วันต่อมาแสงตะวันยามรุ่งอรุณสาดส่องไปทั่วสำนักเหิงเยว่
เย่เฉินเดินลงเขาเพื่อมุ่งหน้าไปยังหอภารกิจ
การมาของเขานั้นดึงดูดสายตาจากผู้คนจำนวนมากประการแรกเป็เพราะใบหน้าของเขาอีกประการหนึ่งก็คือระดับการฝึกตนของเขานั้นยังอยู่ในขั้นรวมพลังชั้นที่หนึ่งเท่านั้นทั้งยังมีกระบี่เทียนเชวียที่เขาแบกอยู่ในมืออีกด้วย
“ขั้นรวมพลังชั้นที่หนึ่ง พร์เ้าช่างด้อยยิ่งนัก”เขาเพิ่งจะเดินเข้ามาถึงก็กลับมีสายตาดูแคลนจากศิษย์สำนักเหิงเยว่มองเสียแล้ว
“เลือกกระบี่เทียนเชวียเป็อาวุธิญญาเสียด้วย ช่างน่าขันยิ่งนัก”
“สงสัยในหัวของเขาคงมีแต่ขี้เลื่อยกระมัง”
เย่เฉินไม่สนใจคำวิจารณ์ของคนอื่นสายตาจับจ้องไปยังศิลาหินที่ตั้งตระหง่านอยู่ในหอภารกิจ ้ามีป้ายหยกเล็กๆแขวนอยู่เต็มไปหมด ป้ายหยกแต่ละชิ้นจะแสดงภารกิจของแต่ละงานั้แ่ระดับต่ำไปจนถึงระดับสูงยิ่งระดับความยากมากเท่าไรก็จะยิ่งอยู่สูงขึ้นไปอีก
“ร่างมีทะเลลมปราณ กายได้รับการปลุกเสก ยิ่งมีอัคคีเที่ยงแท้คุ้มกายข้าก็มีพลังมากพอที่จะเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรขั้นรวมพลังั้แ่ชั้นที่ห้าลงมา”
เย่เฉินมองภารกิจที่แขวนอยู่บนศิลาหินพลางลอบประเมินพลังของตนเอง
สุดท้ายสายตาของเขาก็หยุดอยู่บนป้ายหยกแผ่นหนึ่งซึ่งเขียนว่า หมาป่าโลหิต มันเป็ภารกิจที่จัดอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำซึ่งนับว่าอยู่ในขีดความสามารถของเขา
เย่เฉินเคยเห็นหมาป่าโลหิตในรายชื่อของสัตว์อสูรมาก่อนมันดุร้ายเป็อย่างมาก พลังเทียบเท่ากับมนุษย์ที่อยู่ขั้นรวมพลังชั้นที่สาม มันมีร่างกายที่แข็งแกร่งขั้นรวมพลังชั้นทั่วไปไม่อาจทำลายเกราะป้องกันของมันได้ผู้ฝึกตนทั่วไปต่างก็ไม่คิดที่จะไปแหย่มัน
“ข้าเลือกอันนี้ก็แล้วกัน” เย่เฉินกำลังจะยื่นมือออกไปหยิบป้ายหยกแผ่นนั้นแต่ทว่ากลับมีมือขาวสะอาดคว้าป้ายหยกตัดหน้าเขาไปเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น
“ภารกิจหมาป่าโลหิต ข้าจ้าวหลงขอรับไว้เอง”เสียงหัวเราะแ่เบาดังขึ้นข้างๆ หูของเย่เฉินอย่างชัดเจนในคำพูดและน้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยแววยั่วยุและเ้าเล่ห์
เย่เฉินหันหน้าไปมองศิษย์ชุดม่วงที่ยืนอยู่ข้างๆตนตามสัญชาตญาณ เขาก็พบว่าอีกฝ่ายนั้นมีรูปลักษณ์ที่หล่อเหลา ท่วงท่าสะโอดสะองเส้นผมดำขลับเป็แพรวพราวทว่ามุมปากกลับประดับด้วยร้อยยิ้มอันแสนร้ายกาจที่ทำให้เขาแลดูน่าเกลียดยิ่งนัก
“ทำไม? เ้าไม่ยอมงั้นหรือ?” ศิษย์ที่มีนามว่าจ้าวหลงผู้นั้นเชิดหน้าขึ้นแม้แต่สายตาที่ใช้มองเย่เฉินเขาก็ทำเพียงแค่ปรายตามองเท่านั้น
“ศิษย์พี่เอาไปเถิด” เย่เฉินี้เีจะต่อความกับเขาจึงหันไปไล่ดูศิลาหินอีกครั้ง เพื่อเสาะหาภารกิจอื่น สุดท้ายเขาก็เจอภารกิจที่อยู่ในระดับเดียวกันกับภารกิจสังหารหมาป่าโลหิตมันเป็ภารกิจสังหารสัตว์อสูรเช่นเดียวกัน
แต่ขณะที่เขากำลังจะยื่นมือออกไปนั้นจ้าวหลงผู้นั้นก็ชิงคว้าป้ายหยกแผ่นนั้นตัดหน้าเขาไปเพียงแค่หนึ่งก้าว
“ภารกิจนี้ข้าก็จะเอา” เสียงหัวเราะอันร้ายกาจของจ้าวหลงดังขึ้นอีกครั้งเขาพูดไปพลางไม่ลืมใช้สายตายั่วยุจ้องมองเย่เฉิน
