เมื่อเซียวเจิ้งเดินไปถึงห้องนั่งเล่น เขาก็โยนกระเป๋าเดินทางลงไปบนโซฟาหนังราคาแพง พอเหลือบไปเห็นสลัดผลไม้น่าอร่อยที่วางอยู่บนโต๊ะ ก็ฉวยโอกาสนี้คว้าผลไม้เข้าปากชิ้นหนึ่ง เขาเคี้ยวไปพลาง พูดไปพลางว่า
“ใส่น้ำสลัดน้อยไปหน่อย”
หลังจากที่วางเนื้อเสียบไม้ย่างสีดำทะมึนลง เขาก็นั่งลงที่โต๊ะแล้วพูดขึ้นมา
“นี่คืออาหารค่ำของเธอเหรอ?”
คำพูดและการกระทำของเขาเกือบจะทำให้คนอื่นเข้าใจผิด คิดว่าที่นี่คือบ้านของเขาเอง และแทบจะเห็นภาพลวงตาว่ามีชื่อของเขาอยู่ในโฉนดที่ดิน
ความอดทนของหลินฮั่วอินถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี
เขามาที่นี่ทำไม? แม้แต่รองเท้าก็ไม่เปลี่ยนด้วยซ้ำ เหยียบย่ำสิ่งสกปรกเข้ามาบนพื้นที่เธอทำความสะอาดมาตลอดหนึ่งสัปดาห์เต็ม? แล้วทำไมถึงต้องโยนกระเป๋าเดินทางเก่าคร่ำครึลงไปบนโซฟาตัวโปรดของเธอด้วย?
ทำไมเขาถึงกินอาหารค่ำของเธอล่ะ? ใช้มือกินแบบนั้น ไม่สนใจเื่สุขอนามัยบ้างเลยเหรอ?
และที่สำคัญที่สุดคือ......เขาจะมาอาศัยอยู่ที่นี่?
หลินฮั่วอินเดินเข้าไปในห้องครัวด้วยสีหน้าเ็า แล้วหยิบมีดที่เปล่งแสงแวววาวเล่มหนึ่งออกมา เธอเดินไปที่โต๊ะ ถือมีดด้วยมือทั้งสองข้าง ชี้ไปยังเซียวเจิ้งที่กำลังจะกินอาหารค่ำของเธอ
“ออกไปเดี๋ยวนี้!”
เซียวเจิ้งที่กำลังเคี้ยวเนื้อย่างอย่างเอร็ดอร่อย พูดขึ้นมาว่า
“เธอควรจะรู้เอาไว้นะว่าฉันถูกเ้าของบ้านเช่าไล่ออกมา”
“มันไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน!” หลินฮั่วอินตะคอกอย่างเ็า
“ฉันไม่มีที่ไปแล้ว”
เซียวเจิ้งไม่สนใจมีดทำครัวที่ชี้อยู่บนหน้าผากของเขา เขากล่าวออกมาด้วยความหดหู่ท้อใจ
“ไม่มีเงินไปเปิดห้องด้วย”
“นั่นมันเื่ของนาย!”
หลินฮั่วอินสูดลมหายใจเข้าไป ก่อนที่จะกล่าวด้วยความโมโห
“ออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้! ไม่อย่างนั้นฉันจะ--”
“จะอะไร?”
เซียวเจิ้งกินเนื้อย่างมันแผลบเข้าไปอีกสองชิ้น จากนั้นสูบบุหรี่ แล้วส่งยิ้มให้หลินฮั่วอิน
“ฉันจะเรียกตำรวจ!”
หลินฮั่วอินตะคอกออกมา แต่เธอรู้สึกว่ามันยังดูไม่หนักแน่นมากพอ จึงกล่าวเสริมต่อไปว่า
“และจะหาทนายมาฟ้องร้องนายด้วย! ฟ้องร้องว่านายบุกรุกเข้ามาในสถานที่ส่วนตัว และพยายามที่จะขโมยของ!”
“อย่ามาล้อเล่นน่า!”
