กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 134 เด็กก็คือผ้าขาว

            ผ่านมากว่าครึ่งเดือนแล้วที่สงครามของเมืองเบอเนียร์ได้สิ้นสุดลง สถานการณ์ในตอนนี้แม้จะยังคงมีความวุ่นวายอยู่เล็กน้อยแต่ก็ถือว่าเงียบสงบกว่าเมื่อครึ่งเดือนก่อนมาก  เรื่องราวของสงครามกลายเป็นเรื่องเล่าอันแสนน่าตื่นเต้น  แม้แต่เมืองที่อยู่ห่างออกไปนับร้อยกิโลเมตรยังรับรู้เรื่องราวของสงครามเมืองเบอเนียร์  เรื่องราวถูกเล่าปากต่อปาก  จากทหารสู่กลุ่มชาวบ้าน  จากชาวบ้านสู่กลุ่มของนักเดินทาง   สุดท้ายเรื่องราวก็ถูกแพร่กระจายไปทั่วอาณาจักรเทียร์ออส  ส่วนเรื่องที่ผู้คนจากต่างเมืองให้ความสนใจมากที่สุดคงเป็นเรื่องของปีศาจเบเฮโมท 

     

            บริเวณลานกว้างของเมืองกลับกลายเป็นสถานที่เที่ยวไปโดยปริยาย  นักเดินทางจากต่างเมือง  นักเวทพเนจร พ่อค้า ไม่เว้นแม้แต่ขุนนางใหญ่โตของอาณาจักร ต่างเดินทางมายังเมืองเบอเนียร์เพื่อที่จะได้ยลโฉมร่างของปีศาจสักครั้ง  เมื่อผู้คนต่างหลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก ในที่สุดดยุคโคเว่นก็ต้องมีคำสั่งให้เพิ่มการคุ้มกันร่างของปีศาจเป็นสองเท่า 

     

            เผ่าปีศาจเป็นตัวตนที่ไม่เคยปรากฏให้เห็นมาเนิ่นนานแล้ว  ผู้คนรู้จักมันเพียงในหนังสือตำราหรือเรื่องเล่าในนิทานเท่านั้น  จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าเหตุใดผู้คนจึงได้ลงทุนเดินทางมาจากสถานที่อันห่างไกลเพื่อที่จะมาเห็นร่างของปีศาจของจริงสักครั้ง 

     

            มีพ่อค้ารวมถึงขุนนางผู้ร่ำรวยหลายคนมาติดต่อขอซื้อร่างของปีศาจเบเฮโมทจากดยุคโคเว่น  เมื่อความต้องการซื้อมีมากแต่สินค้ามีเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น  ในที่สุดราคาของมันก็พุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด  ราคาของศพเบเฮโมทพุ่งสูงไปถึงสี่ล้านเหรียญคริสตัล มันเป็นราคาที่แพงมากสำหรับศพของปีศาจที่จะถูกซื้อไปเป็นเพียงเครื่องประดับในคฤหาสน์หลังงาม  แม้ดยุคโคเว่นจะไม่ได้ขาดแคลนเงินทองแต่เงินจำนวนนี้ก็นับเป็นสิ่งที่ล่อตาล่อใจอยู่ไม่เบา    

     

            แต่ทุกคนก็ต่างต้องผิดหวังเมื่อดยุคโคเว่นได้ปฏิเสธทุกข้อเสนอในเวลาต่อมา  แน่นอนว่ายังมีหลายคนที่ยังไม่ถอดใจ  พวกเขาพยายามยื่นข้อเสนอต่างๆให้กับดยุคโคเว่น สุดท้ายด้วยความรำคาญดยุคโคเว่นก็ประกาศออกไปว่าร่างของเบเฮโมทจะไม่มีการขายให้กับผู้ใดทั้งนั้น  เพราะว่าเขาได้ตกลงขายมันให้กับคนผู้หนึ่งไปแล้ว  นั่นต่างสร้างความงุนงงให้กับผู้คนเป็นอย่างมาก 

             

