“เธอหมายความว่าอย่างไร?” เมื่อหวงตานกุ้ยได้ยินเช่นนั้นใบหน้าของเธอก็บูดบึ้งขึ้นมาในทันที
“เหวินหลิงตั้งแต่เด็กจนโตฉันสอนให้เธอเคารพผู้ใหญ่แต่ตอนนี้เธอทำเป็นเหมือนไม่ได้ยินคำพูดเหล่านั้นอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่ใช่แน่นอน” ไป๋เหวินหลิงยิ้มออกมาเล็กน้อย สายตาค่อยๆเฉียบคมมากขึ้น
“ฉันจำได้ว่าคุณป้าเคยพูดว่าผู้อาวุโสไม่ได้ดีไปทั้งหมด ดังนั้นฉันต้องรู้จักที่จะต่อต้าน ห้ามยินยอมคล้อยตาม”
หากพูดตามตรง ตั้งแต่เธอรู้ความมาเธอก็รู้สึกเกลียดหวงตานกุ้ยมาก
เธอเป็นคนที่หยิ่งยโส แต่ไม่ใช่ผู้หญิงที่หัวสูงเพียงแค่ทำอะไรสำเร็จเล็กน้อยก็จำเป็นต้องป่าวประกาศให้คนรอบข้างรู้
แต่สิ่งที่น่าขยะแขยงที่สุดก็คือหวงตานกุ้ยเป็นผู้หญิงที่ใจง่าย เธอแต่งงานกับคุณลุงมาแล้วหลายปีแต่ก็ยังไปสังสรรค์กับลูกเศรษฐีอยู่เป็นประจำ
คนอายุสามสิบเจ็ดสามสิบแปดปีแต่กลับยังเสแสร้งทำตัวราวกับสาวแรกรุ่นอายุสิบแปดปีถ้าพูดให้น่าฟังหน่อยก็เรียกว่าดูแลตัวเอง ถ้าพูดให้ไม่น่าฟังก็คือเสแสร้งสร้างภาพ
เกรงว่าที่หวงตานกุ้ยมาในวันนี้ก็เพื่อมาแนะนำหยวนเผิงให้กับเธอสุดท้ายก็เป็นแม่สื่อให้เธอกับเขาได้แต่งงานกัน
“เธอ…สิ่งที่พูดมันไม่มีเหตุผล!” ใบหน้าของหวงตานกุ้ยแดงก่ำราวกับถูกฉีกหน้ากากออกอย่างไรอย่างนั้น
“ที่ฉันมายุ่งเรื่องงานแต่งงานของเธอก็เพราะฉันหวังดีเธอแต่งงานกับขยะที่ถูกสังคมทอดทิ้งแล้วมันจะมีความสุขได้อย่างไร?”
หลังจากซูฮ่าวมาถึงฉวนโจวเขาก็ดื่มสุราเคล้านารีทุกวัน ไม่ทำการทำงาน ถูกเรียกว่าขยะสังคมเมื่อพูดถึงชื่อเขา ทุกคนก็ต่างหัวเราะเยาะเย้ย
แต่ไป๋เหวินหลิงเป็นประธานบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวหน้าตางดงาม หุ่นก็ดี ความสามารถมากล้น มีคนตามจีบจำนวนนับไม่ถ้วน
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เดิมทีก็แตกต่างกันราวกับแสงอาทิตย์กับเงาจันทร์
เงาจันทร์เป็นเพียงแค่ของไร้ประโยชน์จะคู่ควรกับไป๋เหวินหลิงได้อย่างไร?
เมื่อได้ยินคำพูดที่เสียดแทงจากปากของหวงตานกุ้ยใบหน้าของไป๋เหวินหลิงก็มีประกายเย็นชาพาดผ่านขึ้นมา “คุณป้าไม่ว่าคุณจะคิดอย่างไรมันก็เป็นเรื่องของคุณฉันหวังว่าคำพูดของคุณจะดูเหมือนผู้อาวุโสมากกว่านี้เสียหน่อย”
“ทำไม? ฉันพูดอะไรผิดไปอย่างนั้นหรือ?” หวงตานกุ้ยไม่เห็นด้วยก่อนชี้ไปทางซูฮ่าวแล้วหัวเราะเสียงเย็น “คนอย่างเขา ไม่มีความสามารถไม่มีพรสวรรค์ วันๆ รู้จักแต่ดื่มกินแล้วก็เที่ยว เธอยังหวังว่าเขาจะมอบความสุขให้กับเธอได้อย่างนั้นหรือ?”
หวงตานกุ้ยเยาะเย้ยถากถางซูฮ่าวทำให้ใบหน้าของไป๋เหวินหลิงเย็นชายิ่งขึ้นกว่าเดิม “คุณป้าฉันจำได้ว่าคุณคือหัวกะทิจากคณะการสอนมหาวิทยาลัยปักกิ่งไม่ใช่หรือหรือว่าธาตุแท้ของพวกหัวกะทิจะต่ำทรามขนาดนี้?”
