ร้านชาจันทร์มีปีกเปิดมาได้สามเดือนก็เริ่มเป็นที่รู้จักในเมืองหลิงโจว
ไม่ใช่เพราะตกแต่งหรูหรา
ไม่ใช่เพราะมีชาราคาแพงจากต่างแคว้น
และไม่ใช่เพราะมีนักดนตรีมาบรรเลงทุกค่ำคืน
แต่เป็นเพราะเถ้าแก่หน้าตางดงามซึ่งจริงจังกับการชงชาราวกับกำลังอ่านราชโองการ และครูฝึกดาบสีหน้าเย็นชาที่เด็กทั้งเมืองไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย
ทุกเช้า หลี่เฉิงเยว่จะเปิดหน้าต่างบานใหญ่ซึ่งหันไปทางคลอง จุดเตา ต้มน้ำ และจัดถ้วยชาเรียงตามชนิดของใบชา
หญิงชราขายดอกไม้เป็นลูกค้าคนแรกเสมอ
นางไม่เคยสั่ง เพียงเดินเข้ามานั่งโต๊ะเดิมริมหน้าต่าง แล้วกล่าวทุกครั้งว่า
“วันนี้อย่าหวานเกิน”
หลี่เฉิงเยว่จะตอบเหมือนเดิม
“ครั้งแรกผ่านมาสามเดือนแล้ว”
“ข้ากลัวเจ้าลืม”
“ข้าจำทุกครั้งที่เห็นหน้าเจ้า”
หญิงชราหัวเราะอย่างพอใจ
จากนั้นหลี่เฉิงเยว่จะวางชาดอกไม้หนึ่งกากับขนมหวานชิ้นเล็กตรงหน้า โดยคิดเงินเพียงค่าชา
เซวียนอี้ฝึกเด็กในลานหลังร้านทุกเช้า
เสียงดาบไม้กระทบกันดังสลับกับเสียงต้มน้ำ
“หลังตรง!”
“ขยับเท้าซ้าย!”
“อย่าหลับตาเวลาคู่ต่อสู้เข้ามา!”
เด็กชายคนหนึ่งตะโกนกลับ
“ถ้าไม่หลับตาก็กลัวสิขอรับ!”
“กลัวได้ แต่อย่ามองไม่เห็นทางหนี”
“อาจารย์สอนให้หนีหรือ”
“สอนให้รู้ว่าเมื่อใดควรสู้ และเมื่อใดควรหนี”
หลี่เฉิงเยว่ซึ่งได้ยินจากในร้านกล่าวเสียงดัง
“ข้อนี้พวกเจ้าควรจำ อาจารย์ของพวกเจ้าเมื่อก่อนรู้แต่สู้ ไม่เคยรู้จักหนี”
เซวียนอี้หันไปทางหน้าต่าง
“เฉิงเยว่”
“ข้าพูดความจริง”
เด็กทั้งหมดหัวเราะ
ชีวิตเป็นเช่นนี้แทบทุกวัน
ตอนเช้าเปิดร้าน
ตอนสายลูกค้าแน่น
ตอนบ่ายเซวียนอี้ซ่อมของหรือฝึกเด็ก
ตอนค่ำทั้งสองปิดประตู นับเงิน และกินอาหารด้วยกัน
บางวันทะเลาะเรื่องเล็กน้อย
หลี่เฉิงเยว่ไม่พอใจที่เซวียนอี้เก็บดาบไม้ไว้ใกล้ถังใบชา
เซวียนอี้ไม่พอใจที่อีกฝ่ายยกถังน้ำหนักเกินไป
ทั้งสองเถียงกันเรื่องว่าควรเปลี่ยนหลังคาครัวหรือซ่อมเฉพาะจุด
และมักจบลงด้วยการทำตามความคิดของหลี่เฉิงเยว่ครึ่งหนึ่ง กับความคิดของเซวียนอี้อีกครึ่งหนึ่ง
