บทที่8ประสบชะตากรรม
ขบวนสินค้าของตระกูลอวิ๋นได้เดินทางไปยังเมืองซีเอ๋งนี่ก็กินเวลาไปถึงวันที่ห้าแล้วห้าวันนี้อวิ๋นจางลี่ก็ได้อยู่อย่างปกติสุข มิต้องสอนตำราและกระบวนยุทธ์ให้กับอวิ๋นเซ่อเหมือนที่ผ่านมาแต่ถึงแม้คนจะสุขสบายทางกาย แต่ทางด้านจิตใจกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างขาดหายไป ทำให้นางอดนึกถึงอวิ๋นเซ่อขึ้นมามิได้
“ป่านนี้เ้าคงถึงจุดหมายไปแล้ว หวังว่ากลับมาครั้งนี้จะขี่อาชาได้อย่างคล่องแคล่ว”
ขณะที่นางกำลังพึมพรำแ่เบา เสียงฝีเท้าม้าอันเร่งรีบพร้อมด้วยน้ำเสียงที่แตกตื่นก็ดังมาจากด้านนอก
“ท่านพ่อ ท่านพี่ ช่วยข้าด้วย ข้าเจ็บจะตายอยู่แล้ว”เป็อวิ๋นจางหย่งที่ส่งเสียงโอดโอยแทรกมากับเสียงฝีเท้าม้า อวิ๋นซื่อคังและอวิ๋นจางลี่จึงออกมาจากที่พักของตนอย่างรวดเร็วทั้งสองเมื่อเห็นสภาพของอวิ๋นจางหย่งและเหล่าผู้คุ้มภัยเป็ต้องขมวดคิ้วทั้งคู่
“ลูกพ่อเ้าเป็อะไร…. พวกเ้านี่มันเกิดอะไรขึ้น!”
หนึ่งในเหล่าผู้คุ้มภัยที่เหลือรอดกล่าว“มีโจรดักปล้นสินค้า”
อวิ๋นซื่อคังหน้าเครียดเขม็ง“โจร? พวกเ้ามิเคยทำงานผิดพลาด”
“ครั้งนี้พวกโจรมิธรรมดา มันมียอดยุทธ์เพลิงปราณสีแดงมาด้วย!”
อวิ๋นจางลี่กล่าวด้วยสีหน้าสงสัย“ยอดยุทธ์เพลิงปราณสีแดง?”
“มิผิด โจรทางตอนใต้มิคิดว่าจะร้ายกาจถึงเพียงนี้”
อวิ๋นจางลี่รู้สึกว่าเื่นี้ไม่ธรรมดาแต่นางมิอยากจะคิดให้มากความในตอนนี้ เพราะมีสิ่งสำคัญที่ต้องรีบกระทำก่อน นางรีบตรวจสอบอาการาเ็ของอวิ๋นจางหย่งเมื่อพบว่าไม่ถึงขั้นอันตรายร้ายแรงก็คลายใจลงคนรีบสั่งให้ตามหมอมารักษาาแภายนอกให้กับน้องชายตน เมื่อเสร็จสรรพคนค่อยได้คิดถึงเื่ประการหนึ่งจึงเอ่ยปากถามเหล่าผู้คุ้มภัยขึ้น
“แล้วคนอื่นเล่า”
“ล้วนตกตายหมดสิ้น”
ได้ยินเช่นนั้นจิตใจของอวิ๋นจางลี่พลันกระตุกวูบใบหน้าของนางแทบซีดเผือด คนคว้าเอาบังเหียนพร้อมทะยานร่างขึ้นสู่หลังม้า ปลดปล่อยพลังปราณกระตุ้นใส่เ้าม้าดำตัวพ่วงพีจนมันดีดขาหน้าทั้งสองข้างขึ้นแล้วกระโจนออกไปอย่างรวดเร็ว
“นั่นลูกจะไปไหน?” อวิ๋นซื่อคังเห็นสีหน้าที่ไม่สู้ดีและการกระทำดังกล่าวของบุตรีส่งให้คนต้องะโถามไล่หลังแต่อวิ๋นจางลี่ได้จากไปไกลแล้วจึงมิได้ยินเสียงของบิดาตน