“กับคนบางคนไม่จำเป็นต้องมีมารยาทด้วยหรอก” แทนที่หวงตานกุ้ยจะโกรธเธอกลับหัวเราะออกมา ก่อนจะหันไปมองทางซูฮ่าวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ
ตอนที่เธอได้ยินว่าคู่หมั้นของไป๋เหวินหลิงคือคนจากตระกูลซูแห่งมณฑลจินหลิงเธอก็คิดว่าตระกูลไป๋จะได้กอดขาทองคำแล้ว ต้องบอกก่อนว่าตระกูลซูแห่งมณฑลจินหลิงนั้นมีอำนาจเงินทองมากมาย อิทธิพลกว้างไกลไพศาลหากได้เป็นสะใภ้ตระกูลซู ฐานะของไป๋เหวินหลิงจะต้องเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอนเมื่อถึงตอนนั้นญาติอย่างเธอก็พลอยได้ดิบได้ดีไปด้วย
แต่หลังจากที่รู้ว่าคู่หมั้นของไป๋เหวินหลิงคือลูกชายที่ถูกทอดทิ้งของตระกูลซูหนำซ้ำยังเป็นลูกผู้ดีมีเงินที่ไม่ยอมทำงานอีกด้วยหลังจากที่เธอได้ยินดังนั้นก็เหมือนความฝันแตกสลายเธอรู้สึกว่าไป๋เหวินหลิงเหมือนกับบุปผางามที่ปักอยู่บนกองขี้วัว
เธอจึงฉวยโอกาสที่ไป๋เหวินหลิงยังไม่ได้แต่งงานกับซูฮ่าวแนะนำคุณชายตระกูลร่ำรวยให้แก่ไป๋เหวินหลิงหลังจากเรื่องนี้จบเธอก็จะได้รับเงินก้อนโต
ไป๋เหวินหลิงจ้องหน้าหวงตานกุ้ยด้วยสายตาเย็นชาแล้วหัวเราะออกมาอย่างกะทันหัน “ในเมื่อคุณป้าพูดเช่นนี้ถ้าอย่างนั้นฉันก็ไม่จำเป็นต้องมีมารยาทกับคุณป้าด้วยใช่ไหม?”
หวงตานกุ้ยสะอึกไปทันที สีหน้าย่ำแย่เล็กน้อย
“ทุกคนล้วนเป็นคนกันเองไม่เห็นต้องทะเลาะกันเลย รักกันไว้จะดีกว่า” เมื่อหยวนเผิงเห็นว่าบรรยากาศนั้นอึดอัดมากขึ้นเขาจึงรีบพูดเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด
“ดูสิหยวนเผิงพูดได้มีเหตุผลมาก!” หวงตานกุ้ยสูดลมหายใจเข้าลึกๆระงับโทสะ แล้วพูดเกลี้ยกล่อมว่า “เหวินหลิงที่ฉันพูดแบบนี้เพราะฉันหวังดีต่อเธอ ตอนนี้สังคมพัฒนาไปเร็วการแข่งขันทางบริษัทก็สูงมาก หากพูดให้ไม่น่าฟังละก็ หากบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาเธอต้องมีคนช่วยแบ่งเบาภาระนะ”
“ซูฮ่าวก็ช่วยฉันแบ่งเบาภาระมาโดยตลอดเพียงแต่คุณไม่เห็นเท่านั้นเอง” ไป๋เหวินหลิงพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“เขาช่วยเธอแบ่งเบาภาระหรือ?” หวงตานกุ้ยชะงักไปเล็กน้อย เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา “หมายถึงเขาช่วยเธอใช้เงินใช่ไหม?”
สีหน้าของไป๋เหวินหลิงเย็นชาราวกับน้ำค้างแข็งมือดุจหยกกำหมัดแน่น เธอโมโหจนถึงขีดสุดแล้ว
เธอกำลังจะพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่กลับเห็นซูฮ่าวยักไหล่และพูดอย่างไม่รีบร้อนว่า “คุณป้าล้อเล่นแล้ว ตอนนี้เหวินหลิงมีเงินในบัญชีอยู่หลายร้อยล้านต่อให้บริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวเกิดเหตุไม่คาดฝันอะไรขึ้นมาเธอก็สามารถถลุงเงินเป็นเบี้ยได้ทั้งชีวิตแล้วทำไมเธอจะต้องเสียสละตัวเองเพื่อมาแต่งงานทางธุรกิจด้วยล่ะ?”
ทันทีที่สิ้นเสียงนั้น หวงตานกุ้ยก็อ้าปากค้างใบหน้าเขียวคล้ำและไม่รู้ว่าจะเถียงอย่างไร
“คุณซูฮ่าวคำพูดของคุณก่อนหน้านี้หมายความว่าคุณตั้งใจจะปัดความรับผิดชอบและไม่ช่วยแบ่งเบาแรงกดดันในชีวิตประจำวันของคุณไป๋หรือ?” หยวนเผิงที่นั่งอยู่ด้านข้างก็กลอกตาแล้วแสร้งพูดอย่างไม่พอใจ
“ความจริงแล้วฉันอยากรู้มากชีวิตของคุณซูฮ่าวที่เอาแต่ใช้เงิน แต่ไม่สามารถหาเงินได้คุณเอาความกล้ามาจากไหนถึงอยากจะใช้ชีวิตกับคุณไป๋?”