แม้คำถามใต้ต้นเหมยในคืนเปิดร้านจะยังไม่ได้รับคำตอบ แต่ความสัมพันธ์ของพวกเขากลับเปลี่ยนไปทีละน้อย
เซวียนอี้ไม่เคาะประตูห้องทุกครั้งก่อนเข้า หากเพียงนำชาร้อนหรือยาไปให้
หลี่เฉิงเยว่ไม่ถอยเมื่ออีกฝ่ายเข้ามาปักปิ่นให้
บางคืนทั้งสองนั่งใต้ต้นเหมยจนดึก โดยมือวางใกล้กันบนโต๊ะ
และบางเช้า หลี่เฉิงเยว่จะพบว่าตนเผลอหลับบนไหล่เซวียนอี้ขณะนับเงิน
ไม่มีใครพูดถึงคืนที่คำตอบถูกขัดจังหวะ
แต่ไม่มีใครลืม
เช้าวันหนึ่ง ท้องฟ้าเหนือหลิงโจวแจ่มใส
หลี่เฉิงเยว่กำลังรินชาให้ลูกค้าโต๊ะริมคลอง เมื่อเสียงล้อรถม้าหลายคันดังขึ้นบนถนน
ขบวนรถม้าหรูสามคันหยุดหน้าร้าน
ตัวรถทำจากไม้เนื้อดี
ม่านปักลายเมฆ
ม้าทุกตัวได้รับการฝึกจนยืนนิ่งพร้อมกัน
ตราประจำราชวงศ์ถูกคลุมไว้ด้วยผ้าสีน้ำเงิน แต่ทหารติดตามแม้แต่งกายเป็นคนเดินทางก็ยังยืนหลังตรงเกินชาวบ้านทั่วไป
หลี่เฉิงเยว่หยุดมือกลางอากาศ
เซวียนอี้ซึ่งอยู่ในลานหลังร้านหันมาทันที
มือของเขาแตะดาบโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะนึกได้ว่านี่ไม่ใช่สนามรบ
ประตูรถม้าคันแรกเปิดออก
ชายร่างผอมในชุดสีเขียวรีบกระโดดลงมา
ทันทีที่เห็นคนยืนหลังเคาน์เตอร์ เขาก็ร้องเสียงดัง
“องค์ชาย!”
ลูกค้าทั้งร้านเงียบกริบ
หลี่เฉิงเยว่หลับตาช้า ๆ
ฝูอันยกมือปิดปากตนเอง
“คุณชาย!”
เขารีบแก้ แต่สายเกินไปแล้ว
หญิงชราขายดอกไม้หันมามองเถ้าแก่ร้านชาเต็มตา
ชายแจวเรือโต๊ะข้าง ๆ กระซิบกับเพื่อน
“ข้าเคยบอกแล้วว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา”
เพื่อนตอบ
“เจ้าบอกว่าเขาเป็นบุตรพ่อค้าเกลือ”
“ก็ใกล้เคียง”
หลี่เฉิงเยว่าวางกา
“ฝูอัน”
น้ำเสียงเรียบสงบ
แต่ทำให้ขันทีคนสนิทก้มหน้าทันที
“กระหม่อมผิดไปแล้ว”
ประตูรถม้าคันที่สองเปิดออก
หลี่ฉางหมิง อดีตรัชทายาท ก้าวลงมาช้า ๆ
เขาสวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินอ่อน ไม่มีเครื่องหมายฐานันดร ใบหน้าดูมีเลือดฝาดกว่าเมื่ออยู่ในวังเล็กน้อย แม้ยังผอมและไอเบา ๆ เป็นบางครั้ง