“อวิ๋นเซ่อเ้าห้ามเป็อะไรเด็ดขาด”อวิ๋นจางลี่ทางหนึ่งก็บังคับม้า ทางหนึ่งก็ร้อนลุ่มดั่งไฟผลาญคนคิดไปให้ถึงจุดเกิดเหตุโดยเร็วที่สุด แต่เ้าอาชาสีดำก่อนหน้าก็พึ่งพาอวิ๋นจางหย่งหนีตายตอนนี้ก็แทบจะมิได้หยุดพักยังต้องพาสตรีบนหลังห่อตะบึงกลับมาทางเดิมอีก เช่นนั้นวิ่งมาได้ครึ่งค่อนวันมันก็น้ำลายฟูมปากร่างทรุดลงยังพื้นสิ้นใจตายในทันที
แม้จะสิ้นอาชานำพาไป อวิ๋นจางลี่ก็มิได้ปริปากบ่นนางใช้ออกด้วยวิชาตัวเบาเหินร่างขึ้นลงมุ่งไปยังเบื้องหน้าโดยมิรู้จักเหน็ดเหนื่อยหรือจะพูดให้ถูกก็คือ ด้วยจิตใจที่ร้อนลุ่มเป็กังวล ทำให้นางลืมเลือนความเหน็ดเหนื่อยไปสิ้นเช่นนั้นนางจึงใช้เวลาเพียงหนึ่งวันครึ่งก็บรรลุถึงกองซากศพมากมายที่เกลื่อนกราดอยู่บนพื้นแล้ว
“งี่เง่าสิ้นดี หาที่พักได้น่าตายยิ่ง”อวิ๋นจางลี่สบทออกมาประโยคหนึ่งเมื่อเห็นที่ตั้งค่ายพักผ่อนของขบวนสินค้าตระกูลตนส่วนคนก็ค้นหาอวิ๋นเซ่อจากกองซากศพมากมาย “อวิ๋นเซ่อเ้าเป็คนฉลาดหวังว่าเ้าจะมิได้อยู่ในสถานที่โง่งมเช่นนี้”
และก็เป็ดั่งที่นางคาดคิด ศพคนตายทั้งหมดไม่มีร่างของอวิ๋นเซ่อเช่นนั้นนางก็คลายใจลงได้เปราะหนึ่ง ก่อนคนจะออกค้นหาร่องรอยโดยรอบซึ่งพบว่ามีรอยเท้าอันหนักอึ้งของคนผู้หนึ่งมุ่งขึ้นสู่เขาด้านทิศตะวันตกเมื่อเห็นเช่นนั้นนางตระหนักรู้ได้ทันทีว่ารอยเท้าที่กดลึกลงในพื้นดินต้องเป็ของอวิ๋นเซ่อเพราะมันมิเป็วิชาตัวเบา อีกทั้งบนร่างของมันยังผูกไว้ด้วยแผ่นโลหะอันหนักอึ้งเอาไว้พอเห็นเช่นนั้นอวิ๋นจางลี่ก็รู้สึกมีความหวังขึ้น ความหวังที่ว่าชายหนุ่มอาจจะยังมิตกตาย
แต่เมื่อหางตาของนางเหลือบไปเห็นรอยฝีเท้าอันเจือจางตามก้อนหินและต้นไม้สองรอยคนก็บังเกิดความกังวลขึ้นอีกครั้ง รอยเท้าของคนทั้งสองนี้แสดงให้เห็นถึงวิชาตัวเบาที่ไม่ธรรมดาและมีพลังลมปราณที่น่ากลัวอยู่ไม่น้อย อีกทั้งพวกมันดูเหมือนว่าจะไล่ติดตามตัวของอวิ๋นเซ่อ
อวิ๋นจางลี่พุ่งร่างสะกดรอยตามฝีเท้าของคนทั้งสามโดยมีความหวังแอบซ่อนอยู่พบเห็นร่องรอยการต่อสู้ และร่องรอยที่แ่เบาทั้งทิ้งระยะห่างจากศัตรูของอวิ๋นเซ่อนางก็ยิ่งมีความหวังเพิ่มพูน ทว่าเมื่อมาถึงสุดปลายยอดเขาพบเหวลึกที่ขวางกั้นเบื้องหน้าความหวังที่มีทั้งหมดพลันมลายหายไปทันที รอยเท้าของอวิ๋นเซ่อสิ้นสุดที่นี่ โลหิตกองหนึ่งก็แห้งกรังอยู่บริเวณนี้ส่วนร่างของอวิ๋นเซ่อได้หายสาบสูญ!
