ทีมงานท้องฟ้าจำลองในวันนี้มีทั้งหมด 8 ชีวิต เป็นักเรียนชาย 3 นักเรียนหญิง 4 (รวมน้องมิ้น) และครูอีก 1 คน ทั้งหมดต่างช่วยกันอย่างขะมักเขม้น พวกเราเริ่มติดดาวต่างๆ ไปพอสมควรแล้ว พอฟ้าเริ่มมืด ครูผู้ดูแลก็ให้ทุกคนไปอาบน้ำที่ห้องน้ำของโรงเรียน (เพราะยิ่งดึกอากาศจะยิ่งหนาวมาก เกรงจะอาบน้ำกันไม่ไหว) ซึ่งวันนี้ที่โรงเรียนของเราไม่เงียบเลย เพราะมีหลายชมรมต้องมาค้างเหมือนกัน
จากนั้นครูก็ได้สั่งข้าวมาเลี้ยงพวกเราคนละกล่อง มีข้าวผัดหมู และข้าวผัดกระเพรา ผมก็ไปถือมาทั้ง 2 อย่าง จากนั้นเดินไปนั่งข้างๆ น้องมิ้น แล้วให้เธอเลือก พวกเราทีมงานทั้งหมดก็นั่งล้อมวงกินข้าว ระหว่างกินข้าวพวกเราก็พูดคุยเื่ต่างๆ กันไป ระหว่างนั้นผมก็ถามน้องไปว่า
“มิ้น เป็ไงบ้าง เหนื่อยไหม...”
น้องก็ส่ายหัวแล้วพูดว่า “ไม่เลยค่ะ สนุกดี…” แล้วก็ยิ้มแป้นให้ผม
หลังกินข้าวเสร็จ ก็นั่งพักกันซักหน่อย ก่อนครูผู้ดูแลจะมาบรีฟสิ่งที่จะต้องทำต่อไป ระหว่างนั้นผมกับน้องมิ้นก็กำลังคุยกันในสิ่งที่ต้องทำกันต่อจากนี้ ดันมีทีมงานบางคนเริ่มแซวพวกเราว่า
“อิจฉาคนมาเป็คู่จัง…”
พอได้ยินกันดังนั้น เหมือนน้องจะมีอาการเขินอายด้วย ดูท่าไม่ดีแล้ว ผมเลยรีบบอกปัดไปอีกรอบว่า
“ไม่ใช่นะ อย่าเข้าใจผิดสิ เดี๋ยวน้องเขาเสียหาย…”
เพื่อนๆ กลับยิ่งแซวผมหนักกว่าเดิม จนน้องเขินม้วนตัวแทบจะสิงผมแล้ว ก่อนที่สถานการณ์จะไปกันใหญ่ โชคดีที่ครูมาเริ่มบรีฟงานพอดี (เลยรอดตัวไป)
งานของพวกเราหลังจากนี้คือคอยมองดูดาวดวงสำคัญๆ ที่ขึ้นมา แล้วจดจำตำแหน่งองศาคร่าวๆ ไปแปะในท้องฟ้าจำลอง เริ่มจากดาวซิริอุส (ดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุด) ต่อด้วยดาวบีเทลจูส และดาวโปรซิออน ซึ่งจะรวมกันเป็สามเหลี่ยมฤดูหนาว และต่อด้วยดาวดวงอื่นๆ รวมถึงค่อยๆ ปรับแก้กลุ่มดาวต่างๆ ที่เราได้แปะไปแล้วในตอนกลางวัน
แผ่นดาวต่างๆ จะทำจากกระดาษสะท้อนแสงสีเขียวติดแม่เหล็ก ตัวโครงท้องฟ้าจำลองทำจากเหล็กแล้วพ้นสีดำ เลยดึงออก ขยับหรือย้ายตำแหน่งได้ง่าย
