ฟางซื่อไท่ไท่รองของตระกูลฉินเกิดในครอบครัวขุนนาง มารดาเสียไปตอนนางยังเด็ก ต่อมาบิดาแต่งงานใหม่ มารดาเลี้ยงทอดทิ้งกีดกันนาง บิดาก็ยุ่งจนไม่มีเวลาดูแลนาง กล่าวได้ว่าั้แ่เล็กจนโตนางไม่เคยได้รับความรักจากครอบครัวเลย หลังจากที่แต่งเข้าจวนตระกูลฉินนางก็ให้กำเนิดบุตรสายตรง ผู้คนต่างพากันอิจฉา เสียดายที่อยู่ได้ไม่นาน ครั้นบุตรสายตรงอายุสามขวบก็ป่วยหนักและเสียชีวิตลง ฟางซื่อเสียใจจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ
นางเศร้าเสียใจอยู่หลายปี มาตั้งท้องอีกทีและคลอดฉินหนิงจือออกมาก็อายุยี่สิบปีเข้าไปแล้ว
เสมือนว่าขาดอะไรก็เติมเต็มอันนั้น ความเ็ปที่ไม่ได้รับความอบอุ่นจากครอบครัวในวัยเด็กและสูญเสียบุตรชายได้รับการเยียวยาเพราะฉินหนิงจือ ฟางซื่อเลี้ยงบุตรสาวที่ไม่ได้มาอย่างง่ายดายด้วยความรักปานแก้วตาดวงใจ ประคบประหงมจนอายุห้าขวบ ฉินหนิงจือนับวันยิ่งหน้าตาน่ารักราวกับหยกสลัก ทั้งยังร่าเริงแจ่มใส ฟางซื่อนั้นยิ่งเอาใจมากขึ้นไปอีก เหมือนกับที่เขาว่า ‘กำไว้ในมือก็กลัวบีบแตก อมไว้ในปากก็กลัวละลาย5’ และถึงแม้ว่าต่อมานางจะให้กำเนิดบุตรชายอีกครั้ง คนที่นางรักที่สุดก็คือฉินหนิงจือ
แม่ที่รักและเลี้ยงดูอย่างตามใจลูกมากเกินไปมักทำให้ลูกเสียคน ฉินหยินนายท่านรองของจวนตระกูลฉินเองก็เป็คนไม่ประสีประสากับเื่ละเอียดอ่อน รู้แค่ว่าลูกสาวนั้นน่ารักร่าเริงเป็เื่ดี เมื่อเป็เช่นนี้เลยทำให้ฉินหนิงจือถูกเลี้ยงดูมาอย่างเอาแต่ใจตัวเอง นางเย่อหยิ่งและชอบกดขี่ผู้คน กว่าฟางซื่อจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว
คนในจวนตระกูลฉินต่างไม่ชอบฉินหนิงจือ ขนาดไท่ไท่ผู้เฒ่าฉินเองก็ยังไม่ชอบใจนาง พอเป็แบบนี้ฟางซื่อยิ่งเห็นใจลูกสาว ทั้งรักทั้งชังฉินหนิงจือในเวลาเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะสั่งสอนลูกอย่างเข้มงวด แต่พอฉินหนิงจือถูกต่อว่าและแตะต้อง คนที่เ็ปคนแรกก็คือนาง
ฉินหนิงจือป่วยครานี้ นางคอยเฝ้าอยู่ข้างเตียงทั้งวันทั้งคืน จนกระทั่งหมอบอกว่าฉินหนิงจือพ้นขีดอันตรายแล้ว ทุกคนถึงได้บอกให้นางกลับไปพักผ่อนที่ห้อง
ฉินหนิงจือเพียงแค่ได้ยินคำพูดของฟางซื่อ ปลายจมูกก็สั่นสะอื้น
เพราะนางไม่รู้ความ...ทำให้มารดาต้องใจสลาย
หลังจากที่เกิดเื่ในภพที่แล้ว ไท่ไท่ผู้เฒ่าฉินยังถ่อไปที่สวนเพื่อพบนาง ก่อนจะเอ่ยต่อนางด้วยน้ำเสียงเ็าและชิงชัง