เย่เฉินมองจ้าวหลงปราดหนึ่งพยายามระงับอารมณ์ลง
เขาหันไปจับจ้องสายตาอยู่บนศิลาหินอีกครั้งหนึ่งก่อนจะเสาะหาภารกิจอื่น แต่ครั้งนี้ก็ยังเป็เชกเช่นสองคราแรกขณะที่เขากำลังจะยื่นมือออกไปก็มีฝ่ามือขาวสะอาดชิงคว้าตัดหน้าเขาไปหนึ่งก้าว
“ภารกิจนี้ก็ของข้า” ผู้ที่ลงมือก็ยังคงเป็จ้าวหลงคนเดิมเขาเชิดหน้าขึ้นแฝงไปด้วยแววยั่วยุเต็มที่
เย่เฉินขมวดคิ้วเขามองออกแล้ว จ้าวหลงผู้นี้ไม่ได้มารับภารกิจแต่มาเพื่อมาหาเื่ไม่เช่นนั้นศิษย์ที่มารับภารกิจมีมากมายปานนั้น ไฉนต้องมาคว้าภารกิจของเขาทุกครั้ง
“ศิษย์พี่ ข้ากับท่านไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกัน ไยต้องกลั่นแกล้งข้าด้วย”เย่เฉินจ้องมองจ้าวหลง
เดิมเย่เฉินคิดว่ามาสำนักเหิงเยว่ต้องทำตัวธรรมดาเข้าไว้อย่าไปหาเื่ใส่ตัวเด็ดขาด แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะกลัวเห็นได้ชัดว่าจ้าวหลงผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าผู้นี้ตั้งใจมาหาเื่เขาด้วยนิสัยของเย่เฉินแล้ว เขาไม่มีทางยอมถูกคนอื่นกลั่นแกล้งอยู่ฝ่ายเดียวแน่ๆ
“ไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกันหรือ ฮึๆ...” จ้าวหลงแค่นเสียง “เ้าทำร้ายศิษย์น้องของข้ากล้าพูดว่าไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกัน? ใจกล้าไม่น้อย!แม้แต่ศิษย์น้องของข้าจ้าวหลง เ้าก็ยังกล้ารังแกเ้าคงเบื่อชีวิตของเ้าแล้วจริงๆ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้เย่เฉินก็เข้าใจแล้ว
เขาพอจะคาดเดาได้แล้วว่าศิษย์น้องที่จ้าวหลงพูดถึงนั้นเป็ใครนอกจากจางเทาที่ถูกเขาตีไปเมื่อวันก่อน เขาก็นึกถึงคนอื่นไม่ออกแล้วจริงๆ
เช่นนี้แล้วจ้าวหลงคงจะมาเพื่อช่วยจางเทาระบายโทสะเป็แน่ไม่แปลกที่จะเป็ศิษย์น้องของจ้าวหลง เทียบกับจางเทาแล้วพื้นฐานพลังของจ้าวหลงนั้นดูแข็งแกร่งกว่าไม่น้อยทว่าเทียบกันแล้วจ้าวหลงผู้นี้ดูเย่อหยิ่งจองหองกว่าจางเทามากนัก
ทันใดนั้นเองจ้าวหลงก็วางมือลงบนไหล่ของเย่เฉิน
พลังปราณรุนแรงไหลเข้าสู่ภายในร่างของเย่เฉินมันปะทะกันยุ่งเหยิงอยู่ภายในตัวของเขา
เย่เฉินขมวดคิ้วแต่ท่าทางกลับนิ่งเฉยเป็การตอบโต้ทะเลลมปราณของเขาปล่อยพลังปราณออกมาสายหนึ่งก่อนจะดันพลังปราณของจ้าวหลงที่ไหลทะลักเข้าสู่ร่างเขาในตอนแรกออกมา
พลังปราณถูกดันออกมาแม้แต่จ้าวหลงเองก็ยังประหลาดใจไม่น้อย แต่รอยยิ้มแฝงความร้ายกาจกลับยิ่งชัดขึ้น“เ้าหนุ่ม ข้าดูเบาเ้าไปจริงๆ”
“เป็เ้าที่ลงมือก่อน จะมาโทษข้าไม่ได้” เย่เฉินมีสีหน้าไม่แยแสเขาสามารถคว่ำจางเทาลงได้ ก็ย่อมไม่กลัวจ้าวหลงเพราะระดับการฝึกตนของจ้าวหลงนั้นอยู่แค่ขั้นรวมพลังชั้นที่ห้า หากต่อสู้กันจริงๆเขาคงไม่แพ้เป็แน่
“ดี ดีมาก” จ้าวหลงปรบมือร้องว่าดี“บิดาล่ะชอบนักพวกที่อ่อนแอแต่แสร้งทำเป็เก่ง”
เขาพูดไปพลางโคจรพลังปราณในร่างของตนด้วยท่าทางหมายจะคว่ำเย่เฉินให้ได้ในกระบวนท่าเดียว
เห็นท่าทางของอีกฝ่ายแล้วเย่เฉินย่อมไม่มีทางแสดงความอ่อนแอออกมาเขาส่งกระแสจิตคราหนึ่ง พลังปราณจากทะเลลมปราณก็ไหลทะลักออกมา
บรรยากาศคุกรุ่นระหว่างสองคนนั้นก็พลันดึงดูดความสนใจจากศิษย์รอบด้าน
“นี่พวกเขากำลังจะมีเื่กันหรือ!”