เวลาล่วงไปประมาณ 4 ทุ่มกว่า พวกเราก็แปะดาวเกือบจะครบแล้ว และตอนนี้ดาวก็เริ่มขยับเปลี่ยนตำแหน่งไปเยอะแล้ว ครูผู้ดูแลก็เลยแจ้งให้ทุกคนเตรียมตัวพักผ่อนได้ โดยพวกเราจะแบ่งโซนนอนหญิงชายออกจากกันคนละฝั่ง ซึ่งจะนอนกันภายในท้องฟ้าจำลอง (ภายในจะอุ่นมาก)
ระหว่างรอทุกคนจัดแจงที่นอนอยู่ ผมก็เอาแผนที่ดาวออกไปนอนกางเปรียบเทียบดูกับท้องฟ้าจริงข้างนอก ท้องฟ้ายามนี้สวยมากๆ ไม่มีเมฆมาบดบังแสงจากดาวดาวเลย ผมมองดูไปก็เพลินดี ซักพักก็รู้สึกได้ว่ามีคนมานั่งข้างๆ พอมองดู ก็เลยรู้ว่าเป็น้องมิ้น (ผมแอบใ งงว่าน้องออกมาทำไม) ผมรีบลุกขึ้นนั่งแล้วถามน้องไปว่า
“มิ้นมีอะไรกับพี่เหรอ ออกมาทำไม ดึกแล้วนะ ข้างนอกมันหนาวจะตาย…”
น้องก็ตอบว่า “ยังไม่ง่วง ละเห็นพี่นอนดูดาวอยู่คนเดียว เลยออกมานั่งดูด้วย…”
ตอนแรกผมว่าจะไม่คิดอะไรแล้วนะ แต่พอเห็นน้องมิ้นมาชวนคุยแบบนี้ ความคิดผมเลยเตลิดมาก… ‘หรือน้องจะมีใจให้เราเหมือนกันนะ…’
ผมได้แต่ข่มใจไว้ แล้วก็หาเื่คุยเพื่อเปลี่ยนความคิดในหัวตัวเองออกไป โดยเริ่มชวนน้องดูดาวดวงนั้นบ้าง ดวงนี้บ้าง เล่าตำนานกรีกโบราณตามกลุ่มดาวต่างๆ ให้ฟังบ้าง น้องก็ตั้งใจดู ตั้งใจฟังดีมาก เมื่อผมชี้กลุ่มดาวต่างๆ ให้น้องดู น้องก็จะมองตาม แต่เหมือนน้องจะมองวิถีมือผมไม่ออก น้องเลยต้องโน้มตัวเข้ามาใกล้ๆ ผม เพื่อให้เห็นวิถีมือในมุมเดียวกันกับผม และเมื่อตัวเราเข้าใกล้จนตัวแนบชิดกัน ไออุ่นจากตัวน้องมาแทนที่ความหนาวเย็นที่ผมได้เคยััไปก่อนหน้า (มันช่างรู้สึกดีมากๆ)
แทนที่ผมจะสงบจิตใจได้ สรุป… ฟุ้งซ่าน กระเจิงหนักกว่าเดิมอีก ‘ทำไง ทำไงดี คิดๆ…’ ตอนนั้นผมคิดว่า ที่ผ่านมาน้องเป็คนใสซื่อบริสุทธิ์และไร้เดีย'สา ไม่น่าจะคิดถึงความรู้สึกชายหญิงแบบผมแน่ๆ เกิดผมทำอะไรรุ่มร่ามหรือแสดงกิริยาที่ไม่สมควร แล้วเผลอบอกความในใจไป เกิดน้องใและไม่ได้คิดเหมือนกันกับผม แล้วพยายามหนีห่างจากผม (เหมือนกรณีเปิ้ล) จะทำยังไง ผมยังไม่อยากเสียน้องไปตอนนี้...
