ปรมาจารย์ไร้เดียงสา
บทที่ 17 ออกเดินทาง
วันรุ่งขึ้นซูเถียนตื่นแต่เช้า บรรจงแต่งตัวเพื่อออกไปเกี้ยวสาว ่นี้เขาต้องนอนรวมกับทหารคนอื่นๆ เพราะห้องพักส่วนตัวของเขายังไม่เรียบร้อย แต่ด้วยความเป็ทหารในสายเื ทำให้เขาไม่เกรงกลัวต่อความยากลำบาก เหล่าทหารที่เห็นซูเถียนแต่งตัวหล่อเหลา และกำลังเดินออกจากห้องพักรวม ก็เอ่ยทักทายขึ้นว่า
"ท่านรองแม่ทัพ แต่งตัวหล่อออกไปไหนหรือขอรับ"
"ข้าก็แค่จะไปชมนก ชมไม้ ชมสาวแถวๆนี้แหละ"
"โอ้ งั้นหรือขอรับ ขอให้โชคดีนะขอรับ"
"ขอบใจมาก"
กล่าวจบซูเถียนก็โบกมือให้เหล่าทหารก่อนเดินออกไปและมุ่งหน้าสู่ห้องพักผู้ป่วย
เมื่อซูเถียนเข้ามาถึงเหล่าหมอและทหารต่างก็รู้จักรองแม่ทัพผู้นี้ดีอยู่แล้ว เพราะเขาเคยแวะเวียนมาช่วยดูแลค่ายนี้อยู่บ้างเป็ครั้งคราว ดังนั้นเมื่อเขาก้าวเข้ามาแล้วเอ่ยถามหามี่มี่ ก็ได้รู้ว่านางยังไม่ได้เข้ามาั้แ่เช้าจึงเดินตามหานางในค่ายทหาร
ตอนนี้มี่มี่กำลังเดินอยู่กับสตรีที่มาหาท่านอ๋องหน้านิ่งเมื่อวานนี้ นางมีชื่อว่าหลี่จิวอิง มี่มี่ได้รู้มาจากซูเถียนว่านางเป็คนรักของท่านอ๋องที่ตามมาเพราะความคิดถึง ทำให้มี่มี่รู้สึกนับถือสตรีผู้นี้เป็อย่างมาก ยิ่งได้รู้ว่าสตรีผู้นี้ยังเป็ผู้คิดค้นเสบียงชนิดใหม่ในกองทัพที่เรียกกันว่า เมี่ยน-เมี่ยน ทำให้ความนับถือที่มีสูงขึ้นไปอีก เพราะอาหารชนิดนี้อร่อยและถูกปากนางมากจริงๆ ทั้งคู่จึงคุยกันอย่างถูกคอ
"พี่สาวท่านเก่งมากจริงๆ ที่คิดค้นอาหารอย่างเมี่ยน-เมี่ยน ออกมาได้ ข้าน้อยชอบกินสุดๆ เลยเ้าค่ะ"
"เ้าก็เก่งเหมือนกัน อายุน้อยแค่นี้แต่กลับเป็หมอแล้ว จริงสิเหตุใดเ้าถึงได้มาเป็หมออยู่ที่นี่ล่ะ"
"ข้ากำลังเก็บเงินไปเมืองหลวงเ้าค่ะ เลยมาทำงานที่นี่"
"เหตุใดเ้าต้องเก็บเงินไปเมืองหลวงด้วยเล่า แล้วบิดามารดาของเ้าล่ะ"
"ท่านพ่อท่านแม่เสียชีวิตไปั้แ่ข้ายังเด็ก ที่ต้องเดินทางไปเมืองหลวงเพราะข้าจะไปขอออกใบอนุญาตเพื่อเป็หมออย่างเป็ทางการ และจะออกตามหาพี่ชายด้วยเ้าค่ะ"
"ขอโทษด้วย ข้าไม่รู้ว่าบิดามารดาของเ้าจากไปแล้ว เสียใจด้วยนะ"
"ไม่เป็ไรเ้าค่ะ"
แล้วจิวอิงก็ได้บอกเื่ที่ตนจะกลับเมืองหลวงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า และได้ชักชวนมี่มี่ไปด้วยกัน มี่มี่ที่ได้ยินดังนั้นก็ดีใจเป็อย่างมาก นางอยากรีบไปตามหาพี่ชายและเบาะแสของเหล่าชายฉกรรจ์ที่สังหารบิดามารดา แต่นางไม่มั่นใจว่าตัวเองจะเริ่มต้นอย่างไรดี จึงยังไม่ได้ตอบรับที่จะเดินทางไปพร้อมกับจิวอิง นางอยากลองถามความเห็นของอี้เฉินก่อนว่านางควรหรือยังไม่ควรไปดีในตอนนี้
หลังคุยกันได้พักหนึ่งมี่มี่ก็ขอตัวกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ จิวอิงก็ออกไปท่องเที่ยวละแวกเมืองเทียนโจว โดยมีท่านอ๋องเจ็ดเป็ผู้นำเที่ยวเป็การส่วนตัว
ซูเถียนที่เห็นมี่มี่เดินมาก็รีบวิ่งไปทักทาย แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยทัก องค์ชายห้าที่เดินเข้ามาก่อนกลับเอ่ยทักขึ้นว่า
"มี่มี่กำลังไปห้องพักผู้ป่วยหรือ"
"เ้าค่ะ"
"งั้นไปพร้อมกันสิ ข้าก็กำลังจะไปพอดีเลย"
มี่มี่พยักหน้ารับเตรียมเดินไปพร้อมกับองค์ชายห้า องค์ชายห้าที่เหลือบไปเห็นซูเถียนเข้าก็หยุดเดินก่อนจะพูดขึ้นว่า
"อ้าวท่านรองแม่ทัพซู จะไปไหนหรือ"
"อ้อ กระหม่อมออกมาเดินเล่นพ่ะย่ะค่ะ"
"งั้นหรือ งั้นเรากับมี่มี่ขอตัวไปรักษาผู้ป่วยก่อนนะ เชิญท่านตามสบาย"
"ฮะ..."