“ข้าบอกแล้วว่าเขาเก็บความลับไม่ได้” หลี่ฉางหมิงกล่าว
หลี่เฉิงเยว่เดินออกจากหลังเคาน์เตอร์
“พี่ใหญ่”
ลูกค้าในร้านหันมองคนหนึ่งที คนหนึ่งที
หญิงชราขายดอกไม้กระซิบ
“พี่ชายเถ้าแก่หน้าตาดีไม่แพ้กัน”
เซวียนอี้เดินออกมาจากหลังร้าน
เขาคำนับหลี่ฉางหมิง
“คารวะท่านอ๋อง”
คราวนี้เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นพร้อมกัน
หลี่เฉิงเยว่ปรายตามองเขา
เซวียนอี้ชะงัก
“ขออภัย”
ความลับที่รักษามาสามเดือนพังลงภายในเวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูป
หลี่เฉิงเยว่จึงตัดสินใจปิดร้านครึ่งวัน
เขาแขวนป้ายหน้าประตูว่า มีแขกจากบ้านเดิม ก่อนพาทุกคนเข้าไปในลานด้านหลัง
ลูกค้าหลายคนยังยืนรอหน้าร้านโดยหวังฟังเรื่องต่อ แต่เซวียนอี้เพียงมองครั้งเดียว คนเหล่านั้นก็แยกย้ายกันอย่างรวดเร็ว
ฝูอันเดินสำรวจบ้านทุกมุม
เขาเปิดตู้
มองเตา
ตรวจหน้าต่าง
แตะม่าน
และเงยหน้าดูหลังคา
“ครัวเล็กเกินไปพ่ะย่ะค่ะ ห้องเก็บของไม่มีหน้าต่าง บันไดชันเกิน โต๊ะในร้านก็ไม่มีตัวใดเหมือนกันสักตัว”
หลี่เฉิงเยว่ยืนกอดอก
“พอแล้ว”
“กระหม่อมเพียงเป็นห่วง”
“เจ้ามาเยี่ยมหรือมาตรวจตำหนัก”
ฝูอันหยุด
ดวงตาแดงขึ้นอย่างรวดเร็ว
“กระหม่อมคิดถึงพระองค์”
ความรำคาญบนใบหน้าหลี่เฉิงเยว่จางลง
เขาถอนใจแล้วเดินเข้าไปแตะไหล่อีกฝ่าย
“ข้าก็คิดถึงเจ้า”
ฝูอันร้องไห้ทันที
“พระองค์ผอมลง”
เซวียนอี้ที่ยืนอยู่ด้านข้างกล่าว
“เขาไม่ได้ผอมลง”
ฝูอันหันขวับ
“ท่านรู้ได้อย่างไร ท่านชั่งน้ำหนักทุกวันหรือ”
เซวียนอี้เงียบ
หลี่เฉิงเยว่กล่าว
“ข้ากินดี นอนดี และไม่มีผู้ใดวางยาในชา”
คำพูดนั้นทำให้ฝูอันร้องหนักกว่าเดิม
“พอเถอะ” หลี่เฉิงเยว่กล่าวอย่างจนใจ “หากเจ้าร้องต่อ ลูกค้าหน้าร้านจะคิดว่าข้ารังแกเจ้า”
ฝูอันเช็ดน้ำตา
“กระหม่อมนำของมามาก”
รถม้าคันหนึ่งบรรทุกผ้า เครื่องปรุง ตำรา ถ้วยชา และของใช้จากเมืองหลวงจนเต็ม
หลี่เฉิงเยว่มองกองหีบ
“ข้าสั่งให้มาน้อย ๆ”
“ฝ่าบาททรงประทานมาส่วนหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ”
“เสด็จพ่อ?”
