สองวันต่อมา เหวินซานรับหน้าที่ดูแลสวนสมุนไพรจนเสร็จแต่เช้า หลังกล่าวลาผู้าุโผู้ดูแลสวนเขาก็มุ่งหน้าไปยังป่าอสูรทันที ั้แ่ค้นพบมิติิญญาเขาก็อดทดลองมันไม่ได้
เมื่อผ่านเขตอสูรระดับต่ำเหวินซานก็เริ่มสังเกตสมุนไพรข้างทาง ทั้งหญ้าเขียวิญญา ดอกม่วงหมอก และรากไม้เหมันต์ แต่ก่อนต่อให้พบสมุนไพรจำนวนมาก เขาก็เก็บกลับได้เพียงไม่กี่ต้นเพราะตะกร้าไม้มีพื้นที่จำกัด แต่วันนี้ทุกอย่างแตกต่างออกไป เหวินซานถอนหญ้าเขียวิญญาขึ้นมาอย่างระมัดระวัง เพียงใช้จิตััเชื่อมกับมิติ
วูบ...
สมุนไพรทั้งต้นก็หายไปจากมือ เมื่อเขาเข้าไปตรวจดู ต้นหญ้าิญญากลับนอนอยู่บนพื้นภายในมิติอย่างสมบูรณ์ เหวินซานอดยิ้มไม่ได้ "ใช้ได้จริง..."
หลังจากนั้นเขาก็เริ่มเก็บสมุนไพรอย่างไม่เกรงใจ ต้นแล้วต้นเล่าถูกส่งเข้าไปในมิติอย่างรวดเร็ว ไม่นานตะกร้าไม้ที่สะพายอยู่ด้านหลังก็ยังคงว่างเปล่า แต่ภายในมิติกลับกองเต็มไปด้วยสมุนไพรนานาชนิด
เหวินซานหัวเราะเบา ๆ "ต่อไป คงไม่ต้องกังวลว่าจะขนกลับไม่ไหวแล้ว" เขายิ่งเดินลึกเข้าไปในป่ายิ่งพบสมุนไพรหายากมากขึ้น สมุนไพรที่เมื่อก่อนจำใจต้องปล่อยผ่าน วันนี้ถูกเก็บเข้ามิติทั้งหมด
แม้แต่ไม้แห้งที่เหมาะสำหรับเป็เชื้อเพลิงหลอมโอสถเขายังเก็บเข้าไปด้วย ระหว่างทางเขายังพบต้นหญ้าหยกเขียวอายุหลายปีซึ่งมีราคาสูงกว่าสมุนไพรทั่วไปหลายเท่า เหวินซานขุดมันขึ้นมาพร้อมดินโดยรอบอย่างระมัดระวัง ก่อนนำเข้าไปปลูกในมิติิญญาทันที จากนั้นใช้น้ำจากแอ่งน้ำพุรดลงบนโคนต้นเบา ๆ
"หวังว่าจะปลูกได้" เขาพึมพำ หากสมุนไพรเหล่านี้สามารถเติบโตในมิติได้จริง ต่อไปเขาก็แทบไม่จำเป็ต้องซื้อสมุนไพรจากสำนักอีกแล้ว เพียงคิดเช่นนั้นดวงตาของเหวินซานก็เป็ประกาย
เมื่อทดลองจนพอใจ เหวินซานจึงเดินทางกลับสำนัก ก่อนมุ่งหน้าไปยังหอศึกษาใน่บ่าย
ภายในหอศึกษาเงียบสงบ ศิษย์จำนวนไม่น้อยนั่งเรียงกันเป็แถว มีเพียงเสียงปลายพู่กันเสียดสีกับกระดาษดังขึ้นเป็ระยะ ผู้ที่ยืนอยู่บนแท่นบรรยายคือซูอวิ๋นเหอ
เหวินซานแทรกตัวเข้ามานั่งในมุมหนึ่งของห้องอย่างเงียบเชียบ เฝ้าติดตามการบรรยายของซูอวิ๋นเหอด้วยแววตาจดจ่อ ทุกครั้งที่มีโอกาสหรือ่เวลาที่งานไม่รัดตัว เหวินซานมักจะหาทางปลีกตัวมานั่งฟังการบรรยายของศิษย์พี่ซูอยู่เสมอ