ยังไม่ทันที่ซูเถียนจะได้กล่าวสิ่งใดออกมาต่อ ทั้งสองก็ออกเดินไปเสียแล้ว เขาได้แต่รู้สึกเบื่อหน่าย อุตส่าห์แต่งตัวหล่อมาอวดสาว กลับโดยชายอื่นตัดหน้าไปเสียได้ หรือเขาควรไปเรียนการแพทย์บ้างกันนะ จะได้เข้าหาแม่นางคนงามได้ง่ายขึ้น เขาได้แต่คิดในใจ และออกตามหาสหายเพื่อปรึกษาเื่นี้กับสหาย แต่จนแล้วจนรอดก็หาไม่พบ สหายเขาหายไปไหนกันนะ
ไม่กี่วันต่อมา มี่มี่ตัดสินใจเดินทางไปเมืองหลวงพร้อมกับจิวอิง เนื่องจากอี้เฉินเห็นด้วยกับการเดินทางในครั้งนี้ แม้การรักษาผู้ป่วยในค่ายทหารจะเพิ่มยอดคนที่แม่หนูน้อยช่วยเหลือ แต่ก็ไม่อาจสู้ได้กับเมืองหลวง ยิ่งถ้านางสอบใบอนุญาตผ่าน ยิ่งไม่ต้องเห็นห่วงเลยว่าจำนวนคนที่มาขอให้รักษาต้องมีมากกว่านี้เป็เท่าตัวแน่นอน
แต่ก่อนที่มี่มี่จะเดินทาง นางได้ทำงานเป็หมอในค่ายครบหนึ่งเดือนพอดี เมื่อไปเบิกเงินเดือนกลับได้รับเพียงแค่สี่ตำลึง องค์ชายสี่ที่เห็นเหตุการณ์เข้า รีบดึงคนจ่ายเงินมาแล้วยัดเงินไปอีกหกตำลึงเพื่อนำไปให้นาง เขาไม่ลืมว่าตัวเองเคยบอกอะไรนางไว้ จะทำให้นางเห็นว่าเขาพูดจาโกหกไม่ได้เด็ดขาด ดังนั้น มี่มี่จึงได้เงินเดือนไปมากถึงสิบตำลึงตามที่องค์ชายสี่เคยบอกไว้
องค์ชายห้าที่รู้ว่ามี่มี่จะไปเมืองหลวง ก็อาสาดูแลความเรียบร้อยในการเดินทาง เพราะทางเมืองหลวงได้ส่งหมอมาเพิ่มอีกสองคนแล้วในตอนนี้ ทำให้เขาไม่จำเป็ต้องอยู่ช่วยที่นี่อีก
ซูเถียนที่รู้ว่ามี่มี่จะเดินทางไปพร้อมกับจิวอิงก็เสนอตัวดูแลความเรียบร้อยในการเดินทางเช่นกัน แต่ไหนเลยท่านอ๋องจะยอมได้ ดังนั้นซูเถียนจึงได้แต่เดินคอตก นั่งหน้าจ๋อยอยู่ในค่ายทหารต่อไป
------------
ณ เมืองหลวง
สตรีที่งดงามผู้หนึ่งกำลังถูกชายฉกรรจ์ลวนลามอยู่ละแวกทางกลับบ้านของนาง
"พวกเ้าเป็ใครกัน กล้าดีอย่างไรมาขวางข้า"
"โอ้ แม่นางฟางเซียนคนสวย อยากรู้ว่าพวกเราเป็ใคร กลับบ้านพร้อมพวกเราแล้วพวกเราจะบอกเอง"
ยังไม่ทันที่ฟางเซียนจะจัดการชายฉกรรจ์ตรงหน้า กลับมีชายหนุ่มผู้หนึ่งเข้ามาจัดการพวกมันเสียก่อน
"ไอ้พวกชั่ว กล้าดีอย่างไรมารุมรังแกสตรีกลางวันแสกๆ"
"ไอ้หนุ่มหน้าละอ่อน แน่จริงก็เข้ามาสิ!!"
เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มยังนิ่งเฉยสองชายฉกรรจ์จึงพุ่งตัวเข้าต่อยตีชายหนุ่มผู้มาใหม่ แต่ไหนเลยจะสู้ชั้นเชิงชายหนุ่มผู้นี้ได้ พวกนั้นที่ถูกเตะข้อพับกับจับทุ่ม ถึงกับหนีกลับบ้านกันไม่ถูกทาง ฟางเซียนที่ถูกช่วยไว้จึงเอ่ยขึ้นว่า
"ขอบคุณคุณชายที่ช่วยข้าไว้ ข้าชื่อฟางเซียน บ้านอยู่ตรงหัวมุมนี้เอง คุณชายไม่ทราบว่ามีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไรเ้าคะ"
ฟางเซียนเป็สตรีอายุราวๆ 35 ปี แต่หน้าตาที่เยาว์วัยทำให้นางดูคล้ายหญิงสาวอายุยี่สิบกว่าปีเท่านั้น
"ไม่ต้องเรียกข้าน้อยว่าคุณชายหรอกขอรับ เรียกข้าน้อยว่าจางจือก็พอขอรับ"
"งั้นข้าเรียกท่านว่าน้องจางจือก็แล้วกัน ไม่ทราบว่าน้องจางจือจะรังเกียจหรือไม่ หากข้าจะขอเลี้ยงน้ำชาเป็การตอบแทน"
จางจือพยักหน้าตอบรับ เขาเพิ่งเดินทางมาถึงเมืองหลวงในวันนี้ ยังไม่ค่อยรู้รายละเอียดของที่นี่มากนัก หากได้คนช่วยชี้แนะย่อมดีกว่าเดินสะเปะสะปะไปคนเดียวในเมือง
เมื่อมาถึงบ้านของฟางเซียน จางจือก็อดตกตะลึงในความงามของสวนหน้าบ้านไม่ได้ ความงดงามของบ้านและสวนแห่งนี้บ่งบอกถึงความใส่ใจเป็อย่างดี ฟางเซียนที่เห็นชายหนุ่มสะพายสัมภาระอยู่บนไหล่ก็อดเอ่ยถามขึ้นไม่ได้ว่า
"น้องจางจือกำลังจะเดินทางไปไหนหรือ"
"ข้าน้อยกำลังออกตามหาน้องสาวขอรับ"
"โอ้ น้องสาวเ้ามีลักษณะเป็อย่างไร ข้าอาจช่วยเ้าได้นะ"
สตรีผู้นี้คือนายหน้าขายที่ดิน และนางยังเป็แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถืออย่างมาก แต่นางไม่ค่อยยุ่งกับเื่ภายนอกมากนัก เพราะเื่บางเื่อาจทำให้นางวุ่นวายไม่หยุดหย่อน นางเพียง้าตามหาคนรัก จึงไม่ค่อยมีใครทราบเื่ที่นางเป็แหล่งข่าวมากนัก จางจือที่ถูกถามก็เกาศีรษะน้อยๆอย่าอายๆ ก่อนจะตอบว่า
"เอ่อ ข้าน้อยก็ไม่แน่ใจขอรับ เราจากกันเมื่อสิบปีก่อน ตอนนั้นนางอายุเพียงห้าขวบ ไม่รู้ตอนนี้นางจะเป็อย่างไรบ้างขอรับ"
"งั้นหรือ หากเ้าอยากให้ข้าช่วยอะไรบอกได้เลยนะ"
ฟางเซียนพูดขึ้น ไม่รู้เพราะเหตุใดนางถึงได้รู้สึกถูกชะตากับชายหนุ่มผู้นี้นัก จางจือที่ได้ยินคำพูดของฟางเซียนก็ยกมือเกาศีรษะแบบเก้อเขินอีกครั้งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
" ไม่ทราบว่าในเมืองหลวงจะหางานทำได้จากไหนหรือขอรับ"
ฟางเซียนที่ได้ยินก็ยิ้มน้อยๆก่อนจะชักชวนเขามาทำงานกับนาง นางกำลังหาลูกมือที่จะช่วยวัดที่ดินอยู่พอดี ซึ่งจางจือก็ไม่ได้ปฏิเสธ เขาไม่สามารถอยู่เมืองหลวงได้โดยไม่มีงานทำ ดังนั้นเขาจึงคารวะฟางเซียนที่ให้งานกับเขาอีกทั้งนางยังมีที่พักให้เขาอีกด้วย