สายลมยามวิกาลพัดผ่านระเบียงห้องพักชั้นบนของคฤหาสน์อัคคีพ่าย หอบเอาความหนาวเหน็บและความเงียบงันของค่ำคืนมาเยือน กวินทร์ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่ระเบียงห้องนอนของลูกสาว ดวงตาสีดำสนิททอดมองไปยังความมืดมิดทางทิศตะวันออกที่ซึ่งแสงสีทองจางๆ ของ "ชีพจรัซ่อนเร้น" กำลังเต้นตุบๆ รอคอยเขาอยู่
'ต้องไปคืนนี้ รอช้าไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว'
กวินทร์ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด รากฐานิญญาของอันดาเปราะบางยิ่งกว่าแก้วร้าว หากปล่อยให้เธอสูดดมมลพิษทางิญญาในโซนเอต่อไปอีกแม้แต่คืนเดียว มันอาจจะสายเกินแก้ การพาเธอไปชำระล้างร่างกายด้วยพลังปราณบริสุทธิ์ที่โซนเอฟคือทางรอดเดียวในตอนนี้
แต่ทว่า ปราการด่านแรกที่เขาต้องฝ่าออกไป ไม่ใช่สัตว์อสูรหรือจอมมาร แต่เป็ "มนุษย์"
กวินทร์ละสายตาจากขอบฟ้า ก้มลงมองสำรวจพื้นที่รอบคฤหาสน์เบื้องล่างด้วยสายตาของยุทธวิธีการรบ ภายใต้ความมืดที่ดูสงบเงียบนั้น เต็มไปด้วย "ตามาร" ที่จับจ้องอยู่ทุกฝีก้าว
บอดี้การ์ดชุดดำสวมแว่นตาอินฟราเรดเดินลาดตระเวนเป็คู่ๆ ตามจุดยุทธศาสตร์ทุกจุด ทั้งหน้าประตูใหญ่ สวนหย่อม และรอบตัวอาคารหลัก กล้องวงจรปิดรุ่นล่าสุดที่หมุนได้ 360 องศาติดอยู่ทุกมุมตึก พร้อมระบบเซ็นเซอร์จับความเคลื่อนไหวด้วยเลเซอร์ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
นี่คือระบบรักษาความปลอดภัยระดับสูงสุดที่ศิรินทร์ทุ่มเงินมหาศาลจ้างมาเพื่อปกป้องลูกสาวจากศัตรูทางธุรกิจและตระกูลคู่แข่ง
'หึ ระบบป้องกันแ่าใช้ได้สำหรับมนุษย์ทั่วไป แต่สำหรับข้า มันก็แค่รั้วไม้ผุๆ'
กวินทร์แค่นยิ้มมุมปาก ถ้าเป็เมื่อก่อน เขาแค่ดีดนิ้วครั้งเดียว ระบบพวกนี้ก็คงพังพินาศ หรือแค่ใช้วิชา "ล่องหนหายตัว" เดินผ่านไปสบายๆ แต่ในสภาพที่พลังปราณเหลือไม่ถึงหนึ่งส่วน และร่างกายยังาเ็ภายใน การจะใช้พลังหักดิบออกไปตรงๆ เป็เื่สิ้นคิด
หนึ่ง มันจะทำให้สัญญาณเตือนภัยดังลั่น ปลุกคนทั้งบ้านรวมถึงศิรินทร์ให้ตื่น สอง ถ้าศิรินทร์รู้ว่าเขาพาลูกหนีเที่ยว สัญญาจ้างจะเป็โมฆะทันที และเขาจะถูกกีดกันไม่ให้เข้าใกล้ลูกอีก สาม การต่อสู้ปะทะกันอาจทำให้ลูกตื่นและใกลัว
'ต้องใช้วิธีที่นุ่มนวลกว่านั้น เงียบเชียบ ไร้ร่องรอย และไม่ให้ใครรู้ตัว'
