เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้ท่านหญิงเ้าจันทร์รู้สึกตัวเมื่อบานไม้ใหญ่ถูกเปิดออกจึงได้โน้มหัวนอบน้อม
“เ้าจันทร์แห่งพนารัฐเ้าค่ะ องค์เมือง” องค์เมืองดานุได้แต่พยักหน้ารับพอรู้ว่าการหายตัวไปของนางเป็ฝีมือของไอ้เ้าบุตรชายหัวดื้อของตนก็ไม่รู้จะทำอะไรถูกดี
หากแต่ข้างกายที่มาด้วยกลับยิ้มแฉล้ม
“ท่านพี่ข้าเป็อย่างไรบ้าง”
“ยังไม่รู้สึกตัวเลยท่านหญิง อาการหนักเหลือเกิน เมื่อคืนหมอหลวงยังอ่อนใจ”
“เ้าก็คงไม่ได้นอนทั้งคืนเลยสิ ได้ยินหมอหลวงบอกว่าท่านพี่เพ้อหนักด้วย พี่ชายข้าเพ้ออะไรบ้าง”ท่านหญิงมุณาทัยช่างเข้าใจถามเสียจริง ใครจะตอบได้ล่ะว่าเพ้อแต่ตนทั้งคืน
“ข้าฟังไม่ได้ศัพท์หรอกท่านหญิง เสียงแ่ออกปานนั้น”
“ข้าว่าเ้าควรพักผ่อนบ้างนะเ้าจันทร์ เดี๋ยวจะไม่สบายอีกคน” องค์เมืองดานุแนะนำด้วยความเป็ห่วง
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะ เฝ้าแต่คนที่นอนนิ่งอย่างนี้ไม่ลำบากข้าสักนิด อีกอย่างเป็เพราะข้าที่ทำให้ท่านชายต้องเป็แบบนี้หากองค์เมืองไม่ติดขัดอะไร ข้าขอดูแลจนกว่าท่านชายจะหายดี”
“ในความจริงคือมิณเยศก่อเื่ไว้กับเ้าต่างหาก โดนแบบนี้เข้ายังนับว่าน้อยไปด้วยซ้ำไม่สาสมกับความผิดที่ทำ” องค์เมืองสัพยอกใส่บุตรชายตัวดี จนท่านหญิงมุณาทัยต้องทอนรอยยิ้มลง
“มีอะไรอยากให้ทางข้าช่วยสื่อสารไปทางพนารัฐหรือไม่”
องค์เมืองดานุเอ่ยถามด้วยความกังวล เพราะอยู่ดีๆ ท่านหญิงแห่งพนารัฐที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยกลับมาปรากฏกายอีกทีที่อัครธานี..มันออกจะแปลก
“ข้าฝากนำส่งราชสาระบันทึกจากข้าให้ท่านพี่าาญเ้าค่ะ” หญิงสาวรีบหันไปหยิบกล่องไม้ใบเขื่องจากลิ้นชักมายื่นให้ “สาระสำคัญในบันทึกข้าชี้แจงกับท่านพี่าาญว่าข้าได้รับนิมิตดีจากองค์เทพอัมฤทธิ์ว่าพนารัฐจะมีทายาทผู้สูงศักดิ์มาถือกำเนิดและข้าต้องไปสวดมนต์บูชาองค์ท่านที่โคมจักรตรา ศาสนสถานที่เป็เอกเทศจากไตรหล้านครบนเทือกเขาสูงเพื่อเป็ศรีมั่นให้กับทารกน้อยที่จะถือกำเนิดใหม่ พอเกิดเื่ที่โคมจักรตราขึ้นก็ได้รับการช่วยเหลืออย่างดีจากอัครธานีเ้าค่ะ”
องค์เมืองดานุถึงกับต้องผ่อนลมหายใจแรง มองสตรีตรงหน้าอย่างไม่รู้จะพูดอะไรถูกถึงความมีน้ำใจนอกจากจะไม่ถือโทษบุตรชายตัวดีของตนแล้ว ยังช่วยแก้ไขเื่ร้ายต่างๆ ด้วย หากเ้ามิณเยศหายดีเมื่อไหร่คงต้องพูดคุยกันจริงๆจังๆ สักที
หลังจากองค์เมืองแยกตัวออกไปเพื่อปฏิบัติภารกิจการงานแทนบุตรชายที่เป็ตัวหลักสำคัญเพราะนับั้แ่สูญเสียนางเมืองกังสดาลอันเป็ที่รักไป ท่านเหมือนทิ้งทุกสิ่งไว้แล้วล่องลอยตามนางเมืองไปด้วยตอนนั้นแม้ทายาทมิณเยศจะยังอายุน้อยนักแค่สิบสี่ปีแต่ฉายแววฉลาดเก่งกล้าเกินเด็กหนุ่มทั่วไป เมื่อเห็นความทุกข์โศกของบิดาอย่างนั้นแล้วจึงรับหน้าที่งานเมืองทุกอย่างไว้เอง