มืออันเรียวงามของอวิ๋นจางลี่กำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือหยาดโลหิตไหลซึมแต่งแต้มลงบนฝ่ามืออันขาวผ่องจนแดงฉาน ประกายตาแปรเปลี่ยนเป็ดุดันคมกล้าพร้อมแผ่จิตสังหารออกมาจนบรรยากาศรอบตัวนางเย็นเยียบลง ส่วนจิตใจตอนนี้ปรากฏทั้งแววรวดร้าวแลเจ็บแค้นยากบรรยายคนได้แต่ยืนนิ่งไม่ไหวติงจ้องมองหุบเหวเบื้องล่างที่คาดว่าอวิ๋นเซ่อได้ล่วงหล่นลงไป
“ข้าเป็คนที่ส่งเ้ามาตาย หากมิใช่เป็เพราะข้าเ้าก็คงมิต้องประสบชะตากรรมเช่นนี้…. อวิ๋นเซ่อ ข้าขอโทษ”คำขอโทษของนางลึกล้ำแทบบาดใจ มิรู้ว่านางมีความรู้สึกผิดต่อมันมากเพียงไหนจึงสื่ออารมณ์ออกมาจากคำขอโทษได้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้ เนิ่นนานอวิ๋นจางลี่ค่อยหลังกลับก่อนกล่าวด้วยั์ตาที่คมกล้า
“ข้าจะล้างแค้นให้แก่เ้า เืต้องล้างด้วยเืชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต ไม่ว่ามันผู้นั้นจะเป็ใครก็ตาม!”
ปณิธานความแค้นของอวิ๋นจางลี่ยังครุคลั่งบริเวณหน้าผาแต่ตัวคนได้จากไปนานแล้ว และหลังจากนั้นอีกสามวันข่าวคราวของกองโจรแถบแดนใต้ในเขตเหนือบูรพาก็ดังสะท้านไปทั่วปฐีพวกมันได้ถูกยอดยุทธ์เพลิงปราณสีแดงไล่ล่าสังหารจนแทบหมดสิ้น ทั้งยอดยุทธ์ผู้นั้นก็ไม่มีท่าทีว่าจะหยุดมือลงง่ายๆคล้ายเป้าหมายที่้ายังไม่บรรลุผล เช่นนั้นกองโจรมากมายในเขตเหนือบูรพาทั้งหมดจึงพลอยถูกไล่ล่าสังหารทำให้โจรบางกลุ่มหวาดกลัวจนถึงขั้นแยกย้ายหลบหนีจากการเป็โจร ไปประกอบสัมมาชีพที่สุจริตเพื่อรักษาชีวิต
ภายในสองอาทิตย์กองโจรทั่วเขตเหนือบูรพาได้ถูกถอนรากถอนโคนจนหมดสิ้นแต่ถึงอย่างนั้นอวิ๋นจางลี่หรือก็คือยอดยุทธ์เพลิงปราณคนดังกล่าวก็มิอาจควานหาร่องรอยของยอดยุทธ์เพลิงปราณสีแดงตามคำบอกกล่าวของคนจากสำนักคุ้มภัยพบ
“หรือพวกมันจะมิใช่โจรป่า”
อวิ๋นจางลี่พึมพรำขึ้นแ่เบา เื่นี้เห็นทีจะจัดการให้จบลงโดยง่ายมิได้แล้วเช่นนั้นนางจึงจำเป็ต้องมีตัวช่วย พอได้คิดคนก็ร่อนจดหมายแจ้งข่าวคราวของตนแก่บิดาโดยใจความสำคัญคือนาง้าไปเยี่ยมเยียนญาติฝ่ายมารดา ก่อนคนจะมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกไป
………………
“ทำไมร่างของเราจึงเบาหวิวเราตายไปแล้วจริงๆ…. ที่นี่เป็์หรือปรโลก”
เฮือก อวิ๋นเซ่อสะท้านขึ้นจากการสลบไสลเมื่อคนรู้สึกตัว ความเ็ปบริเวณหน้าอกซ้ายก็แล่นแปลบไปทั่วสรรพางค์กาย“โอ๊ย นี่ข้ายังไม่ตาย”
โชคยังดีที่ชายหนุ่มนอกจากจะมีเส้นชีพจรลมปราณพิการแล้วมันยังมีหัวใจที่พิการด้วย ความพิการที่ว่าก็คือหัวใจของมันกลับอยู่ที่ข้างขวาซึ่งแตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป
อวิ๋นเซ่อคว้าจับลงยังลูกธนูที่ปักบนหน้าอกซ้ายมันหากมิได้พลังธรรมชาติเฮือกสุดท้ายที่ปรากฏราวปาฏิหาริย์ไหลเวียนมาป้องกันที่หน้าอกช่วยสลายพลังเพลิงปราณไว้ป่านนี้มันคงตกตายไปแล้ว และที่โชคดีกว่านั้นก็คือร่างของมันกลับร่วงหล่นลงมาค้างอยู่บนเส้นสีขาวอ่อนหยุนขนาดใหญ่สายหนึ่งซึ่งมิรู้ว่าเป็สิ่งใด
อวิ๋นเซ่อจ้องมองขึ้นไปยังแผ่นฟ้าเหนือหุบเหว้าเห็นเพียงพยัพเมฆที่ปกคลุมอย่างหนาแน่นมิอาจมองเห็นยอดเขา และเมื่อจ้องสายตาลงยังเบื้องล่างก็เห็นแต่ความมืดมิดไร้จุดสิ้นสุดมิรู้ว่าเบื้องล่างมีความลึกเท่าใด ตอนนี้อวิ๋นเซ่อตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจะขึ้นก็มิได้จะลงก็ไม่ดี ร่างกายก็สาหัสคนได้แต่นอนแผ่หลาบนเส้นสีขาวที่ยึดโยงกลางอากาศ…..เส้นสีขาว?”
อวิ๋นเซ่อขมวดคิ้ว คนจ้องมองเส้นสีขาวที่รองรับร่างกายตนเส้นสีขาวที่คล้ายเส้นใยเหล่านี้มีสีขาวปนน้ำตาล หากมองอย่างถ้วนทั่วจะเห็นเส้นชนิดนี้จำนวนหลายเส้นทั้งยังเชื่อมโยงกันไปมาอย่างเป็ระเบียบและสวยงาม คล้ายใยแมงมุมขนาดใหญ่ก็ปาน….ใยแมงมุม!
อวิ๋นเซ่อคนคล้ายได้คิด เช่นนั้นมันจึงลองขยับร่างปรากฏว่าร่างที่ัักับเส้นใยกลับถูกดูดติดมิอาจสะบัดหลุดออกได้อวิ๋นเซ่อพยายามออกแรงอย่างถึงขีดสุด แต่เส้นใยเหล่านี้ก็เหนียวแน่นยิ่งนัก ยิ่งออกแรงมากเท่าใดก็ยิ่งทำให้ร่างติดตรึงมากเท่านั้นทั้งยังทำให้เส้นใยเกิดการไหวสั่นอีกด้วย!