สมองอันชาญฉลาดของจักรพรรดิเซียนประมวลผลอย่างรวดเร็ว เขา้าตัวช่วยบางอย่าง ตัวช่วยที่จะทำให้ "หูตา" ของคฤหาสน์หลังนี้บอดสนิทไปชั่วคราว
จมูกของกวินทร์ขยับเล็กน้อย เขาได้กลิ่นหอมเอื่อยๆ ลอยมาตามลม กลิ่นหอมเย็นๆ ที่คนทั่วไปอาจมองข้าม แต่สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านโอสถกรรมอย่างเขา มันคือกลิ่นของ "วัตถุดิบชั้นเลิศ"
"กลิ่นดอกราตรี และกลิ่นยางไม้ของต้นตีนเป็ดน้ำ"
กวินทร์จำได้ว่าตอนเดินเข้ามาเมื่อวาน เขาเห็นสวนดอกไม้ประดับที่แม่บ้านปลูกไว้อย่างสวยงามรอบเรือนคนงานและข้างกำแพงตึก พืชพรรณเหล่านี้ในสายตาคนโลกนี้คือไม้ประดับธรรมดา แต่ในตำราโอสถ์ มันคือส่วนผสมพื้นฐานของ "ยาสลบ" ชั้นดี
"ได้การล่ะ"
กวินทร์หันหลังกลับเดินออกจากระเบียง เขาตรวจสอบความเรียบร้อยของอันดาอีกครั้ง เด็กน้อยยังคงหลับสนิทภายใต้ผ้าห่มนวมผืนหนา เขาจัดแจงเอาหมอนข้างมาวางกันไว้เผื่อเธอพลิกตัว ก่อนจะค่อยๆ เปิดประตูห้องนอน เดินย่องออกมายังโถงทางเดิน
หน้าห้องของอันดามีบอดี้การ์ดสองคนยืนเฝ้าอยู่ แต่กวินทร์ไม่ได้เดินผ่านทางนั้น เขาเลี้ยวหลบเข้ามุมมืด ใช้ทักษะการเคลื่อนไหวไร้เสียง เดินไต่ลงไปตามบันไดหนีไฟด้านหลัง มุ่งหน้าสู่สวนหย่อมข้างเรือนคนงาน
บรรยากาศในสวนยามค่ำคืนเงียบสงัด มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรกรีดปีกร้องระงม กวินทร์ในชุดคนงานสีเทากลมกลืนไปกับความมืด เขาเดินลัดเลาะไปตามพุ่มไม้ สายตาสอดส่ายหาเป้าหมาย
"เจอแล้ว"
เขาหยุดยืนหน้ากอไม้พุ่มขนาดใหญ่ที่มีดอกสีขาวเล็กๆ บานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมแรง มันคือ "ดอกราตรี" ที่บานเฉพาะตอนกลางคืน ข้างๆ กันมีต้น "ลำโพงกาสลัก" ที่ออกผลเป็หนามแหลม
กวินทร์ไม่รอช้า เขาเด็ดดอกราตรีมาหนึ่งกำมือ และเก็บผลลำโพงมาอีกสองสามผล จากนั้นก็เดินไปที่ก๊อกน้ำสนาม เด็ดใบ "สาบเสือ" ที่ขึ้นเป็วัชพืชแถวนั้นมาด้วย
วัตถุดิบครบแล้ว ปัญหาคือ "เตาหลอมยา"
เขาไม่มีหม้อปรุงยาเวทมนตร์ ไม่มีไฟิญญา แต่เขามี "ความรู้"
กวินทร์เดินกลับไปที่ห้องเก็บปุ๋ยท้ายสวนที่เขาใช้ซุกหัวนอน เขาปิดประตูลงกลอน จุดเทียนไขเล่มเล็กๆ ที่หาเจอในห้องขึ้นมา แสงสว่างวูบวาบเผยให้เห็นใบหน้าที่เคร่งขรึมของชายหนุ่ม
