“เฮ้ วาส เที่ยงแล้วเราไปหาอะไรกินกันเถอะ”เสียงเรียกดังไปทั่วบริเวณสนามหญ้าแห่งหนึ่งภายในมหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งหนึ่ง
ผู้เอ่ยคือชายผิวคล้ำร่างสูงใหญ่คนหนึ่งที่กำลังเดินกึ่งวิ่งมาทางต้นโอ้คสูงใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาเป็ร่มเงาให้แก่เหล่านักศึกษาที่กำลังพักผ่อนในยามเที่ยงวัน
และใต้ต้นโอ้คนั้นมีชายหนุ่มเอเชียผมดำประบ่า หน้าตาบ้านๆคนหนึ่งกำลังนอนหลับตาแผ่หลาอย่างไม่เกรงใจใครอยู่ และเมื่อได้ยินเสียงเรียกชายหนุ่มผมดำจึงปรือตาเล็กน้อยก่อนเอ่ยประโยคเป็ภาษาอังกฤษอย่างเนือยๆว่า
“ฉันบอกกี่ทีแล้วไทสันว่าฉันชื่อวสันต์ ไม่ใช่วาส”วาสหรือวสันต์เอ่ยพลางพยุงตัวลุกขึ้นยืน
“ก็ชื่อนายมันออกเสียงยากนี้หว่า ดังนั้นฉันจะเรียกวาสนี้ละง่ายดี”ไทสันเอ่ยอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเดินเข้ามากอดคอวสันต์อย่างสนิทสนม
ด้านวสันต์ก็รู้สึกปลงตกอันที่จริงเขาก็เข้าใจว่าชื่อเขาสำหรับชาวต่างชาตินั้นค่อนข้างออกเสียงยากพอสมควร
ตัววสันต์นั้นพื้นเพเป็คนสัญชาติไทย เดิมทีเขาเคยมีครอบครัวที่อบอุ่นแต่ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์จึงทำให้ทุกคนในครอบครัวนอกจากวสันต์เสียชีวิตทั้งหมด
วสันต์รู้สึกราวทั้งโลกแตกสลาย ก่อนจะมีมือข้างหนึ่งยื่นเข้ามาในชีวิตนั้นคือลุงมิ่งคนรู้จักมักคุ้นที่อยู่ข้างบ้านวสันต์มาั้แ่เด็ก
ลุงมิ่งได้ตัดสินใจรับวสันต์มาเลี้ยง วสันต์ที่ตอนนั้นยังไม่ประสีประสารู้สึกได้ถึงความหวัง แต่ที่เขาไม่รู้อย่างหนึ่งคือ สาเหตุที่ลุงมิ่งรับเขามาเลี้ยงนั้นก็เพราะ้าทรัพย์สมบัติของครอบครัวเขา
วันคืนแสนสุขที่มีลุงมิ่งคอยดูแลเอาใจใส่จนตัวเขาค่อยๆลืมความโศกเศร้าของการเสียครอบครัวไป ภายใต้การดูแลเอาใจใส่ของลุงมิ่ง ทำให้วสันต์นับถือเขาเป็พ่อคนที่2 แต่ทว่าความสุขของเขานั้นไม่ยืดยาวนัก
กว่าวสันต์จะรู้ตัวก็สายไปแล้ว ทั้งบ้านทั้งที่ดินทรัพย์สมบัติทุกอย่างได้ถูกโอนไปให้ลุงมิ่งทั้งหมด
หลังจากได้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดแล้วลุงมิ่งจึงตัดหางปล่อยวัดวสันต์อย่างไม่ใยดี วสันต์ที่ตอนนั้นยังไม่ประสีประสาจึงไม่เหลืออะไรติดตัวแม้แต่นิดเดียว
จากที่เคยดูแลเอาใจใส่กลับกลายเป็หมางเมิน จากที่เคยกินอิ่มก็กลายเป็อดมื้อกินมื้อ จากที่เคยมีห้องนอนที่แสนอบอุ่นก็กลายเป็ไร้ที่ซุกหัวนอน
หลังจากนั้นสายตาที่ไร้เดียงสาก็กลับกลายเป็เฉยชาต่อโลก เขาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดไปวันๆ ทั้งงานบนดินที่รับจ้างสารพัด หรือแม้กระทั่งงานใต้ดินที่ต้องคบค้าสมาคมกับเหล่าผู้คนในสังคมมืดทั้งหลาย
