ในขณะที่พบหน้ากับคริสก่อนหน้านี้อีกครั้งนั้นมันทำให้เซนนึกย้อนกลับไปในอดีตอันแสนนาน ในตอนก่อนที่เขาจะถูกส่งมายังโลกแห่งนี้อาจจะด้วยความบังเอิญหรือความประสงค์ของใครบางคนก็ตาม
ภายในโรงเรียนมัธยมนั้น เซนที่ไม่มีเพื่อนและใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว เขานั้นไม่ต้องการจะโดดเดี่ยวอย่างไรก็ตามสังคมกลับทำให้เขาเป็นเช่นนี้ ในวันหนึ่งด้วยความบังเอิญที่เซนนั้นต้องไปส่งรายงานที่ห้องพักครู เขาได้เดินหน้าห้องทำงานส่วนตัวของอาจารย์จอร์จอาจารย์ที่ปรึกษาของเขาในปีสุดท้าย ที่มักจะไม่แยแสเขาไม่ว่าเขาจะทำสิ่งใด
“อาการของเธอเป็นยังไงบ้าง…เธอใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนแห่งนี้ไม่มีปัญหาใช่ไหม?”
อาจารย์จอร์จกล่าวถามชายหนุ่มคนหนึ่งด้วยความเป็นห่วง มันทำให้เซนที่เผลอได้ยินนั้นรู้สึกอิจฉาเล็กน้อยเพราะในตอนนั้นเขาเองก็ต้องการความเอาใจใส่จากคนรอบข้างบ้าง
“ดูเหมือนอาการของผมจะดีขึ้นนะครับ…ตั้งแต่ได้เจอกับเพื่อนผมก็รู้สึกมีความสุข บางทีบุคลิกด้านนั้นของผมอาจจะไม่กลับมาอีกแล้ว…”
เซนที่แอบฟังอยู่นั้นจำเสียงของนักเรียนหนุ่มที่พูดคุยอยู่กับอาจารย์จอร์จได้ เขาคือคริสนั่นเองเป็นหัวหน้าห้องของเขา และเป็นนักเรียนตัวอย่างที่ดี เพื่อนๆ ในห้องต่างนับถือเขาไม่เว้นแม้แต่เซนในตอนนั้น
“แบบนั้นก็ดี…เห้อออ…ฉันคิดว่าฉันจะซวยซะแล้ว หากเรื่องที่ฉันช่วยเธอให้เข้าเรียนในที่แห่งนี้ได้เป็นกรณีพิเศษหลุดออกไปอาจจะทำให้ฉันถูกไล่ออกเอาได้…”
….
คริสนั้นเป็นโรคสองบุคลิกเป็นตัวอย่างอาการแทรกซ้อนที่พบได้ยากในหมู่เด็กรุ่นเดียวกับคริส คริสนั้นมีตัวตนสองแบบและทั้งสองแบบนั้นล้วนแล้วแต่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ตัวตนแรกเป็นตัวตนที่สุภาพและดีเลิศทุกอย่าง ส่วนอีกตัวตนนั้นอาจจะเป็นตัวตนในปัจจุบันของเขาที่แสดงออกมาเมื่อตอนที่เซนพบเขาครั้งนี้
ตัวตนนี้จะแสดงออกมาเมื่อตัวของคริสอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด อย่างไรก็ตามจากที่เซนพบกับคริสนั้นทำให้เขารู้สึกว่าบุคลิกด้านนี้ของคริสนั้นจะกลายเป็นบุคลิกหลักไปเสียแล้ว คริสนั้นได้ใช้เงินจำนวนมากในการเข้าเรียนในโรงเรียนเพื่อปกปิดตัวตนของเขา เพราะแน่นอนว่าไม่มีโรงเรียนไหนอยากจะรับเด็กพิเศษแบบเขาที่ถูกตราหน้าว่าเป็นโรคทางจิตที่รุนแรงเข้าเรียน