ผมพยายามตั้งสติ และพยายามเปลี่ยนเื่พูดอีกครั้ง พูดถึงสิ่งที่ไม่ต้องชี้อะไรให้ดูตอนนี้แล้ว เลยไปพูดถึงเื่กาแล็กซี่ทางช้างเผือก และพูดถึงการมองเห็นทางช้างเผือกที่สวยงามบนท้องฟ้า ซึ่งจะไม่พบใน่นี้ (จะพบใน่เดือนกุมภา-พฤศจิกา) แล้วก็ไปพูดถึงเื่ดาวตกที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ น้องก็ตั้งใจฟังเหมือนเช่นเคย มีถามนั่นนี่บ้างเล็กน้อย ผมเริ่มสงบใจที่ฟุ้งซ่านไปได้บ้างแล้ว เริ่มทำตัวได้ปกติขึ้น (จากตอนแรกที่ตื่นเต้นไปหน่อย) ยิ่งดึก อากาศยิ่งเย็น และน้ำค้างเริ่มลงหนัก ผมจึงชวนน้องกลับเข้าท้องฟ้าจำลอง เพื่อแยกย้ายไปนอนกัน…
หลังจากกลับเข้ามาในท้องฟ้าจำลอง ผมก็จัดแจงที่นอนตัวเอง ที่นอนผมอยู่คนละมุมกับน้องมิ้น หลังจัดที่นอนเสร็จผมก็ล้มตัวลงนอน และก็มองไปตรงที่น้องมิ้นนอน เห็นน้องห่มผ้าเตรียมตัวนอนแล้ว ผมก็ได้แต่คิดถึงเื่ที่เกิดขึ้น สับสนอยู่ในหัว ‘มันจะใช่ไหมนะ น้องจะคิดเหมือนเราไหมนะ หรือจะไม่ใช่ แล้วถ้าไม่ใช่ถ้าบอกไปนี่จบเลยนะ…’ วนซ้ำๆ อยู่ในหัวไม่ยอมหยุด
จนดึกก็หลับไม่ลง จึงต้องพยายามหาเื่อื่นมาคิดในหัวแทน แล้วพลันคิดได้ว่า ‘ใช่..เรายังมีฟางอยู่ไง เราก็รู้สึกดีๆ กับเธออยู่ไม่ใช่เหรอ แล้วปลายเดือนนี้เราก็ต้องไปเจอกันแล้ว…’ (สัมภาษณ์ที่โคราช) ผมจึงค่อยๆ เอาเื่มิ้นออกจากหัวได้ โดยพยายามคิดว่า น้องคงไม่ได้คิดอะไรกับเราหรอก จนสุดท้ายก็เผลอหลับไปจนได้…
ตื่นเช้ามาพวกเราก็ต้องแยกย้ายกันกลับบ้าน ผมก็ขอบคุณน้องที่มาช่วย น้องก็ทำตัวปกติเหมือนเช่นทุกที แล้วน้องก็ขอตัวขี่มอเตอร์ไซต์กลับบ้านไป…
ผมแอบคิดเสียใจหน่อยๆ ‘จริงๆ ด้วยสินะ น้องคงไม่ได้คิดอะไรกับเราจริงๆ’
วันจันทร์ งานมหกรรมฯ และกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียนได้เริ่มขึ้น… ผู้คนเข้ามาชมงานมากมาย ล้นหลามในทุกกิจกรรม ผมวิ่งไปมาระหว่างห้องคอมกับท้องฟ้าจำลองจนขาแทบขวิดตลอด 3 วัน ผมดีใจที่ผู้คนให้ความสนใจในสิ่งที่พวกเรานำเสนอ ทั้งเกมคอมพิวเตอร์ต่างๆ ในห้องคอม (น้องมิ้นวุ่นวายอยู่กับการจัดคิวคนเข้าออกทุกวัน) หรือความตื่นตาตื่นใจที่ผู้ชมได้พบเห็นในท้องฟ้าจำลองของพวกเรา
จนการดำเนินงานในกิจกรรมต่างๆ ก็ได้ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย ถึงพวกเราจะเหนื่อยแต่ทุกคนก็มีความสุขมาก พวกเราได้รับคำชมเชยจากคณะครูในโรงเรียนและผู้ที่มาเยี่ยมชมเป็อย่างมาก รู้สึกภูมิใจกับการจัดกิจกรรมครั้งนี้มากๆ