แกร็ก แกร็ก เมื่อเกิดความไหวสั่น เสียงการเคลื่อนไหวก็เกิดขึ้นและดังมาตามเส้นใยสีขาวและเมื่อเสียงเริ่มดังใกล้เข้ามา การสั่นะเืของเส้นใยก็ทำให้อวิ๋นเซ่อรู้สึกได้เนิ่นนานเส้นใยยิ่งไหวสั่น เสียงเคลื่อนไหวก็ยิ่งสะท้อนเข้าไปถึงแก้วหู ปรากฏขาแหลมคมขนาดใหญ่คู่หนึ่งค่อยๆขยับออกมาจากความมืดทีละคืบสองคืบ ก่อนที่อีกหกขาที่เหลือและลำตัวอันกลมป้องสีดำสนิทจะโผล่ออกมาจากความมืดประกายสีแดงสองดวงซึ่งก็คือั์ตาอันกลมโตจ้องมองมายังร่างของอวิ๋นเซ่อ จนชายหนุ่มถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นเยียบเต็มแผ่นหลัง
บนความโชคร้ายของอวิ๋นเซ่อ ก็ยังพอมีความโชคดีแฝงอยู่แต่ในความโชคดีนี้มันกลับต้องมาพบกับความโชคร้ายอย่างซ้ำซ้อน ใครจะไปคิดว่าเมื่อรอดตายจากการร่วงหล่นสุดท้ายกลับต้องมาเผชิญหน้าแมงมุมั์เช่นนี้!
แมงมุมั์ไต่ไปตามเส้นใยวนรอบร่างของอวิ๋นเซ่อหลายรอบก่อนที่มันจะพ่นเส้นใยออกจากปากพุ่งเข้าใส่ร่างของชายหนุ่ม พันรอบบริเวณส่วนหัวไล่ลงยังด้านล่างเ้าแมงมุมั์ปากพ่นใย ส่วนสองขาหน้าก็คอยพลิกหมุนร่างของอวิ๋นเซ่อเพื่อให้ร่างของชายหนุ่มถูกพันด้วยเส้นใยอย่างถ้วนทั่วทำเช่นนี้เรื่อยไปจนถึงส่วนหน้าอกที่มีลูกธนูปักตรึงอยู่ เ้าแมงมุมั์พลันใช้สองเขี้ยวหน้าคีบลงบนลูกธนูก่อนสะบัดศีรษะถอนลูกธนูออกมาอย่างรวดเร็ว
อัก! เสียงเ็ปแทบขาดใจของอวิ๋นเซ่อดังเล็ดรอดมาจากใต้ฝักใย โลหิตสดๆ ของมันพุ่งทะลักออกอย่างมากดีที่หน้าอกซ้ายไม่มีหัวใจ แต่โชคร้ายที่บริเวณดังกล่าวเป็จุดศูนย์รวมของเส้นชีพจรลมปราณซึ่งก่อนหน้าก็ตีบตันมาพอแล้ว ตอนนี้ยังถูกแทงทะลุไม่เหลือชิ้นดี เช่นนั้นความหวังที่จะฝึกเพลิงปราณก็ยิ่งริบหรี่จนแทบมืดมนในบัดดล!