เซนยังนึกไปถึงวันแรกที่เขามายังโลกนี้และถูกคริสทิ้งให้ดิ่งลงสู่ทะเลลึก บางทีคริสอาจจะช่วยเหลือเขาหากว่าวันนั้นเขาไม่ถูกจับได้ที่หน้าประตูในตอนที่คริสออกจากห้องนั้นพอดี คริสมักจะปฏิบัติกับเขาอย่างดีในเวลาที่ทั้งสองอยู่ในกรอบของสังคม อย่างไรก็ตามตัวตนที่แท้จริงของเขาก็ได้ปรากฏขึ้นเมื่อเขาอยู่ตามลำพังกับเซนบนรถทัวร์ที่กำลังจะจมลงสู่ทะเล
ดังนั้นเซนจึงคิดว่าไม่มีทางเป็นสมิธแน่นอนที่สั่งคนให้สังหารครอบครัวของยูริ แต่อาจจะเป็นบุคลิกที่บ้าคลั่งของคริสต่างหาก
“ท่านผู้สูงส่ง…”
เสียงของใครบางคนที่ฟังดูชราดังขึ้นเบื้องหลังของชายหนุ่มทำให้ชายหนุ่มนั้นหลุดออกจากกรอบความคิดของตนเอง พร้อมกับไม่ได้หันหน้าไปสบตากับอีกฝ่ายแต่เลือกที่จะจากไปในทันที ชายชราที่เรียกเขานั้นคือผู้อำนวยการของโรงเรียนวิลโล เซนนั้นรู้สึกว่าตนเองได้ช่วยเหลือพวกเขามากพอแล้วและไม่ต้องจะยึดติดกับพวกเขาอีก เขาคิดว่าจะไม่ช่วยเหลือใดๆ อีกหากเกิดปัญหาขึ้นในอนาคต ที่เขาทำมันในครั้งนี้เป็นเพราะว่าเห็นแก่วิญญาณที่จากไปแล้วของมาเรีย
เซนคิดว่าตนเองนั้นแข็งแกร่งเกินไปและความแข็งแกร่งของเขานั้นมีผู้คนมากมายต้องการใช้ประโยชน์จากเขา ดังนั้นการแยกตัวและไม่ไปผูกมัดกับใครคนใดจะดีที่สุด
เพราะการเข้าสู่สังคมนั้นจะทำให้เขาจะควบคุมให้ตามกฎของที่นั่น บางครั้งความโดดเดี่ยวก็ไม่ได้แย่เสมอไป ไม่มีสิ่งใดผูกมัด และไม่มีสิ่งใดทำให้เขาหนักใจ เขานั้นได้พึ่งพาประเทศนัวร์และเข้าเรียนที่วิลโลเพื่อหาความรู้และพัฒนาความสามารถทางด้านวิญญาณ ดังนั้นการที่เขาช่วยเหลือให้ประเทศนัวร์รอดพ้นจากสงครามครั้งนี้ถือว่าเป็นการชดใช้ทั้งหมดแล้ว และเขาไม่ติดค้างอะไรประเทศนี้อีก
การจากไปอย่างกะทันหันของเซนนั้นทำให้สนามรบต่างเต็มไปด้วยความสับสน เพราะการปรากฏตัวของวีรบุรุษแบบเซนนั้นหากเปลี่ยนเป็นพวกเขาแทนพวกเขาจะเลือกที่จะแสดงตัวและไม่หนีจากไป พวกเขาจะได้รับการแต่งตั้งโดยราชาให้เป็นชนชั้นสูงและใช้ชีวิตเสวยสุขและใช้อำนาจในการทำสิ่งที่ต้องการ
อย่างไรก็ตามความต้องการของพวกเขาล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งจอมปลอม มนุษย์นั้นถูกระบบของสังคมควบคุมอยู่อย่างไม่รู้ตัว และหนึ่งในนั้นที่สามารถใช้หลอกผู้คนให้แสดงความจงรักภักดีอย่างดีก็คือระบบรางวัล เพียงแค่ตำแหน่งและอำนาจที่ผูกมัดกลุ่มคนเฉพาะกลุ่มกลับทำให้มนุษย์หลงมัวเมาไปได้อย่างง่ายดาย มันอาจจะมีความสุขที่ตนเองมีอำนาจจอมปลอมนี้อย่างไรก็ตามความสุขเหล่านี้นั้นไม่มั่นคงแน่นอนและสักวันมันจะต้องหายไป