จนในที่สุดเขาก็มีเงินพอตั้งตัวจากนั้นเขาจึงตัดสินใจสอบชิงทุนเรียนต่อต่างประเทศเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่
และตอนนี้เขาก็มาอยู่ต่างประเทศได้ราว2ปีแล้ว สายตาที่เคยเฉยชาก็ยังคงเฉยชาอยู่และเพราะนิสัยไม่ไว้ใจใครง่ายบวกกับสายตาอย่างนี้จึงทำให้เขาไม่ค่อยมีเพื่อนเท่าไหร่
นอกจากไทสันที่รู้สึกถูกใจเขาจึงคอยตามตื้ออยู่นาน จนวสันต์ััได้ถึงความจริงใจจึงยอมเปิดใจรับไทสันเป็เพื่อนสนิท
ไทสันที่กำลังเดินกอดคอวสันต์อยู่นั้นเห็นวสันต์กำลังทำท่าเหม่อๆก็เอ่ยถามว่า
“นายเหม่ออะไรของนายนะวาส?”วสันต์ที่ได้ยินไทสันเอ่ยอย่างนั้นก็คิดในใจว่า
‘วาสงั้นหรอ นั้นสินะ ไหนๆก็จะเริ่มชีวิตใหม่อยู่แล้วงั้นก็ถือโอกาสเปลี่ยนชื่อใหม่เลยละกัน’
“ตกลง! งั้นต่อไปฉันจะใช้ชื่อวาส”ไทสันที่อยู่ดีๆก็ได้ยินคำพูดกะทันหันของวาสก็ใ หากเป็คนอื่นเขาคงไม่ใขนาดนี้แต่เขารู้ว่าวาสไม่ใช่คนพูดอะไรพล่อยๆกับเขา
“อะ..เอาจริงดิ”
“อืม”ไทสันได้ยินเช่นนั้นก็ฉีกยิ้มก่อนจะเอ่ยว่า
“ฮ่าๆๆ ดีๆงั้นฉันก็เป็คนตั้งชื่อนี้ให้นายสินะถือว่าเป็เกียรติจริงๆ ไม่เสียแรงที่เรียกมาตั้ง2ปี”
สิ้นคำไทสันก็เดินหัวเราะร่วนพลางกอดคอวาสเดินไปยังรถสปอร์ตสีแดงหรูหราคันหนึ่งที่จอดไว้ข้างสนามหญ้า เมื่อทั้งสองขึ้นรถแล้วไทสันก็เอ่ยถามวาสว่า
“ว่าแต่เราจะไปกินอะไรกันดีละ”
“อะไรก็ได้ที่ถูกๆ”
ไทสันได้ยินเช่นนั้นก็หน้าย่น ก่อนจะพยักหน้ารับแล้วออกรถไป ไทสันก็เป็หนึ่งคนในจำนวนน้อยนิดที่รู้อดีตของวาส
ตัวเขานั้นเคยยื่นข้อเสนอในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของวาสโดยการจะให้เงินวาสก้อนหนึ่งไปตั้งตัว แต่เพื่อนของเขาคนนี้กลับหยิ่งในศักดิ์ศรีมาก ไม่ยอมรับเงินจากเขาแม้แต่นิดเดียว แม้กระทั่งเงินเลี้ยงข้าววาสยังไม่ยอมรับเลยด้วยซ้ำ
แต่วาสทำอย่างนี้เฉพาะกับคนที่ดีกับเขาเท่านั้น หากเป็คนอื่นวาสก็พร้อมจะขูดรีดเงินทุกบาททุกสตางค์เพื่อความอยู่รอดของเขา
“แล้วตอนบ่ายนายมีเรียนรึเปล่า?”ไทสันเอ่ยถามขณะที่ตามองท้องถนน
“ไม่ วันนี้ฉันไม่มีเรียนแล้ว”
“งั้นเราไปหากินแถวชานเมืองแล้วกัน กินเสร็จจะได้แวะไปส่งนายด้วย”
วาสพยักหน้าเนือยๆก่อนอ้าปากหาว ก่อนจะนึกเื่หนึ่งขึ้นได้จึงเอ่ยถามไทสันว่า
“แล้ว่นี้นายไม่คิดจะแวะกลับบ้านเลยรึไง”ไทสันได้ยินเช่นนั้นจากที่กำลังอารมณ์ดีก็กลับกลายเป็ทำหน้าเซ็งทันที