หลังจากจบงานมหกรรมฯ ผมมีเวลาเตรียมตัว 1 สัปดาห์ ก่อนออกเดินทางไปสัมภาษณ์เข้าเรียนต่อที่โคราช ใน่ปลายเดือนมกราคมนี้ (่นี้ คนอื่นอาจจะเครียด แต่ผมชิลล์มาก เพราะไม่คาดหวังเลยไม่ต้องกังวลอะไรอยู่แล้ว) ก่อนถึงวันสัมภาษณ์ 1 วัน ผมและเพื่อนในโรงเรียนที่มีชื่อติดโควต้าที่นั้น ก็นัดกันเดินทางจากบ้านเข้าตัวเมืองโคราช แล้วหาที่พักใกล้ๆ แถวที่จะต้องไปสัมภาษณ์กัน ได้เป็ห้องพักราคาไม่แพงคืนละ 300 บาท
พอไปถึงที่พัก หลังจากเก็บของเสร็จ ผมก็โทรนัดฟางออกมาเพื่อไปหาอะไรกินกัน ผมกับฟางเรานัดกันไว้ั้แ่ก่อนเดินทางมาแล้วว่าจะมาเจอกัน และที่พักของเราก็อยู่ไม่ไกลกันมากนัก ซึ่งฟางพักอยู่กับเพื่อนโรงเรียนเดียวกัน 3 คน
พอได้เจอกันครั้งนี้ ผมรู้สึกดีใจมาก ไม่ได้เจอกันนานแล้ว ั้แ่จบกีฬาโซนฯ เลย พวกเราชวนกันเดินออกไปกินข้าว ระหว่างกินก็ถามสารทุกข์สุกดิบกันไป พอกินข้าวเสร็จ ผมก็เดินกลับมาส่งฟางที่ห้องพักของเธอ ฟางอยู่ชั้น 3 พอเดินมาถึงพวกเราก็นั่งกันตรงโต๊ะนั่งด้านล่าง (ไม่ได้ขึ้นไป) เพื่อช่วยกันดูการซักซ้อมบทสัมภาษณ์ของกันและกัน พอดูจะเข้าที่แล้ว พวกเราก็แยกย้ายกัน เพราะต้องเตรียมตัวเพื่อสอบสัมภาษณ์ในเช้าวันพรุ่งนี้…
เช้าวันถัดมา พวกเรานัดเจอกันก่อน แล้วค่อยเดินไปมหาลัยพร้อมกัน ผมสังเกตดูฟาง เธอรู้สึกจะประหม่าและกังวลนิดหน่อย ผมก็เลยพูดไปว่า
“ฟาง มาๆ กอดหน่อย คลายตื่นเต้น…”
ตั้งใจจะแซวให้เธอเลิกคิดเื่สอบ จะได้คลายกังวลขึ้นแค่นั้น ไม่ได้คิดจะกอดจริงๆ
แต่แล้วเธอกลับหันมาแล้วยกสองแขนขึ้นมาหาผม (อ้าวเห้ย ให้กอดจริงดิ..) ผมก็โน้มตัวเข้าไปสวมกอด (แบบเกร็งๆ) แล้วเอามือตบหลังเธอเบาๆ ว่าพูดว่า
“อย่าเครียด ทำได้อยู่แล้ว สู้ๆ…”
ตอนนั้นรู้สึกดีเป็บ้าเลย การััที่อบอุ่นนั้น แต่คงอยู่ได้ไม่นานเราก็ต้องแยกออก เพราะมีสายตาผู้คนมองกันเยอะมาก ตรงนั้นคือหน้ามอ (เป็ภาพที่ไม่ควรเท่าไหร่ ใส่ชุดนักเรียนกันทั้งคู่) หลังจากพวกเราเดินเข้ามอมา ผมก็แตะไหล่เธอเบาๆ ว่าพูดว่า
“สู้ๆ นะ” แล้วพวกเราก็แยกย้ายไปที่คณะของใครของมัน…
ระหว่างที่ผมกำลังเดินไปคณะวิทย์ เลยมาลองคิดทบทวนดู ‘หรือสุดท้ายแล้วเราควรจะเลือกคบฟาง… ฟางน่าจะชัดเจนที่สุดแล้วตอนนี้...'
……….>> ลึกซึ้ง…