จากนั้นงานเฉลิมฉลองไท่เว่ย์ของแคว้นจิ้งก็เริ่มขึ้นตลอดทั้งสามวันสามคืนทว่าไท่เว่ย์คนใหม่ไม่อาจนิ่งนอนใจกับข่าวคราวจากชายแดนที่แพร่สะพัดอยู่ขณะนี้
“ฝ่าา” ไท่เว่ย์คุกเข่าลงต่อหน้าฮ่องเต้ที่กำลังทรงสำราญกับงานเฉลิมฉลองที่กำลังเป็ไป
“จางหย่งหลานข้า เ้าจงมองไปเบื้องหน้าสิแคว้นจิ้งของเรามีงานเฉลิมฉลองเช่นนี้ได้เพราะมีไท่เว่ย์เข้มแข็งและกล้าหาญเช่นเ้านะ”น้ำเสียงอันเต็มไปด้วยความสำราญของฮ่องเต้อย่างที่จางหย่งไม่เคยได้ยินมาก่อนทำให้เขาไม่กล้าที่จะเพ็ดทูลความเป็ไปของบ้านเมืองในตอนนี้
“พระอาญามิพ้นเกล้าเป็พระกรุณาอย่างยิ่งพ่ะย่ะค่ะหลานมีบางสิ่งที่จะกราบทูลอย่างเร่งด่วนในตอนนี้”
“เ้าชักอยากมีสนมแล้วล่ะสิ”ฮ่องเต้ตรัสติดตลกพร้อมแย้มพระสรวล
“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ หัวเมืองเหนือเพิ่งพ้นจากเหล่าคนพาลทว่ายังไม่อาจวางใจได้ในคราวเดียวหลานจึง...”สายพระเนตรคมดั่งราชสีห์ละจากสิ่งบันเทิงเบื้องหน้าหันมาปราดมองจางหย่งที่กำลังคุกเข่าลงตรงหน้าในทันทีที่เข้าใจได้ว่าเ้าหลานตัวดีกำลังตีตัวจากวังหลวงอีกครั้งด้วยเหตุผลต่างๆ นานา
“...เ้าก็เลยจะออกทัพอีกแล้วเช่นนั้นล่ะสิ”
“พระองค์ทรงพระปรีชาพ่ะย่ะค่ะ”จางหย่งก้มหน้าลงอย่างไม่อาจโต้แย้งสิ่งใด
“ไปเถิดไท่เว่ย์ไปทำหน้าที่ของเ้า”จางหย่งได้ยินเช่นนั้นก็รีบก้มหน้าผากของตนลงกับพื้นรับพระราชโองการที่ไร้พิธีรีตอง
“ขอบพระทัยฝ่าา กระหม่อมทูลลา”
จางหย่งรู้ดีว่าตนไม่ควรจะออกทัพในขณะที่วังหลวงกำลังเฉลิมฉลองตำแหน่งของตนแต่ในขณะเดียวกันนี้งานเฉลิมฉลองกลับทำให้วังหลวงอ่อนแอด้วยเพราะทุกผู้ทุกเหล่าเอาแต่สำราญอาจถูกโจมตีจากข้าศึกภายนอกได้ถึงจะเข้มแข็งอย่างไรก็มิควรประมาท ไท่เว่ย์จึงเลือกที่จะเคลื่อนไพร่พลในยามจื่อ[1]อย่างไม่รีรอ
…
ท่ามกลางแสงไฟจากโคมที่สุกสว่างไปทั่วพระราชฐานเว้นก็แต่บนหอสุราที่สูงเด่นราวประภาคารสายตาคมคู่หนึ่งทอดมองไปยังลานกว้างเบื้องหน้าเห็นธงกองทัพปลิวไสวค่อยเคลื่อนตัวออกเป็แนวยาว ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปากขึ้นทั้งมือก็ค่อยลูบขนเ้าแมวในอ้อมกอดไม่ลามือ
“เป็ไปตามพระประสงค์พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย”ซุ่มเสียงทุ้มในเงามืดของชายาุโเอ่ยขึ้น เ้าของแววตาคมกระตุกยิ้มขึ้นมุมปากมือหนึ่งเอื้อมหยิบถุงผ้าไหมสีแดงที่วางอยู่ข้างจอกสุราโยนลงพื้น
