เวลา ๑๘.๓๙ น.
ณ กรุงเทพมหานคร เขตพระโขนง .
ในยามแสงอาทิตย์กำลังจะตกดิน หรือลับเหลี่ยมตึกที่สูงระฟ้า ..ห้วงหนึ่งััถึงความเงียบสงบ
เป็สัญญาณว่าแสงจันทร์เริ่มคลี่ม่าน รัตติกาลกำลังจะผ่านโคจร ต่อจากนี้ โลกจะถูกปกคลุมด้วยความมืด..หนึ่งชั่วคืน
บรรยากาศยามเย็นกำลังดี อยู่ใน่รอยต่อระหว่างไอแดดร้อนกับสายลมหนาว เป็สัญญานว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าก็จะใกล้เข้าสู่เวลาพลบค่ำ ่เวลานี้ดูจะเหมาะแก่การนั่งพักผ่อนหย่อนใจในสวนหลังบ้าน เดินออกกำลังกายเหยาะๆ ในสวนสาธารณะ หรือบางคนอาจจะเตรียมตัวไปดินเนอร์ใต้แสงจันทร์ ท่ามกลางบรรยากาศสุดหรูใจกลางเมืองกรุงเทพฯ
แต่ทว่าตอนนี้ผมกลับมานั่งอุดอู้อยู่ในรถฟอร์จูนเนอร์คันสีดำสนิท มองออกไปทางไหนก็พบเจอแต่ รถ รถ รถ !!! - ชีวิตดีๆที่ลงตัวในกรุงเทพ -.-
"หึ พ่อนะพ่อ คิดอะไรถึงได้มาเดินทางไปต่างจังหวัดตอนคนเลิกงานกำลังกลับที่พักกันเวลานี้เล่า รถก็เลยติดแหง็กเป็ปลากระป๋องโรซ่าอยู่แบบนี้มาเป็ครึ่งชั่วโมงแล้ว " ผมบ่นพึมพำคนเดียวพลางถอนหายใจเฮือกใจอย่างกับหมดอะไรตายอยาก
ผมกานต์ครับ กานต์กวี โชตินวจินดา เป็หลานชายสุดโปรดของ อาจารย์พฤกษ์ฤทธิ์ โชตินวจินดา ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์คนล่าสุดของประเทศไทย ใช่ครับ วันนี้เป็วันงานเลี้ยงเฉลิมฉลองที่คุณปู่ได้รับตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ ซึ่งจัดขึ้นในเขตชานเมืองของจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ผมกำลังเดินทางไปในขณะนี้
ถึงจะเป็หลานชายสุดโปรดปรานของนักเขียนชื่อดัง แต่กระนั้นผมก็ไม่ได้พิสวาทในศาสตร์ของวรรณกรรมเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็บทกวี นิราศ ร้อยแก้วหรือร้อยกรอง ได้ยินทีไรก็เบือนหน้าหนีไปทางอื่นเสียทันที คงเป็เพราะว่าผมมักจะได้ยินเสียงแว่วเป็บทกวีแปลกๆ เวลาที่ผมเหม่อลอยไร้ซึ่งสติ มันทำเอาผมขนลุกขนพองไปเสียดื้อๆ
บางครั้งบทกวีนั้นมีความสุข มีความหวัง แต่บางครั้งบทกวีนั้นกลับเศร้าสลดหดหู่น่ารันทด ทำเอาผมน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัวมานับครั้งไม่ถ้วน เหตุการณ์ประหลาดนี้อยู่กับผมมาตลอด20ปี โดยไม่ได้บอกกล่าวกับใคร