“ที่เ้าตกต่ำในวันนี้ ความผิดทั้งหมดต้องโทษแม่ของเ้า เพราะความไม่รู้และปล่อยปละละเลยของนางถึงได้ทำร้ายเ้าเช่นนี้”
ฉินหนิงจือไม่เข้าใจว่าทำไมท่านย่าถึงยังไม่ปล่อยนางไป ทั้งที่นางตกอยู่ในสภาพเช่นนี้แล้ว
แต่ก็เป็เพราะคำพูดของท่านย่าประโยคนี้ นางถึงได้เข้าใจแจ่มแจ้งว่าคนที่นางควรโทษนั้นคือใคร
ท่านแม่ไร้มารดาั้แ่เด็ก แม่เลี้ยงก็ใจร้ายกับนาง ไม่เคยมีใครบอกนางว่าการเป็แม่ที่ดีควรทำเช่นไร ท่านแม่พยายามอย่างเต็มที่ในการให้ความรักและปกป้องนาง ส่งผลให้ตามใจจนปล่อยปละนางโดยไม่ได้ตั้งใจ ทั้งหมดล้วนไม่เป็ความผิดของท่านแม่เลย
ฉินหนิงจือคิดมาถึงตรงนี้ก็สูดลมหายใจเข้าลึก
ชาตินี้นางจะไม่ยอมปล่อยให้คนชั่วลอยนวลโดยเด็ดขาด จะไม่ยอมให้มารดาต้องเสียใจและทุกข์ระทมอีกเด็ดขาด!
“เป็ข้าเอง” ฉินหนิงจือเงยหน้ามองฟางซื่อ “ท่านแม่ เหวินเกอร์พูดไม่ผิด ข้าผิดเองเ้าค่ะ”
ฟางซื่ออึ้ง ไม่นึกฝันว่าฉินหนิงจือจะยอมรับความผิดแต่โดยดีเช่นนี้
ฉินหนิงจือเอ่ยต่อ “ท่านแม่อย่าได้ลงโทษข้าเลยนะเ้าคะ คราหน้าข้าจะไม่แกล้งเหวินเกอร์เล่นอีกแล้ว”
มองท่าทางน่าสงสารของฉินหนิงจือ ฟางซื่อก็อดอมยิ้มไม่ได้...ที่ไหนได้ เป็เพราะกลัวโดนลงโทษนี่เอง ซ้ำยังอธิบายเองด้วยว่าตนเป็คนแกล้งน้องชาย แต่ก็ถือว่านางดีขึ้นกว่าเดิมมากแล้วที่ไม่เถียงคอแข็งว่าตนนั้นไม่ผิด ไม่เช่นนั้นนางคงได้ปวดหัวตายเป็แน่
“รู้ว่าตัวเองเป็คนผิดก็ดีแล้ว เหวินเกอร์เป็น้องชาย เ้าต้องยอมลงให้เขา เข้าใจหรือไม่” ฟางซื่อเองก็ไม่กล้าบังคับมาก เื่นี้คิดว่าจะจบแต่เพียงเท่านี้
ฉินหนิงจือพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง “ลูกเข้าใจแล้วเ้าค่ะ”
ฟางซื่อลูบหน้าผากที่ซูบเซียวของนางพลางถอนหายใจด้วยความเอ็นดู
ผ่านไปครู่หนึ่งหมอก็มาถึง จับชีพจรให้ฉินหนิงจือแล้วบอกว่าไข้ลดลงแล้ว ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด พักฟื้นอีกสี่ห้าวันก็หาย
“ถ้าเช่นนั้นจะเปลี่ยนยาเลยไหม” ฉินหนิงจือมองไปยังหมอหลี่ว์ด้วยดวงตาวาววับ “ยาที่ใช้เมื่อก่อนนั้นแรงไปหน่อย เปลี่ยนเป็ยาน้ำต้นไฉหูสูตรโหราข้าวโพดก็คงได้”
ยาถ้วยที่นางดื่มไปเมื่อครู่นั้นทำมาจากหมาหวง6 อบเชย ซิ่งเหริน7 และชะเอมผสมกัน เป็ตำรับสูตรขับเหงื่อ ทำให้เืลมไหลเวียนดี เมื่อก่อนนางตกน้ำ อากาศหนาวกระจายเข้าสู่ร่างกายเลยต้องอาศัยยาชนิดนี้ แต่ตอนนี้ไข้ของนางลดลงแล้ว หากยังคงใช้ยานี้ต่อ คงไม่ดีต่ออาการป่วยนัก