เขาหยิบกระป๋องนมเก่าๆ ที่เก็บได้จากถังขยะมาล้างน้ำให้สะอาด ใช้มันแทนเบ้าหลอมยา เอาน้ำใส่เล็กน้อย แล้วโยนดอกราตรี ผลลำโพง และใบสาบเสือลงไป จากนั้นเขาก็ใช้มือขวารองใต้กระป๋อง
"ฮึบ"
กวินทร์รวบรวมลมปราณธาตุไฟอันน้อยนิดที่หลงเหลืออยู่ในจุดตันเถียน ส่งผ่านฝ่ามือออกมาเป็ความร้อนจางๆ เขาไม่สามารถเสกไฟลุกท่วมได้ แต่สามารถสร้างความร้อนระดับ "อุ่นจัด" เพื่อสกัดตัวยาได้
น้ำในกระป๋องเริ่มเดือดปุดๆ กวินทร์ใช้กิ่งไม้คนส่วนผสมอย่างช้าๆ กลิ่นฉุนของสมุนไพรเริ่มโชยออกมา แต่กวินทร์รีบใช้มือซ้ายวาดอักขระกลางอากาศ เพื่อกักเก็บกลิ่นเ่าั้ไว้ไม่ให้เล็ดลอดออกไปนอกห้อง
'ดอกราตรีมีฤทธิ์กล่อมประสาท ผลลำโพงทำให้มึนงง ใบสาบเสือเป็ตัวประสาน หากผสมในอัตราส่วนที่ถูกต้อง มันจะกลายเป็ "หมอกนิทราไร้ลักษณ์"'
เขาเคี่ยวส่วนผสมอยู่ประมาณสิบนาที จนน้ำระเหยงวดลงเหลือเพียงของเหลวสีม่วงเข้มข้นก้นกระป๋อง กวินทร์ดับไฟ แล้วเทของเหลวนั้นใส่ลงในขวดสเปรย์ฉีดน้ำรีดผ้าเก่าๆ ที่วางทิ้งไว้ในห้อง
"เสร็จเรียบร้อย ยาสลบไร้กลิ่นฉบับโฮมเมด"
กวินทร์เขย่าขวดเบาๆ ของเหลวสีม่วงเปลี่ยนสภาพเป็ใสไม่มีสีเมื่อเย็นตัวลง นี่คือความน่ากลัวของวิชาปรุงยาเซียน มันสามารถเปลี่ยนสมุนไพรบ้านๆ ให้กลายเป็อาวุธร้ายกาจได้
เขาเก็บขวดสเปรย์เข้ากระเป๋ากางเกง แล้วเปิดประตูห้องเดินออกมา ความมืดมิดของรัตติกาลคือเพื่อนที่ดีที่สุดของเขาในตอนนี้
เป้าหมายแรก: บอดี้การ์ดหน้าห้องคุณหนู
กวินทร์ลัดเลาะกลับขึ้นไปบนตึกใหญ่ เขาไม่ได้ใช้ลิฟต์หรือบันไดหลัก แต่ปีนขึ้นทางท่อน้ำทิ้งด้านนอกตึกอย่างคล่องแคล่วราวกับตุ๊กแก ร่างกายที่ผ่านการขัดเกลามาห้าพันปี แม้จะไม่มีพลังเหาะเหินเดินอากาศ แต่ความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อและความยืดหยุ่นนั้นเหนือกว่านักกายกรรมระดับโลก
เขาปีนขึ้นมาถึงระเบียงชั้นสอง ใกล้กับห้องนอนของอันดา กวินทร์โผล่หัวขึ้นมามองลอดช่องหน้าต่างทางเดิน เห็นบอดี้การ์ดสองคนยืนเฝ้าหน้าประตูอย่างแข็งขัน พวกเขาสวมแว่นตากันแดดสีดำแม้ในเวลากลางคืน และมือวางอยู่ที่ด้ามปืนตลอดเวลา
กวินทร์หยิบขวดสเปรย์ออกมา เขาไม่ได้ฉีดใส่ตัวการ์ดตรงๆ แต่ฉีดใส่ "ช่องลม" ของระบบปรับอากาศส่วนกลางที่อยู่เหนือหัวการ์ดพอดี
ฟู่ ฟู่
ละอองน้ำใสๆ เล็กละเอียดลอยเข้าไปในช่องลม พัดผ่านตะแกรง และถูกระบบแอร์เป่าลงมาที่จุดยืนของบอดี้การ์ดอย่างแม่นยำ
