เสียงจ้อกแจ้กจอแจเบาๆแว่วเข้ามาในสติอันเลือนรางของชายหนุ่มหัวยุ่ง มันทำให้เขาต้องเปิดเปลือกตาขึ้น เสียงผู้คนที่ในตอนแรกได้ยินไม่ค่อยได้ศัพท์ค่อยๆชัดเจนขึ้น ชายหนุ่มบิดี้เีอย่างเสียไม่ได้ สายตาที่ยังพร่ามัวสำรวจภาพรอบๆที่ไม่คุ้นตานัก
“ไง ตื่นได้แล้วเพื่อน” เสียงหนึ่งดังแว่วเข้ามาในโสตัั ตะวันมองขึ้นไปก่อนพบกับชายผมยาวคนหนึ่งในชุดสีแดง ชายคนนั้นกำลังยืนค้ำหัวของเขาอยู่
“โรงพยาบาลมหาราชยินดีต้อนรับ” ชายคนนั้นยิ้มกว้างให้แต่ก็แทบหุบยิ้มทันทีเมื่อเห็นท่าทางที่ตะวันทำเหมือนเขาเป็คนไม่รู้จัก
“อะไรวะ จำเพื่อนไม่ได้หรือไง ไม่เจอกันแค่หกเดือน” อรรถพลชี้ชื่อของตัวเองที่ปักบนหน้าอกเสื้อให้เพื่อนดู ตะวันมองสลับไปมาระหว่างชื่อกับใบหน้าเพื่อนราวสองสามรอบ
“คิง นี่นายจริงๆเหรอ” ตะวันแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ่หกเดือนเปลี่ยนแปลงลักษณะภายนอกของคนๆหนึ่งไปได้เพียงนี้เชียวหรือ จากคนที่ผมเคยสั้น ใส่แว่นกรอบหนา แต่บัดนี้ผมกลับถูกปล่อยให้ยาวจนมัดได้ แว่นกรอบหนาก็อันตรธานหายไปจากใบหน้า
"แล้วทำไมนายถึงปล่อยผมยาวขนาดนี้” ตะวันถามด้วยความประหลาดใจ เพราะรูปลักษณ์ภายนอกของเพื่อนเปลี่ยนไปมาก จากหนอนหนังสือเต็มสิบ บัดนี้เหลือแค่หนึ่ง อีกเก้าส่วนที่เหลือดูเหมือนเพลย์บอยทุกประการ
“แล้วดูเท่ห์ขึ้นไหมล่ะ”คิงพูดอย่างมั่นใจในรูปลักษณ์ภายนอกของตน
“เออ เท่ห์ก็ได้ นี่รถมาถึงเมื่อไรเนี่ย หลับไม่รู้เื่เลย" ตะวันพูดก่อนหาวอย่างเกียจคร้าน "นายสบายดีไช่ไหม”
“ก็เรื่อยๆว่ะ แต่รู้สึกเซ็งนิดหน่อยที่ไม่มีแก”
“อ้าว ทำไมล่ะ“
“ก็ไม่มีแกแล้วฉันก็เลยไม่รู้จะแข่งกับใครน่ะสิ” คิงยิ้มกว้าง
ตะวันได้แต่ส่ายหัว คิงเป็อย่างนี้มาั้แ่เจอกันครั้งแรกั้แ่สมัยนักเรียนแพทย์ปีหนึ่ง คิงเป็คนมั่นใจในตนเอง เรียนเก่งสมกับชื่อ ชอบแข่งขัน ชอบเอาชนะ เหตุผลหนึ่งที่เขาเลือกมาผลัดสองส่วนหนึ่งก็เพราะไม่อยากแข่งขันกับคิง
“เฮ้ย ไอ้พงศ์ ไอ้แว่น ตื่นได้แล้ว ยกของลงจากรถได้แล้ว ทำตัวี้เีเสมอต้นเสมอปลายเหลือเกินนะพวกแก จอยบอกว่าพวกแกขึ้นรถก็ขึ้นเป็กลุ่มสุดท้าย ตอนลงพวกแกก็ยังลงเป็กลุ่มสุดท้ายอีก เจริญลงทุกวัน” คิงบ่นกะปอดกะแปดจนทำให้ตะวันอมยิ้มเพราะ ถึงรูปลักษณ์ภายนอกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่นิสัยขี้บ่นของคิงไม่เคยเปลี่ยน
“ถึงแล้วเหรอ ยังหลับสบายอยู่เลย” แว่นงัวเงีย “กี่โมงแล้วเนี่ย”
“เกือบหกโมงเย็นแล้ว” คิงมองนาฬิกา “เดี๋ยวตอนสองทุ่มจะมีงานเลี้ยงรับเลี้ยงส่งที่หอประชุม พวกแกรีบเอาของไปเก็บแล้วรีบไปที่หอประชุมเลยนะ เดี๋ยวฉันจะพาพวกแกไปห้องพักเอง”
รถคณะแล่นออกไปแล้ว เสียงล้อกระเป๋าเดินทางของนักเรียนแพทย์กลุ่มใหญ่ดังประสานกันเป็ระยะ เพื่อนๆหลายคนเดินนำหน้าไปก่อนแล้ว คิงขอตัวไปโทรศัพท์เนื่องจากถูกเพื่อนที่แผนกฉุกเฉินโทรปรึกษา ปล่อยให้ชายหนุ่มทั้งสี่คนเดินเกาะกลุ่มรั้งท้ายไปตามทางเดินที่ทอดยาวไปสุดตา สาวๆที่เดินสวนมาเป็ระยะแอบกระซิบกันและเหมือนกับส่งยิ้มให้ใครบางคนในกลุ่ม
“สงสัยเขาส่งยิ้มให้ฉันว่ะ” พงศกรพูดอย่างตื่นเต้น
“อ้าว ต้องเป็ฉันสิวะ ฉันหล่อที่สุดในกลุ่ม” โกสินทร์ไม่ยอมเพราะศักดิ์ศรีเชียร์ลีดเดอร์เก่าค้ำคอเขาอยู่ ทันทีที่พูดจบ โกสินทร์ก็ต้องเซไปเพราะถูกใครบางคนชนจากทางด้านหลัง
“เฮ้ย อะไรวะ ชนคนอื่นแล้วไม่ขอโทษ”พงศกรโพล่งขึ้นมาด้วยความโกรธตามประสาคนใจร้อน
เสียงของพงศกรทำให้ฝีเท้าของคนที่เดินมาชนหยุดกึก ชายในชุดเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินที่ถูกรีดอย่างประณีต กางเกงขายาวสีน้ำตาลที่มีกลีบโค้งได้รูป รองเท้าหนังสีดำเงาจนเห็นภาพสะท้อนลางๆ ชายคนนั้นค่อยๆ หันหน้ามาประจันหน้ากับพงศกรอย่างช้าๆ มือข้างขวาถือหนังสือเล่มโตที่ดูยับเหมือนผ่านการอ่านมาหลายรอบ
“สงสัยสาวๆเขาคงไม่ได้ยิ้มให้แกว่ะ ไอ้โก” แว่นรู้คำตอบทันทีที่เห็นใบหน้าของชายที่หันกลับมาที่ดูละม้ายพระเอกซีรี่ย์เกาหลี ในขณะที่แววตาชองชายคนนั้นยังคงมองพงศ์ั้แ่หัวจรดเท้าด้วยท่าทางที่มองเหยียด ทำให้พงศกรเดือดดาลมากยิ่งขึ้น
“มองหน้ากันแบบนี้ จะเอาเหรอวะ” เส้นเืบนใบหน้าของคนพูดดูปูดโปนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตะวันรู้สึกคุ้นใบหน้าของชายคนดังกล่าวอย่างน่าประหลาดใจ เหมือนใครสักคนที่เขาเคยเจอมานานนม แต่โครงหน้ากลับเปลี่ยนไปอย่างมากราวกับผ่านการทำศัลยกรรมมา แต่หากเพียงสิ่งเดียวที่ศัลยกรรมไม่สามารถทำให้ภายนอกของคนๆหนึ่งเปลี่ยนไปได้ ....... สายตาที่มองเหยียดใครต่อใครคู่นั้น ตะวันจำเ้าของดวงตาที่กำลังมองเหยียดมาได้อย่างไม่มีวันลืม