เมื่อเห็นว่าหลินฮั่วอิน บุคคลที่สูงส่งที่สุดในกลุ่มบริษัทซินอ้าว และยังได้รับการขนานนามว่าเป็ ‘เทพธิดาูเาน้ำแข็ง’ มีท่าทีทำอะไรไม่ถูก เซียวเจิ้งก็อารมณ์ดีขึ้นมา
“พวกเราเป็สามีภรรยากันอย่างถูกต้องตามกฏหมาย ถึงเธอจะเรียกตำรวจมาที่นี่ แต่ถ้าฉันบอกว่าคู่รักกำลังทะเลาะกัน เธอคิดว่าพวกเขาจะเชื่อใคร?”
“ใครเป็คู่รักกับนายไม่ทราบ!?”
หลินฮั่วอินแสดงสีหน้ากระอักกระอ่วนด้วยความอับอายออกมา
เซียวเจิ้งถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แสดงสีหน้าเศร้าใจ แล้วพูดขึ้นมาว่า
“ว่ากันว่าพิษที่ร้ายแรงที่สุดก็คือจิตใจของผู้หญิง คนโบราณไม่ได้โกหกฉันจริง ๆ ด้วย พวกเราเพิ่งจะจดทะเบียนสมรสกันเมื่อตอนเที่ยงแท้ ๆ ไม่คิดเลยว่าเธอจะตัดสัมพันธ์กันเร็วขนาดนี้ ฉันปวดใจชะมัด”
หลินฮั่วอินโกรธเป็ฟืนเป็ไฟ เธอะโออกมา
“ฉันจะเตือนนายเป็ครั้งสุดท้าย รีบเก็บกระเป๋าของนายและออกไปจากที่นี่ซะ!”
“ไม่ไป”
เซียวเจิ้งยังคงทำตัวหน้าด้านไม่เกรงกลัวใคร พูดออกมาโดยไม่สนใจสถานการณ์
“ถ้าเธออยากลงมือนักจะใช้มีดแทงฉันเลยก็ได้ ฉันไม่โทษเธอหรอก ถ้าฉันออกไปจากที่นี่ ถ้าไม่หนาวตาย ฉันก็ต้องหิวตายอยู่ดี สู้มีความสุขสักหน่อยดีกว่า”
ดวงตาคู่สวยของหลิวฮั่วอินเบิกกว้าง ตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ
จะไม่ไร้ยางอายเกินไปหน่อยเหรอ? หมอนี่หน้าด้านถึงขนาดนี้ได้ยังไงกัน? เธอใช้มีดมาขู่เขาก็แล้ว เขาก็ยังไม่ไป หรือว่าตั้งใจที่จะมาอยู่ที่นี่จริง ๆ ?
แต่ว่า....
สำหรับคนที่รักความสะอาดและหวงพื้นที่ส่วนตัวอย่างหลินฮั่วอิน ไม่ต้องพูดถึงเื่ที่จะให้ผู้ชายชั่วช้า ไร้รสนิยมมาพักอาศัยด้วย แค่ให้ญาติ ให้เพื่อนของเธอมาอยู่ที่บ้านนาน ๆ เธอก็อาจจะไม่ยินยอม
ในเมื่อไม้แข็งใช้ไม่ได้ หลินฮั่วอินจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเกือบจะอ้อนวอน
“งั้นต้องทำยังไงนายถึงจะยอมออกไป? นายไม่มีเงินไปเปิดห้องในโรงแรมใช่ไหม? ฉันให้เงินนายได้นะ”
“เธอกำลังดูถูกศักดิ์ศรีลูกผู้ชายของฉัน อย่าคิดว่าเงินสกปรกจะมาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของฉันได้ ฉันไม่หลงกลหรอก!”
เซียวเจิ้งตีหน้าขรึม กล่าวอย่างไม่พอใจ
ไม่มีเงินแล้วยังจะถามหาศักดิ์ศรีอีกเหรอ? ทำไมนายถึงไม่ไปตายสักที!