“พระองค์ตรัสว่าถ้วยที่ต่างเมืองอาจไม่ดีพอ”
เซวียนอี้หันไปมองถ้วยราคาแพงที่หลี่เฉิงเยว่เคยถูกหลอกซื้อ
องค์ชายเห็นสายตานั้น
“ห้ามพูด”
“ข้ายังไม่ได้พูด”
“แต่เจ้ากำลังคิด”
หลี่ฉางหมิงนั่งลงใต้ต้นเหมย
เขามองป้ายร้านที่เห็นผ่านประตูหลัง ก่อนมองลานฝึกซึ่งมีดาบไม้เรียงเป็นแถว
“ที่นี่ดี”
หลี่เฉิงเยว่รินชาให้พี่ชาย
“พระองค์ควรเดินทางไปทะเลใต้แล้ว”
“กำลังไป”
“เมืองหลิงโจวอยู่คนละทิศ”
“ข้าอ้อมมา”
“อ้อมหลายร้อยลี้”
หลี่ฉางหมิงยกถ้วยขึ้น
“อยากเห็นร้านชา”
เขาจิบหนึ่งคำ
นิ่งไปเล็กน้อย
หลี่เฉิงเยว่ถาม
“เป็นอย่างไร”
“ดีกว่าที่คิด”
“พระองค์คิดว่าจะไม่ดี?”
“เจ้าชงชาไม่เป็นตอนอยู่ในวัง”
“ตอนนี้เป็นแล้ว”
หลี่ฉางหมิงยิ้ม
“เห็นได้ชัด”
เขามองรอบลานอีกครั้ง
“ชื่อร้านประหลาดดี”
เซวียนอี้ซึ่งกำลังยกขนมมาวางชะงัก
หลี่เฉิงเยว่ถาม
“ไม่ชอบหรือ”
“ยังไม่ได้บอกว่าไม่ชอบ”
“น้ำเสียงบอก”
อดีตรัชทายาทหัวเราะเบา ๆ
“ข้าชอบ”
“เหตุใด”
“เพราะฟังเหมือนเจ้า”
“อย่างไร”
“ทำเหมือนไม่ต้องการผู้ใด แต่กลับซ่อนปีกไว้ในชื่อร้าน”
หลี่เฉิงเยว่ไม่ตอบ
เซวียนอี้วางจานขนมลงเบาเกินปกติ
หลี่ฉางหมิงเห็นทุกอย่าง แต่ไม่ได้กล่าวเพิ่ม
เขาเปลี่ยนเรื่อง
“เมืองหลวงสงบขึ้นแล้ว”
“หยวนเจ๋อเป็นอย่างไร”
“เรียนหนัก ขุนนางทะเลาะกันทุกวัน แต่เริ่มจัดการได้ดีขึ้น”
“เสด็จพ่อ?”
หลี่ฉางหมิงวางถ้วยลง
“พระอาการทรงตัว แต่ไม่ดีขึ้น”
มือหลี่เฉิงเยว่หยุด
“ทรงถามถึงเจ้าทุกครั้งที่ข้าเข้าเฝ้า”
“ข้าส่งจดหมายทุกเดือน”
“ทรงเก็บไว้ข้างพระแท่นทุกฉบับ”
หลี่เฉิงเยว่หลุบตา
ตั้งแต่ออกจากวัง เขาเขียนจดหมายถึงฮ่องเต้เดือนละครั้ง
ส่วนใหญ่เขียนเรื่องธรรมดา
วันนี้ชาดอกไม้ขายดี
เซวียนอี้ทำถ้วยแตก
เด็กในโรงฝึกเพิ่มขึ้น
ต้นเหมยผลิใบ
หลังคาครัวรั่ว
เขาไม่เคยเขียนคำคิดถึง
แต่ยังส่งทุกเดือน
หลี่ฉางหมิงมองน้องชาย
“เสด็จพ่ออยากเสด็จมา”
“พระอาการไม่เหมาะกับการเดินทาง”
“ข้าบอกแล้ว”