"สมุนไพรไม่ใช่ก้อนหิน" เสียงของนางไม่ดังแต่ชัดเจนจนทุกคนได้ยิน "อย่าคิดว่าปลูกลงดินแล้วปล่อยทิ้งไว้ก็พอ สมุนไพรทุกต้น ก็เหมือนผู้ฝึกตน ต้องกิน หายใจ และต้องมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม" ศิษย์หลายคนพยักหน้าตาม บางคนรีบจดบันทึก เหวินซานเองก็ฟังอย่างตั้งใจ เมื่อการบรรยายจบลง ศิษย์ส่วนใหญ่ทยอยเดินออกจากหอศึกษา เหวินซานลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนเดินเข้าไปประสานมือคำนับ "ขอคารวะศิษย์พี่"
ซูอวิ๋นเหอหันมายิ้ม "มีอะไรหรือ"
เหวินซานกล่าวอย่างนอบน้อม "ข้ามีข้อสงสัยเื่การปลูกสมุนไพร ขอศิษย์พี่โปรดชี้แนะ"
ซูอวิ๋นเหอยิ้มกว้างขึ้น "ถามมาได้เลย"
เหวินซานครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนเอ่ย "หาก้าให้สมุนไพรเติบโตเร็วขึ้น มีวิธีหรือไม่"
คำถามนี้ทำให้ซูอวิ๋นเหอหัวเราะเบา ๆ "คำถามนี้ ศิษย์ทุกคนต้องเคยคิด" นางหยิบเมล็ดสมุนไพรเมล็ดหนึ่งขึ้นมาจากโต๊ะ "ก่อนอื่น เ้าต้องเข้าใจเสียก่อนว่าสมุนไพรเติบโตเพราะอะไร"
เหวินซานตอบทันที "ดิน น้ำ พลังิญญา"
ซูอวิ๋นเหอส่ายหน้า "ยังไม่ครบ" นางชูนิ้วขึ้นทีละนิ้ว "หนึ่ง ดินต้องเหมาะ ไม่ใช่ดินอะไรก็ปลูกได้ สอง น้ำต้องพอดี มากไปรากจะเน่า น้อยไปต้นแห้ง สาม พลังิญญา ไม่ใช่ยิ่งมากยิ่งดี หากสมุนไพรรับไม่ไหว มันก็ะเิตาย"
"สี่ เวลา"
เหวินซานเงยหน้าทันที ซูอวิ๋นเหอยิ้ม "เวลาคือสิ่งที่แพงที่สุด ต่อให้เ้ามีพลังิญญามากเพียงใด ก็ไม่มีทางทำให้สมุนไพรอายุสิบปี กลายเป็ร้อยปีได้ภายในคืนเดียว" นางเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ "คนจำนวนมากเอาแต่คิดว่าจะเร่งให้มันโต แต่ไม่เคยคิดว่าจะทำให้มัน 'โตอย่างสมบูรณ์' ได้อย่างไร"
ซูอวิ๋นเหอหยิบต้นกล้าเล็ก ๆ ขึ้นมา "สมุนไพรบางชนิด แม้อายุเพียงสิบปี หากได้รับการดูแลดี กลับมีคุณภาพเหนือกว่าต้นที่อายุยี่สิบปีเสียอีก นักปลูกสมุนไพร จึงไม่ได้แข่งกันที่เวลา แต่แข่งกันที่คุณภาพ"
เหวินซานประสานมือ "เช่นนั้น หากไม่ถึงขั้นทำให้เติบโตชั่วข้ามคืน ยังพอมีวิธีลดระยะเวลาลงบ้างหรือไม่ "