“งั้นฉันจะช่วยนายเช่าอพาร์ตเมนต์”
หลินฮั่วอินพยายามสะกดโทสะภายในใจ เธอกล่าวด้วยความใจเย็นว่า
“นายเลือกได้เลยว่าอยากอยู่ที่ไหน”
“ฉันไม่ชอบอยู่คนเดียว มันเหงา เปล่าเปลี่ยว ไม่มีชีวิตชีวา”
เซียวเจิ้งกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
“ฉันหวังว่าหลังจากที่ฉันกลับมาจากการทำงานอันแสนวุ่นวาย จะมีอาหารร้อน ๆ รอฉันอยู่ในบ้าน และหวังว่าตอนที่ฉันลากร่างกายอันเหนื่อยล้ากลับมาตอนเที่ยงคืน ในบ้านจะยังเปิดไฟสว่างไสวรอฉันอยู่.........”
“พอสักที!”
หลินฮั่วอินโกรธจนแทบจะเป็ลม ใบหน้าของเธอเริ่มขาวซีด
“เซียวเจิ้ง นายจะหยุดได้หรือยัง!?”
“นี่คือสิ่งที่ฉันอยากถามเธอมากกว่า”
เซียวเจิ้งฉวยโอกาสนี้คว้าแก้วน้ำที่ต้องเรียกว่าเป็งานฝีมือขึ้นมาสะบัดขี้บุหรี่ใส่อย่างชำนาญ จากนั้นจึงกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ฉันถูกบังคับให้จดทะเบียนสมรสกับเธอสองเดือน แถมยังยอมประนีประนอม ทำงานอยู่ในบริษัทที่เย็นเยียบยิ่งกว่านรกของเธอด้วย อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ ที่เธอจงใจส่งฉันไปอยู่ในแผนกรักษาความปลอดภัย ก็เพื่อที่จะยืมมือไป๋อวี้เจี้ยวมาทรมานฉัน ดี เื่พวกนี้ฉันยังทนได้ แล้วเธอล่ะ? เธอจ้างนักสืบเอกชนให้มาสะกดรอยตามฉัน 24 ชั่วโมง แม้แต่ตอนฉี่ก็ยังไม่ปล่อยฉันไปเลยด้วยซ้ำ แถมยังตามฉันกลับมาถึงบ้าน ว่ายังไง คิดว่าฉันเป็ฆาตกรเหรอ? เธออย่าลืมสิ ในคืนนั้นฉันไม่ได้อยากจะเข้าไปยุ่งกับเธอเลย ถ้าไม่กลัวว่าเธอจะถูกผู้ชายเฮงซวยที่มีจุดประสงค์แอบแฝงมาเอาเปรียบเธอ ฉันก็ไม่สนใจเธอหรอก”
มีจุดประสงค์แอบแฝง? เอาเปรียบ?
นายนั่นแหละที่เป็ผู้ชายเฮงซวยมีจุดประสงค์แอบแฝงคนนั้น! สุดท้ายฉันก็ถูกนายเอาเปรียบอยู่ดี! นายยังมีหน้ามาพูดจาหนักแน่นแบบนี้อีกเหรอ?
หน้าอกอวบอิ่มเนียนเรียบที่อยู่ภายใต้ชุดขยับขึ้นลงด้วยความเดือดดาล แต่เมื่อลองคิดดูอีกที เธอเองก็ทำเกินไปจริง ๆ เซียวเจิ้งพูดถูก ในคืนนั้นเขาไม่ได้วางแผนหลอกล่อเธออยู่ฝ่ายเดียว ถ้าหากเธอไม่ได้ลดการป้องกันลง เธอจะถูกผู้ชายเฮงซวยคนนี้มาเอาเปรียบได้ยังไง?
“ในเมื่อเธออยากรู้เื่ของฉันมากขนาดนี้ ฉันก็เลยเป็ฝ่ายส่งตัวเองมาให้เธอจับตาดูถึงบ้าน แบบนี้ไม่ดีเหรอ? จะได้ไม่ต้องเสียเงินจ้างนักสืบเอกชนด้วย บ้านหลังนี้อยู่ด้วยกันได้ตั้งหลายคน ไม่ใช่ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวหรือไง?”