“พระองค์ตรัสว่าอย่างไร”
“บอกว่าครั้งหนึ่งเคยเดินทางออกรบไกลกว่านี้”
หลี่เฉิงเยว่ถอนใจ
“ทรงดื้อ”
“เจ้าก็เช่นกัน”
พี่น้องสบตากัน ก่อนยิ้มบาง
เซวียนอี้พาเด็ก ๆ ซึ่งแอบมองอยู่หลังประตูออกไปฝึกด้านนอก เพื่อให้ทั้งสองได้คุยกันตามลำพัง
หลี่ฉางหมิงมองตามเขา
“เขาดูมีความสุข”
“อืม”
“เจ้าก็เช่นกัน”
หลี่เฉิงเยว่ยกชา
“ข้าเหนื่อยทุกวัน”
“แต่ดวงตาเจ้าไม่เหมือนตอนอยู่ในวัง”
“ต่างอย่างไร”
“ตอนนั้นเจ้ามองทุกคนเหมือนกำลังหาทางหนี”
หลี่ฉางหมิงมองไปยังประตูหลัง ซึ่งเซวียนอี้เพิ่งเดินออกไป
“ตอนนี้เจ้ามองเหมือนกำลังรอใครกลับเข้ามา”
หลี่เฉิงเยว่เงียบ
อีกฝ่ายพูดถูก
ทุกเย็น เมื่อเซวียนอี้ออกไปซื้อของหรือไปส่งเด็กกลับบ้าน หลี่เฉิงเยว่จะเงยหน้ามองประตูทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฝีเท้า
เขาไม่เคยเรียกสิ่งนั้นว่าการรอ
แต่ไม่มีชื่ออื่นเหมาะกว่า
หลี่ฉางหมิงถาม
“พวกเจ้าพูดกันหรือยัง”
“เรื่องใด”
“อย่าทำเหมือนข้ามองไม่เห็น”
หลี่เฉิงเยว่หันไปดื่มชา
“ยัง”
“เหตุใด”
“ไม่มีเหตุผลต้องรีบ”
“สามเดือนแล้ว”
“ข้ารอสิบห้าปีกว่าจะได้ชีวิตของตน สามเดือนไม่นาน”
หลี่ฉางหมิงพยักหน้า
“จริง”
แต่รอยยิ้มที่มุมปากบอกว่าไม่ได้ตั้งใจปล่อยเรื่องนี้ง่าย ๆ
เสียงม้าดังขึ้นหน้าร้านอีกครั้ง
หลี่เฉิงเยว่ขมวดคิ้ว
“ยังมีผู้ใดมาอีก”
หลี่ฉางหมิงยกถ้วยขึ้นบังรอยยิ้ม
“อาจมี”
“พี่ใหญ่”
“ข้าไม่ได้โกหก เจ้าไม่ได้ถาม”
หลี่เฉิงเยว่เดินออกไปหน้าร้าน
รถม้าธรรมดาคันหนึ่งจอดอยู่ข้างถนน
ชายหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ ก้าวลงมาในชุดสีเทาเรียบ ไม่มีมงกุฎ ไม่มีตราประจำตำแหน่ง และมีองครักษ์ติดตามเพียงไม่กี่คน
แต่หลี่เฉิงเยว่จำเขาได้ทันที
“หยวนเจ๋อ?”
รัชทายาทองค์ใหม่ยิ้ม
“พี่สาม”
หลี่เฉิงเยว่เดินเข้าไปหา
“เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร”
“ข้าตามพี่ใหญ่มา”
“เสด็จพ่ออนุญาต?”