“อย่า พงศ์” ตะวันคว้าแขนเพื่อนไว้ก่อนที่เื่จะเลยเถิด
“แกมาห้ามฉันทำไม ไอ้ตะวัน”
“ดูหนังสือเขาถืออยู่ก่อนสิ” พงศ์หันไปมองตามคำพูดของเพื่อนก่อนจะเห็นหนังสือที่อยู่ในมือยาวเรียวราวกับไม่เคยผ่านงานหนักใดๆมาก่อนข้างนั้น หนังสือปกหนาที่เขียนด้วย.ภาษาอังกฤษที่แพทย์สาขาศัลยกรรมเท่านั้นที่จะเลือกอ่าน
“สงสัยจะเป็รุ่นพี่ว่ะ งานนี้ซวยแน่”แว่นทำหน้าตาแหยง
“พวกนายเพิ่งมาสินะ เลยยังไม่รู้ว่าใครเป็ใคร” ชายคนนั้นพูดขึ้น แม้ทิศของปลายนิ้วชี้จะชี้ตรงมายังคนทั้งสี่แต่สายตาอาฆาตกลับถูกส่งพุ่งมายังใครบางคนในกลุ่มอย่างจำเพาะเจาะจง
“แต่ก็เอาเถอะ ฉันไม่ถือสาพวกที่ไม่มีมารยาท” พูดจบชายคนดังกล่าวก็ส่งสายตาที่ชวนรังเกียจให้ก่อนจะหมุนตัวจากไปอย่างรวดเร็ว
"ไอ้นี่มันเป็ใครกันวะ โคตรน่าต่อยเลย” พงศกรกำหมัดแน่น “จะตะบันให้จมูกโด่งๆของมันไปโผล่ที่ท้ายทอยเลย”
“มันชื่อตรีวุธ” เสียงใครบางคนดังมาจากข้างหลัง คิงที่เพิ่งกลับมาจากการปลีกตัวไปช่วยคนไข้ที่ห้องแผนกฉุกเฉินรีบเดินสาวเท้าเข้ามาหาเพื่อนทั้งสี่คน
“ไอ้รุ่นพี่คนนี้ แสบตัวพ่อ เดี๋ยวระหว่างพาพวกแกไปหอพัก ฉันจะเล่าวีรกรรมของมันให้พวกแกฟัง”
แว่นกับโกสินทร์ต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่หลังจากได้ฟังพฤติกรรมของตรีวุธจากปากของคิง ครอบครัวของตรีวุธมีฐานะทางสังคมสูง พ่อของเขาเป็ประธานกรรมการใหญ่ของโรงพยาบาลเอกชนที่มีสาขาหลายแห่งทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ทั้งยังไม่นับกิจการโรงแรมอีกหลายแห่ง ตรีวุธเป็คนที่พูดจาดีกับทุกคนเมื่ออยู่ต่อหน้าอาจารย์แพทย์ แต่เมื่อลับหลังก็มักจะทำในสิ่งตรงข้าม นักเรียนแพทย์รุ่นน้องโดยเฉพาะพวกผู้ชายหลายคนถูกตรีวุธด่าทออย่างไร้เหตุผล แต่ก็ไม่มีใครกล้าร้องเรียนเพราะแม่ของตรีวุธรู้จักผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนในกระทรวง ตรีวุธเป็คนที่หน้าตาดี มีสาวๆมาชอบชนิดที่ต้องจองคิวล่วงหน้า ตรีวุธเองก็เลือกคบชนิดที่ไม่ซ้ำหน้า หลายๆครั้งที่เขายังสร้างโลกใบที่สามใบที่สี่ให้ผู้หญิงช้ำใจเล่น แต่พอถูกจับได้ ตรีวุธก็พร้อมจะเทโลกทุกใบลงในถังขยะพร้อมๆกันอย่างไม่ใยดี
“ได้ข่าวว่าผู้หญิงที่คบกับมันล่าสุดเป็เพื่อนในคณะของเราว่ะ” คิงพูดพลางถอนใจยาว “ทำไมถึงดูไม่ออกนะว่าไอ้นี่มันชั่ว”
“ความรักทำให้ตาบอดไง เลยดูไม่ออก เหมือนคนบางคน” แว่นหันไปหาพงศ์ “เตือนแล้วก็ไม่ฟัง”
“เงียบไอ้แว่น ไม่ต้องมาแซะ แฟนฉัน ฉันเลือกเอง” พงศ์นึกถึงเหตุการณ์เมื่อเดือนก่อนที่แว่นเตือนให้พงศ์คิดให้ดีก่อนที่จะขอคบแฟนคนล่าสุดที่เป็สาวรุ่นน้องปีสี่ของเขาที่ชื่อน้องนาว ทั้งสองคนผิดใจกันพักใหญ่และคงไม่กลับมาคืนดีกันหากตะวันไม่ช่วยเป็กาวใจให้
“ว่าแต่สาวในคณะเราคนไหนที่โง่ไปเป็เหยื่อของมัน” พงศกรถามขึ้นมา
“เขาลือกันว่าเป็แก้วกานดา” คิงตอบ
“แก้วกานดาที่สุดแสนจะเรียบร้อยเนี่ยนะ” พงศกรประหลาดใจเมื่อได้ยินชื่อของผู้หญิงที่เรียบร้อยที่สุดของคณะจากปากของคิง
“ใช่ อาจจะเรียบร้อยไปแล้วด้วย” คิงบอก “ไม่เห็นมีใครที่มันหมายตาไว้รอดมือมันไปได้สักคน”
“ไอ้ลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน” พงศกรเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเมื่อได้ยินวีรกรรมของตรีวุธซึ่งหาดีไม่ได้สักข้อ “ฉันว่าฉันเป็ผู้ชายที่ห่วยแตกแล้วนะ ยังมีคนที่ห่วยกว่าฉันอีกเหรอวะ”
“โห ไม่น่าเชื่อว่าคุณพงศ์จะรู้ตัวด้วยว่าตัวเองห่วย” แว่นถากถางเพื่อน “แต่ไอ้พี่คนนี้ก็ไม่ได้ห่วยกว่าแกไปเสียทุกอย่างหรอกนะ อย่างน้อยเขาก็หน้าตาดีกว่าแก”
“เย็นนี้กะหยอดน้ำข้าวต้มใช่ไหม ไอ้แว่น” ได้ผลชะงัด แว่นหุบปากเสียสนิทจนกระทั่งถึงหอพัก
หอพักนักศึกษาแพทย์ถูกแบ่งเป็ชั้นสำหรับนักเรียนแต่ละเพศ แต่ละโซนมีห้องเล็กๆให้นักเรียนแพทย์อยู่ห้องละสี่คน รอบข้างของอาคารมีต้นไม้ร่มรื่น มีเ้าหน้าที่หญิงวัยกลางคนคอยดูแลความเรียบร้อย หญิงคนดังกล่าวพานักเรียนแพทย์ผลัดใหม่เข้าประจำห้องอย่างเชื่องช้าราวกับว่าตัวเองไม่ได้รับเงินเดือนมาครึ่งปี
“ทำไมแกสองคนยังไม่เอาของเข้าห้องพัก” คิงข้องใจเมื่อเห็นโกสินทร์ และแว่น ยังวางสัมภาระอยู่หน้าห้อง “แล้วแกด้วย ไอ้พงศ์ ทำไมไม่เอาของเข้าห้องเสียที” คิงปรายตาไปหาพงศกรที่ยังคงสะพายของพะรุงพะรัง
“ก็รอไอ้โจ้มันไปเอากุญแจอยู่” พงศกรพูดพลางมองทาง “นี่มันหายหัวไปไหนวะ แค่ไปเอากุญแจเอง ไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว”
“ช้าเชียวนะพวกแก" ตะวันที่เพิ่งจัดของเสร็จกำลังเดินออกมาจากห้องที่อยู่ด้านในสุดของทางเดิน ชายหนุ่มแต่งกายในชุดลำลอง บนแขนเสื้อด้านซ้ายบ่งบอกชื่อสถาบันที่กำลังศึกษาอยู่