เมื่อครู่หมอหลี่ว์ไม่ได้เอ่ยถึงเื่เปลี่ยนชนิดยา เขาไม่รู้จริงๆ หรือว่าตั้งใจให้เป็เช่นนั้นกันแน่
ทั้งจวนตระกูลฉินนั้นมีใครไม่อยากให้นางหายดีบ้าง
หมอหลี่ว์โดนสายตาคมลึกจ้องเอาเสียจนขวัญกระเจิง ดรุณีน้อยเช่นนี้ไฉนถึงได้มีแววตาเ็าได้เพียงนี้ เขาจะต้องตาฝาดไปแน่ๆ
ฟางซื่อใอย่างหนัก “หนิงจือ เ้ารู้ได้เช่นไร!” แล้วหันไปมองชิงเหยา “่นี้คุณหนูอ่านตำราหมอรึ”
ชิงเหยาส่ายหน้าบอกว่าไม่รู้ นางใยิ่งกว่าไท่ไท่เสียอีก นางเฝ้าอยู่ข้างกายคุณหนูทั้งวัน
ใช่แล้ว! คุณหนูนั้นชอบทิ้งพวกนางแล้วออกไปเล่นข้างนอก นางเป็คนชอบเล่นดาบเล่นทวน จะไปชอบอ่านตำราหมอตอนไหนกัน อย่าว่าแต่ตำราหมอเลย ขนาดตำราชุดในสำนักฉงหนิงอย่าง ‘ซานจื้อจิง8’ พวกนางยังไม่เคยหาเจอเลย!
คุณหนูสี่ไม่ชอบอ่านหนังสือ เื่นี้เขารู้กันทั่วจวนตระกูลฉิน!
หมอหลี่ว์ใจเย็นลง สีหน้ายังคงคร่ำเคร่ง เมื่อครู่คุณหนูสี่เอ่ยอย่างแม่นยำว่าต้องเปลี่ยนเป็ยาตัวไหน เื่นี้ไม่ได้ง่ายขนาดสามารถอ่านได้จากตำราหมอและยาหลายๆ เล่ม
คุณหนูสี่รอบรู้หลักการรักษาเป็อย่างดี!
เขานั้นรักษาอาการป่วยให้คนในจวนตระกูลฉินมาตลอด เคยได้ยินเกี่ยวกับคุณหนูผู้นี้ว่าเย่อหยิ่งเอาแต่ใจ เกรี้ยวกราดและไม่มีมารยาท ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่านางจะรู้เื่วิชาหมอด้วย
นี่จะนับว่าเป็เื่ดีได้อย่างไร
“เมื่อก่อนข้าเคยช่วยบุตรสาวของหมอเ้าของโรงหมอข้างนอก พอดีตอนนั้นพี่ชายอี้เป็ไข้รากสาด มาเล่นกับข้าไม่ได้ ข้าเลยถามหมอผู้นั้นว่าจะต้องรักษาไข้รากสาดเช่นไร เขาจึงบอกวิธีรักษา ดีที่ข้ายังจำได้” ฉินหนิงจือเม้มริมฝีปาก โกหกอย่างหน้าตาย ที่นางรู้วิชาหมอนี้ ถือเป็คุณความดีจากหกปีที่อยู่ในจวนจิ้นกั๋วกง
นางแต่งงานไปอยู่ที่จวนจิ้นกั๋วกง โดนติฉินนินทาและโยนความผิดให้ลับหลัง สิ่งเดียวที่ได้รับคือวิชาหมอและอาจารย์ กับสหายรัก เป็สิ่งปลอบใจที่นางได้รับในหกปีที่อยู่ในจวนจิ้นกั๋วกง
เพียงแต่ว่าต่อมาในภายหลัง พวกเขาต่างไม่ได้รับความเป็ธรรมในตอนท้าย...
นึกถึงตอนนี้ สีหน้าฉินหนิงจือก็เคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย แต่เพียงไม่นานก็หายเป็ปกติ
ในเมื่อ์ส่งให้นางย้อนกลับมาเกิดใหม่ ถ้าเช่นนั้นชะตาชีวิตของทุกคนก็มีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้! ดังนั้นนางต้องพยายาม นางจำเป็ต้องพยายาม!