หยวนเจ๋อชะงักเล็กน้อย
หลี่ฉางหมิงซึ่งเดินตามออกมากล่าว
“เขาหนีการประชุมขุนนาง”
“ข้าไม่ได้หนี” หยวนเจ๋อรีบแก้ “ข้าลาพักสามวัน”
“เดินทางไปกลับก็เกินสามวัน”
“ข้าจะส่งหนังสือขอเพิ่ม”
หลี่เฉิงเยว่กอดอก
“เจ้ากำลังจะเป็นฮ่องเต้”
“ยังไม่ได้เป็น”
“ยิ่งต้องฝึกความรับผิดชอบ”
หยวนเจ๋อมองเขา
“พี่สามพูดเหมือนเสนาบดีกรมพิธีการ”
หลี่ฉางหมิงหัวเราะออกมา
แม้แต่เซวียนอี้ที่ยืนอยู่ข้างประตูก็ยิ้ม
หลี่เฉิงเยว่ถอนใจ
“เข้ามาก่อน”
คืนนั้น บ้านหลังเล็กเต็มไปด้วยผู้คน
องครักษ์นอนในร้าน
หมอของหลี่ฉางหมิงยึดห้องเก็บของ
ฝูอันยึดครัวและไล่เซวียนอี้ออกมาเพราะบอกว่าเขาหั่นผักหนาเกิน
ส่วนพี่น้องสามคนนั่งอยู่ใต้ต้นเหมย
นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขานั่งร่วมโต๊ะโดยไม่มีบัลลังก์อยู่กลางวง
หยวนเจ๋อถือถ้วยชาไว้ในมือ
“พี่สาม”
“อืม”
“ข้ากลัว”
หลี่เฉิงเยว่หันมอง
รัชทายาทใหม่กล่าวต่อ
“ขุนนางทุกคนบอกว่าข้าต้องทำสิ่งนั้น ต้องห้ามสิ่งนี้ ต้องเลือกฝ่ายนั้น ข้ากลัวว่าตนจะทำผิด”
หลี่เฉิงเยว่ตอบตามตรง
“เจ้าจะทำผิดแน่นอน”
หยวนเจ๋อหน้าเสีย
หลี่ฉางหมิงส่ายหน้า
“เจ้าปลอบคนไม่เป็นจริง ๆ”
หลี่เฉิงเยว่กล่าวต่อ
“แต่การทำผิดไม่ได้แปลว่าเจ้าไม่เหมาะ”
เขาวางถ้วยลง
“สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่ฮ่องเต้ทำผิด แต่คือฮ่องเต้ไม่ยอมรับว่าตนผิด”
หยวนเจ๋อเงียบฟัง
“เจ้าต้องฟังคนอื่น แต่ต้องรู้ว่าใครพูดเพื่อประชาชน และใครพูดเพื่อผลประโยชน์ตนเอง”
หลี่ฉางหมิงเสริม
“และต้องมีคนที่กล้าบอกว่าเจ้ากำลังเดินผิดทาง”
หยวนเจ๋อมองพี่ชายทั้งสอง
“พวกท่านจะเขียนจดหมายหาข้าหรือไม่”
“ข้าจะเขียน” หลี่ฉางหมิงตอบ
หยวนเจ๋อหันไปหาหลี่เฉิงเยว่
องค์ชายสามถอนใจ
“หากเจ้าถาม”
“ข้าจะถามทุกเดือน”
“อย่าถามทุกเรื่อง”
“เดือนละสามเรื่อง”
“หนึ่ง”
“สอง”
“หนึ่ง”
หยวนเจ๋อคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ตกลง”