"เฮ้ย ทำไมแอร์มันเย็นแปลกๆ วะ" การ์ดคนหนึ่งบ่นพึมพำ ขยับคอเสื้อสูท
"เออ กลิ่นเหมือนดอกไม้เลย หอมดีว่ะ" อีกคนสูดจมูกฟุดฟิด
ผ่านไปไม่ถึงสามสิบวินาที
"ท ทำไม ตาขวามัน หนักๆ"
"ง่วง ชะมัด เมื่อคืนนอนไม่พอเหรอวะ"
ขาของบอดี้การ์ดทั้งสองเริ่มอ่อนแรง พวกเขาพยายามจะสะบัดหัวไล่ความง่วง แต่ฤทธิ์ของ "หมอกนิทราไร้ลักษณ์" นั้นรุนแรงเกินต้านทาน มันซึมเข้าสู่กระแสเืผ่านทางลมหายใจและตัดการทำงานของระบบประสาทสั่งการทันที
ตุบ ตุบ
ร่างั์สองร่างทรุดลงไปนั่งพิงกำแพง แล้วคอพับคออ่อนหลับไปกลางอากาศ เสียงกรนเบาๆ เริ่มดังขึ้น
กวินทร์ะโข้ามระเบียงเข้ามาในโถงทางเดิน เขาเดินผ่านร่างการ์ดทั้งสองไปอย่างใจเย็น เอื้อมมือไปปลดล็อกประตูห้องนอนของลูกสาวแล้วแทรกตัวเข้าไป
ภายในห้อง อันดายังคงหลับสนิท กวินทร์รีบเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า เลือกหาชุดที่หนาและอบอุ่นที่สุดสำหรับลูกสาว เขาหยิบเสื้อกันหนาวไหมพรมสีชมพูตัวเก่ง หมวกไหมพรมรูปกระต่าย และถุงเท้าหนาๆ ออกมา
เขาค่อยๆ ประคองร่างลูกสาวขึ้นมานั่งพิงอก สวมเสื้อผ้าให้เธออย่างเบามือที่สุด อันดาขยับตัวเล็กน้อย ส่งเสียงงึมงำในลำคอ
"อือ คุณพ่อ" เธอละเมอเรียก
"ชู่ว หลับตานะคนเก่ง พ่อจะพาไปเที่ยว" กวินทร์กระซิบข้างหู พร้อมกับใช้นิ้วแตะที่จุด 'นิทรา' หลังใบหูของลูกสาวเบาๆ เพื่อให้เธอหลับสนิทและไม่ตื่นขึ้นมาระหว่างการเดินทางที่ผาดโผน
เมื่อแต่งตัวเสร็จ กวินทร์ใช้ 'เป้อุ้มเด็ก' (ที่เขาดัดแปลงจากผ้าปูที่นอนมามัดเป็เป้สะพายหน้า) ผูกร่างของอันดาให้ติดกับหน้าอกของเขาอย่างแ่า เอาหัวของลูกซบไว้ที่อกซ้าย ให้เธอได้ยินเสียงหัวใจของเขา และเอาผ้าห่มผืนบางคลุมทับอีกชั้นเพื่อกันลมและอำพรางสายตา
"พร้อมแล้วนะลูก"
กวินทร์สูดหายใจลึก กระชับอ้อมกอดแน่น เขาเดินไปที่ระเบียงห้อง เปิดประตูกระจกออก ลมหนาวพัดกรรโชกเข้ามา แต่กวินทร์รีบโคจรลมปราณมาสร้างเป็เกราะบางๆ รอบตัวลูกสาวเพื่อกันลม
เป้าหมายต่อไป: กำแพงคฤหาสน์
กวินทร์ะโลงจากระเบียงชั้นสอง ลงสู่พื้นหญ้านุ่มๆ ด้านล่างอย่างไร้เสียง เขาหลบหลีกแสงไฟสปอตไลท์ที่สาดส่องไปมาอย่างชำนาญ อาศัยเงาของพุ่มไม้และรูปปั้นในสวนเป็ที่กำบัง
