นานก็คงจะกลับมาเป็นปกติ

            เมื่อหนีเจียเฮ่อตรวจอาการซ้ำอีกครั้งเพื่อความมั่นใจก็พบว่าทั้งการหายใจและชีพจรขององค์ชายน้อยกลับมาเป็นปกติแล้ว ความหนักอกหนักใจดั่งถูกหินก้อนใหญ่โถมทับจึงค่อยบรรเทาเบาบางลง

            เขากอดน้องสาวด้วยความโล่งใจ“เอาละไม่เป็นไรแล้ว!”

            หนีเจียเอ๋อร์ขอบคุณในความช่วยเหลือของพี่ชายพลางพูดด้วยน้ำเสียงดีใจ “ท่านพี่เราทำสำเร็จแล้ว!”

            ฮ่องเต้กับฮองเฮาที่เสด็จมาดูอาการขององค์ชายน้อยด้วยพระองค์เองรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง และรับสั่งให้จ้าวเหิง หมอหลวงซึ่งฝีมือดีที่สุดในราชสำนักมาตรวจดูอีกครั้ง เพื่อติดตามผลการรักษา

            ไม่นาน จ้าวเหิงก็รีบถวายรายงาน“ทูลฝ่าบาทพิษขององค์ชายถูกขับออกมาหมดแล้ว แต่ยังทรงมีอาการอ่อนเพลีย เพียงดื่มยาบำรุงกำลังสักสองสามจอกก็จะสามารถฟื้นตัวเป็นปกติได้พ่ะย่ะค่ะ”

            ฮ่องเต้ตรัสถาม “แล้วเมื่อใดองค์ชายจะฟื้น?”

            จ้าวเหิงจึงตอบ “ภายในหนึ่งชั่วยาม พระองค์ก็น่าจะได้สติตื่นพ่ะย่ะค่ะ!”

            หลังจากฮองเฮาเข้าไปขอบคุณหนีเจียเอ๋อร์แล้วก็สั่งนางกำนัลไปจัดเตรียมอาหารเบาๆ เอาไว้ ขณะที่นางนั่งลงข้างเตียง แล้วบรรจงเช็ดตัวให้องค์ชายน้อย

            เพื่อมิให้เป็นการรบกวนโอรสกู่หังจิ่นจึงเดินนำผู้คนออกไปจากห้อง

            จ้าวเหิงจงใจไปเดินข้างๆหนีเจียเอ๋อร์ พร้อมกระซิบพอให้ได้ยินกันเพียงสองคน “ความสามารถด้านการแพทย์ของคุณหนูหนีช่างยอดเยี่ยมนักจนตาเฒ่าผู้นี้รู้สึกละอายแก่ใจ”

            หนีเจียเอ๋อร์ชะงักและทำความเคารพอย่างสง่างาม“ท่านถ่อมตัวเกินไปแล้วข้ามากกว่าที่ควรละอายแก่ใจ เพราะเป็นแค่เด็กร้อนวิชาผู้หนึ่ง ซึ่งพอเห็นองค์ชายถูกวางยาก็รีบอาสาเข้ามาถอนพิษอย่างไม่เจียมตน ดีที่โชคเข้าข้าง เรื่องราวต่างๆ จึงผ่านพ้นไปได้ด้วยดี”

            ความประทับใจแรกที่จ้าวเหิงมีต่ออีกฝ่ายคือความเป็นเลิศด้านการร่ายรำ ที่นางแสดงให้เห็นในงานเลี้ยง แต่ไม่คิดว่าหนีเจียเอ๋อร์จะมีความรู้ด้านการแพทย์อย่างลึกซึ้งจนเกินคาด

            แต่ที่หาได้ยากคือนางยังคงถ่อมตนมีกิริยาสุภาพอ่อนน้อม ไม่อวดอ้างความสามารถ ช่างเป็นสตรีที่น่าทึ่งและแปลกประหลาดยิ่งนัก

            เมื่อคนทั้งกลุ่มมาถึงห้องโถงกู่หังจิ่นก็ขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์ และรับสั่งด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข “แม่นางหนีทำคุณงามความดีด้วยการถอนพิษให้องค์ชายรัชทายาทเพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจและความสามารถอันเปี่ยมล้นในครานี้ ข้าจึงขอถามว่าเจ้าต้องการสิ่งใดเป็นของรางวัล”