หลี่ฉางหมิงยิ้ม
พี่น้องนั่งคุยกันจนดึก
เรื่องกฎหมาย
เรื่องภาษี
เรื่องสุขภาพ
เรื่องร้านชา
และเรื่องที่ไม่มีความสำคัญต่อราชสำนักเลย
เมื่อทุกคนแยกย้าย หลี่เฉิงเยว่กับเซวียนอี้ช่วยกันเก็บถ้วย
“วันนี้ไม่มีลูกค้าจ่ายเงินสักคน” หลี่เฉิงเยว่กล่าว
เซวียนอี้ยกเก้าอี้ขึ้นบนโต๊ะ
“เป็นครอบครัวท่าน”
“ยิ่งควรจ่าย”
“พรุ่งนี้ข้าจะเก็บจากพวกเขา”
“พี่ใหญ่จะบอกว่าไม่มีเงินสด”
“เช่นนั้นยึดรถม้า”
หลี่เฉิงเยว่หัวเราะ
เสียงหัวเราะนั้นดังอยู่ในร้านว่าง
เมื่อขึ้นชั้นบน พวกเขาพบว่าห้องของเซวียนอี้ถูกฝูอันยึดให้หลี่ฉางหมิงพัก ส่วนห้องรับแขกเล็กถูกหมอใช้
เหลือเพียงห้องของหลี่เฉิงเยว่
เซวียนอี้กล่าว
“ข้านอนในร้านได้”
“ไม่ได้”
“มีม้านั่ง”
“เจ้ายาวกว่าม้านั่ง”
“นอนได้”
“แผลเจ้ายังเจ็บเวลาอากาศเย็น”
“หายแล้ว”
หลี่เฉิงเยว่มองเขา
“ห้าปีต่อไปเจ้าก็จะยังใช้คำนี้หรือ”
“อาจจะ”
“เข้าห้อง”
ครั้งนี้เซวียนอี้ไม่เถียง
ห้องไม่ได้กว้างมาก
เมื่อปิดประตู เสียงของผู้คนชั้นล่างเงียบลง เหลือเพียงแสงจันทร์จากหน้าต่างและเสียงลมผ่านกิ่งเหมย
หลี่เฉิงเยว่านั่งลงข้างเตียง
เขาถอดปิ่นไม้รูปจันทร์มีปีกวางบนโต๊ะ
เซวียนอี้กำลังจะปูผ้าห่มอีกผืนตรงพื้น แต่เสียงของอีกฝ่ายดังขึ้นก่อน
“พี่ใหญ่ถามว่าเราพูดกันหรือยัง”
มือเซวียนอี้หยุด
“เรื่องใด”
“เจ้าก็จะทำเหมือนไม่รู้?”
ชายหนุ่มเงียบ
หลี่เฉิงเยว่เงยหน้ามอง
“เหตุใดเจ้ายังไม่ตอบคำถามข้า”
“คำถามใต้ต้นเหมยหรือ”
“อืม”
เซวียนอี้วางผ้าห่มลง
เขายืนอยู่กลางห้อง ราวกับเผชิญศัตรูที่ไม่รู้วิธีต่อสู้
“เพราะข้ากลัว”
หลี่เฉิงเยว่ขมวดคิ้ว
“กลัวอะไร”
“เมื่อพูดออกไป ทุกอย่างอาจเปลี่ยน”
“ตอนนี้ยังไม่เปลี่ยนหรือ”
“เราอยู่บ้านเดียวกัน เปิดร้านด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน”
เขาหยุด
“ข้าไม่อยากเสียสิ่งเหล่านี้”
หลี่เฉิงเยว่ลุกขึ้น
“เจ้าคิดว่าหากพูดแล้ว ข้าจะไล่เจ้าไป?”
“ไม่”
“คิดว่าข้าไม่รู้?”