เซียวเจิ้งใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็งมาต่อรอง
“แน่นอนว่าถ้ามีปัญหาขึ้นมา ฉันก็ไม่ต้องกลัวว่าความสัมพันธ์ระหว่างเราสองคนจะถูกเปิดเผยออกไปด้วย เมื่อถึงเวลาพวกเราก็จะต้องแยกย้ายกันไปตามทางของตัวเองอยู่แล้ว มันไม่เกิดประโยชน์ต่อใครทั้งนั้น เธอว่าไหม?”
ใบหน้าที่งดงามราวกับหยกของหลินฮั่วอินมีสีหน้าซับซ้อนขึ้นทันที แต่ในไม่ช้าความโกรธและความเป็ปฏิปักษ์ในแววตาก็ค่อย ๆ จางหายไป เธอกล่าวอย่างเ็าว่า
“ฉันจะยอมให้นายมาอยู่ที่นี่สักพัก แต่ว่านายจะต้องรีบหาบ้านให้เร็วที่สุด”
“ไม่มีปัญหา”
เซียวเจิ้งเลิกคิ้วด้วยความชอบใจ เขารู้ว่าเมื่อไหร่ที่ควรจะหยุด ไม่ไปยั่วโมโหให้หลินฮั่วอินหมดความอดทน
“อีกเื่หนึ่ง นายห้ามแตะต้องอะไรในบ้านหลังนี้ทั้งนั้น” หลินฮั่วอินวางอำนาจ
“แม้แต่ทีวีก็ไม่ได้เหรอ?”
เซียวเจิ้งพยายามที่จะต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
“ไม่ได้!”
หลินฮั่วอินเพิ่มระดับเสียงขึ้นทันที เธอเข้าสู่โหมดบ้าคลั่งอีกครั้ง
“ห้ามแตะต้องทีวี! ห้ามแตะต้องโซฟา! ห้องครัวก็ไม่ได้! นอกจากห้องนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านหลังนี้ไม่มีอะไรที่เป็ของนาย! นายห้ามใช้มันเด็ดขาด!”
เซียวเจิ้งพยักหน้ารับซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“อืม เข้าใจแล้ว ห้ามแตะต้อง ห้ามใช้”
“และห้ามขึ้นไปชั้นบนด้วย!”
ดวงตาของหลินฮั่วอินลุกไหม้ด้วยเพลิงโทสะ
“ถ้านายกล้าขึ้นไปชั้นบน ฉันฆ่านายแน่!”
“เว้นแต่ว่าเธอจะชวนฉันขึ้นไปชั้นบน”
เซียวเจิ้งยืดอก เชิดหน้าขึ้นราวกับทหารที่กำลังรับคำสั่ง
“ไม่อย่างนั้น ฉันจะไม่ขึ้นไปเด็ดขาด!”
ดวงตาของหลิวฮั่วอินกลายเป็สีดำทะมึนด้วยความโมโห
ชวนนายขึ้นไปชั้นบนเนี่ยนะ? บ้าหรือเปล่า! ถึงฉันจะตายอยู่ที่ชั้นบน ฉันก็จะไม่มีวันเรียกนาย!
“โอเค การเจรจาสิ้นสุดลงแล้ว”
เซียวเจิ้งใจดีหยิบเนื้อย่างมันเยิ้มขึ้นมาชิ้นหนึ่ง แล้วพูดด้วยความกระตือรือร้นว่า
“เธออยากได้สักชิ้นไหม? เ้านี่ดีต่อเอวนะ เธอนั่งอยู่ในห้องทำงานนาน ๆ กล้ามเนื้อที่เอวจะต้องตึงมากแน่”
ถ้าหากฆ่าคนแล้วไม่ผิดกฏหมาย หลินฮั่วอินจะใช้มีดแทงผู้ชายเฮงซวยคนนี้ให้ตายอย่างแน่นอน!
หลังจากที่เหลือบมองเซียวเจิ้งด้วยสายตาดูถูก ซ้ำยังรังเกียจ หลิวฮั่วอินก็หันหลังเดินกลับเข้าไปในห้องด้วยความโมโห เธอปิดประตูเสียงดังปัง จากนั้นก็เงียบเสียงไป