ด่านสุดท้ายคือ กำแพงรั้วสูง 10 เมตร ที่ล้อมรอบคฤหาสน์ ้ากำแพงมีลวดหนามไฟฟ้าและเซ็นเซอร์เลเซอร์ถยิบยับ บอดี้การ์ดชุดลาดตระเวนเดินผ่านไปมาทุกๆ 5 นาที
กวินทร์ซ่อนตัวอยู่ในพุ่มเข็ม รอจังหวะที่ชุดลาดตระเวนเดินผ่านไป เขาหยิบขวดสเปรย์ออกมาฉีดพรมไปตามทางลม เพื่อให้สุนัขเฝ้ายามที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งหลับไปด้วย
เมื่อทางสะดวก กวินทร์มองขึ้นไปที่ยอดกำแพง ความสูงระดับตึกสามชั้นไม่ใช่เื่เล่นๆ สำหรับคนธรรมดา แต่เขาไม่ใช่คนธรรมดา
"เกาะแน่นๆ นะลูก"
เขากระชับแขนที่โอบกอดลูกสาว ย่อเข่าลงจนสุดเพื่อสะสมแรงส่ง กล้ามเนื้อขาเกร็งจนแข็งดั่งเหล็กกล้า ลมปราณทั้งหมดถูกรีดเค้นมาไว้ที่ฝ่าเท้า
"ฮึบ!"
กวินทร์ดีดตัวผางออกจากพื้นหญ้า ร่างของเขาพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับนกอินทรีที่โผบิน แรงส่งมหาศาลพาเขาลอยลิ่วขึ้นไปในอากาศ ผ่านความสูง 5 เมตร 8 เมตร
เมื่อถึงจุดสูงสุดใกล้ขอบกำแพง กวินทร์ไม่ได้เอามือไปแตะกำแพงเพราะกลัวเซ็นเซอร์ เขาใช้เท้าแตะเบาๆ ที่ผิวกำแพงเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อส่งแรงะโต่ออีกจังหวะ (Double Jump) พลิกตัวกลางอากาศข้ามผ่านแนวลวดหนามไฟฟ้าไปได้อย่างเฉียดฉิว
เส้นผมของเขาสะบัดไหวไปตามแรงลม เงาร่างของพ่อลูกทาบทับกับดวงจันทร์กลมโตที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า เกิดเป็ภาพเงาสีดำที่งดงามและน่าเกรงขาม
วินาทีนั้น กวินทร์รู้สึกเป็อิสระ เขาหลุดพ้นจากกรงทองของตระกูลอัคคีพ่าย หลุดพ้นจากสายตาดูถูกเหยียดหยาม เบื้องหน้าของเขาคือท้องฟ้ายามราตรีที่กว้างใหญ่ และแสงไฟระยิบระยับของเมืองหลวงเบื้องล่าง
แต่เป้าหมายของเขาไม่ใช่แสงสีเ่าั้ สายตาของเขาจับจ้องไปที่ความมืดมิดทางทิศตะวันออกเพียงจุดเดียว
ฟุ่บ!
ร่างของกวินทร์ร่อนลงสู่พื้นดินนอกกำแพงคฤหาสน์อย่างนิ่มนวล เขาย่อเข่าเพื่อซับแรงกระแทก ไม่ให้ะเืถึงลูกน้อยในอ้อมอก
เขายืดตัวขึ้น หันกลับไปมองกำแพงสูงตระหง่านที่เพิ่งข้ามมา แล้วยกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ
"เจอกันตอนเช้านะครับ คุณแม่ยายใจร้าย"
กวินทร์พึมพำเบาๆ ก่อนจะกระชับผ้าคลุมให้ลูกสาว แล้วออกตัววิ่งด้วยความเร็วสูง มุ่งหน้าสู่ความมืดมิดของ Zone F ที่ซึ่งปาฏิหาริย์บทต่อไปกำลังรอคอยพวกเขาอยู่
ภารกิจ "ลักพาตัวลูกสาวตัวเอง" สำเร็จลุล่วง!