“สบายเชียวนะแก ได้อยู่ห้องคนเดียว ทำไมแกโชคดีอย่างนี้วะ” พงศกรค่อนแคะ
ตะวันยักไหล่ให้เพื่อนแทนคำตอบ มีนักเรียนแพทย์ชายที่มาผลัดสองจำนวนสี่สิบห้าคน นั่นหมายความว่าจะมีผู้โชคดีเพียงหนึ่งคนที่ได้อยู่ห้องคนเดียว ............นั่นก็คือเขานั่นเอง ชายหนุ่มรู้สึกโชคดีที่ได้อยู่ห้องพักคนเดียวเพราะยังจำวีรกรรมของเพื่อนตัวแสบทั้งหลายที่ชอบเอาตัวมาเกลือกกลิ้งบนเตียงนอนของเขาเสมอ โดยเฉพาะนายแว่นที่ครั้งหนึ่งที่ถูกน้ำคร่ำกระเด็นมาเต็มตัวแล้วมานอนบนเตียงของเขาทันทีโดยที่ยังไม่ได้อาบน้ำ
“คราวนี้คงได้อยู่อย่างสงบเสียที” ทว่าเสียงความคิดยังไม่ทันจางหาย แว่นก็ทำเสียงออดอ้อน “ขอไปอยู่ด้วยได้ไหม จะได้ไม่ต้องอยู่ชุมชนแออัดแบบนี้ ห้องแกมีที่ว่างตั้งเยอะ ให้ฉันไปอยู่ด้วยนะ”
“ได้ ถ้าแกทำตามกติกาของฉันได้” คำตอบของตะวันทำเอาแว่นทำตาโต
“เฮ้ย กติกาแกมีตั้งสิบข้อ แต่ละข้อโคตรหยุมหยิมเลย แค่ข้อแรกฉันก็ไมผ่านแล้ว” นายแว่นท้วง
“ถ้าทำไม่ได้ก็ช่วยไม่ได้ พวกแกก็อยู่รวมๆกันที่นี่แหละ” ตะวันบ่นเพราะเขาไม่เห็นว่ากฎที่เขาตั้งขึ้นจะยากเย็นตรงไหน และทุกข้อก็ดีต่อสุขอนามัยทั้งนั้น
“หนึ่ง ถ้าไม่อาบน้ำห้ามขึ้นเตียง สอง ห้ามเอาขนมมากินในห้องนอน สาม ถ้าไม่สบายต้องใส่หน้ากาก สี่ ถ้า......” โกสินทร์ท่องออกมาอย่างไม่ติดขัดเพราะเขาเห็นกติกาที่ตะวันเขียนไว้ั้แ่ตอนเรียนปีสี่ ส่วนโกสินทร์เองทำได้แค่สองข้อเท่านั้น
“อยากรู้นักว่าถ้าแกแต่งงานกับกี้แล้ว แกยังจะยังยึดมั่นกับกฎข้อแรกของแกอีกไหม” แต่ก่อนที่จะมีการต่อล้อต่อเถียงไปมากกว่านี้ เสียงโจ้ก็ดังมาแต่ไกล
“มาแล้ว ได้กุญแจมาแล้ว” โจ้ยิ้มกว้างพร้อมชูกุญแจที่อยู่ในมือ
“หายหัวไปไหนมาวะ”พงศ์บ่นก่อนคว้ากุญแจในมือของโจ้มาไขประตูห้อง
“ไปหอผู้ป่วยศัลยกรรมหญิงมา”
“ไม่เชื่อโว้ย ี้เีอย่างแกน่ะ ฉันไม่เชื่อว่าแกจะไปดูคนไข้ก่อนทำงานหรอก ทุกทีเห็นไฟลนก้นก่อนถึงจะไปดูคนไข้”
“ไอ้โจ้มันไม่ได้ทำงานแผนกศัลยกรรม พรุ่งนี้มันต้องทำงานที่ห้องคลอด” แว่นกระซิบบอกพงศ์จากด้านหลัง
“นั่นไง บอกมาเสียดีๆ แกหายหัวไปไหนมากันแน่ ไอ้โจ้ หรือ……. มีพยาบาลสาวสวยอยู่ที่นั่น”พงศกรพูดขึ้นเพราะรู้จักเพื่อนดี ถ้าวัดเื่ความี้เี โจ้จัดเป็อันดับต้นๆของคณะ ส่วนพงศกรอยู่ในลำดับถัดไป ส่วนความเป็เสือผู้หญิง ทั้งคู่ไม่ได้มีความยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
“ก็……….. เห็นพวกรุ่นพี่บอกว่าจันทร์เ้าจะไปที่นั่นเพื่อเตรียมประวัติคนไข้ ฉันก็เลยไปแอบดูเสียหน่อย เผื่อจะเห็นหน้าชัดๆเสียที”แฟนพันธุ์แท้เ้าหญิงน้ำแข็งรับสารภาพแต่โดยดี
“เลยทิ้งเพื่อน” พงศกรยังบ่นไม่เลิก สีหน้าดูโกรธกว่าเดิม
“ขอโทษที่ปล่อยให้แกรอนาน แต่แกก็รู้นี่ฉันอยากเห็นหน้าเขาชัดๆสักครั้ง”โจ้ยอมรับผิด
“ฉันว่าไอ้พงศ์ไม่ได้โกรธที่แกเอากุญแจมาช้าหรอก แต่คงโกรธที่แกไม่พามันไปดูจันทร์เ้าด้วยมากกว่า” พูดจบแว่นก็ถูกพงศกรเขกหัวไปหนึ่งทีโทษฐานรู้ทัน
ตะวันรู้สึกประหลาดใจในความคลั่งไคล้ของโจ้ที่มีต่อเ้าหญิงน้ำแข็ง หญิงสาวที่เขาไม่เคยได้ยินแม้แต่ชื่อมาก่อน มาบัดนี้เขาได้ยินคนพูดถึงหญิงสาวไม่น้อยกว่ายี่สิบครั้งภายในหกชั่วโมง ขนาดยังเห็นหน้าไม่ชัด โจ้ยังเป็เอามากขนาดนี้ ถ้าได้เห็นหน้าชัดๆ โจ้คงอิ่มใจจนไม่ต้องกินอะไรไปอีกหลายวัน
“ถ้าพวกแกอยากเจอสาวๆสวยๆล่ะก็ คืนนี้พวกแกต้องไปกับฉัน รับรองว่าแกจะลืมจันทร์เ้าคนนั้นไปเลย” คิงพูดเปลี่ยนเื่เพื่อเข้าเื่ของตนเองที่ตั้งใจพาเพื่อนเที่ยว
“อย่างนายเนี่ยสนใจสาวๆด้วยหรือ ปกติเห็นอ่านแต่หนังสือ” ตะวันประหลาดใจกับคำพูดที่หลุดมาจากคนที่เรียนเก่งที่สุดของคณะ
“คนเรามันเปลี่ยนกันได้เว้ย” คิงยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย “เจอกันหลังงานปฐมนิเทศนะเพื่อนๆ”
ก่อนงานปฐมนิเทศจะเริ่มขึ้นในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า ตะวันกางหนังสือวิชาแพทย์อ่านอย่างใจจอจ่อได้เป็ครั้งแรก เพราะ่ห้าปีที่ผ่านมาเขาต้องช่วยงานบ้านตลอด เื่อ่านหนังสือไม่ต้องพูดถึง คนอื่นๆอาจได้ทบทวนตำราสามถึงสี่รอบก่อนเข้าสอบ แต่สำหรับเขาแค่อ่านทันจบรอบเดียวก็นับว่าบุญโข ชายหนุ่มอ่านยังไม่ทันไรก็คิดได้ว่าควรจะไปสำรวจสถานที่รอบๆ ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้เขาคงไปหอศัลยกรรมหญิงไม่ถูก เื่ศึกษาประวัติผู้ป่วยที่ต้องทำก่อนอาจารย์แพทย์จะมาสอนพรุ่งนี้เช้าเป็เื่ที่จัดการได้ไม่ยาก แค่ตื่นตีห้าแล้วไปตรวจคนไข้ก่อนใครๆแบบที่เคยทำมาตลอด ก็พอจะเอาตัวรอดได้แล้ว คู่มือปฏิบัติงานที่ถูกแจกเมื่อมาถึงหอพักยังวางอยู่บนโต๊ะ เพื่อนๆที่มาผลัดสองถูกจัดกระจายไปตามหอผู้ป่วยต่างๆทั่วโรงพยาบาล ชื่อของเขา ตะวัน วรรณโยธิน กับพงศกร เหรียญกล้า อยู่ประจำหอผู้ป่วยศัลยกรรมหญิงใน่สองสัปดาห์แรก ธีรยุทธ เหลืองวัฒนกิจการ กับโกสินทร์ วนานิรันดร อยู่สายศัลยกรรมชายกับนายปุณญาพร ภมรพรหม ซึ่งมาจากคณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลอนันธเวช โจ้ถูกจัดไปอยู่แผนกสูติกรรม สิ่งที่ทำให้โจ้อิจฉาเขากับพงศกรอย่างออกนอกหน้าเป็เพราะรายชื่อที่สามที่อยู่ในทีมศัลยกรรมหญิงร่วมกับเขาและพงศกร