“คราวนี้ท่านพี่อาการหนักจริงๆ ทีแรกที่ข้าเห็นน่ะบอกตามตรงนะว่าข้าใจไม่ดีเลย” ท่านหญิงมุณาทัยหันมองคู่สนทนาสลับกับมองพี่ชายตน
“ข้าก็ใจไม่ดีเช่นกัน ตอนนั้นหวังเพียงอย่างเดียว ขอให้ท่านปลอดภัย”
“ท่านพี่หัวแข็งจะตาย แผลฉกรรจ์อย่างนี้ยังรอดมาได้” แค่คำพูดหยอกล้อแต่กลับทำให้คนฟังกลับหนักใจก็ถ้าหากท่านไม่รอดสิ..คนที่แย่คงเป็ตน
“ข้าจัดที่พักรับรองไว้ให้เ้าแล้ว ไม่ไกลจากที่นี่..เ้าจะได้สะดวกเวลามาดูแลท่านพี่”
“ต้องรบกวนท่านหญิงด้วย”
“เ้าไม่ต้องห่วงทางนี้นะ เพราะข้าให้หมอหลวงมาเฝ้าอาการอยู่ตลอด” ได้ยินดังนั้นคนทั้งสองก็ค่อยๆ เดินออกมาข้างนอกแล้วปล่อยให้หมอหลวงได้เข้ามาเฝ้าท่านชายอย่างใกล้ชิด
ราชสถานอัครธานีช่างใหญ่โตงดงาม ตกแต่งด้วยอิฐแน่นสีแดงส้มแปลกตาต่างจากพนารัฐที่ใช้สีสันสว่างตาแทบทั้งหมด ตลอดทางเดินยาวประดับแขวนด้วยช่อผกาหอมกรุ่นไล่เรื่อยไปจนถึงห้องโถงกว้าง ภาพงานศิลปะของเหล่าผู้สูงศักดิ์ของอัครธานีประดับประดาเต็มพื้นผนังท่านหญิงเ้าจันทร์กวาดสายตามองอย่างตื่นตะลึง พลันสะดุดเข้ากับภาพหนึ่ง..ภาพนางเมืองกังสดาล
“งามใช่ไหมท่านหญิง ท่านแม่ของข้าน่ะงดงามอ่อนหวาน น้ำเสียงนุ่มยามที่ท่านเล่านิทานชาวเมืองให้ข้าฟัง” ท่านหญิงแน่ใจว่านี่ไม่ครั้งแรกที่เห็นคนในภาพ
“ข้าเหมือนเคยเห็นคนที่มีลักษณะอย่างนี้ ที่ไหนนะ..ที่ไหน” ความคิดเ้ากรรมกลับซ่อนตัวลึกจนนึกไม่ออก อีกฝ่ายได้แต่เฝ้ามองอย่างแปลกใจ“จริงๆ นะมุณาทัย ข้าเคยเห็นสตรีที่มีดวงหน้าเช่นนี้..ไม่ผิดแน่นางอายุรุ่นราวคราวเดียวกับข้านี่ล่ะ แต่ว่าชื่ออะไร..แล้วที่ไหนกัน”
“แน่ใจนะว่าเ้าเคยเห็น”
“ข้าแน่ใจ ไม่ใช่แค่เคยเห็นแต่ยังได้พูดคุยกันอีกด้วยนางมาพร้อมกับพี่น้องของนางที่ชื่อ..กะ..กษณะ” กลับจดจำชื่อของฝ่ายชายได้แม่นยำกว่า
ก็เมื่อห้าปีก่อน..เขาคนนั้นคือคนที่ทำให้นางต้องตกน้ำเกือบตาย
“เ้านี่จริงๆ เลยนะ ไม่อยากเข้าพิธีบูชาองค์เทพอัมฤทธิ์ก็หาที่หลบเอาเองสิทำไมต้องลากน้องข้าเข้ามาเกี่ยวด้วย” สีหน้ามุ่นๆ ของเด็กหนุ่มต่อว่าทันทีที่น้องสาวของเขาแยกตัวออกไป
“เอ๊ะ! เ้านี่ยังไงนะ ข้ากับน้องสาวของเ้ายินดีร่วมกันและมันก็ไม่เนิ่นนานขนาดทำให้มารดาของเ้าดุว่าได้หรอก เ้าต่างหากที่ไม่เกี่ยวอยู่เฉยๆเถอะ”
“เ้าอยากทำอะไรก็ทำเถอะ ข้าไม่อยู่กับเ้าด้วยหรอก”ว่าแล้วเด็กหนุ่มก็โยนตัวออกจากเรือลำเล็กแล้วว่ายน้ำเข้าฝั่งไปอย่างใจร้ายที่สุด ทิ้งให้ตนอยู่เพียงลำพังในเรือลำเล็กทั้งที่ะโบอกแล้วว่าพายเรือไม่เป็ว่ายน้ำก็ไม่ได้ ในที่สุดเรือก็พลิกคว่ำจนได้ ดีนะที่คนเป็น้องสาวมาช่วยไว้ทันเ้าเด็กหนุ่มนั่น..แย่ที่สุด!