กลิ่นคาวโลหิตของอวิ๋นเซ่อเริ่มแผ่อบอวลไปทั่วกลางหุบเขาเ้าแมงมุมั์เมื่อรับรู้เช่นนั้นมันก็พลันพ่นเส้นใยและน้ำลายของมันเข้าปิดาแทันทีเพื่อป้องกันมิให้สัตว์อื่นตามกลิ่นมาได้ และนี่เองก็ถือเป็การห้ามเืให้อวิ๋นเซ่อช่วยให้มันรอดตายได้อย่างหวุดหวิดราวกับปาฏิหาริย์
ร่างของอวิ๋นเซ่อถูกพันด้วยเส้นใยจนล้อมรอบทั้งตัวก่อนที่มันจะถูกแมงมุมั์นำพาเข้าสู่ถ้ำอันมืดมิดเหม็นอับแห่งหนึ่ง ซึ่งในที่แห่งนี้มีทั้งกองกระดูกและร่างของสัตว์น้อยใหญ่มากมายที่ถูกเส้นใยพันรอบกายห้อยระโยงระยางกลางถ้ำเพื่อรอวันเป็อาหารเช่นเดียวกับมัน
อวิ๋นเซ่อสลบไปอีกครั้งั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้พอคนตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าความเ็ปบนาแบริเวณหน้าอกได้ลดทอนลงไปเป็อย่างมากทั้งมันยังรับรู้ถึงพลังธรรมชาติขุมหนึ่งที่ปิดคลุมอยู่บนาแ มันจึงดึงรั้งพลังธรรมชาติสายนี้ช่วยรักษาาแมันไปในตัวแล้วอวิ๋นเซ่อก็รับรู้ได้ทันทีว่าพลังธรรมชาติที่ช่วยให้มันรับมือกับซางเทียนได้ ก็คงมาจากเส้นใยเหล่านี้ปกติทุกสรรพสิ่งล้วนมีพลังธรรมชาติในตัวเอง แต่กฎเกณฑ์ในโลกแห่งนี้แตกต่างออกไป พลังธรรมชาติคล้ายถูกสะกดด้วยความมืดจากโลกภายนอกเช่นนั้นใยแมงมุมที่พึ่งถูกพ่นออกมาจึงมีพลังธรรมชาติมากล้นแฝงอยู่ แต่เมื่อออกสู่ภายนอกได้ซักระยะพลังธรรมชาติเหล่านี้ก็จะสูญสลายไป....มิน่าพลังธรรมชาติที่อยู่หุบเหวแห่งนี้จึงปรากฏเป็ระยะๆ นั่นเพราะตอนที่ชายหนุ่มกำลังรับมือกับซางเทียนและลูกธนูเพลิงปราณสีแดง เ้าแมงมุมก็คงพ่นเส้นใยออกมาพอดิบพอดี
“นี่ข้าจะดีใจ หรือเสียใจดี”
อวิ๋นเซ่อคิดดึงรั้งพลังธรรมชาติเพื่อทำลายเส้นใยที่พันรอบร่างของตนแต่ทว่าพลังธรรมชาติจากเส้นใยบริเวณหน้าอก ตนก็ใช้รักษาาแจนหมดสิ้นแล้ว ส่วนเส้นใยที่พันรอบกายก็อยู่ในโลกภายนอกนานเกินไปจึงไม่มีพลังธรรมชาติเพียงพอจะให้มันหยิบยืมได้เช่นนั้นคนจึงได้แต่รอจังหวะให้เ้าแมงมุมั์พ่นใย หรือสิ่งอื่นใดภายในร่างกายของมันอีกครั้ง
ผ่านไปสี่วันเต็มพลังธรรมชาติที่เฝ้ารอก็ไม่มีท่าทีว่าจะเกิดขึ้นแต่ความหิวโหยอ่อนล้าเริ่มจู่โจมเข้าใส่ตัวคนอย่างหนักหน่วง ร่างกายที่ถูกพันธนาการให้อยู่แต่ในท่าเดิมก็เริ่มชาด้านแววแห่งความสิ้นหวังก็เริ่มปรากฏ
ผ่านไปอีกหนึ่งวันร่างของชายหนุ่มก็เกิดการไหวสั่นเ้าแมงมุมั์ได้ปลดเส้นสายที่ยึดโยงร่างของมันให้ร่วงหล่นจากผนังถ้ำลงใส่ซากกองกระดูกจนเกิดเสียงดังโครมวันนี้ถึงคิวที่มันจะต้องตกเป็อาหารแล้ว แต่ทว่านี่กลับทำให้อวิ๋นเซ่อยกยิ้มอย่างชั่วร้าย“ข้ารออยู่นานแล้ว”
เ้าแมงมุมั์ใช้เขี้ยวแหลมคมตัดผ่าแยกเส้นใยออกจากร่างของอวิ๋นเซ่อพร้อมแทงขาหน้าอันใหญ่ั์แหลมคมเข้าใส่ชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว อวิ๋นเซ่อพอหลุดจากการถูกพันธนาการคนก็ดีดกายกลางอากาศมือค้ำพื้น ส่วนขาฟาดเตะใส่บริเวณหัวของแมงมุมั์ทันใด พลั๊ว!