จันทร์เ้า ไพลินพิสุทธิ์ นักศึกษาแพทย์ปีหก
คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลอนัญธเวช
เ้าหญิงน้ำแข็งที่โจ้ปรารถนาจะพบแบบตัวเป็ๆสักครั้งในชีวิต
ตะวันจินตนาการว่าหญิงสาวคงจะมีความสวยระดับเดียวกับน้องแต้ว ติชิลาน้องรหัสปีห้าของเขา เขาจำได้ว่าเพื่อนบางคนถึงกับตั้งกลุ่ม “ทวงคืนน้องแต้ว” จากสายรหัสของเขาใน่ที่น้องแต้วเพิ่งเข้ามาเป็น้องปีหนึ่ง แต่ต่อมาน้องแต้วก็รู้เื่ก่อนจะเข้าไปในไลน์กลุ่มแล้วประกาศกลางกลุ่มว่า “อย่าทวงคืนเลยค่ะ เสียเวลาเปล่า” ทำเอาสมาชิกในกลุ่มถึงกับแตกกระเจิงออกจากกลุ่มไลน์ทวงคืนแทบไม่ทัน เพราะไม่อยากให้น้องแต้วโกรธ การมีน้องรหัสที่เคยเป็ดาราเด็กมาก่อนทำให้เขารู้สึกว่า คงจะไม่มีเื่อะไรที่จะทำให้แปลกใจไปได้มากกว่านี้อีกแล้วในชีวิต ต่อให้เป็เ้าหญิงน้ำแข็งสิบก้อนมาหลอมรวมกันก็ตาม
ตะวันเดินทอดน่องไปตามระเบียงทางเดินที่ทอดยาวพลางมองหาป้ายบอกทางที่จะไปยังหอผู้ป่วยศัลยกรรมหญิง แต่เสียงดังโครมเหมือนกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ตกกระแทกพื้นทำให้ชายหนุ่มต้องเหลียวมอง ภาพที่เห็นคือชายสองคนกำลังยื้อแย่งของบางอย่างกับผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง
“เอาของฉันคืนมานะ” หญิงสาวตัวเล็กมัดผมยาวถึงกลางหลังขู่ฟ่อใส่ผู้ชายอีกสองคนที่กำลังถือกระเป๋าสะพายในมือ เห็นได้ชัดว่าชายคนดังกล่าวคงแย่งมาจากผู้หญิงตรงหน้า
“บอกกี่ทีแล้วว่าไอ้กระเป๋าน่ารักๆพวกนี้มันไม่เหมาะกับคนน่าเกลียดอย่างแก” ตะวันอดแปลกใจกับนิยามคำว่าน่าเกลียดของชายทั้งสองไม่ได้ เพราะเขาไม่เห็นว่าหญิงสาวจะน่าเกลียดตรงไหน ชายทั้งสองคนต่างหากที่น่าจะเหมาะกับคำนิยามนั้นมากกว่า
“ฉัน ต้อง การ กุญ แจ ห้อง คืน” หญิงสาวเน้นคำพูดทุกคำด้วยความโกรธ
“ขืนปล่อยให้แกมานอนด้วย พวกเราก็ต้องระวังหลังกันแย่สิวะ แต่ถ้าเป็อุ่นล่ะก็ รับรองไม่ปฏิเสธ” สองคนพูดพลางหัวเราะก่อนจะหยิบกุญแจออกจากกระเป๋าของหญิงสาวแล้วขว้างของที่เหลือลงบนพื้น ของบางชิ้นกระเด็นมาตกแทบเท้าของตะวัน
“นี่เมื่อไรพวกแกสองคนจะเลิกแกล้งฉันเสียที แกล้งมาตั้งแค่ปีหนึ่ง ฉันทนไม่ไหวแล้วนะ อุตส่าห์หนีมาเรียนคนละรอบกับพวกแก พวกแกดันสอบตกจนจะต้องมาเรียนซ้ำกับฉันอีก” หญิงสาวปาดน้ำตาก่อนจะก้มเก็บของเข้ากระเป๋าตามเดิมโดยไม่ทันสังเกตว่ามีใครบางคนกำลังกำลังช่วยเก็บของอยู่
“เฮ้ย แกมายุ่งอะไรด้วยวะ” เสียงของชายหนึ่งในนั้นแสดงความไม่พอใจเมื่อเห็นตะวันช่วยเก็บของ แต่ตะวันไม่ได้สนใจ ทำให้ชายอีกคนตรงเข้ามาคว้าคอเสื้อของตะวันด้วยความไม่พอใจ
“ไม่ได้ยินที่พูดหรือไงวะ หรืออยากมีเื่”ชายคนดังกล่าวปรี่เข้ามาคว้าคอเสื้อของชายหนุ่ม ตะวันตอบโต้โดยจับข้อมือของชายคนที่มาคว้าคอเสื้อ ถึงเขาจะเป็นักเรียนแพทย์แต่ด้วยความที่เขาต้องทำงานหนักมาั้แ่เด็ก เขาจึงมีแรงบีบข้อมือมากพอที่จะเปลี่ยนสีหน้าที่เกรี้ยวกราดของชายคนดังกล่าวให้กลายเป็สีหน้าที่เหยเกด้วยความเ็ปได้ ชายอีกคนที่เห็นเพื่อนถูกตะวันกุมคร่าข้อมือเอาไว้ พยายามเข้ามาช่วย แต่เมื่อเห็นสายตาของตะวัน มันจึงจำต้องล่าถอย
“ฝากไว้ก่อนเถอะ แก” คำอาฆาตถูกทิ้งไว้ในขณะที่เ้าของคำพูดล่าถอยไปแล้ว ส่วนอีกคนฉวยโอกาสสะบัดข้อมือหลุด จึงรีบฉากไปโดยเร็ว
“ขอบคุณมากนะคะที่มาช่วย” เสียงหญิงสาวยังสั่นเครือ
“พวกนั้นใครหรือครับ ทำไมเขามารังแกคุณได้” ตะวันมองหญิงสาวที่น่าสงสาร ั์ตาทั้งคู่ของหญิงสาวยังมีน้ำตาคลอเบ้า
“พวกเกเรค่ะ อย่าไปสนใจเลย” สายตาของคนที่กำลังเสียขวัญมองไปสะดุดเห็นสัญลักษณ์ของคณะแพทย์ที่แขนเสื้อของตะวัน
“คุณเป็นักเรียนแพทย์ที่มาจากกรุงเทพหรือคะ ผลัดแรกหรือผลัดสองคะ” ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจที่หญิงสาวรู้จักสัญลักษณ์นี้ เพราะคนทั่วไปคงไม่มีทางรู้จักเป็แน่ ต่อให้เขาใส่เสื้อตัวนี้ไปเที่ยวที่ไหน เขาเองก็มั่นใจว่าไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นักเรียนแพทย์อย่างแน่นอน ยกเว้นกรณีเดียว
คนที่ยืนตรงหน้าคงจะเป็นักเรียนแพทย์เหมือนเขา
“ผลัดสองครับ” ตะวันยิ้มให้หญิงสาว “คุณเองก็คงจะเป็นักเรียนแพทย์เหมือนกันใช่ไหม”