ไทสันนั้นเป็ลูกมหาเศรษฐีคนหนึ่งที่อาศัยอยู่เมืองข้างๆที่พวกเขาอยู่ โดยครอบครัวของไทสันนั้นทำอาชีพเป็ผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ คอยส่งขายไปทั่วโลก
และตัวไทสันนั้นเป็ลูกชายคนโตจึงทำให้ถูกคาดหวังให้เป็ผู้สืบทอดกิจการ และเพราะอย่างนั้นพ่อของไทสันจึงคอยสั่งให้ไทสันหาเวลาแวะกลับไปหาที่บ้านเสมอเพื่อคอยสอนงานให้กับไทสัน
“เหอะๆ ฉันอุตสาห์ไม่คิดถึงมันแล้วนะ แต่นายก็ยังมาย้ำอยู่ได้”
“ก็เพราะพ่อนายโทรมาหาฉันเมื่อคืนนะสิ บอกให้นายกลับไปหาพรุ่งนี้”
“หา! แล้วทำไมนายพึ่งมาบอกฉัน”
“ก็ฉันพึ่งเห็นนายนี้”
ไทสันตบหน้าผากด้วยความเบื่อหน่าย พลางคิดว่าเขาไม่น่าแนะนำวาสให้พ่อของตนรู้จักเลย เพราะเมื่อทั้งสองรู้จักกันแล้วก็พากันรวมหัวกลั่นแกล้งเขาอยู่บ่อยๆ
“เฮ้อ! แสดงว่าพรุ่งนี้ฉันต้องหยุดเรียนแล้วรีบบึ่งรถกลับบ้านสินะ”
“ก็คงงั้น”วาสยักไหล่เชิงช่วยไม่ได้
หลังจากขับรถด้วยความเร็วสูงราว5นาที ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงร้านอาหารดูซอมซ่อแห่งหนึ่งบริเวณชานเมือง
ภาพรถสปอร์ตหรูหรากับร้านอาหารซอมซ่อดูตัดกันเป็อย่างมาก แต่ทั้งสองก็ไม่สนใจเดินลงจากรถไปสั่งอาหารกินอย่างไม่แยแสสายตาคนรอบข้าง
หลังจากกินเสร็จแล้วไทสันก็ขับรถพาวาสไปยังที่พัก โดยที่พักของวาสคือห้องพักราคาถูกแห่งหนึ่งในสลัมชานเมือง
ไทสันขับรถมาถึงหน้าสลัมก็มองหน้าวาสก่อนจะเอ่ยอย่างขำๆว่า
“จะให้ฉันเดินเข้าไปส่งมั้ย?”
“นายเห็นฉันเป็สาวน้อยหรือยังไงกัน”วาสเอ่ยพลางทำหน้าเซ็ง
ขณะกำลังจะเปิดประตูรถออกไปนั้น ไทสันก็เอ่ยเรียกขัดจังหวะก่อนจะยืนของอย่างหนึ่งให้
“นี้ของที่นายสั่ง”
สิ่งที่ไทสันยื่นให้ราร์นก็คือปืนพกสีดำเมี่ยม2กระบอก ทีมีลำกล้องยาวประมาณ30ซม. ขนาดใหญ่กว่าปืนพกทั่วไป
วาสที่เห็นปืน2กระบอกนี้ตาลุกวาวก่อนจะรับมาถือไว้ด้วยความตื่นเต้น ไทสันที่เห็นท่าทางราวเด็กๆหาดูได้ยากของวาสก็หัวเราะ ทำให้วาสรีบตีหน้าเฉยทันที ก่อนไทสันจะกล่าวต่อว่า
“ปืนกระบอกนี้แรงถีบสูงพอสมควร น้ำหนักก็มาก บรรจุได้ทีละ12นัด และฉันทำมาให้6แมกกาซีน วัสดุที่ใช้ทำหายากเป็พิเศษแต่ทนกว่าปืนพกทั่วไป ทุกอย่างตามที่นายสั่ง”
วาสพยักหน้ารับ ก่อนจะลองสะบัดไม้สะบัดมือแล้วพบว่าปืนสองกระบอกนี้หนักพอสมควรแต่นั่นกลับทำให้เขาฉีกยิ้ม
“ขอบใจนายมาก ค่าทำไว้ฉันจะโอนให้”ไทสันได้ยินเช่นนั้นก็ตีหน้าจริงจังก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบว่า
“ถ้านายยังเห็นฉันเป็เพื่อนอย่าโอนมา”เนื่องจากค่าสร้างปืนสองกระบอกนี้มีราคาพอสมควรไทสันจึงไม่อยากให้วาสลำบากหามาให้เขาเพราะสำรับเขาเงินพวกนี้เป็เพียงแค่เศษเงินเท่านั้นแต่ไม่ใช่สำหรับวาส