            ความจริงแล้วเงินสี่ล้านเหรียญคริสตัลแลกเปลี่ยนกับศพของปีศาจที่ไม่รู้จะใช้ประโยชน์อะไรนั่นนับเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าเป็นอย่างมาก แต่ก่อนที่ดยุคโคเว่นจะตัดสินใจขายร่างของปีศาจให้กับขุนนางคนหนึ่ง  ก็ดันมีนักเวทผู้หนึ่งยื่นข้อเสนออันน่าสนใจให้กับเขาเสียก่อน  ข้อเสนอที่คนผู้นั้นเสนอให้กับดยุคโคเว่นมันเป็นสิ่งที่เขาตอบรับโดยไม่ลังเล  มันเป็นข้อเสนอที่ผู้ใดก็ไม่อาจจะให้กับเขาได้  ต่อให้มีเงินนับสิบล้านเหรียญคริสตัลมากองตรงหน้า  ดยุคโคเว่นก็ยังคงยืนยันจะแลกเปลี่ยนกับข้อเสนอของนักเวทคนเดิมอยู่ดี    

             

            เมื่อได้ยินคำยืนกรานของดยุคโคเว่น  สุดท้ายทุกคนก็ต้องยอมตัดใจ  หากศพของปีศาจอยู่ในการครอบครองของนักเวทคนอื่นไม่แน่ว่าพวกพ่อค้ากับขุนนางก็อาจจะใช้วิธีบีบบังคับทางอ้อมจนคนผู้นั้นต้องยอมขาย  แต่เมื่อผู้ที่ครอบครองศพของปีศาจคือดยุคโคเว่น  พวกเขาก็ต้องยอมตัดใจไปโดยปริยาย  แม้ดยุคโคเว่นจะเป็นแค่เจ้าเมืองเล็กๆ  แต่เบื้องหลังของเขาไม่ได้เล็กจ้อยตามไปด้วย  จะมีคนที่ไร้สมองที่ไหนบ้างล่ะที่จะกล้าลองดีกับผู้ที่เป็นเชื้อพระวงศ์

             

             “ ทำไมนายท่านจึงได้มั่นใจในตัวของเขานัก“

             

            เซนที่ยืนอยู่ด้านหลังของดยุคโคเว่นเอ่ยถาม เขามองไปที่แผ่นหลังของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่พึ่งเดินจากไปด้วยความสงสัย 

             

            “ เขาเป็นคนที่ช่วยเปลี่ยนชะตาของเมืองเบอเนียร์มาแล้ว ข้าเชื่อว่าเขาอาจจะเปลี่ยนโชคชะตาของไอรีนได้ แม้ความหวังมันจะริบหรี่สักแค่ไหนข้าก็เต็มใจจะคว้ามันเอาไว้ “

             

             ดยุคโคเว่นมองไปที่แผ่นหลังของเด็กหนุ่มผู้ที่เดินจากไปด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความหวัง เงื่อนไขที่เด็กหนุ่มเสนอให้กับเขาคือการที่เขามอบร่างของปีศาจเบเฮโมทให้กับเด็กหนุ่มผู้นั้นไป  แลกกับการที่ช่วยรักษาอาการป่วยของไอรีนจนหายดี

             

            “ แม้แต่นักปรุงยาระดับปรมาจารย์จากเมืองโพริอัสยังไม่สามารถรักษาอาการของท่านไอรีนให้หายขาดได้ ทำได้มากสุดก็แค่ประคองอาการไว้ไม่ให้หนักไปกว่าเดิม  แล้วเขาจะทำได้จริงๆเหรอนายท่าน “

             

            เซนยังคงรู้สึกไม่เชื่อใจว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะมีความสามารถรอบด้านถึงเพียงนั้น  การบ่มเพาะพลังเวท  การต่อสู้ ความรอบรู้ และหากเขายังเชี่ยวชาญศาสตร์แห่งการปรุงยาด้วย  นี่ไม่นับว่าเขาอัจฉริยะจนเกินไปหน่อยเหรอ  แม้แต่ผู้ที่เริ่มเรียนรู้ตั้งแต่คลอดจากท้องมารดายังไม่สามารถจะทำเช่นนี้ได้เลย

             

            “ข้าไม่รู้หรอกว่าเขาจะทำได้ตามที่พูดเอาไว้หรือไม่  แต่เขาเคยสร้างปาฏิหาริย์ให้กับเมืองเบอเนียร์มาแล้ว  ข้าก็หวังว่าเขาจะสร้างปาฏิหาริย์ให้กับไอรีนเช่นกัน“

             