“ค่ะ ปุณญาพรค่ะ ปุณญาพร ภมรพรหม ยินดีที่ได้รู้จัก” หญิงสาวยิ้มกว้างพร้อมยื่นมือขวาขาวๆออกมาเพื่อทำความรู้จักตามแบบตะวันตก แต่รอยยิ้มนั้นต้องชะงักเพราะสีหน้าแปลกใจของชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้า คู่มือปฏิบัติงานที่เขาอ่านเมื่อสิบนาทีก่อนมีชื่อปุณญาพร ภมรพรหมอยู่ในกลุ่มเดียวกับแว่นและพงศ์ด้วย
แต่คำนำหน้าเขียนว่า “นาย” นายปุณญาพร ภมรพรหม
ชายหนุ่มสะบัดความคิดทิ้งทันทีเพราะภาพตรงหน้าของปุณญาพรเป็หญิงสาวร้อยเปอร์เซนต์ อาจเป็ไปได้ว่าเอกสารผิด แต่แค่คำนำหน้าสำหรับนักเรียนแพทย์ที่เรียนมาจนถึงปีสุดท้าย เ้าหน้าที่น่าจะมีความคุ้นเคยกับเ้าตัวมานานแล้วไม่น่าจะทำผิดพลาดได้อย่างนี้
“ผม ตะวันครับ ตะวัน วรรณโยธิน พอดี เอ่อ .....ผมเพิ่งอ่านเจอชื่อคุณในคู่มือปฏิบัติงานเมื่อกี้นี้เอง แต่คำนำหน้าชื่อคุณ เขียนว่า..................นาย” ชายหนุ่มถามแบบไม่เต็มคำนัก เขาสังเกตเห็นว่าดวงตาของหญิงสาวกลอกขึ้นเป็รูปครึ่งวงกลม
“ว้า ความแตกซะแล้ว ช่างเถอะ ยังไงทุกคนก็ต้องรู้อยู่ดี หญิงสาวที่มีคำนำหน้าว่า”นาย”ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา
“ค่ะ ฉันมีคำหน้าหน้าว่านายจริงๆ” สายตาคนพูดหยั่งเชิงว่าคนฟังจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
“สมัยมัธยมปลาย เพื่อนที่โรงเรียนของผม ก็เป็พวกข้ามเพศแบบคุณนี่แหละ ส่วนใหญ่ก็นิสัยดีๆทั้งนั้น” คำตอบทำเอาคนที่ส่งสายตาหยั่งเชิงยิ้มกว้าง ฉับพลันรอยยิ้มกว้างก็หายไปดื้อๆกลายเป็สีหน้าเบื่อหน่ายเข้ามาแทนที่
“ทำไงดี กุญแจห้องก็โดนยึดไปแล้ว เข้าห้องก็ไม่ได้ ป่านนี้แล้วด้วย สงสัยคืนนี้ต้องไปนอนตามโรงแรมก่อนแล้วมั๊ง” คนพูดทำท่าทางน่าสงสารก่อนค่อยๆลากกระเป๋าใบโตเดินจากไป ั้แ่เล็ก มารดาของเขาสอนเสมอว่า เกิดเป็คนควรมีน้ำใจ หากเห็นใครลำบาก ช่วยได้ควรช่วยและไม่มีสักครั้งที่เขาจะเพิกเฉยต่อคำสั่งสอนของมารดาอันเป็ที่รักยิ่ง อ้อ ถ้าจะมีสักครั้งก็ตอนที่ปฏิเสธเ้าแว่นที่มาขอนอนด้วยนั่นล่ะ
“มาอยู่ห้องผมชั่วคราวก่อนก็ได้นะ” นายปุณญาพรแทบไม่เชื่อหูตัวเองว่าคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกจะเอื้ออาทรเธอได้ขนาดนี้ หรือไม่เขาอาจคิดมิดีมิร้ายกับเธอโดยไม่รังเกียจแม้ว่าเธอจะมีสภาพเพศภายนอกที่ไม่ตรงกับความเป็จริง
“ใช่สิ เมื่อกี้นี้เขาเพิ่งบอกว่าไม่รังเกียจกะเทยนี่นา“ ใบหน้าของปุณญาพรเริ่มแดงขึ้นทีละน้อยๆจนชายหนุ่มสังเกตได้
“อย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมแค่อยากช่วยคุณ แต่แค่คืนนี้นะ พรุ่งนี้คุณค่อยหาห้องพักใหม่กับคุณแม่บ้าน ขืนปล่อยให้ผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างคุณไปนอนค้างอ้างแรมที่โรงแรมข้างนอก ถ้าทางบ้านรู้เข้า คงเป็ห่วงน่าดู ส่วนคืนนี้ผมจะไปขอนอนกับเพื่อนสักคืน คุณจะได้ไม่ลำบากใจ”
คำพูดของชายหนุ่มทำให้ปุณญาพรรู้สึกดีขึ้นมาก อย่างน้อยก็มีใครคนหนึ่งให้เกียรติเธอโดยเรียกเธอว่า “ผู้หญิง” แม้วันนี้จะเจอเื่ร้ายๆมา แต่อย่างน้อยเธอก็ได้เพื่อนใหม่ เพื่อนที่ช่วยเหลือกันในยามทุกข์ที่หาได้ยากยิ่งในสมัยนี้
งานปฐมนิเทศดำเนินมาใกล้จบแล้ว เพื่อนที่มาผลัดแรกพากันส่งหน้าที่ต่อให้เพื่อนที่เพิ่งมาใหม่พร้อมทั้งมอบของขวัญเล็กๆน้อยๆให้ นั่นคือการสรุปเอกสารของผู้ป่วยจำหน่ายกลับบ้านแล้วที่ยังเหลือค้างอยู่เป็จำนวนมาก ทำให้เพื่อนกลุ่มที่มาทีหลังอวยพรเพื่อนด้วยคำหยาบคายต่างๆนาๆถึงความไม่รับผิดชอบของเพื่อนผลัดแรก รุ่นพี่เองก็เข้ามาแนะนำการปฏิบัติตัวและกฎข้อบังคับในการทำงานให้รุ่นน้องฟัง ปิดท้ายด้วยประธานในพิธีให้โอวาทและขอบคุณนักศึกษาแพทย์ผลัดแรกที่เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระได้เป็อย่างดี ตะวันสอดส่ายสายตามองหาตรีวุธก่อนจะรู้สึกโล่งใจเพราะไม่เห็นตรีวุธในงาน แต่สายตากลับไปสะดุดที่หญิงสาวร่างเล็กผมยาวถึงกลางแผ่นหลังคนหนึ่งที่ยืนแยกกลุ่มออกไป นายปุณญาพรนั่นเอง เมื่อปุณญาพรเห็นชายหนุ่มที่เพิ่งเสียสละที่พักให้เธอ ก็ส่งยิ้มหวานให้
“นั่นแน่ มาไม่กี่ชั่วโมงแกก็รู้จักสาวน่ารักแล้ว ร้ายเหมือนกันนี่หว่า รู้จักเหรอ แนะนำบ้างสิ” พงศกรกระซิบข้างหูเพื่อน
“เอาจริงเหรอ ไม่เสียใจที่หลังนะ” ตะวันรู้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่เพื่อนเกลียดที่สุด แต่พงศกรกลับคิดว่าถูกเพื่อนปรามาสว่าหญิงสาวคงไม่สนใจเขา เขาจึงหันไปคุยกับโจ้แทน
“ใช่จันทร์เ้าไหม ไอ้โจ้” พงศกรยังคงกระซิบถามเพราะกลัวว่าเสียงจะดังไปถึงหูของหญิงสาว
“ไม่ใช่ คนนั้นคือปุณญาพร เพื่อนสนิทของจันทร์เ้า เขาเป็……..”