“เป็พระกรุณาพ่ะย่ะค่ะ”เ้าของเงาภายใต้หมวกทรงสูงคลานเข่าเข้าคว้าถุงที่ถูกโยนลงกับพื้นราวกับสุนัขโหยหิวเศษเนื้อ
ชายหนุ่มยังคงทอดสายตายังตรงที่ธงกองทัพเคลื่อนผ่านริมฝีปากพรายยิ้มบางครั้นก็งึมงำออกมาแต่เพียงลำพัง
“ขอให้สนุกนะ ท่านพี่”
…
กองทัพค่อยเคลื่อนฝ่าความมืดมุ่งไปยังหัวเมืองเหนือด้วยฝีเท้าของม้าศึกอย่างเงียบเชียบลึกเข้าไปยังกลางใจป่าไม้เบญจพรรณอันเงียบสงัดแสงจันทร์เสี้ยวสาดส่องผ่านร่องเงาแมกไม้ลงมาเป็ทางทดแทนแสงคบเพลิงที่มิอาจโชติ่ในการเคลื่อนทัพแบบซ่องโจร
จากยามจื่อน่าจะอีกเพียงสองยามทัพภายใต้การนำของไท่เว่ย์ก็จะไปถึงหัวเมืองเหนือโดยสวัสดิภาพระหว่างที่ทัพยังคงเคลื่อนที่ไปอย่างเงียบเชียบราวกับล่องหนเสียงอากาศถูกแหวกออกจนหวีดดังไปทั่วท้องฟ้า ก่อนที่จะมีบางสิ่งตกลงมาจากฟากฟ้า
“ไท่เว่ย์...ทัพเราถูกซุ่มโจมตี!!!” ยังไม่ทันสิ้นเสียงของเสิ่นเฉิงธนูห่าใหญ่ก็ตกลงมาพาให้พลกองทัพม้าต่างก็จับกระบี่ออกฟาดฟันห่าธนูหลายร้อยที่สาดลงมาเป็สายไม่มีท่าทีจะหยุด
…
เสิ่นเฉิงเบิกเปลือกตากว้างเมื่อมองเห็นธนูดอกหนึ่งมุ่งตรงมายังจางหย่งราวกับตั้งใจ “ไท่เว่ย์!” ชายหนุ่มะโกร้าวครั้นก็ตบเท้าขับม้าเข้าหาไท่เว่ย์ในอารักขาของเขาด้วยหวังจะให้เขาผู้นั้นได้หลบเลี่ยงธนูร้ายดอกนั้นได้ทันการณ์
ทว่าเมื่อขับม้าเข้าเทียบเขาก็เห็นธนูก้านยาวเจาะเกราะปักอยู่ตรงสีข้างของจางหย่งเสียแล้ว “ไท่เว่ย์ ท่าน ท่าน ได้รับาเ็” สีหน้าของเสิ่นเฉิงไม่สู้ดีนัก ด้วยเห็นใบหน้าที่ซีดเผือดของจางหย่งเขารู้ในทันทีว่าธนูร้ายดอกนั้นเจาะเกราะปักเข้าถึงเืเนื้อของจางหย่งเป็แน่
“อภัยให้ข้าด้วยไท่เว่ย์ข้ามาไม่ทันที่จะป้องกันท่าน...!” เสิ่นเฉิงเพ่งมองสีหน้าของจางหย่งในความมืดยิ่งทำให้เขายิ่งลุถึงความผิดเป็เท่าทวี
“เ้าจะมาสำนึกผิดอะไรตอนที่พิษกำลังวิ่งเข้าหัวใจข้า”สายตาคมมองปราดพาให้คนถูกมองหลบตาแทบไม่ทันก่อนที่เ้าของแววตาคมจะทอดสายตาไปข้างหน้าแล้วพูดต่อ“ข้าไม่มีเวลารอจัดทัพออกเคลื่อนอีกครั้ง ฝากทัพให้เ้ารับผิดชอบด้วยข้าจำต้องถึงค่ายในหนึ่งยามมิเช่นนั้นเห็นทีว่าข้าจะได้ไปเฝ้าเง็กเซียนเป็แน่”ถ้อยคำติดตลกของจางหย่งสวนทางกับเม็ดเหงื่อที่ผุดพรายไปทั่วใบหน้าจากความเ็ป
“เชิญไท่เว่ย์เถิดข้าจะดูแลทัพหลังนี้ให้ปลอดภัยแล้วรีบเคลื่อนตามท่านไป”
“ฝากท่านด้วย เสิ่นเฉิง”น้ำเสียงขาดห้วงของไท่เว่ย์ยิ่งทำให้เสิ่นเฉิงเป็ห่วงหากแต่เขาก็ไม่อาจตามอารักขาเคียงข้างได้
[1] ยามจื่อ(子:zǐ) คือ 23.00– 24.59 น.