“นี่เ้าเคยเจอดาวด้วยรึ น่าประหลาดใจเหลือเกิน” ท่านหญิงมุณาทัยโพล่งออกมาอย่างตื่นเต้น
“แล้วเหตุใดดาวถึงหน้าตาเหมือนมารดาของเ้าเช่นนี้”
อีกฝ่ายยิ้มน้อยๆ อย่างครุ่นคิด เวลาก็ล่วงเลยมานานแล้วเ้าดารารายก็อยู่ในฐานะท่านหญิงแห่งองค์ทายาท ศักดิ์อันสูงค่าคู่ควรกับนาง คู่ควรกับทายาททันวาอีกไม่นานความจริงที่ถูกบิดเบือนไปคงต้องแจ้งชัดสักทีไม่มีประโยชน์อะไรที่จะปิดบังต่อไป
“ดาราราย เ้าดาว คือน้องสาวของข้า” คำตอบทำให้ผู้ฟังถึงกับนิ่งไป“คราวนี้คงหายสงสัยแล้วสินะว่าเหตุใดนางถึงมีลักษณะคล้ายท่านแม่ของข้า”
จะหมดข้อสงสัยได้อย่างไร..เป็ไปไม่ได้แน่!
“ข่าวลือเกี่ยวกับท่านแม่สิ้นชีพก่อนคลอดบุตรในครรภ์ ความจริงมันมีอยู่เพียงครึ่งเดียวเพราะค่ำคืนนั้นท่านแม่ให้กำเนิดบุตรสาวแล้วตกเืหนัก 'ท่านหญิงน้อยแห่งอัครธานี' เ้าดาวเกิดมาพร้อมกับการสูญเสียนางเมือง ทำให้ท่านพ่อเสียใจมากเพราะท่านพ่อรักท่านแม่เหลือเกินท่านพ่อไม่สนใจใยดีน้องน้อยเลยสักนิด ตอนนั้นข้าอายุราวห้าปี ถึงแม้จะจำอะไรไม่ได้มากแต่มันก็อยู่ในความทรงจำนี่แหละ” คนเล่าสีหน้าหม่นลงทันตาเห็นจนคนฟังรู้สึกสงสารจับใจ
“นางในคนสนิทของท่านแม่ นามว่า'สะบันงา' นางก็ตั้งครรภ์ใน่เวลาที่ไล่เลี่ยกันซึ่งก่อนหน้านั้นไม่กี่วันนางก็เพิ่งคลอดบุตรชายก็คือกษณะ นางจึงไม่อาจทนนิ่งเฉยได้เพราะรู้ดีว่านางเมืองรักน้องน้อยในครรภ์มากขนาดไหนท่านพี่เคยเล่าว่าท่านแม่เฝ้าพูดคุยกับน้องในครรภ์ทุกคืน เหมือนจะรู้ว่าคงไม่มีโอกาสได้ชื่นชมความน่ารักของเ้าตัวน้อยนางในสะบันงาจึงขอรับเลี้ยงดูดารารายด้วยตนเอง ท่านพ่อไม่พอใจมาก ขับไล่ออกจากราชสถานทันที แต่ถึงอย่างไรนางก็คงไม่อยากอยู่ต่อไปหรอกหมอหลวงนคินทร์คู่ชีวิตก็ลาลับจากไปแล้ว ยังจะนางเมืองอันเป็ที่เคารพรักมาด่วนจากไปอีก”
ท่านหญิงเ้าจันทร์อดรู้สึกรันทดใจไม่ได้
โธ่! ดาว
“ข่าวลือจึงออกไปว่า ท่านแม่เสียชีวิตพร้อมบุตรในครรภ์”
“ถึงว่าล่ะ ข้าก็เคยได้ยินถึงคำลือเกี่ยวกับองค์เมืองดานุที่ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่หลังจากสูญเสียนางเมืองพร้อมบุตรในครรภ์ไปกับความเฉยชาในทุกสิ่งจมอยู่กับความโศกเศร้าราวกับไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ ตอนนั้นข้ายังซาบซึ้งกับความรักอันยิ่งใหญ่ที่บิดาเ้ามีให้มารดาเ้าเลยล่ะ”
“ค่ำคืนนั้นดวงจันทร์กลมเฉิดฉายบนผืนฟ้าก็เลยหมดความงามเป็เลยเป็คืนเดียวกันกับที่เ้าเกิด” ท่านหญิงเ้าจันทร์ถึงกับใจเต้นระทึกถ้าอย่างนั้น..