“ไม่”
“เช่นนั้นกลัวสิ่งใด”
เซวียนอี้มองคนตรงหน้า
ในที่สุดจึงตอบ
“กลัวว่าข้าไม่คู่ควร”
คำตอบนั้นทำให้แววตาหลี่เฉิงเยว่เย็นลงเล็กน้อย
“ใครตัดสิน”
“คนทั้งโลก”
“คนทั้งโลกเคยตัดสินว่าข้าควรนั่งบนบัลลังก์”
เขาก้าวเข้าใกล้
“ข้ายังไม่ฟัง”
เซวียนอี้หายใจช้าลง
หลี่เฉิงเยว่หยุดตรงหน้าเขา
“เจ้าจะให้คนอื่นตัดสินแทนข้าอีกหรือ”
“เฉิงเยว่…”
ชื่อนั้นถูกเรียกเบาเกินกว่าปกติ
หลี่เฉิงเยว่ยกมือแตะรอยแผลเหนืออกของเขาผ่านเนื้อผ้า
“เจ้าบอกว่าอยากอยู่กับข้า”
“ใช่”
“ข้าก็อยากให้เจ้าอยู่”
“ข้ารู้”
“ไม่ใช่ในฐานะองครักษ์”
มือของเขายังคงอยู่ตรงรอยแผล
“ไม่ใช่ผู้ติดตาม”
หลี่เฉิงเยว่เงยหน้าสบตา
“และไม่ใช่เพียงคนช่วยร้าน”
เซวียนอี้นิ่ง
“แต่อยู่ในฐานะคนที่ข้าเลือก”
ความเงียบปกคลุมห้อง
คำตอบที่ติดอยู่ในใจมานานหลายปีค่อย ๆ หลุดออกมา
“ข้ารักท่าน”
เซวียนอี้พูดเบา
แต่ทุกคำชัดเจน
“ข้ารักท่านตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ อาจตั้งแต่ศาลาร้าง อาจตั้งแต่คืนที่ท่านยอมเชื่อข้า หรืออาจก่อนหน้านั้นนานแล้ว”
เขากำมือ
“ข้าเคยคิดว่าตายแทนท่านได้ก็เพียงพอ”
หลี่เฉิงเยว่ยกนิ้วแตะริมฝีปากเขา
“อย่าพูดเรื่องตาย”
เซวียนอี้หยุด
“ตอนนี้ข้าอยากมีชีวิตอยู่กับท่าน”
น้ำเสียงนั้นมั่นคงขึ้น
หลี่เฉิงเยว่มองเขาอยู่นาน
หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ถึงชีพจรตรงปลายนิ้ว
“ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเริ่มรักเจ้าตั้งแต่เมื่อใด”
เขากล่าวช้า ๆ
“แต่ทุกครั้งที่คิดถึงอนาคต เจ้าอยู่ในนั้นเสมอ”
มือเลื่อนขึ้นแตะแก้ม
“ข้ารักเจ้า เซวียนอี้”
คราวนี้ไม่มีเด็กมาเคาะประตู
ไม่มีเสียงธนู
ไม่มีคำสั่งจากวัง
และไม่มีผู้ใดเรียกให้หยุด
เซวียนอี้ก้มลงช้า ๆ
ให้เวลาอีกฝ่ายถอย
แต่หลี่เฉิงเยว่ไม่ถอย
ริมฝีปากสัมผัสกันอย่างแผ่วเบา
จูบแรกสั้นและระมัดระวัง
เซวียนอี้ผละออกก่อน
ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ
“ข้าทำผิดหรือไม่”
หลี่เฉิงเยว่ตอบ
“ไม่รู้”
สีหน้าอีกฝ่ายเปลี่ยน
“อะไร”
องค์ชายขยับเข้าใกล้
“ต้องลองอีกครั้งจึงจะตัดสินได้”
คราวนี้เซวียนอี้หัวเราะ
มือโอบเอวของเขาไว้ ก่อนก้มลงจูบอีกครั้ง
จูบที่สองยาวกว่าเดิม
ไม่มีความเร่งรีบ
ไม่มีความกลัว
มีเพียงความอบอุ่นของคนสองคนที่ผ่านความตายและการจากลามามากเกินพอ
เมื่อผละออก หน้าผากยังแตะกัน
เซวียนอี้กล่าว
“ข้าจะไม่ไปไหน”
หลี่เฉิงเยว่ตอบ
“ดี”
“และจะกลับบ้านทุกวัน”
“เจ้าควรทำเช่นนั้น เพราะข้าไม่ทำอาหารแทนเจ้า”
เซวียนอี้ยิ้ม
“ข้าจะเรียน”
“เจ้าพูดมาหลายเดือนแล้ว”
“เริ่มพรุ่งนี้”
“ข้าจะรอดู”
ด้านนอก พระจันทร์ส่องผ่านกิ่งเหมย
คำที่ทั้งสองไม่กล้าเอ่ยมานาน
ในที่สุดก็มีบ้านให้พักพิง