            ตั้งแต่หลายปีก่อนที่ไอรีนล้มป่วยอย่างไม่ทราบสาเหตุ  ในตอนแรกดยุคโคเว่นก็คิดว่านั่นคืออาการเจ็บป่วยปกติ  แต่เหตุการณ์มันกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น  เมื่อนักปรุงยาในตระกูลต่างส่ายหน้าให้กับอาการของนาง ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ก็กลับไม่ช่วยให้อาการของนางดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย

             

            ดยุคโคเว่นเสียเงินจำนวนมากไปกับนักปรุงยาที่พามารักษานาง  แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครรักษานางได้  โชคดีที่ได้นักปรุงยาระดับปรมาจารย์จากเมืองโพริอัสมาช่วยเหลือเอาไว้  แม้จะทำได้เพียงประคองอาการของนางเอาไว้  แต่มันก็ยังดีกว่าปล่อยให้อาการของนางทรุดหนักลงไปเรื่อยๆ 

             

            ไม่ต้องนึกถึงเลยว่า หลายปีมานี้ดยุคโคเว่นเพียรพยามแค่ไหนที่จะตามหาคนเพื่อมารักษานาง คำสัญญาจากปากของเด็กหนุ่มที่ว่าจะรักษานางให้หายภายในหนึ่งเดือน  โรคที่นักปรุงยาระดับปรจารย์กล่าวว่าไม่มีทางรักษาหายกลับมีเด็กน้อยคนหนึ่งบอกว่าสามารถรักษาให้หายได้ภายในหนึ่งเดือน  แม้มันจะฟังดูราวกับคำเพ้อเจ้อแต่นั่นก็นับเป็นความหวังที่ส่องประกายท่ามกลางความมืดมิดภายในใจของดยุคโคเว่น  แม้มันจะเป็นความหวังเพียงเศษเสี้ยวเขาก็ไม่ลังเลที่จะคว้ามันเอาไว้    

             

             

             

            “ พี่แอเรียสจะรักษาท่านป้าคนนั้นได้จริงๆเหรอ“

             

            เสียงของโอลิเวียที่เอ่ยขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น  นางนั่งอยู่บนไหล่ของแอเรียสพร้อมกับเอียงคอถาม

             

            “ ขนาดเจ้าถูกคำสาปมาเป็นร้อยปีข้ายังรักษาได้เลย  นับประสาอะไรกับภรรยาของดยุคโคเว่น “

             

            แอเรียสเอ่ยตอบอย่างอารมณ์ดี  สายตามองไปที่ภูตตัวน้อยที่นั่งอยู่บนบ่าของเขาอย่างเอ็นดู  แต่พอเพ็งมองไปที่นางดีๆทำไมเขาจึงรู้สึกว่านางสูงขึ้นสักประมาณหนึ่งถึงสองเซนติเมตรกันนะ มันเป็นเรื่องปกติที่เด็กในวัยนี้จะสูงขึ้นสักหนึ่งหรือสองเซนติเมตรในช่วงระยะเวลาสั้นๆ  แต่มันกลับเป็นเรื่องผิดปกติที่ภูตอย่างนางสูงขึ้นขนาดนี้ 

             

            “ แต่ตอนที่พี่แอเรียสรักษาข้าใช้เวลาแค่วันเดียวเองนี่นา ทำไมรักษาท่านป้าคนนั้นต้องใช้เวลาตั้งหนึ่งเดือน “

             

            โอลิเวียยังคงถามต่อไปด้วยความสงสัย

             

            “ ผู้คนมักจะไม่เห็นค่าสิ่งที่ได้มาอย่างง่ายดาย หากสิ่งใดที่ได้มายากๆผู้คนกลับเห็นค่ามันมากกว่า  ก็เหมือนกับร่างของปีศาจเบเฮโมทนั่นไงเพราะผู้คนเห็นว่ามันเป็นของหายากก็พากันเสนอราคาแสนแพงให้กับดยุคโคเว่น  ทั้งๆที่พวกเขาไม่รู้วิธีจะใช้ประโยชน์จากร่างของปีศาจด้วยซ้ำ เพียงแค่มันเป็นของหายากก็กลายเป็นของมีราคาขึ้นมา  หากปีศาจถูกอัญเชิญขึ้นมาให้เห็นทุกวันเจ้าเชื่อไหมว่าเสนอราคาขายแค่แสนเหรียญคริสตัลยังไม่มีผู้ใดสนใจอยากได้มันเลย“

             

             แอเรียสอธิบายออกมาให้โอลิเวียฟัง 

             