ผมจึงต้องทำให้ตัวเองตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา พยายามหาอะไรทำให้รู้สึกไม่เงียบเหงา ผมจึงเป็คนที่ค่อนข้างจะคลั่งศิลปินเกาหลีเสียมากๆ ชอบเต้น ชอบร้องเพลงเสียงดังๆ ชอบทำอะไรสนุกๆ
แต่ทว่าหลีกหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น เพราะคุณพ่อกับคุณแม่สุดที่รักของผมเนี่ย อยากให้ผมได้รับราชการเหมือนกับท่านทั้งสอง แถมยังบังคับให้ผมร่ำเรียนทางด้านวรรณกรรมภาษาไทย จะได้สืบสานปณิธานของคุณปู่ ทำหน้าที่เป็หลานชายคนโปรด จะได้เป็ "กานต์กวี ที่แปลว่ากวีผู้น่ารัก " ดังที่คุณปู่ได้มอบชื่อนี้ไว้ให้ตอนผมเกิด
รถเคลื่อนมาถึงที่หมายอย่างปลอดภัย เป็เวลา 20.19 น. บรรยากาศย่ำค่ำดูเหมือนจะรู้สึกเย็นสบายเสียยิ่งกว่าที่กรุงเทพฯเป็ไหนๆ บ้านเรือนไทยหลังใหญ่โตที่มองเห็นอยู่ไม่ไกลจากที่จอดรถท่ามกลางธรรมชาตินี้ ประดับประดาไปด้วยแสงไฟระย้าเป็แนวทางยาวไปจนถึงงานเลี้ยง
ผมเดินเข้ามาถึงบริเวณงานเลี้ยงพร้อมกับคุณพ่อและคุณแม่ ที่เอาแต่ทักทายญาติสนิทมิตรสหาย พูดคุยกันจอแจ จนราวกับลืมลูกชายคนนี้ไปเสียแล้ว
ผมเดินเอื่อยเรื่อยๆเข้ามาใจกลางงานที่อยู่ใต้ถุนบ้านเรือนไทย ซึ่งข้างในนี้ดูเหมือนจะไม่มีคนพลุกพล่านมากเท่าไหร่ และดูจะเป็ที่ของผู้ใหญ่ที่มียศฐาบันดาศักดิ์ ไม่ชอบความวุ่นวายมากนัก จึงเข้ามานั่งจิบเครื่องดื่ม พูดคุยกันเชิงการเมืองตามประสาคนมีความรู้ความสามารถ
เสียงเรียกหาชื่อผมดังมาจากโต๊ะไม้ไม่ไกลนัก ปรากฎร่างชายสูงวัยดูจะมีภูมิฐานขึ้นทันตาเห็น คือคุณปู่ของผมเอง ท่านเดินเยื้องย่างมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม พร้อมกับกุมบ่าของผมไว้แน่น
" อ้าวมาถึงกันแล้วรึ เด็กชายกวีผู้น่ารักของปู่ " คุณปู่กล่าวทักทายเชิงหยอกล้อ ทำราวกับว่าผมยังเป็เด็กเล็กเด็กน้อยของท่านไม่เคยเปลี่ยน
" มาถึงสักพักแล้วครับ พ่อกับแม่อยู่ในงานข้างนอกนู่น เดินทักทายญาติสนิทมิตรสหาย จนคิดว่าเป็เ้าภาพไปเสียเองแล้ว " คนตรงหน้าหลุดหัวเราะคิกคัก เมื่อได้ฟังผมแอบแซวพ่อและแม่ที่ทำหน้าที่เกินกว่าเ้าของงานเสียจริงๆ ก่อนที่ผมจะยกกระเช้าดอกไม้สีขาว ที่ตระเตรียมมาจากกรุงเทพฯ มอบให้คุณปู่เพื่อเป็การแสดงความยินดี