            หนีเจียเอ๋อร์ก้าวไปข้างหน้าและคุกเข่าลงอย่างเคร่งขรึม“เดิมที การบรรเทาความกังวลของฝ่าบาทก็ถือเป็นหน้าที่ของข้าราชบริพาร หม่อมฉันจึงไม่บังควรร้องขอสิ่งใด ทว่า เนื่องจากเหตุการณ์ครั้งนี้มีผลกระทบต่อหลายชีวิตหม่อมฉันจึงใคร่ขอร้องฝ่าบาท ได้โปรดทรงอนุญาตให้พวกหม่อมฉันไปทำการตรวจสอบคดีลอบวางยาพิษองค์ชายอีกครั้งเพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้บริสุทธิ์ทุกคนที่เกี่ยวข้องด้วยเพคะ”

            หนีเจียเฮ่อก้าวมาข้างหน้าและคุกเข่าลงข้างๆ น้องสาว “ขอฝ่าบาทโปรดพิจารณาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

            จ้าวเหิงพยักหน้าด้วยความชื่นชม มุมมองที่เขามีต่อหนีเจียเอ๋อร์ยิ่งเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น

            ส่วนกู่หังจิ่น ที่รู้สึกผ่อนคลายหายกังวลแล้วย่อมตอบตกลงโดยไม่ลังเล “ได้!”

            จากนั้น ฮ่องเต้ก็รับสั่งให้ขันทีนำป้ายทองอาญาสิทธิ์ ไปมอบให้นาง ซึ่งนอกจากจะทำให้หญิงสาวเข้านอกออกในพระราชวังได้สะดวกแล้วยังสามารถเรียกใช้องครักษ์ในวังได้ตามความต้องการอีกด้วย

            หลังรับป้ายทองด้วยความยินดีแล้วหนีเจียเอ๋อร์ก็โค้งคำนับอย่างนอบน้อม “ขอบพระทัยฝ่าบาท”

            หนีเจียเฮ่อก็พูดด้วยความซาบซึ้งใจเช่นกัน“ขอฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปีๆหมื่นๆ ปี”

            กู่หังจิ่นจึงกล่าวว่า “ลุกขึ้นเถอะ!”

            หนีเจียเอ๋อร์กับหนีเจียเฮ่อพากันลุกขึ้นและถอยกลับมายืนที่เดิม ขณะเดียวกันกู่หังจิ่นก็เริ่มตำหนิจ้าวเหิงและบรรดาหมอหลวงอย่างหนัก

            จ้าวเหิงรีบขออภัยอย่างไร้ยางอายพลางเอ่ยว่าต่อไปเขาจะขอคำแนะนำจากหนีเจียเอ๋อร์ให้มาก

            หลังจากกู่หังจิ่นต่อว่าอีกฝ่ายจนหนำใจแล้วก็รับสั่งเสียงดัง “กลับวัง!”

            ทุกคนจึงคุกเข่าลงอีกครั้ง “ขอแสดงความยินดีด้วยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”

            จากนั้น จ้าวเหิงก็กลับไปเช่นกัน

            ต่อมา หนีเจียเฮ่อก็บอกกับหนีเจียเอ๋อร์ว่าพระสนมหลายคนมีความขัดแย้งกับองค์ชาย ทั้งยังช่วยค้นหาแรงจูงใจและวิเคราะห์พฤติกรรมของแต่ละคนเพื่อให้นางรู้ว่าต่อไปควรจะผูกมิตรกับใคร และต้องระวังผู้ใดเป็นพิเศษ

            หลังออกจากตำหนักบูรพาหนีเจียเอ๋อร์ก็ถูกเชิญให้ไปรับประทานอาหารร่วมกับฮ่องเต้ เสร็จแล้ว นางก็ไปเยี่ยมโจวชิงหวาที่คุกหลวงเพียงลำพัง

     

     

     

     

    -----------------------------------------------

            [1] คำว่า ‘จมเรือ’ ในที่นี้มาจากสำนวน ‘ทุบหม้อข้าว จมเรือ’(破釜沉舟:โพ่ฝู่เฉินโจว) ซึ่ง หมายถึง การตัดสินใจที่เด็ดขาดที่เมื่อคิดจะทำแล้วต้องทำต่อไปให้ถึงที่สุดนั่นเอง

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ ขอมีชีวิตรักที่ดีกว่าเดิม [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730