“ดาวเกิดพร้อมข้ารึ” มีบางสิ่งที่เริ่มส่อเค้า “ข้าไม่แปลกใจที่ใครต่อใครคิดว่าข้าคือสตรีตามคำทำนายโบราณเพราะโดยผิวเผินแล้วก็ชวนให้น่าคิดเช่นนั้น แต่หากพิจารณาให้ดี ข้าเป็สตรีที่มีลักขณาไม่ครบตามคำทำนายเพราะคืนนั้นแม้จะเป็คืนเดือนเพ็ญก็จริง แต่ท่านพี่าาญเล่าว่าตอนที่ข้าเกิดน่ะท้องฟ้ามีแต่เมฆหนาครึมเพราะฝนตกหนัก”
ทั้งสองต่างสบตานิ่ง
“จงเฝ้ามองรัตติกาลกระจ่างฟ้าในคืนเดือนเพ็ญหญิงงามจากจันทราสวาทได้ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางนวลแสงแห่ง์ให้พินิจพิศมองดวงหน้างามนั้นไว้เถิด ในเวลาที่มีพายุหนักอย่างนั้นจะยังปรากฏแสงนวลแห่ง์ได้อย่างไร” ท่านหญิงเ้าจันทร์ตั้งคำถามอันน่าขบคิด
“นั่นสินะ” คนฟังพึมพำ
“หากลำดับเหตุการณ์ดูดีๆ ถ้าเื่น่าะเืใจกับการสูญเสียนางเมืองทำให้ดวงจันทร์ที่เฉิดฉายบนฟ้าหมดความงามอย่างที่ท่านหญิงบอกก็แสดงว่าดาวเกิดก่อนที่ฝนจะตกหนัก” ท่านหญิงเ้าจันทร์หยุดคิดแล้วพูดต่อ “เมื่อเื่ราวของท่านหญิงดารารายไม่ปรากฏออกไปมันเลยทำให้เื่ของข้าเด่นชัดขึ้น ข้าว่าความจริงอีกครึ่งที่ถูกมองข้ามไปก็คือเื่นี้”
“จริงด้วย ตอนนั้นคงไม่มีใครใส่ใจประเด็นนี้หรอก ถ้าเช่นนั้น..สตรีตามคำทำนายก็คงไม่ใช่เ้า” เมื่อต่างลำดับเหตุการณ์กันจนกระจ่าง สองนางผู้สูงศักดิ์ถึงกับได้คำตอบชัด
“ดาราราย!”