ซูอวิ๋นเหอยิ้มขำ "ก็มี" คำตอบนั้นทำให้เหวินซานชะงัก นางกล่าวต่ออย่างอารมณ์ดี "ใช้ค่ายกลบ่มเพาะ ใช้น้ำพุิญญาชั้นสูง ใช้ดินิญญา ใช้ิญญาไม้ หรือแม้แต่หาสมบัติที่บิดเบือนกาลเวลา" นางยักไหล่ " ของพวกนั้น ต่อให้รวบรวมหินิญญาทั้งสำนัก ก็อาจซื้อไม่ได้ด้วยซ้ำ ดังนั้นศิษย์อย่างพวกเรา เลิกฝันกลางวันเสีย กลับไปตั้งใจรดน้ำ ถอนหญ้า พรวนดิน ง่ายกว่าเยอะ"
เขาประสานมือคำนับอีกครั้ง "ขอบพระคุณศิษย์พี่" ซูอวิ๋นเหอโบกมือยิ้ม ๆ "หากมีเื่สมุนไพร ก็มาถามข้าได้เสมอ แต่ถ้าถามว่าจะทำให้สมุนไพรโตภายในวันเดียว..." นางหัวเราะก่อนส่ายหน้า "เช่นนั้นคงต้องไปถาม์แล้วล่ะ" เหวินซานยิ้มรับ พลางเก็บทุกคำพูดของนางไว้ในใจ
รุ่งเช้าวันถัดมา เหวินซานสะพายตะกร้าไม้เดินออกจากสำนักแต่เช้าตามปกติ ปลายทางของเขายังคงเป็ป่าอสูร
ระหว่างทางเขาไม่รู้เลยว่าบนยอดไม้สูงไม่ไกล มีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องอยู่เงียบ ๆ จ้าวหรงยืนกอดอกอยู่บนกิ่งไม้หนา ใบหน้าเย็นเยียบดวงตาเต็มไปด้วยจิตสังหาร
อีกด้านหนึ่งเหวินซานยังคงเดินสำรวจสมุนไพรตามเส้นทางเดิม ทุกอย่างเป็ไปอย่างราบรื่น
เสียงใบไม้ไหวเบา ๆ ดังขึ้น เหวินซานชะงักฝีเท้าเขาหันกลับไปมองด้านหลัง แต่กลับไม่พบสิ่งใด "คิดมากไปเองหรือ" เขาพึมพำก่อนก้มลงเก็บสมุนไพรต่อ
บนยอดไม้เหนือศีรษะ จ้าวหรงกำลังมองลงมาราวกับนักล่าที่กำลังเฝ้าเหยื่อโดยยังไม่รีบลงมือ
เหวินซานเดินลึกเข้าสู่ป่าอสูรอีกหลายลี้ ยิ่งลึก สมุนไพรที่พบก็ยิ่งหายาก เขาหยุดลงหน้าต้นสมุนไพรสีครามต้นหนึ่ง ใบของมันเรียวยาว ด้านปลายมีละอองแสงสีเงินเกาะอยู่
"หญ้าประกายจันทร์... อายุอย่างน้อยสิบห้าปี" เหวินซานคุกเข่าลง ใช้เสียมเล็กค่อย ๆ ขุดดินรอบรากอย่างระมัดระวัง แต่ในจังหวะนั้นเอง เสียงใบไม้ด้านหลังกลับดังขึ้นเบา ๆ
เหวินซานชะงักมือ แม้เสียงจะเบาเพียงน้อยนิด แต่หลังจากฝึกกระบี่มาหลายเดือน ประสาทััของเขาไวกว่าเดิมมาก เขาไม่หันกลับไปทันที กลับแสร้งทำเป็ขุดสมุนไพรต่อ พร้อมใช้สายตาเหลือบมองเงาสะท้อนจากใบมีดในมือ เงาหนึ่งกำลังค่อย ๆ เคลื่อนลงมาจากต้นไม้ด้านหลัง
ดวงตาของเหวินซานเย็นลง 'คน' วินาทีต่อมาเงาร่างนั้นพุ่งลงมาราวสายฟ้า กระบี่เย็นเยียบฟันลงมาทันที
ฉัวะ!