เช่นนั้นเ้าแมงมุมั์ก็รัวแทงขาหน้าเข้าใส่อวิ๋นเซ่ออย่างบ้าคลั่งสัญชาตญาณความดุร้ายของมันยิ่งเนิ่นนานยิ่งเพิ่มพูน อวิ๋นเซ่อก็เคลื่อนกายหลบหลีกอย่างทุลักทุเลนั่นเพราะถ้ำแห่งนี้มีแต่ความมืดมิดมองแทบไม่เห็นบริเวณโดยรอบ เป็เหตุให้ต้องอาศัยเพียงปฏิกิริยาและสัญชาตญาณที่ตอบสนองต่อสิ่งคุกคามเบื้องหน้าเท่านั้นอีกทั้งที่พื้นก็มีซากกระดูกมากมายทำให้คนเคลื่อนตัวไปมาได้ลำบากยิ่ง
ตูม! ร่างอวิ๋นเซ่อถูกขาหน้าของแมงมุมั์ตวัดฟาดจนร่างปลิวกระเด็นกลับหลังอัดเข้ากับผนังถ้ำเมื่อได้รับการกระทบกระเทือนาแบนหน้าอกซ้ายที่พึ่งสมานได้ไม่นานก็เริ่มปริแตกเืไหลซึมออกมาอีกครั้งอวิ๋นเซ่อเจ็บแปลบจนเข่าทรุดลงยังพื้น ส่วนเ้าแมงมุมก็พ่นใยเข้าใส่ชายหนุ่มทันทีมิให้คนได้ตั้งตัว!
และตอนนั้นเองพลังธรรมชาติพลันปรากฏ อวิ๋นเซ่อหยิบยืมพลังธรรมชาติจากเส้นใยดังกล่าวพร้อมถลาตัวเลียบไปตามพื้นหลบรอดจากเส้นใยแมงมุม คนคว้าได้วัตถุเหมาะมือท่อนหนึ่งจากกองกระดูกก่อนดึงรั้งพลังธรรมชาติส่งเสริมวัตถุดังกล่าวแล้วแทงเสยเข้าใส่ใต้ท้องของแมงมุมั์อย่างรุนแรง
ฉึก! ตูมมม พลังธรรมชาติสะท้อนออกจากวัตถุในมือของอวิ๋นเซ่อทะลวงผ่านร่างแมงมุมั์ไปจนร่างของมันปรากฏรูโหว่ขนาดใหญ่และตกตายในทันที
อวิ๋นเซ่อค่อยๆ คืบคลานออกมาจากใต้ซากศพแมงมุมั์ก่อนทิ้งวัตถุที่ใช้สังหารแมงมุมั์ในมือลงแล้วเดินจากไป แต่ทว่ามันกลับเปลี่ยนใจเดินไปหยิบวัตถุดังกล่าวขึ้นอีกครั้งเพราะมันรู้สึกว่าวัตถุชิ้นนี้เหมาะมือดี ทั้งยังเป็สิ่งเดียวที่พอใช้เป็อาวุธในถ้ำอันมืดมิดแห่งนี้ได้
อวิ๋นเซ่อเดินสำรวจไปตามถ้ำ พบว่าที่แห่งนี้ไม่มีทางออกอื่นอีกนอกจากทางผนังผาเบื้องหน้าเช่นนั้นมันจึงหยุดค้นหาคนเดินออกไปปากถ้ำดึงเอาเศษหญ้าแห้ง หักท่อนไม้เลื้อยที่งอกตามผนังผาจากนั้นคนก็หยิบเอาก้อนหินสองก้อนขึ้นมาตีกระทบกันจนเกิดสะเก็ดความร้อน และเผาไหม้ลงบนเศษหญ้าทำให้เกิดเปลวไฟแล้วจึงนำท่อนไม้เลื้อยสุมก่อเป็กองไฟขึ้น