“น่ารักดีนะ ต้องทำความรู้จักเสียหน่อย” พงศกรเดินเข้าไปหาทันทีโดยที่โจ้พูดยังไม่จบ
“สวัสดีครับ ผม พงศกร เหรียญกล้า ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ เอ่อคุณ ........ “
“ปุณญาพรค่ะ “หญิงสาวตอบด้วยเสียงใสๆ ดวงตาเรียวยาวแทบจะเป็เส้นตรงเวลาที่เธอยิ้ม เธอมองสำรวจชายหนุ่มด้วยความใคร่รู้ จนพงศ์ไม่แน่ใจว่าเขากำลังถูกแทะโลมด้วยสายตาหรือเปล่า
“เรียกผมสั้นๆว่าพงศ์ก็ได้ครับ”
“เรียกโอมก็ได้ค่ะ”
พงศกรอดแปลกใจไม่ได้ที่สาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มคนนี้ทำไมถึงชื่อเล่นเหมือนผู้ชายนัก หรือว่าตอนเด็กๆจะไม่ค่อยแข็งแรง คนเป็พ่อเป็แม่เลยตั้งชื่อให้เหมือนผู้ชายเพื่อแก้เคล็ด แต่ความแปลกใจที่มีก็หมดไปทันที เมื่อโจ้ที่เดินมาจากด้านหลังเข้ามากระซิบที่ข้างหูของเขา
“นี่แกดูไม่ออกเลยเหรอวะ” โจ้พยายามกระซิบเบาที่สุดเท่าที่ทำได้
“ดูอะไรไม่ออกวะ”
“ก็ยัยนี่เป็กะเทยที่แกเกลียดนักเกลียดหนาไง” เมื่อเพื่อนพูดจบพงศกรหันขวับไปพิจารณาหญิงสาวอีกครั้ง ดูยังไงก็ผู้หญิง ทั้งผิวพรรณ โครงหน้า และบางสิ่งอย่างที่ผู้หญิงมีเธอมีครบ ออกจะมีเกินหน้าเกินตาผู้หญิงทั่วไปเสียด้วยซ้ำ
“ดูไม่ออกจริงๆเหรอ แหม ดีใจจัง แบบนี้โอมคงหลอกกินผู้ชายได้แบบเนียนๆแล้วสินะ” สาวสองยอมรับแบบตรงไปตรงมา
พงศกรหน้าแดงจัดจนถึงติ่งหู ชั่วชีวิตนี้เขาเกลียดกะเทยเป็ที่สุดเพราะพ่อของเขาเองก็เป็หนึ่งในนั้น เขาต้องถูกเพื่อนล้อมาั้แ่เด็กจนจำฝังใจ ที่ผ่านมาเขาแยกสาวสองออกจากสาวจริงได้มาตลอดด้วยความช่ำชอง แต่ไม่ใช่กับปุณญาพร หากเ้าตัวเปลี่ยนชื่อเล่นให้กิ๊บเก๋กว่านี้ เขาคงแยกปุณญาพรออกจากสาวจริงไม่ได้เลยหากไม่เห็นบัตรประชาชน
“โลกนี้อยู่ยากจริงโว้ย” พงศกรสบถก่อนจะเดินจากไปด้วยความเสียหน้าปล่อยให้ปุณญาพรยืนหน้าตึงอยู่คนเดียว
“นี่ถ้าส่งประกวดมืสทิฟฟานี่ คงเข้ารอบลึกๆได้เลยนะเนี่ย” โกสินทร์ว่า
“แต่ฉันว่าถึงขั้นมงลงเอาได้ดื้อๆเลยล่ะ นี่ถ้าไม่ดูบัตรประชาชนมีหวัง รู้ตัวอีกทีในคืนส่งตัว” นายแว่นพูดพลางเอามือคลำก้นตัวเองด้วยสีหน้าที่หวาดหวั่น
แสงไฟในเมืองโคราชยามวิกาลแม้จะไม่สว่างไสวเท่าเมืองหลวง แต่ก็พอทำให้ชีวิตผู้คนทำกิจกรรมเพื่อเลี้ยงชีวิตได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง กลิ่นเส้นหมี่โคราชจากกระทะลอยคละคลุ้ง เสียงพ่อค้าแม่ค้าส้มตำไก่ย่างเรียกลูกค้าเข้าร้านดังระงม ในขณะที่ชีวิตอีกมุมหนึ่งของเมือง สาวบริการพากันเรียกแขกเข้าร้าน บางรายดูแล้วไม่แน่ใจว่าอายุจะถึงกำหนดตามกฎหมายหรือไม่ รถออฟโรดคันหนึ่งค่อยๆจอดอย่างช้าๆ หน้าผับแห่งหนึ่งที่มีผู้คนผ่านไปมาคึกคัก ชายหนุ่มในรถค่อยๆพากันทยอยลงมา
“เอ้า ถึงแล้ว เตรียมหาความสุขให้เต็มที่ วันนี้ฉันเลี้ยงเอง” คนที่อยู่หลังพวงมาลัยเชื้อเชิญกลุ่มเพื่อนอย่างอารมณ์ดี
“คิง นี่แกเลิกเสพติดหนังสือจริงๆแล้วเหรอเนี่ย ไม่น่าเชื่อจริงๆ” นายแว่นพูดพลางขยับแว่นของตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง
“งั้น วันนี้ฉันเลี้ยงทุกคน ยกเว้นแก ไอ้แว่น”คิงสะบัดหางเสียง
“ขอโทษคร้าบ อภัยให้ลูกช้างด้วย” แว่นยกมือขอโทษปลกๆ
“เสียดายนะ ที่ไอ้โกมาไม่ได้ โรคกระเพาะดันกำเริบเสียได้”พงศกรรู้สึกเสียดายแทนเพื่อน อย่างไรเสียโรคกระเพาะก็เป็ของคู่กับนักเรียนแพทย์ทุกคนอยู่แล้ว
“ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ ตะวัน” คิงโอบไหล่เพื่อนเมื่อเห็นตะวันทำหน้านิ่ว คิงรู้ดีว่าตะวันไม่เคยใช้บริการสถานที่แบบนี้มาก่อน
“แล้วแกจะชอบ เชื่อฉัน ไอ้เพื่อนยาก”
ชายหนุ่มทั้งสี่คนเดินเข้าไปในร้านที่บรรยากาศค่อนข้างสลัว การตกแต่งภายในสไตล์คันทรีที่ดูลงตัว กลิ่นอาหารของชาติตะวันตกลอยมาเตะจมูกจนทำให้คนที่กินอาหารเย็นมาแล้วจากงานปฐมนิเทศอยากจะลองลิ้มชิมรส เสียงเพลงที่เปิดในร้านเป็เพลงสากลยุค 90 ที่คุ้นหู หากใครที่ชื่นชอบผับที่ไม่อึกทึกครึกโครม คงจะถูกใจร้านนี้อย่างมาก ตะวันรู้สึกว่าร้านนี้ต่างจากผับในจินตนาการของเขามาก หญิงสาวในชุดกี่เพ้ากระโปรงสั้นหลายคนส่งยิ้มหวานให้ ซึ่งชายหนุ่มเข้าใจได้ทันที่ว่าหญิงสาวเหล่านี้ทำหน้าที่อะไรในร้าน จู่ๆเสียงทักทายของใครบางคนก็ดังขึ้นมา