วาสที่เห็นท่าทีจริงจังก็ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับแล้วเอ่ยว่า
“ก็ได้ แต่ฉันจะหาทางอื่นตอบแทบให้”
ไทสันได้ยินอย่างนั้นก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยอ่อนให้กับนิสัยเพื่อนของเขา ก่อนทั้งสองจะล่ำลากัน แล้วไทสันจึงขับรถจากไป
วาสที่กำลังยืนอยู่คนเดียวตรงทางเข้าสลัม ก้มหน้ามองปืนสีดำทั้งสองกระบอกในมือก่อนจะเอ่ยเสียงเย็นว่า
“ต่อไปนี้พวกแกชื่อ Twin Fang”
สิ้นคำวาสเดินปืนพกทั้งสองข้างเดินเข้าไปภายในสลัมทันที สองข้างทางเต็มไปด้วยบ้านเรือนแน่นขนัด แม้จะเป็ตอนบ่ายบรรยากาศรอบๆกลับดูวุ่นวาย
เมื่อวาสเดินเข้ามาภายในก็ถูกสายตาทุกคู่จับจ้องมา แต่เมื่อเห็นว่าเป็วาสก็พากันเบือนสายตาหนี แต่ก็มีบางคนยังจับจ้องเขาอยู่แต่เมื่อเห็นปืนในมือก็ตัดสินใจเบือนหน้าหนีเช่นกัน
เดินมาสักพักหนึ่งวาสก็มาถึงอาคารสูงสีด่างแห่งหนึ่ง เขาเดินเข้าไปช้าๆก่อนจะพบกับตาลุงร่างท้วมคนหนึ่งที่กำลังนั่งเช็ดปืนอยู่บนเคาทเตอร์ สายตาลุงร่างท้วมเบือนมาสังเกตวาสอยู่แวบหนึ่ง และเมื่อเห็นปืนที่เขากำลังถืออยู่ก็เอ่ยเสียงเรียบว่า
“อย่าก่อเื่ที่นี้ละไอ้หนู”
วาสพยักหน้าเรียบๆ ก่อนจะเดินไปยังบันไดขึ้นไปยังห้องของตน ห้องของเขานั้นอยู่ชั้น5ซึ่งเป็ชั้นบนสุด วาสเดินเรื่อยๆจนถึงห้อง501 ก่อนจะล้วงกุญแจบิดประตูเข้าไป สิ่งแรกที่เขาทำคือมุ่งตรงไปยังเตียงโทรมๆของตนก่อนจะก้มลงไปมองใต้เตียงแล้วหาของบางอย่าง
วาสเอื้อมมือไปดึงลังไม้ลังหนึ่งออกมา แล้วเปิดออกก่อนจะเห็นแสงสีทองสะท้อนจากภายใน
สิ่งที่สะท้อนออกมาคือะุปืนสีทองเหลืองจำนวนมากเรียงแน่นขนัดอยู่ภายใน วาสไม่รอช้าบรรจุะุลงในแมกกาซีนแล้วเดินไปยังหน้าต่างห้องทันที
สายตาเฉยเมยมองไปยังนอกหน้าต่าง ก่อนจะเห็นนกพิราบคู่หนึ่งกำลังบินคู่กันมา ทันใดนั้นสายตาเฉยเมยพลันเปลี่ยนเป็คมกริบมือทั้งสองข้างยกปืนขึ้นมาในระดับสายตา ก่อนจะ
ปัง!!
สองปืนถูกลั่นไกพร้อมกัน ร่างนกพิราบทั้งคู่ถูกสอยกลายเป็เศษเนื้อ วาสฉีกยิ้มเย็นก่อนจะได้ยินเสียงะโมาว่า
“เบาๆหน่อยโว้ยย! คนจะหลับจะนอน”
เช้าวันถัดมาภายในห้องพักโกโรโกโส มีร่างชายหนุ่มวัย20ปีกำลังนั่งอยู่ที่ขอบเตียง ที่เบื้องหน้าของเขามีส่วนประกอบของปืนพกสีดำกระจัดกระจายอยู่
ชายหนุ่มผมดำจ้องส่วนประกอบปืนด้านหน้าก่อนจะหลับตา สองมือขยับวนซ้ายขวาไร้ทิศทาง กวาดให้ส่วนประกอบปืนเ่าั้กระจัดกระจายมั่วไปหมด
ก่อนที่เขาจะสูดลมหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง แล้วลงมือประกอบชิ้นส่วนเ่าั้อย่างรวดเร็วทั้งๆที่ตาปิดอยู่!
ผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที ชิ้นส่วนต่างๆที่เคยกระจัดกระจายอยู่นั้น ก็ถูกรวมเป็ปืนสั้นสองกระบอกรูปร่างแปลกตาทันที
ชายหนุ่มค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆก่อนจะมองผลงานเบื้องหน้าด้วยความพึงพอใจ แล้วเหลียวมองไปนอกหน้าต่าง หลี่ตาสู้แสงแดดยามเช้า
“ถึงเวลาต้องไปมหาลัยแล้วสินะ”วาสพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะลุกเดินเข้าห้องน้ำไปจัดการตนเอง
สองข้างทางในสลัมยังคงไม่น่าพิสมัยเช่นเดิม แม้จะยังเช้าตรู่ก็ยังคงมีคนมานั่งลับมีดแหลมคมอยู่ข้างทางพร้อมส่งสายตาหาเื่ตลอดเวลา
วาสเดินเอื่อยเฉื่อยอยู่บนถนน สอองมือล้วงกระเป๋ากางเกงบนหลังสะพายไว้ด้วยกระเป๋าเป้เก่าๆ
หลังจากเดินมาระยะหนึ่งเขาก็เดินมาถึงยังปากทางเข้าของสลัม ขณะที่กำลังจะเดินไปรอรถที่ป้ายรถเมย์ สายตาดันเหลือบไปเห็นวัยรุ่นสองคนอายุราว17-18ปีดวงตาล่องลอยนั่งอยู่ข้างทาง
‘ขี้ยาสินะ’วาสคิดในใจเงียบๆ ก่อนจะก้าวขาต่อไปอย่างไม่สนใจ แต่เขายังคงเว้นระยะห่างจากวัยรุ่นสองคนนั้นพอสมควร
เนื่องจากไม่อยากเสี่ยงกับพวกที่ไม่สามารถควบคุมความรู้สึกนึกคิดของตนได้ เกิดหนึ่งในสองคนนั้นเกิดหน้ามืดหยิบมีดขึ้นมาแทงเขามันจะยุ่งเอา
ขณะที่กำลังเดินผ่านวัยรุ่นขี้ยาสองคนนั้น หูของเขาก็ได้ยินเสียงบทสนทนาของทั้งสอง
“แกว่าโลกที่พวกเราอยู่นี้มันเป็ยังไงว่ะ?”
“ถามได้!! ก็น่าเบื่อนะสิวันๆทำแต่เื่เดิมๆซ้ำซาก”
“ฮ่าๆๆ แกคิดเหมือนฉันเลยว่ะเพื่อน ฉันละอยากให้โลกนี้มีอะไรสนุกๆทำจริงๆ”
“คิกๆๆ นั้นสินะ โลกเรานี้น่าจะมีอะไรมันส์ๆทำสักหน่อย อย่างเช่นซอมบี้ยึดโลก หรือาจราจลไรงี้”
“ไม่อย่างงั้นก็ให้อุกกาบาตชนโลกนี้ให้ยับแม้งเลยก๊ากกกๆๆๆ”ว่าแล้ววัยรุ่นขี้ยาทั้งสองคนก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
วาสส่ายหน้าอย่างเหนื่อยอ่อนเพราะไม่คิดว่าตนจะต้องมาฟังอะไรที่ปัญญาอ่อนแต่เช้า
“เฮ้ๆๆ ดูเหมือนคำขอของฉันจะเป็จริงแล้ววะ อุกกาบาตลอยมานู้นละ”
“ฮ่าๆๆๆ มาจริงๆด้วยวะแกนี้สุดยอดไปเลย”ขี้ยาทั้งสองชี้มือขึ้นฟ้าอย่างสนุกสนาน ปากหัวเราะพูดคุยอย่างครื้นเครง
วาสตอนนี้พยายามที่จะไม่สนใจทั้งสองก้าวขาฉับๆไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อให้พ้นขี้ยาทั้งสองสักที แต่ทันใดนั้นหูของเขากลับได้ยินอะไรบางอย่าง
ครืนนน!!! ครืนนน!!! ครืนนน!!! ครืนนน!!! ครืนนน!!!
เสียงวัตถุขนาดมหึมากำลังพุ่งตัดอากาศลงมายังเบื้องล่าง วาสหันขวับขึ้นไปมองทันที ดวงตาเบิกกว้างกับสิ่งที่เห็น
วัตถุขนาดใหญ่ที่ลุกท่วมไปด้วยเปลวไฟจำนวนนับไม่ถ้วนกระจายเต็มท้องฟ้า ไม่มีสัญญาณเตือนใดๆทั้งสิ้น ราวกับมันโผล่มาจากความว่างเปล่า
วาสที่เคยคิดว่าตนไม่เกรงกลัวสิ่งใดบนโลกนี้ ยืนขาแข็งอยู่กับที่ ปากเอ่ยขึ้นมาอย่างสั่นเทา
“บะ..บ้าน่า”
ตูมมมมมมม!!!!