“อย่างนั้นหรือ” ฟางซื่อกับชิงเหยาต่างยอมรับกับคำอธิบายของฉินหนิงจือ
ประการแรกเพราะว่าแม้ฉินหนิงจือจะดื้อรั้น แต่ก็รักความถูกต้อง ชอบทวงความยุติธรรม ชอบช่วยเหลือชีวิตคน เื่เช่นนี้ถือว่าเป็เื่ปกติสำหรับนาง
ประการที่สองเพราะว่าฉินหนิงจือสนิทกับลูกพี่ลูกน้องชายตระกูลฟางเป็อย่างดี เด็กที่เล่นขลุกกันมาั้แ่น้อย หากจะช่วยถามไถ่วิธีการรักษาโรคให้ลูกพี่ลูกน้องนั้นถือเป็เื่สมเหตุสมผลนัก
ประการที่สามนี้ถือว่าเป็ข้อสำคัญข้อหนึ่ง เพราะถึงแม้ฉินหนิงจือจะไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่สมองของนางนั้นฉลาดหลักแหลมนัก การจดจำทุกอย่างที่ผ่านตาได้ เป็จุดเด่นของฉินหนิงจือ
ตอนยังเล็กที่ฉินหนิงจือแสดงความสามารถนี้เป็ครั้งแรกนั้น ไท่ไท่ผู้เฒ่าฉินกับบิดาของฉินหนิงจือต่างพากันยินดียิ่ง กล่าวว่าหากนางเป็ผู้ชายละก็ จวนตระกูลฉินคงสามารถตอบแทนบรรพบุรุษและมีลูกหลานสืบสกุลได้แล้ว นายหญิงฉินนั้นมอบของขวัญให้ฉินหนิงจือไม่น้อย ทั้งยังเอาใจนางเป็อย่างดี
แต่ฉินหนิงจือยิ่งโตก็ยิ่งแตกระเบียบ ความหวังของไท่ไท่ผู้เฒ่าฉินกลับกลายเป็คำบ่นหลายเท่าตัว
เฮ้อ...จะเป็เหมือนอดีตไม่ได้ จะย้อนไปเป็เหมือนที่ผ่านมาไม่ได้!
หมอหลี่ว์แอบถอนหายใจเบาๆ ด้วยความโล่งอก ยิ้มพลางชี้แจง “คุณหนูสี่ฉลาดหลักแหลมจริงๆ ข้าน้อยกำลังจะเปลี่ยนยาไฉหูให้ท่าน แต่พอดีมีคนไข้อยู่ ยามนั้นจึงไม่ใคร่สะดวกเสียเท่าไร”
เื่หมอไม่สั่งยาต่อหน้าคนไข้นั้นเป็เื่ที่รู้กันดี แต่หมอหลี่ว์นั้นมีแววตาล่อกแล่กขณะเอ่ย เห็นได้ชัดว่าโกหก!
ฉินหนิงจือเพียงยิ้ม ไม่อยากสาวความยาวกับคำโกหกของเขา
คนในจวนที่ไม่อยากให้นางหายดีนั้นนางรู้ดีว่าเป็ใคร แต่ไม่อยากจะให้เื่เช่นนี้เป็เหตุให้เื่เล็กกลายเป็เื่ใหญ่ แล้วโดนตลบหลังเอาในเวลาต่อมา
รอก่อนเถอะ...เวลายังอีกยาวไกล เดี๋ยวจิ้งจอกก็โผล่หางออกมาเอง
ในตอนนั้นเอง ชิงหยาได้ยกอาหารเข้ามาในห้องพอดี หมอหลี่ว์จึงรีบหาข้ออ้างกล่าวลาทันที
ฉินหนิงจือเองก็ไม่อยากทำให้เขาลำบากใจ ฟางซื่อเข้ามาตักป้อนโจ๊กให้นางกินถ้วยหนึ่งกับขนมวุ้นชิ้นหนึ่ง ไม่นานฉินหนิงจือก็ผล็อยหลับไป
ไข้นางเพิ่งลด เมื่อครู่ก็โดนไล่ถามขนาดนั้น ร่างกายคงยังอ่อนแออยู่มาก
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/e8c39af2eb995c5d8c97da730cbb055e
5 กำไว้ในมือก็กลัวบีบแตก อมไว้ในปากก็กลัวละลาย-อุปมาเหมือนกับไข่ในหิน
6 พืชสกุล Ephedra
7 อัลมอนด์
8 ตำราเรียนจีนที่มีเนื้อหาให้คติเตือนใจเด็ก