เหวินซานพลิกตัวหลบอย่างหวุดหวิด คมกระบี่เฉือนผ่านไหล่ซ้ายจนเืสดกระเซ็นออกมาเป็ทาง เขาถอยร่นไปหลายก้าว ก่อนจะตวัดกระบี่คู่ใจออกจากฝักด้วยท่าทีนิ่งสนิท
เมื่อเด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นเห็นใบหน้าของผู้ลอบสังหาร เขากวาดตามองาแทั่วร่างของอีกฝ่าย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ศิษย์พี่จ้าว สภาพดูไม่ได้เลยนะขอรับ เพิ่งรอดตายมาได้ไม่กี่วัน ยังจะรีบมาส่งตัวเองเข้าโลงอีกหรือ?"
จ้าวหรงที่อยู่ในสภาพสะบักสะบอมจากการถูกลิงอสูรเล่นงาน แม้าแทั่วร่างจะถูกพันไว้ด้วยผ้าหนาเตอะ แต่จิตสังหารที่แผ่ออกจากร่างกลับรุนแรงกว่าเดิม
"ปากดีให้พอเถอะไอ้ขยะ!" จ้าวหรงเค้นเสียงออกมาด้วยความอาฆาตแค้น รอยแผลที่ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจนดูน่าสยดสยอง
เหวินซานแค่นหัวเราะในลำคอ "ข้าก็อยากรู้อยู่เหมือนกันว่า ศิษย์พี่จ้าวที่สภาพปางตายเยี่ยงนี้ จะมีปัญญาฆ่าใครได้"
การยั่วยุที่ดูเบาสบายของเหวินซานยิ่งทำให้จ้าวหรงแทบคลุ้มคลั่ง เขากระชับกระบี่แน่นจนเส้นเืปูดโปน
จ้าวหรงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ "ไม่ต้องมองหาทางรอด วันนี้ไม่มีผู้ใดมาช่วยเ้าได้"
เหวินซานกำกระบี่แน่น ก่อนแสร้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ศิษย์พี่คิดจะฆ่าข้าจริง ๆ หรือ?" ระหว่างพูด สายตาของเขากลับกวาดไปรอบ ๆ
"ถูกต้อง" จ้าวหรงตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย พลังิญญาระดับจุดประกายิญญาขั้นที่สี่ ก็ปะทุออกจากร่าง แรงกดดันมหาศาลแผ่กระจายจนต้นไม้โดยรอบสั่นไหว
จ้าวหรงยกกระบี่ขึ้นช้า ๆ "อย่าห่วงไปเลย ข้าจะทำให้เ้าตายเร็วหน่อย" จ้าวหรงพุ่งออกไปราวกับสายลม กระบี่ในมือแทงตรงไปยังเด็กหนุ่ม
ฉัวะ!
เหวินซานพลิกตัวหลบอย่างหวุดหวิด แทนที่จะสู้เด็กหนุ่มกลับเร่งฝีเท้าสุดกำลังมุ่งหน้าลึกเข้าไปในป่า
จ้าวหรงหัวเราะอย่างเ็า "คิดจะหนีรึ!" เขาพุ่งตามติดไม่ห่าง ทว่าเหวินซานกลับชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อยแล้วะโด่าทอกลับมาด้วยน้ำเสียงยียวนประสาท "วิ่งให้ทันล่ะไอ้คนพิการ! ถ้าช้ากว่านี้ระวังแผลเก่าจะปริจนตายเสียก่อนนะ!"