“อ้าว หมออรรถพล วันนี้มาเร็วนะครับ แล้วนั่นพาใครมาด้วย”ผู้จัดการร้านถามอย่างเป็กันเอง แสดงว่าว่าที่หมอหนุ่มคงมาใช้บริการแล้วหลายครั้ง
“เพื่อนกลุ่มใหม่ครับ พอดีผมจะกลับกรุงเทพพรุ่งนี้แล้วเลยพาเพื่อนใหม่มาขึ้นครูเสียหน่อย” คำตอบทำเอาเพื่อนๆถึงกับตาโตกับบุคลิกของคิงที่เปลี่ยนไปเป็ลูกผู้ชายเต็มตัว
“อ้าวจะกลับแล้วเหรอ หกเดือนนี่เร็วจริงๆ วันนี้ดอลลี่ไม่อยู่นะครับหมอ แต่แซลมอนกับหางนกยูงอยู่ อยากให้ใครมาบริการดีครับ” คำพูดของผู้จัดการร้านทำเอาเพื่อนผลัดสองถึงกับงง
“สาวๆร้านนี้แทนตัวเองด้วยชื่อปลาน่ะ” คิงอธิบาย “ไม่เป็ไรครับเฮีย รอเพื่อนผมเลือกก่อน” คิงแอบยิ้มเพราะเพื่อนของเขาแต่ละคนยังไม่ประสีประสาเื่แบบนี้
“ขอเมนูอาหารหน่อยนะครับ” ระหว่างที่รออาหาร คิงก็เล่าประสบการณ์ตลอดหกเดือนที่ผ่านมาอย่างออกรส ไม่ว่าจะเป็เื่ที่จักรราชได้รับสมญานามว่า หมอร้อยศพ เพราะมีคนไข้ตายทุกเวรรวมๆแล้วน่าจะเกินร้อยคน จนพยาบาลเปลี่ยนชื่อใหม่ให้เป็หมอจักรเละ อีกสองคนที่ถูกเปลี่ยนชื่อคือสรยุทธกับอารยา ทั้งคู่ถูกเปลี่ยนชื่อเป็ สรยับ กับ อารเยิน เพราะยับเยินเละเทะทุกครั้งที่เท้าของทั้งคู่เหยียบห้องฉุกเฉิน คุยสักพักแว่นก็เริ่มเสียงยานคาง
“แล้วเยอนนน ที่ว่า .... ยังไงวะ อธิบาย...... มาเด๊ะ” แว่นทำตาปรือน้ำตาไหลพราก
“อารายของแกว้าาาา อ้ายแว่น พูดดดดเสียงยานนนนเชียวนะมรึงงงงงง” พงศกรพูด สองแก้มแดงจัด ก่อนจะขอตัวไปอาเจียนในห้องน้ำ
อาการของเพื่อนทั้งสองทำให้ตะวันหันมามองเครื่องดื่มของตนเองที่คิงเป็คนสั่งให้ ซึ่งเหมือนกับเพื่อนที่แสดงอาการเมาทั้งสองคน ก่อนจะหันไปมองคิงอย่างตำหนิ
“เฮ้ย จะเครียดอะไรวะ ฉันก็กินเหมือนพวกแกนั่นแหละ” คิงพูดก่อนกระดกเครื่องดื่มลงคอหมดแก้ว “ว่าแต่แกนี่คอแข็งดีนะ ไม่น่าเชื่อว่าไม่เคยกินเหล้า”
“เหล้า? แต่ทำไมรสชาติมัน............”
“ใช่ รสชาติมันไม่เหมือนเหล้าเลยใช่ไหมล่ะ อร่อยกว่าเหล้าตั้งเยอะ คือมันเป็เครื่องดื่มพิเศษของร้านนี้ มันทำมาจากผลไม้ท้องถิ่นหลายชนิดมาหมักรวมกัน เ้าของร้านนี้เขาเป็น้องชายของผู้ใหญ่บ้านที่พิมายโน่น ตอนที่ฉันมาตอนแรกๆก็มีคนสั่งให้ฉัน กินไปแค่ครึ่งแก้ว เมาปลิ้นเลยว่ะ เหมือนไอ้สองคนเนี่ย แต่ไม่ต้องกลัวนะ เห็นเมาหนักแบบนี้ พรุ่งนี้ทำงานไหวแน่นอน เมาเร็ว หายเร็ว” คิงหยิบปากกาจดลงในสมุดโน้ตเล็กๆพอที่ตะวันจะเหลือบมองเห็น ในนั้นมีชื่อเพื่อนชายหลายคน ประโยคล่าสุดที่เพิ่งถูกบันทึกลงไปคือ แว่นเมาแล้วร้องไห้ พงศ์เมาแล้วอาเจียน
คงจะเป็เพราะฤทธิ์เหล้านี่เองที่ทำให้เขาได้แต่เฝ้าได้มองหญิงสาวในชุดกี่เพ้าสีดำขลับราวเส้นผมคนหนึ่งที่นั่งอยู่หลังประตูกระจกอย่างพิสมัยเป็พิเศษ ประตูกระจกบานนั้นมีป้ายแขวนข้อความว่าบุคคลภายนอกห้ามเข้า ตะวันสังเกตว่าหญิงสาวนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นั้แ่เขาเข้าร้านมาแล้ว ราวกับเฝ้ารออะไรบางอย่าง ใบหน้าที่ต้องแสงไฟสลัวเผยให้เห็นริมฝีปากบางสีชมพูรับกับจมูกสวย คิ้วงามได้รูปวางอยู่อย่างเหมาะเจาะ แม้หญิงสาวจะนั่งห่างออกไปไกลเกินกว่าสิบเมตร แต่ดวงตาที่สวยดังมนต์สะกดคู่นั้นไม่อาจทำให้ชายหนุ่มละสายตาไปทางอื่นได้เลย
ตะวันยังคงเฝ้ามองบริกรสาวสวยอย่างไม่วางตาอยู่นานสองนาน ชายทุกคนล้วนแต่มีหญิงในฝันของตนเอง สำหรับเขาแล้วหากเป็ผู้หญิงคนที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าในยามนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาไม่เหลือสายตาไว้มองใครได้อีก ต่อให้เป็เ้าหญิงูเาน้ำแข็งลูกมหึมามากองตรงหน้าก็ไม่อาจทำให้เขาเลื่อนสายตาไปจากเธอได้ แต่ห้วงคำนึงของตะวันก็ต้องพังครืน เพราะจู่ๆก็มีชายวัยกลางคนเดินเข้ามาหาหญิงสาวก่อนที่จะส่งเงินให้จำนวนหนึ่ง ในคราแรกเหมือนหญิงสาวจะปฏิเสธแต่สุดท้ายชายวัยกลางคนก็ยัดเงินจำนวนดังกล่าวไว้ในมือหญิงสาวจนได้
“หน้าตาก็สวยดี ไม่น่ามาขายบริการเลย อายุก็น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับเราแท้ๆ” ตะวันจ้องตาไม่กระพริบจนทำให้คิงที่นั่งอยู่ข้างๆต้องมองตาม
“โห เด็กใหม่นี่หว่า ไม่เคยเห็นหน้า” คิงมองตามเพื่อนก่อนที่จะอุทานออกมา “แกนี่ตาถึงนะเนี่ย ถ้าแกเลือกน้องคนนี้ ก็เข้าไปลุยเลยสิวะ รออะไรอยู่”