เซนนั้นตระหนักถึงเรื่องนี้ดีหลังจากเขาได้ใช้ชีวิตอยู่คนเดียวและโดดเดี่ยวมาเป็นเวลานาน ชายหนุ่มไม่สนใจว่าเขาจะเห็นแก่ตัวหรือไม่เขาจะให้ความช่วยเหลือคนที่เขาต้องการให้ความช่วยเหลือเท่านั้น หากคนที่เขาไม่ต้องการต่อให้ร้องขอแทบตายยังไงเขาก็ไม่สนใจ
และแน่นอนทางเลือกของชายหนุ่มนั้นหากเป็นคนปกติไม่สามารถทำได้แน่นอนเนื่องจากพวกเขาไม่มีพลังมากพอที่จะแยกตัวออกจากสังคม แต่เซนนั้นทำได้เขาสามารถพึ่งพาเพียงความแข็งแกร่งของตนเอง กฎสังคมของที่ไหนก็ไม่สามารถหยุดยั้งเขาได้ตราบใดที่เขาแข็งแกร่ง
สนามรบถูกเก็บกวาดมีพิธีไว้อาลัยให้กับผู้เสียสละในสงครามยาวนานกว่าเจ็ดวัน เศรษฐกิจของประเทศนัวร์นั้นเริ่มกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง ในขณะเดียวกันก็ได้มีข่าวจากประเทศเซนทอร์นั้นคือข่าวการหายตัวไปของราชาองค์ปัจจุบันหลังจากได้ทำสงครามและได้รับความพ่ายแพ้จากประเทศนัวร์
“สุดท้ายแล้วประเทศขยะอย่างเซนทอร์ก็ไม่สามารถเอาชนะประเทศที่ยิ่งใหญ่ของพวกเราได้!”
ชนชั้นสูงคนหนึ่งได้กล่าวขึ้นภายในสมาคมเวทมนตร์ซึ่งเซนนั้นกำลังนั่งรอที่จะซื้อม้วนคาถาเพิ่มเติมเนื่องจากชายหนุ่มได้ฝึกฝนม้วนคาถาบอลธาตุต่างๆ จนคล่องแล้ว
เรื่องราวของวีรบุรษที่ปรากฏขึ้นในสนามรบนั้นมีเพียงกลุ่มของทหารที่อยู่ในสนามรบเท่านั้นที่รู้กัน พวกชนชั้นสูงเหล่านี้ยังคงทะนงและคิดว่าตนเองนั้นสามารถเอาชนะกองทัพเซนทอร์ได้ แต่ความจริงคือประเทศพวกเขาเกือบจะล่มสลายหากเซนไม่ได้ปรากฏตัวขึ้น
“อีกไม่นานโลกใต้พิภพจะเปิดตัวขึ้นอีกครั้ง…”
เซนกล่าวออกมาเบาๆ พร้อมกับจิบชาที่พนักงานยกมาเสิร์ฟ ชานั้นค่อนข้างจะมีรสขมแต่เซนก็รู้สึกว่ามันไม่เลวนัก อีกไม่กี่วันนั้นโรงเรียนของเขาจะเปิดเรียนและที่สำคัญก็คือจะมีการทดสอบเก็บคะแนนครั้งแรก ซึ่งรายละเอียดนั้นยังไม่แน่ชัด แต่โรงเรียนวิลโลนั้นจะมีการจัดการทดสอบหลายรอบอย่างมาก และแต่ละรอบนั้นจะมีนักเรียนที่ถูกไล่ออกมากมาย
เนื่องจากโรงเรียนที่ปิดเรียนและเซนนั้นไม่สามารถเข้าสู่ห้องสมุดของโรงเรียนได้ในเวลานี้เขาจึงใช้เวลาส่วนใหญ่แวะเวียนมาที่สมาคมเวทมนตร์แห่งนี้ เพราะในสมาคมนั้นยังมีหนังสือมากมายให้เขาเรียนรู้ด้วย
หลังจากได้รับม้วนคาถาแล้วชายหนุ่มก็เลือกที่จะกลับบ้านของเขาทันที โดยไม่แวะที่ไหนตลอดทาง และในวันนี้เองก็เป็นวันที่มีจดหมายจากวิลโลมาวางไว้ที่ตู้ใส่ซองจดหมายหน้าบ้านของเขาที่พึ่งสร้างเสร็จจดหมายฉบับนั้นได้กล่าวถึงรายละเอียดของการทดสอบแรก มันถูกตั้งชื่อว่า
“เทศกาลล่าวิญญาณ!”