ร่างบอบบางย่างก้าวอย่างรวดเร็วสู่ราชสถานส่วนองค์มิณเยศ
ความหวาดกลัวที่จะเป็ต้นเหตุของความพินาศย่อยยับทั้งปวงแห่งบัลลังก์นครในภายหน้าได้สลายสิ้นไปหมดแล้วเมื่อใจกระจ่างชัดว่าตน..ไม่ใช่! ไม่ใช่สตรีตามคำทำนาย กำแพงหนาที่ปิดกั้นหัวใจมาเนิ่นนานจึงทลายลง
“หมอหลวง อาการท่านชายเป็อย่างไรบ้าง” กลุ่มคนภายในห้องพากันเงียบกริบผู้ดูแลสองนายนอบน้อมต่อหญิงสูงศักดิ์แล้วแยกตัวออกไป จึงเหลือแค่ผู้ดูแลพันทวีกับหมอหลวง
“มีอะไรน่าหนักใจ” คนมาใหม่คาดคั้นเอากับบุคคลที่เหลือเพราะเริ่มวิตก
“ตอบข้าสิ หมอหลวง! ตอบ”
“เอ่อ..อาการท่านชายยังน่าเป็ห่วงอยู่มาก ไข้สูงจัด าแช้ำระบมหลายจุด”
“อะไรกัน! ที่ข้าเร่งพาท่านกลับมาที่นี่ก็เพื่อหวังให้พวกท่านรักษาให้หายนะอาการแค่นี้ไม่พอมือพวกท่านหรอก ใช่ไหม” หมอหลวงถึงกับปาดเหงื่อนี่เป็หนที่สองแล้วกระมังที่รู้สึกเสียวสันหลังอย่างประหลาด อนุภาพความรักนี่ช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน..กะว่ากินยาถ้วยสองถ้วยแล้วหายเป็ปลิดทิ้งนั่นคือหมอเทวดา แต่ตนเป็แค่หมอหลวงธรรมดา จะไปเสกเป่าให้ใครต่อใครหายป่วยอย่างรวดเร็วตามใจชอบได้อย่างไรกันครั้งก่อนก็โดนองค์ทายาทเกรี้ยวใส่เื่การรักษาพิษละอองหญ้าดำไปทีหนึ่งแล้ว ยังจะมาครั้งนี้อีก
เฮ้อ! ลำบากใจเสียจริงทั้งท่านชายทั้งท่านหญิงใจร้อนไม่ต่างกันเลย
พันทวีเห็นหมอหลวงหน้าถอดสีไปแล้วก็เกรงว่าจะถอดใจเสียก่อนเพราะเคยได้ยินอีกฝ่ายเปรยบ่อยๆว่าอยากจะเกษียณตัวเองไปอยู่กับบุตรหลานที่ถิ่นเกิดเนื่องจากอายุมากแล้ว จึงได้พูดขึ้น
“ก่อนหน้านี้ท่านชายหักโหมงานหนักเกินไป ซ้ำยังเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางเพื่อไปดูแลท่านหญิงและยังอดนอนหลายคืนเพราะเฝ้าไข้ท่านด้วย ร่างกายก็เลยยิ่งทรุดหนัก เมื่อครู่..หมอหลวงบอกข้าว่า..เกรงท่านจะทนไม่ไหว” คนฟังทั้งอึ้งทั้งใจหาย พยายามสูดลมหายใจลึกก่อนหันมาทางหมอหลวง
“ข้าเข้าใจแล้วท่านหมอ ต้องขอโทษด้วยที่พูดไม่ดี เดี๋ยวข้าจะดูแลท่านชาย พวกเ้าไปพักผ่อนเถอะ” คนทั้งสองลอบถอนหายใจขณะเหลือบมองสตรีสูงศักดิ์ที่พยายามสะกดกลั้นน้ำตาและอารมณ์ไว้ได้อย่างแเี
ดูๆ ไปแล้วคนเฝ้าจะอาการน่าเป็ห่วงกว่าคนเจ็บอีก
หญิงสาวทรุดลงข้างชายที่รักด้วยความรู้สึกะเืใจและปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาไม่หยุดหย่อน มือบางประคองมือใหญ่ที่ร้อนผ่าวขึ้นแนบแก้ม
“ท่านอย่าเป็อะไรนะ ข้ารอท่านอยู่ที่นี่แล้ว”เสียงสะอื้นออกมาพร้อมถ้อยคำที่ปวดร้าว เฝ้ามองคนที่นอนนิ่งอย่างทรมานใจ “ท่านอย่าทิ้งข้าไป”
เมื่อข้างแก้มรู้สึกถึงการััเหมือนขานรับแทนคำพูด
“ท่านชาย! ท่านได้ยินข้าใช่ไหม ท่านรู้ว่าเป็ข้าใช่ไหมข้าอยู่ที่นี่แล้ว” คนดีใจที่สุดรีบปาดน้ำตาทิ้ง “ท่านตอบข้าสิ”
“เ้า..จันทร์” ส่วนคนที่เปลือกตายังปิดสนิทอยู่กลับได้ยินเสียง
ข้าคิดถึงเ้าอีกแล้วรึ..เ้าจันทร์
“หมอหลวง! ท่านชายฟื้นแล้ว เร็วเข้า!”