เมื่อไฟส่องสว่างจนถ้วนทั่ว คนค่อยเห็นสภาพความเป็ไปภายในถ้ำถ้ำแห่งนี้นอกจากกองกระดูกของสัตว์หลากชนิดที่กองพะเนินและร่างของสัตว์ที่ถูกพันธนาการห้อยหัวระโยงระยางบนเพดานถ้ำแล้วก็ไม่มีสิ่งใดอื่นอีกอวิ๋นเซ่อจ้องมองเหล่าสัตว์ป่าที่ถูกคลุมด้วยเส้นใย้า เห็นมีตัวหนึ่งรูปร่างคล้ายกวางป่าคนจึงกำชับวัตถุในมือซึ่งก็คือท่อนเหล็กความยาวครึ่งวาที่มีสนิมเกรอะกรังผิวตะปุ่มตะป่ำขรุขระวิ่งทะยานร่างไต่บนก้อนหินถีบส่งร่างให้ลอยขึ้นกลางอากาศคว้าจับลงยังร่างของเป้าหมายจากนั้นมันก็ใช้ท่อนเหล็กในมือเสียดสีที่เส้นใยจนขาด ทำให้ร่างคนและสัตว์ป่าร่วงหล่นมาพร้อมกัน
โครม!
จากนั้นอวิ๋นเซ่อก็ใช้ท่อนเหล็กแกะทำลายเส้นใยที่หุ้มร่างของกวางป่าออกมาก่อนใช้ท่อนเหล็กเสียบแทงกวางป่าผ่าแยกส่วนน่องขาของมันมา พร้อมนำไปย่างบนกองไฟทันใดเนิ่นนานกลิ่นหอมหวลของเนื้อกวางก็อบอวลไปทั่วถ้ำ เนื้อจากที่เคยแดงฉานเต็มไปด้วยโลหิตก็แปรเปลี่ยนเป็เหลืองขุ่นและมีบางส่วนที่มีสีน้ำตาลไหม้เล็กน้อยหยาดน้ำมันบนร่องเนื้อไหลเยิ้มหยดลงกองไฟจนทำให้ไฟลุกซู่ ส่งเสริมให้กลิ่นที่เกิดขึ้นยิ่งรัญจวนใจจนอวิ๋นเซ่อทนหิวกระหายไม่ไหวชายหนุ่มกระหน่ำกัดกินจนเหลือแต่เพียงกระดูก
พออิ่มหนำคนค่อยมีแรงแลกำลังมากขึ้น มันจึงออกไปสำรวจนอกถ้ำเดินเรียบไปตามผนังผาแคบๆ ที่ยื่นออกมาพอเป็ทางให้คนเดินและเกาะเกี่ยวไปได้ ทั้งตลอดรายทางยังมีเครือเถาวัลย์และไม้เลื้อยมากมายให้มันได้ตัดดื่มกินน้ำจากภายในเพื่อดับกระหาย
เป็เช่นนี้เรื่อยไปจนถึงสุดทางผนังผาที่ยื่นออกมาหนทางเบื้องหน้าที่ทอดลงยังเบื้องล่างไม่มีอีกแล้ว ชายหนุ่มพยายามควานหาหนทางหรือสิ่งที่จะให้มันปีนไต่ลงไปแต่สุดท้ายก็พบเพียงผนังผาเรียบลื่น หมดปัญญาที่จะให้คนธรรมดาอย่างมันได้ไปต่อ เช่นนั้นมันจึงหันหลังวกกลับคืนสู่ทิศทางเดิมทว่าฝีเท้าคนเป็ต้องหยุดชะงัก เพราะตามผนังผาหนทางที่มันพึ่งเดินจากมา ตอนนี้กลับเพิ่มไว้ด้วยฝูงแมงมุมั์จำนวนกว่าสิบตัวรายล้อมอยู่!