" ยินดีด้วยนะครับ อาจารย์พฤกษ์ฤทธิ์ โชตินวจินดา แหม่ะ... นี่ผมต้องเรียกท่านอาจารย์ปู่มั้ยครับเนี่ย จะได้สมฐานะศิลปินแห่งชาติคนใหม่ ^^ " ผมพูดแซวคุณปู่ที่เอาแต่ยิ้มกรุ้มกริ่มอย่างชอบใจ
" ไม่ต้องขนาดนั้นไอ้หลานรัก ปู่เป็กวี ไม่ใช่ฤๅษีชีเปลือย มาเรียกอาจารย์ปง อาจารย์ปู่อะไรกัน ปะๆ ไปหาไรกินในงานเสียก่อน เดินทางมาเหนื่อยๆ นี่มีขนมไทยโบราณที่หลานชอบด้วยนะ ผู้ว่ากระทรวงวัฒนธรรมแกเอามาเสริมทัพให้เป็กองเลย "
" รออะไรล่ะครับท่านอาจารย์ปู่ ผมนี่กำลังหิวเลย แบบนี้ต้องไปจัดซะแล้ว ไม่ได้กินซะนาน^^ " ผมกล่าวอย่างตื่นเต้นพลางยกมือขึ้นมาลูบท้องน้อยๆของตัวเอง เป็การบอกกล่าวว่าหิวจริงๆ
"เอาเถอะๆ กินเสร็จแล้ว ถ้าเบื่อๆก็ขึ้นไปนอนเล่นบนบ้านก่อน พ่อแม่หลานก็คงจะคุยกันถึงดึกๆนู่นแหละ "
" งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ ลาบปากอยากกินขนมไทยมานานละ คุณปู่ก็ไปรับแขกเถอะครับ ก่อนจะโดนแย่งหน้าที่เ้าภาพไปนานกว่านี้นะครับ ฮ่าๆ " ผมพูดแซวพลางยิ้มกว้างอย่างสนุกปาก ก่อนจะเดินลัดเลาะหาขนมหวานกินอย่างพึงพอใจ
หลังจากเดินหาของกินจนเมื่อยแข้งเมื่อยขา ก็ขึ้นมานั่งเล่นบนบ้านเรือนไทยหลังใหญ่ พลางจ้วงขนมที่หยิบติดไม้ติดมือมาจากงานเลี้ยงขึ้นมากินอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะเริ่มเดินสำรวจภายในบ้าน เหมือนทุกครั้งทุกคราวที่มาเยี่ยมคุณปู่ที่นี่ั้แ่เด็กๆ แต่ทว่ากลับเหมือนมีอะไรดลใจปราถนาให้ผมเดินเข้าไปในห้องๆหนึ่ง ห้องที่ผมไม่เคยคิดจะย่างกรายเข้าไปเลย เพราะเป็โซนเขียนหนังสือของคุณปู่ที่ดูจะเงียบเหงาที่สุดในบ้านเรือนไทยหลังใหญ่นี้ บรรยากาศในห้องดูวังเวงจนน่าขนลุกขนพอง
ขาซ้ายก้าวข้ามธรณีประตูห้องเข้าไป ความรู้สึกแปลกประหลาดวูบวาบเข้ามาอย่างน่าแปลกใจ หรือจะเป็เพียงอาการตื่นเต้นที่ผมไม่เคยได้เข้ามาในห้องนี้เลย ผมเดินสำรวจชั้นหนังสือวรรณกรมต่างๆที่คุณปู่เก็บสะสมไว้ ไม่ว่าจะเป็ผลงานตัวเอง หรือผลงานนักเขียนกวีนิพนธ์คนอื่นๆ ถูกจัดแจงให้เป็ระเบียบเข้ามุมของชั้นวางอย่างสวยงาม