เหวินซานกวาดสายตาไปรอบด้านอย่างเร่งรีบ จนกระทั่งเหลือบไปเห็นดอกไม้ชนิดหนึ่งที่มีสีขาวขุ่นแปลกตาขึ้นอยู่ริมทางเดินที่เขาจะผ่านพอดี
‘ดอกพิษหมอกขาว’
เหวินซานจำมันได้จากตำรายาพิษ เพียงเกสรได้รับแรงกระแทก ละอองสีขาวจะฟุ้งออกมาทำให้ดวงตาแสบร้อนและมองเห็นพร่ามัว แม้แต่สัตว์อสูรยังหลีกเลี่ยงมัน
เหวินซานไม่รอช้า เขาแสร้งวิ่งนำไปในระยะที่ใกล้ดอกไม้ต้นนั้นมากที่สุด จ้าวหรงที่กำลังไล่ล่าอย่างไม่ลดละเห็นเหวินซานวิ่งนำหน้าไปได้ไม่ไกล จึงตวัดกระบี่ฟันใส่กิ่งไม้ข้างทางหมายจะสกัดขาเหวินซาน แต่เหวินซานกลับหลบออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้กระบี่ของจ้าวหรงฟันลงไปยังกอของดอกพิษหมอกขาวเข้าอย่างจัง
พรึ่บ!
ละอองสีขาวละเอียดฟุ้งกระจายออกจากเกสรกลายเป็ม่านหมอกพิษในพริบตา เหวินซานที่หลบพ้นรัศมีไปก่อนแล้วอาศัยจังหวะนี้วิ่งต่อไป ในขณะที่จ้าวหรงซึ่งพุ่งตามมาด้วยความเร็วสูงทะลุผ่านม่านละอองพิษนั้นเข้าไปเต็มแรง
"อั่ก! แสบตา... ตาข้า!" จ้าวหรงร้องลั่นด้วยความทรมาน มือข้างขยี้ตาที่แสบร้อนจนลืมไม่ขึ้น "เ้าสารเลว! กล้าใช้วิธีสกปรก!" เขาคำรามลั่น พลางสะบัดกระบี่ฟาดไปรอบตัวอย่างบ้าคลั่ง
ไม่นาน ต้นไม้รอบด้านก็เริ่มหนาทึบขึ้นเรื่อย ๆ แสงอาทิตย์แทบส่องลงมาไม่ถึง เหวินซานไม่เคยเข้าป่ามาลึกถึงเพียงนี้มาก่อน
ขณะกำลังวิ่งสุดกำลัง สายตาของเขาก็เหลือบเห็นช่องแคบระหว่างหน้าผาสองด้าน ถูกเถาวัลย์ปกคลุมจนแทบมองไม่เห็น หากไม่สังเกตดี ๆ คงคิดว่าเป็เพียงกำแพงหินธรรมดา
เด็กหนุ่มกัดฟันรีบแหวกเถาวัลย์ออก เื้ักลับเป็โพรงถ้ำมืดสนิท โดยไม่ทันคิดเขารีบมุดเข้าไปทันที ก่อนดึงเถาวัลย์กลับมาปิดดังเดิม ทั้งถ้ำกลับเข้าสู่ความเงียบ มีเพียงเสียงลมหายใจหนัก ๆ ของเหวินซานที่ดังสะท้อนอยู่ภายใน
ด้านนอก จ้าวหรงวิ่งตามมาถึงบริเวณนั้นในเวลาไม่นาน แม้อาการแสบตาจะเริ่มทุเลาลงบ้าง แต่ผลจากการสูดพิษยังคงทิ้งความเสียหายไว้ไม่น้อย ดวงตาของเขายังคงแดงก่ำและมีน้ำตาไหลพรากไม่หยุด ทำให้การมองเห็นยังคงพร่ามัวเหมือนมีม่านหมอกกั้นอยู่ตลอดเวลา