ซูฮ่าวยกมือสองข้างขึ้นกอดอก พร้อมเผยรอยยิ้มสดใส “ไม่เป็นไร ไม่มีเงินก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญขอเพียงแค่เหวินหลิงมีเงินก็พอแล้ว”
“หือ?” เมื่อเห็นซูฮ่าวมีท่าทางมั่นใจขนาดนั้นหยวนเผิงก็ชะงักไปเล็กน้อย
หวงตานกุ้ยขมวดคิ้วขึ้นเป็นปม “หมายความว่าอย่างไร?”
ซูฮ่าวหันไปสบตากับไป๋เหวินหลิงสีหน้าจริงจังเป็นที่สุด
“เธอสามารถเลี้ยงดูฉันได้!”
ความเงียบงันปกคลุมภายในห้องโถง
คำพูดประโยคนั้นของซูฮ่าวดังก้องอยู่ในห้องโถงเป็นระยะเวลานาน
หางตาของหยวนเผิงกระตุก สีหน้าเขียวคล้ำเขารู้สึกว่าซูฮ่าวคนนี้หน้าไม่อายมาก
สีหน้าของหวงตานกุ้ยก็แข็งทื่อเช่นกันถ้าสายตาของเธอสามารถฆ่าคนได้ เกรงว่าซูฮ่าวคงจะตายไปหลายพันรอบแล้ว
ไป๋เหวินหลิงมองซูฮ่าวด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้ม
คาดไม่ถึงว่าซูฮ่าวก็มีด้านที่ซุกซนด้วยเหมือนกัน
ด้วยความสามารถที่ไม่ธรรมดาอย่างซูฮ่าวสำหรับเขาแล้วเงินก็เป็นสิ่งที่หามาได้ง่าย เขาจะให้เธอเลี้ยงดูได้อย่างไร?
“คุณซูฮ่าวคนเราต้องมียางอายบ้างนะ หรือว่าคุณไม่เข้าใจเรื่องนี้?” หยวนเผิงจ้องหน้าซูฮ่าวภายในน้ำเสียงเต็มไปด้วยการดูถูกเหยียดหยาม
ขยะที่เกาะผู้หญิงกิน คิดไม่ถึงว่าจะพูดเรื่องขอเงินอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้มันช่างน่ารังเกียจจริงๆ
ซูฮ่าวหันไปมองทางไป๋เหวินหลิงแล้วพูดพร้อมรอยยิ้มว่า “ว่าที่ภรรยาเลี้ยงดูว่าที่สามี มันมีอะไรหน้าไม่อายกันเหวินหลิง เธอว่าฉันพูดถูกหรือเปล่า?”
“อืม… ” ไป๋เหวินหลิงใบหน้าแดงก่ำ เธอเม้มริมฝีปาก แล้วพูดเสียงแผ่วเบาราวกับยุง
หวงตานกุ้ยเห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่น
ที่เธอมาคฤหาสน์แห่งนี้ก็เพราะต้องการแนะนำหยวนเผิงให้กับไป๋เหวินหลิงมันจะดีมากถ้าทั้งสองคนได้แต่งงานกัน
หากหยวนเผิงแต่งงานกับไป๋เหวินหลิงไม่ใช่แค่เงินก้อนใหญ่ที่เธอจะได้รับแต่ยังจะได้รับทรัพย์สินจำนวนมากของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวซึ่งเธอจะได้รับประโยชน์มากมาย
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าความสัมพันธ์ของไป๋เหวินหลิงและซูฮ่าวจะเปลี่ยนแปลงไปโดยที่เธอไม่รู้เดิมทีทั้งสองคนเหมือนน้ำกับไฟที่ไม่ลงรอยกัน รู้สึกขัดหูขัดตากันแต่ตอนนี้เหมือนว่าทั้งคู่จะรักใคร่กลมเกลียวกันเป็นพิเศษ
เธอสามารถมองสีหน้าท่าทางของไป๋เหวินหลิงออกการกระทำแบบนั้นแฝงด้วยความรักและเสน่หา
นั่นหมายความว่า ไป๋เหวินหลิงมีความรู้สึกดีๆต่อซูฮ่าวจริงๆ
หากปล่อยทั้งสองคนไปแบบนี้ไม่ว่าช้าหรือเร็วพวกเขาก็จะต้องได้แต่งงานกัน
เมื่อคิดถึงตรงนี้สายตาของหวงตานกุ้ยก็เย็นยะเยือกขึ้นทันที จากนั้นก็กวักมือเรียกซูฮ่าว
“ตามฉันขึ้นไปด้านบนฉันมีอะไรจะคุยด้วย”