ก่อนที่ผมจะเลือกหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมา เพียงเพราะว่าดูเบาบางกว่าเล่มอื่นๆ เหตุคือผมไม่ชอบหนังสือวรรณกรรมหนาๆ ดูแล้วเหนื่อยแทนทั้งผู้เขียนและผู้อ่าน ก่อนจะใช้ปลายนิ้วชี้จรดนิ้วหัวแม่มือดึงหนังสือเล่มนั้นออกมาจากชั้นวางอย่างเบามือ แต่กระนั้นกลับมีหนังสืออีกเล่มติดออกมาด้วย และหล่นลงไปที่พื้นอย่างแรง ราวกับว่าหนังสือเล่มนั้นถูกวางไว้ข้างในส่วนลึกของชั้นวาง แต่กระนั้นเหตุใดถึงหล่นออกมาง่ายดายเสียจริงๆ
ผมก้มมองหนังสือเล่มนั้นด้วยความงุนงงปนสงสัย สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าหาใช่หนังสือไม่ แต่กลับเป็สมุดข่อยโบราณที่เก่ารอมร่อราวกับจะทรุดโทรมไปตามกาลเวลา เนื้อกระดาษดูหยาบกระด้าง ผิวของแผ่นกระดาษมีสีน้ำตาลอ่อนๆ เหลือบจะเป็สีเหลืองทองแก่ๆ หน้าปกถูกสลักปักชื่อด้วยหมึกดำสนิทไว้ว่า " กานต์กวี "
ผมจ้องมองมันพร้อมกับตั้งคำถามมากมายในใจ เหตุใดสมุดข่อยโบราณคร่ำครึเล่มนี้ ถึงมีชื่อเหมือนกันกับชื่อของผม มันเกี่ยวโยงสัมพันธ์อะไรกับตัวผมกันแน่ แล้วทำไมวัตถุโบราณล้ำค่าเช่นนี้ ถึงมาอยู่ในชั้นวางหนังสือทั่วๆไปของคุณปู่ แทนที่จะได้ไปเก็บรักษาสภาพไว้ที่ห้องหอสมุดแห่งชาติ
ผมหยิบมันขึ้นมาด้วยอาการถนอมมืออย่างที่สุด เกรงว่ามันจะชำรุดเสียหาย จนกลายเป็คนบ่อนทำลายสมบัติชาติไปเสียก่อน สายตาเหลือบมองลงข้างล่างของหน้าปกสมุดข่อยโบราณ ปรากฎตัวอักษรไทยเล็กๆถูกขีดเขียนไว้ คล้ายจะเป็ชื่อเ้าของ และ่เวลาที่บันทึก
" หลวงสุนทรวิสาร
พุทธศักราช ๒๓๖๐ "
ดวงตาที่เคยสดใส หม่นหมองลงไปทันใดนั้น เมื่อได้อ่านชื่อผู้เขียน ผมหยิบโทรศัพท์ออกมาค้นหาชื่อของเขาในอินเทอร์เน็ต กลับไม่พบเจออะไรเลย ไม่มีแม้แต่บุคคลใดที่จะมีนามเช่นนี้ในประวัติศาสตร์ของไทยมาก่อน ผมขมวดคิ้วแน่นไม่เข้าใจเลย เป็ถึงขุนนางขุนหลวงในวัง พุทธศักราชก็ปรากฎตรงกันกับสมัยรัชกาลที่ 2 ยุคที่วรรณกรรมรุ่งเรืองที่สุดในแผ่นดินรัตนโกสินทร์ เหตุใดเขาถึงไม่ได้รับการจดจำและจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์เลย แล้ววรรณกรรมเล่มนี้ เหตุใดถึงถูกลืมเลือนตลอดกาล . . .
ผมเริ่มเปิดอ่านเนื้อความในสมุดข่อยด้วยความงุนงง ประสงค์จะไขข้อข้องใจในคำถาม แต่สิ่งที่ปรากฎในหน้าสมุดคือ บทกวี . . .