"ออกมา!" เสียงคำรามของเขาดังก้องไปทั่วผืนป่าด้วยความเดือดดาล จ้าวหรงะเิพลังิญญาฟาดต้นไม้ข้างทางจนหักโค่นลงมาหลายต้น กระแสลมจากพลังของเขาพัดพากิ่งไม้ใบหญ้ากระจายไปทั่ว
เขาพยายามกวาดสายตาค้นหาทุกซอกทุกมุมหมายจะกระชากคอเหวินซานออกมาสังหารทิ้ง แต่ด้วยดวงตาที่พร่ามัวทำให้เขาแยกไม่ออกระหว่างเงาของต้นไม้กับรูปร่างของคน เงาตะคุ่มที่เขาเห็นผ่านสายตาที่บวมช้ำนั้นล้วนบิดเบี้ยวจนน่าหงุดหงิด
"เมื่อครู่มันยังอยู่ตรงนี้!" เขาตระเวนค้นหาอยู่นานเกือบครึ่งชั่วยาม เดินวนไปมาหลายรอบ แม้แต่เถาวัลย์ที่ปิดปากถ้ำก็ถูกสายตาของเขากวาดผ่านหลายครั้ง แต่กลับไม่ทันสังเกตว่าเื้ัพุ่มเถาวัลย์นั้นมีถ้ำแห่งหนึ่งซ่อนอยู่
จ้าวหรงคำรามลั่นด้วยความคลุ้มคลั่งจนเส้นเืที่ขมับปูดโปน "เหวินซาน! หากข้าไม่ควักหัวใจเ้าออกมา ข้าจะไม่ขอเรียกตัวเองว่าศิษย์สายใน!" เขาฟาดกระบี่ใส่ต้นไม้ใหญ่ต้นแล้วต้นเล่าอย่างบ้าคลั่งด้วยความแค้นที่อัดอั้น หากเป็ยามปกติ พิษชนิดนี้คงทำให้ตาพร่ามัวเพียงชั่วครู่ แต่ร่างกายที่ยังบอบช้ำกลับต้านพิษไม่อยู่ ฝีเท้าของจ้าวหรงก็เริ่มโซเซ
เหวินซานซ่อนตัวอยู่หลังโขดหินภายในถ้ำ ดวงตาจับจ้องการเคลื่อนไหวของจ้าวหรงผ่านช่องว่างระหว่างเถาวัลย์
เด็กหนุ่มค่อย ๆ ก้าวออกจากถ้ำอย่างไร้สุ้มเสียง ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าแ่เบาก็ดังขึ้นจากด้านหลัง จ้าวหรงสะบัดกระบี่กลับไปโดยสัญชาตญาณ แต่กลับฟันได้เพียงอากาศ
"ใคร!"
เสียงของเหวินซานดังขึ้นจากเบื้องหน้าอย่างสงบนิ่ง
"ข้าเอง"
จ้าวหรงเผยรอยยิ้มอำมหิต "ในที่สุดก็กล้าโผล่หัวออกมาเสียที!"
เขาพุ่งเข้าหาเสียงนั้นทันที แต่ดวงตาที่แทบมองไม่เห็นทำให้กระบี่เฉี่ยวผ่านเพียงเงา
ฉัวะ!
เหวินซานก้าวเข้าประชิดในชั่วพริบตา กระบี่ในมือฟันลงบนข้อมือขวาของจ้าวหรงอย่างแม่นยำ เืสดพุ่งกระเซ็นไปทั่วพื้นป่า
"อ๊าก!"
มือที่กำกระบี่ถูกตัดขาดทันที กระบี่เหล็กตกกระแทกพื้นดัง เคร้ง!
จ้าวหรงทรุดลงคุกเข่า ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเ็ป แต่ในดวงตากลับยังเต็มไปด้วยความอาฆาต เขาคำรามพลางพุ่งเข้าใส่เหวินซานด้วยมือซ้าย หมายจะบีบคอเขาให้ตาย
เหวินซานถอยหลังหนึ่งก้าว ดวงตานิ่งสงบแต่ลึก ๆ ภายในกลับสั่นไหวอย่างรุนแรง
ฉึก!