ตะวันส่ายหน้าแทนคำตอบ เพราะเขายังจำเื่ที่มารดาเตือนเขาเกี่ยวกับผู้หญิงไว้ได้อย่างขึ้นใจ
“ถ้าแกไม่สน ฉันลุยล่ะนะ” คิงทำท่าลุกขึ้นแต่มือใหญ่ของคนที่นั่งข้างๆฉุดไว้ให้คิงทรุดตัวลงนั่งที่เดิม พร้อมๆกับที่เ้าของมือนั้นเดินตรงไปหาหญิงสาว
“โอ้โห พอกินเหล้าแล้วกล้าขึ้นแยะแฮะ เพื่อนเรา” คิงหยิบปากกาเขียนในสมุดโน้ตอย่างอารมณ์ดี
ตอนนี้ตะวันรู้สึกกระวนกระวายจนต้องถอนหายใจเพื่อลดอาการใจเต้นตูมตามนั่น หญิงสาวยังคงไม่รู้ถึงการมาของเขา ที่ผ่านมาเขาไม่เคยได้เป็ฝ่ายเริ่มบทสนทนากับหญิงแปลกหน้ามาก่อนเลยสักครั้ง หากว่าไม่ได้ดื่มเหล้ามีหรือที่เขาจะกล้าเริ่มบทสนทนากับหญิงสาวตรงหน้า เพียงมองเห็นดวงตาที่สวยดังต้องมนตราคู่นั้นในระยะใกล้ คำพูดที่มารดาเคยเตือนสติเขาเื่ผู้หญิง มาบัดนี้เขาลืมไปหมดสิ้น
“สวัสดีครับ ผมคุ้นหน้าคุณจัง เราเคยเจอกันมาก่อนไหม” หญิงสาวไม่ตอบเพียงแต่ปรายตามามองเล็กน้อยก่อนที่จะจงใจเบนสายตาไปทางอื่น ทำเอาตะวันหมดความมั่นใจไปกว่าครึ่ง มุกจีบสาวที่เขาใช้มันไม่ได้ผล
“ไม่ทราบว่าคุณคนสวยจะให้เกียรติไปนั่งที่โต๊ะของพวกผมได้ไหมครับ” ตะวันพูดอย่างสุภาพ บางทีเธออาจจะชอบคำพูดหวานๆ “พอดี เอ่อ เพื่อนผมเขาสนใจคุณ” ตะวันเอาเพื่อนมาอ้างดื้อๆ
หญิงสาวตวัดสายตามามอง มือขวายกขึ้นชี้ที่ป้ายที่แขวนบนประตูที่เขียนว่า”บุคคลภายนอก”ห้ามเข้า ก่อนที่จะเบือนหน้าหนีอีกครั้งเพราะกลิ่นเหล้าของคนที่พยายามเข้ามาผูกสัมพันธ์
“จะดีเหรอครับ ต้อนรับลูกค้าแบบนี้” คำพูดของชายหนุ่มทำเอาหญิงสาวหันขวับมามองคนพูดทันทีก่อนจะก้มมองที่เสื้อผ้าของตัวเอง ตอนนี้หญิงสาวเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมผู้ชายที่มีกลิ่นเหล้าโชยมาคนนี้จึงพยายามเชื้อชวนเธอเพราะเขาเข้าใจว่าเธอมีหน้าที่ต้องต้อนรับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการที่นี่
เพราะชุดกี่เพ้าที่เธอสวมใส่อยู่นั่นเอง
แต่จริงๆแล้ว มันไม่ใช่ชุดของเธอ
มีเหตุผลบางประการที่ทำให้เธอต้องสวมใส่ชุดนี้ด้วยความจำเป็ ในขณะที่ชุดจริงของเธอที่เธอสวมใส่ ป่านนี้คงจะกำลังถูกซักอยู่ที่ไหนสักแห่งในร้านแห่งนี้
หญิงสาวเริ่มทำหน้าบอกบุญไม่รับ ก่อนจะลุกจากเก้าอี้
“ไม่เอาน่าคุณ ให้เกียรติเพื่อนผมหน่อย หรือว่าคุณชอบแบบเสี่ยใหญ่วัยกลางคนเหมือนกับคนที่เขาเพิ่งเปย์ให้คุณเมื่อกี้” ชายหนุ่มพยายามรั้งแขนหญิงสาวไว้
“เื่เงินไม่ต้องห่วง คุณจะคิดชั่วโมงละเท่าไร ว่ามาเลย สวยๆแบบคุณ เพื่อนผมรวย เขาคงสู้ไม่อั้น" คำพูดที่ออกมาจากปากเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำเอาหญิงสาวรู้สึกโกรธจัด เธอจึงสะบัดแขนออกจากมือของชายหนุ่มอย่างแรง พลันสายตาเหลือบไปเห็นสัญลักษณ์ของคณะแพทย์ที่ติดที่แขนเสื้อ สัญลักษณ์ที่ชายหนุ่มมั่นใจว่าคนธรรมดาไม่มีวันดูออกถึงความหมายของมัน
“ดูๆไปแล้วนายน่าจะมีการศึกษาสูงนะ แต่น่าเสียดายที่การศึกษาของนายไม่ได้ช่วยทำให้จิตใจของพวกนายสูงขึ้นเลยสักนิด นายถึงได้เที่ยวตีค่าผู้หญิงเป็เงินแบบนี้" เพียงประโยคแรกประโยคเดียวที่หลุดออกมาจากริมฝีปากสวยๆของหญิงสาวทำเอาคนฟังแทบสร่างเมา ตะวันแทบไม่อยากเชื่อว่าหญิงสาวที่มีใบหน้าเชิญชวนให้ใครต่อใครอยากเข้าใกล้กลับมีวาจาที่ผลักไสไล่ส่งได้ถึงขนาดนี้
“แล้วมันแปลกตรงไหนที่ผมจะตีราคาคุณเป็เงิน ก็นี่มันอาชีพคุณไม่ใช่เหรอ” ชายหนุ่มแปลกใจกับอาการโกรธของหญิงสาว
“นี่นายกำลังดูถูกฉันอยู่นะ ไม่มีใครสั่งเคยสอนเลยหรือไงว่าผู้หญิงเขาเรียกว่าเพศแม่ที่ควรให้เกียรติ ” หญิงสาวเน้นคำว่าแม่อย่างชัดถ้อยชัดคำ
ประโยคแรกว่าร้ายแล้ว ประโยคที่สองกลับร้ายกว่า ชายหนุ่มเริ่มโกรธเมื่อได้ยินคำที่เธอเน้น
“มันจะมากไปหน่อยไหมคุณ แม่ผมไปเกี่ยวอะไรด้วย หา” หญิงสาวถึงกับถอยกรูดเมื่อเห็นอาการโกรธเกรี้ยวของคนตรงหน้า อันที่จริงเธอไม่ได้ตั้งใจหมายถึงแม่ของชายหนุ่มแต่หมายถึงเพศหญิงที่ผู้ชายควรให้เกียรติ แต่ยามนี้จะอธิบายอย่างไร คนตรงหน้าคงโกรธจนหูดับและไม่ยอมฟังคำอธิบายใดๆของเธอแล้ว
“เพราะปากแบบนี้สินะ ถึงไม่มีใครเอา หน้าก็สวยดี เสียดายปากเสีย” พูดจบชายหนุ่มก็เดินจากไปปล่อยให้หญิงสาวยืนกัดริมฝีปากจนเป็เส้นตรงอยู่ตรงนั้น