ผมขืนใจอ่านกวีบทแรก ด้วยความใคร่อยากรู้
"
"
ความร้อนผ่าวบังเกิดขึ้นในดวงตา สายน้ำตาเอ่อคลอ พลางขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่เข้าใจตัวเอง หัวใจเต้นแรงระทึกหนักขึ้น หนักขึ้น
บทกวีนั้น . . . ช่างเหมือนกับเสียงขับกล่อมที่แว่วหูมาตลอด 20 ปี
ราว กับ เป็ บท กวี เดียว กัน
ขณะนี้ร่างกายของผมแข็งทื่อ กล้ามเนื้อแขนขาของร่างกายหยุดทำงานไปชั่วขณะ ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะเปิดไปหน้าถัดไป ทว่าเสียงขับกล่อมบทกวียังคงดังขึ้น ดังขึ้น. . . เป็เสียงบทกวีที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา ราวกับได้อยู่ใกล้ต้นกำเนิดบทกวีนี้อย่างถึงที่สุดแล้ว
" มิอาจเรียก เพรียกหา ชะตาใหม่
มิอาจย้อน คืนไป ได้แปรผัน
มิอาจแก้ แด่รักนี้ ที่ผูกพัน
มิอาจฝัน จะได้รัก สักเพลา "
เสียงขับกล่อมบทกวีผ่านไปบทแล้วบทเล่า น้ำตายังคงไหลเอ่อไม่มีทีท่าว่าจะหยุด กลับหนักขึ้นเสียยิ่งกว่าเดิมเสียงลมหายใจฮึดฮัดค่อยๆหอบถี่ขึ้นราวกับกำลังจะขาดอากาศหายใจ นิ้วมือเรียวบิดเกร็ง จนรู้สึกปวดร้าวไปถึงไขกระดูก ออกซิเจนในปอดค่อยๆลดน้อยลงไปชั่วขณะ สายตาเริ่มพร่ามัว มองอะไรไม่เห็นชัด ไม่รู้เหตุเพราะหยดน้ำตาที่ปกคลุมไว้ หรือเพราะอาการหน้ามืดคล้ายจะหมดสติกันแน่
สิ่งรอบกายกำลังหมุนเคว้งคว้าง ร่างกายเหมือนกำลังลอยอยู่ในอากาศโดยไร้ซึ่งแรงโน้มถ่วงของโลก ก่อนที่ม่านดวงตาจะค่อยๆปิดลงช้าๆ ลมหายใจค่อยๆ แ่เบาลงเรื่อยๆ ราวกับกำลังจมดิ่งลงไปในห้วงมหาสมุทรเสียอย่างนั้น
ทันใดภาพภวังค์ก็ปรากฎร่างชายหนุ่ม 2 คนกำลังจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของแม่น้ำที่ลึกที่สุด ไร้ซึ่งอาการตะเกียกตะกายเพื่อเอาชีวิตรอด ราวกับทั้งสองได้หมดลมหายใจและตายจากกันไปเสียแล้ว
ภาพทุกอย่างค่อยๆคลาย กลายเป็สีดำสนิท
ทุกโสตประสาทของร่างกายหยุดทำงาน
ผม ผู้ไม่รับรู้อะไรบนโลกใบนี้อีกแล้ว ...
“ กานต์กวี มีมนต์ บันดลให้
ชี้ชะตา พากลับไป ดั่งใจฝัน
กลับไปแก้ แด่อดีต ที่ผูกพัน
อีกฝั่งนั้น อธิษฐาน นับวันรอ "
________
" อีกฝั่งนั้น อธิษฐาน นับวันรอ "
" ท่านหมื่นขอรับ มีบ่าวจากเรือนท่านเ้าพระยาพระคลัง มาส่งข่าวว่าคุณก้านฟื้นแล้วหนาขอรับ ท่านหมื่นจักไป..."
ไอ้ชิดผู้เป็บ่าวรับใช้หน้าห้องของหมื่นสุนทรวิสาร หาได้ไถ่ถามความประสงค์จนครบจบประโยคไม่ ทว่าอีกฝ่ายกลับเร็วยิ่งกว่าเสียอย่างนั้น รีบรุดออกไปโดยไม่รอฟังคำกล่าวของมันจนจบ
" ท่านหมื่นคอยไอ้ชิดด้วยสิขอรับ !! " เกิดมาขาสั้นแถมต้องมาเป็บ่าวรับใช้คนขายาวอย่างคุณเหม ซวยกระไรเช่นนี้หนากู -_-
โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป
#บ่วงบทกวี
เป็นิยายเื่แรก ขออภัยหากใช้คำผิดพลาดประการใด
ฝากบ่วงบทกวีไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะครับ^^