กระบี่พุ่งตรงแทงทะลุหัวใจของจ้าวหรงจากระยะประชิด แรงปะทะทำให้ร่างกายของจ้าวหรงกระตุกเฮือก จ้าวหรงเบิกตากว้าง ร่างทั้งร่างแข็งค้าง ลมหายใจสะดุดหยุดลง เืสีแดงสดไหลออกจากมุมปากไม่ขาดสาย
"ลุงข้า... ไม่ปล่อยเ้าไปแน่"
เสียงแหบพร่านั้นแฝงไปด้วยความอาฆาตจนถึงวินาทีสุดท้าย เหวินซานจับด้ามกระบี่แน่น มือของเขาสั่นระริกโดยไม่สามารถควบคุมได้ หัวใจในอกเต้นรัวแรงราวกับจะหลุดออกมา ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง
นี่เป็ครั้งแรกที่เขาลงมือสังหารคน กลิ่นคาวเืที่คละคลุ้งและภาพชีวิตที่ค่อย ๆ ดับสูญไปต่อหน้าต่อตาทำให้ความรู้สึกคลื่นไส้ตีตื้นขึ้นมาในลำคอ ใบหน้าของเขาแม้จะพยายามรักษาความสงบนิ่งไว้ แต่กลับซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด
เหวินซานก็ชักกระบี่กลับด้วยมือที่ยังคงสั่นเทา ร่างของจ้าวหรงทรุดลงกระแทกพื้น ก่อนจะแน่นิ่งไร้ลมหายใจไปในที่สุด
ขณะนั้นเอง แผ่นป้ายหยกที่ห้อยอยู่ตรงเอวพลันสั่นไหวอย่างรุนแรง ก่อนปรากฎรอยร้าวเส้นเล็ก ๆ พาดผ่านผิวหยก
เป๊าะ!
แผ่นป้ายแตกออกเป็สองซีก แสงสีแดงสายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนหายวับไปในพริบตา เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นเพียงชั่วอึดใจ เหวินซานมัวแต่ระวังโดยรอบ จึงไม่ทันสังเกตเห็นแสงสายนั้นเลย
ณ ยอดเขาศิษย์สายใน ชายชราผู้หนึ่งพลันลืมตาขึ้น ป้ายหยกิญญาตรงหน้าแตกร้าว ก่อนสลายเป็ผุยผง เขาจ้องเศษหยกอยู่นาน ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งค่อย ๆ เย็นเยียบลง
“จ้าวหรง...” แรงกดดันหนักอึ้งแผ่ออกจากร่าง ทำให้เปลวเทียนภายในห้องดับวูบ
“ผู้ใดกล้าสังหารหลานของข้า” สิ้นเสียง ร่างของชายชราก็หายไปจากห้องศิลา เหลือเพียงเศษป้ายหยกที่กระจายอยู่บนพื้น
เหวินซานยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจนแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดอยู่บริเวณนั้น จึงก้มลงหยิบถุงเก็บของและกระบี่ของจ้าวหรงเข้าไปในมิติ ก่อนออกแรงลากร่างอันไร้ิญญาของศัตรูเข้าไปภายในถ้ำ
เด็กหนุ่มชะงัก ก่อนนึกถึงมิติิญญาขึ้นมา ในเมื่อไม่มีผู้ใดเข้าถึงที่นั่นได้ เหตุใดต้องทิ้งศพไว้ในถ้ำด้วย
เหวินซานไม่รอช้า เขาตั้งสมาธิเพ่งจิตไปยังมิติเก็บของที่ซ่อนอยู่ในจิติญญาของตน พริบตาต่อมาร่างอันไร้ิญญาของจ้าวหรงก็ถูกพลังลึกลับดูดหายวับเข้าไปในความว่างเปล่า
เขานำศพไปวางไว้บริเวณพื้นดินห่างจากแอ่งน้ำพุและแปลงสมุนไพร