“ขั้นรวมพลังชั้นที่หนึ่ง เ้าหนุ่มนี่ยังจะกล้ามามีเื่กับจ้าวหลงกินยาผิดมากระมัง!”
“พวกเ้าจะก่อเื่กันหรือ?” เสียงตวาดกร้าวดังมาจากด้านในผู้าุโที่ดูแลหอภารกิจปรากฏตัวขึ้น ในน้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยอำนาจ“ที่นี่คือหอภารกิจ ไม่อนุญาตให้พวกเ้ามากระทำตัวป่าเถื่อนถ้าอยากจะสู้กันก็ไปที่ลานเมฆวายุเสีย ไปซะ!”
มีผู้าุโที่น่าเกรงขามอยู่จ้าวหลงย่อมไม่กล้าหาเื่อีก แม้แต่เย่เฉินเองก็ยังค่อยๆ เก็บพลังปราณกลับไป
“เ้าหนุ่ม ช้าเร็วข้าจะไปคิดบัญชีกับเ้า” จ้าวหลงยิ้มเย็น ก่อนเดินจากไปซ้ำยังไม่ลืมหันมาข่มขู่เย่เฉินด้วยท่าทางโหดร้าย
“ข้าจะรอ” เย่เฉินเอ่ยตอบอย่างราบเรียบ ในดวงตามีแววเยือกเย็นวาบผ่าน ก่อนจะหันไปมองศิลาหินอีกครั้ง แล้วหยิบป้ายหยกจาก้ามาหนึ่งแผ่นมันคือภารกิจสังหารหมาป่าอัคคี ซึ่งมีระดับที่ไม่ได้สูงมากนัก
เย่เฉินเก็บป้ายภารกิจเดินไปยังหอภารกิจ ทว่าเขารู้ดีว่า ในระยะนี้คงยากนักที่เขาจะฝึกฝนได้อย่างสงบสุข
เมื่อออกจากหอภารกิจเย่เฉินก็มุ่งหน้าลงเขา
ขณะที่เดินผ่านสวนแห่งิญญาเย่เฉินก็แวะเข้าไปเยี่ยมครอบครัวผู้าุโจางเฟิงเหนียน
“เป็พวกท่านที่ทำให้ข้าััถึงความอบอุ่นอีกครั้งทำให้ข้ารู้ว่าข้ายังมีคนที่อยากจะปกป้องอยู่” มุมปากของเขาประดับด้วยรอยยิ้ม การที่เย่เฉินลงจากเขาิญญาทำให้เขาได้เริ่มต้นใหม่อย่างงดงามยิ่งขึ้น เขาต้องพยายามให้มากขึ้นเพื่อความฝันเพื่อปกป้องคนที่เขา้าจะปกป้อง
ห่างจากสำนักเหิงเยว่ออกไปสิบกว่าลี้มีผืนป่าอสูรอยู่แห่งหนึ่ง และภารกิจสังหารสัตว์อสูรของสำนักเหิงเยว่ส่วนใหญ่ก็มุ่งเป้ามาที่นี่
เมื่อแบ่งแยกทิศทางได้แล้วเย่เฉินก็กระชับเชือกที่ผูกอยู่บนกระบี่เทียนเชวีย แล้วมุ่งหน้าไปยังผืนป่าอสูร
หนึ่งชั่วยามผ่านไปเบื้องหน้าของเขานั้นเป็ป่าเขาหนาทึบ เย่เฉินหายใจหอบพร้อมหยุดฝีเท้าลงผืนป่าอสูรกว้างใหญ่ยิ่งนัก ปกคลุมไปด้วยต้นไม้เก่าแก่สูงระฟ้าเพียงยืนอยู่ตรงนี้เขาก็สามารถััได้ถึงกลิ่นคาวเืและการฆ่าฟันที่ลอยออกมาจากด้านใน
“เริ่มภารกิจได้” เย่เฉินสูดหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนจะก้าวเท้าเข้าสู่ผืนป่าอสูร