เมื่อจัดการทำลายหลักฐานจนสะอาดหมดจดแล้ว เหวินซานจึงโล่งใจขึ้นเล็กน้อย เขาหันกลับมาเขาบดสมุนไพรห้ามเื ก่อนกดลงบนาแ แล้วจึงนั่งโคจรพลังิญญารักษาอาการาเ็
เหวินซานลืมตาขึ้นช้า ๆ หลังจากมั่นใจว่าเรี่ยวแรงกลับคืนมาพอสมควรแล้ว เขาจึงลุกขึ้นสำรวจถ้ำอย่างระมัดระวัง
ถ้ำแห่งนี้กว้างกว่าที่เห็นจากภายนอก ทางเดินคดเคี้ยวทอดลึกเข้าไปด้านใน ผนังหินเย็นเฉียบ มีหยดน้ำค่อย ๆ หยดลงสู่พื้นเป็จังหวะ เกิดเสียงสะท้อนก้องไปทั่วความมืด ยิ่งเดินลึกเข้าไป อากาศกลับยิ่งชุ่มชื้น แต่ท่ามกลางกลิ่นดินและความอับชื้นนั้น เหวินซานกลับได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ปะปนอยู่
เป็กลิ่นโอสถ…
เขาหยุดฝีเท้าทันที ก่อนหลับตาสูดลมหายใจลึกอีกครั้ง ไม่ผิดแน่ กลิ่นนั้นแม้จางมาก แต่บริสุทธิ์จนแตกต่างจากสมุนไพรทั่วไป ราวกับมีบางสิ่งถูกเก็บซ่อนไว้ภายในถ้ำแห่งนี้
เหวินซานค่อย ๆ เดินตามกลิ่นไปทีละก้าว จนมาหยุดอยู่หน้าผนังหินด้านในสุด ตอนแรกมันดูเป็เพียงผนังหินธรรมดา แต่เมื่อก้มลงพิจารณาอย่างละเอียด เขากลับพบรอยแยกแคบ ๆ รอยแยกกว้างพอให้คนรูปร่างผอมอย่างเขาลอดผ่านได้เท่านั้น ผู้ใหญ่ร่างกำยำคงไม่มีทางเข้าไปได้
เหวินซานยื่นมือแตะขอบหินเบา ๆ ก่อนมองเข้าไปด้านใน ความมืดปกคลุมจนมองไม่เห็นปลายทาง เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง หากด้านในมีสัตว์อสูรซ่อนอยู่ การมุดเข้าไปย่อมเท่ากับตัดทางหนีของตนเอง แต่หากปล่อยโอกาสนี้ผ่านไป เขาอาจไม่มีวันได้รู้ว่าอะไรถูกซ่อนอยู่หลังผนังหินแห่งนี้
เหวินซานสูดลมหายใจลึก ก่อนเก็บกระบี่เข้าไปในมิติ แล้วค่อย ๆ โน้มตัวมุดผ่านช่องแคบอย่างระมัดระวัง
ผนังหินทั้งสองด้านบีบแคบจนหัวไหล่แทบเสียดสีกับหิน ความชื้นเย็นเยียบเกาะตามแขนเสื้อ ขณะที่กลิ่นโอสถกลับยิ่งเข้มข้นขึ้นทุกขณะ หลังจากคลานไปได้ราวสิบกว่าจั้ง ช่องแคบเบื้องหน้าก็ค่อย ๆ กว้างขึ้น เหวินซานยันมือกับพื้น ก่อนค่อย ๆ ดันตัวออกจากรอยแยก
ทันทีที่เงยหน้าขึ้น ภาพเบื้องหน้าทำให้เขาชะงักงัน
เบื้องหน้าเป็ถ้ำหินขนาดไม่ใหญ่ ผนังถ้ำถูกแกะสลักอย่างประณีต ต่างจากถ้ำธรรมชาติภายนอกโดยสิ้นเชิง ตรงกลางตั้งเตาหลอมโอสถสีดำขนาดใหญ่ใบหนึ่ง แม้เวลาจะผ่านมานานจนผิวเตาปกคลุมไปด้วยฝุ่นหนา แต่ลวดลายอักขระที่สลักอยู่บนตัวเตายังคงมองเห็นได้อย่างชัดเจน
รอบด้านเต็มไปด้วยชั้นหินสำหรับวางขวดโอสถและตำรา หลายแห่งพังทลายตามกาลเวลา ขวดหยกจำนวนไม่น้อยแตกร้าวจนเหลือเพียงเศษซาก ขณะที่กลิ่นโอสถจาง ๆ ยังคงลอยอบอวลอยู่ทั่วทั้งห้อง
เหวินซานกวาดสายตามองไปรอบ ๆ หัวใจเต้นแรง
"ที่นี่... เป็ห้องหลอมโอสถของผู้ใดกัน"