            “ พี่แอเรียสโกหกเรื่องเวลาในการรักษาซึ่งทำให้ดูเหมือนว่าการรักษาของพี่แอเรียสมันยากลำบาก  ทั้งๆที่ความจริงแล้วมันง่ายนิดเดียว  ที่แท้พี่แอเรียสก็ทำเพื่อที่จะได้โก่งราคาแพงๆนี่เอง  นี่พี่แอเรียสเป็นนักปรุงยาหรือนักต้มตุ๋นกันแน่นะ  คิกๆๆ “

             

            โอลิเวียพูดออกมาก่อนจะปิดปากหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนาน

             

            “นี่เจ้าไปจำคำพวกนี้มาจากไหนกัน ต้องเป็นท่านแม่แน่ๆที่สอนคำแปลกๆพวกนี้ให้กับเจ้า  เขาเรียกว่าเป็นชั้นเชิงต่างหากเล่า เจ้าเองหากอยากอยู่ในโลกอันแสนโหดร้ายนี้ก็ต้องหัดเลียนรู้จากข้าเอาไว้  เข้าใจรึเปล่า ? “

             

            แอเรียสทำหน้าตาเหมือนกับอาจารย์ที่กำลังถ่ายถอดความรู้ให้กับลูกศิษย์อย่างไงอย่างงั้น  มันทำให้โอลิเวียต้องเอียงคอมองเล็กๆอย่างสงสัยในคำพูดของแอเรียส  แต่ด้วยความเชื่อใจในตัวของเขา ในที่สุดโอลิเวียตัวน้อยก็พยักหน้าอย่างความเข้าใจในบทเรียนใหม่ที่แอเรียสได้เริ่มสั่งสอน ที่แท้อยู่ในโลกโหดร้ายใบนี้ก็ต้องหัดเป็นนักต้มตุ๋นนี่เอง

             

            ท่ามกลางบรรยากาศป่าเขียวขจีอันแสนร่มรื่น  ไม่มีใครรับรู้เลยว่าตอนนี้จิ้งจอกนามแอเรียสกำลังถ่ายทอดความรู้อะไรให้กับภูตตัวน้อยที่แสนใสซื่อไปบ้าง อนิจจานางก็นั่งพยักหน้าทำความเข้าใจอย่างว่าง่าย  ไม่อาจจะคาดเดาได้เลยจริงๆว่าหากเหล่าภูตได้มาเห็นองค์หญิงของเผ่าตนเติบโตมากับการสั่งสอนของแอเรียสพวกเขาจะคิดเช่นไร

             

            “  หากศัตรูที่คิดจะฆ่าเจ้ามันพลาดท่า  แล้วมันบอกกับเจ้าว่ามันมีแม่แก่ๆรอให้มันกลับไปดูแล  เจ้าจะทำเช่นไร “

             

            แอเรียสเอ่ยถามอย่างเคร่งขรึม  ท่าทางของเขาราวกับอาจารย์ที่กำลังทดสอบความรู้ของลูกศิษย์

             

            “ เอ่อ..ข้าคงปล่อยเขาไป เขาจะได้กลับไปอยู่กับแม่ของเขา “

             

            “ ข้าล่ะเหนื่อยกับเจ้าจริงๆโอลิเวีย ข้าสอนแล้วไงว่าจงรีบจัดการกับมันให้ไว  หากเจ้าไม่ชอบเลือดก็ใช้เวทพฤกษาของเจ้าฝังกลบมันไปกับดินไปเลย  จำเอาไว้ให้ดีว่าศัตรูมักจะโกหกเสมอ “

             

            “ อ๋อออ..แบบนี้นี่เอง “

             

            โอลิเวียพยักหน้าลงอย่างทำความเข้าใจ  แม้จะสับสนหรือรู้สึกว่าคำสอนเหล่านี้มันขัดกับจิตสำนึกภายในจิตใจของนางไปบ้างแต่นางก็พยายามที่จะเรียนรู้จากแอเรียสให้ได้มากที่สุด 

             

            และแล้วองค์หญิงของเผ่าภูตก็เริ่มได้รับการสั่งสอนที่แตกต่างจากคำสอนใดๆของเหล่าภูต  คำสอนเรื่องความเมตตาและความรักสงบแทบจะไม่มีในบทเรียนของแอเรียส ไม่อาจจะคาดเดาได้เลยว่าโอลิเวียน้อยที่แสนใสซื่อจะเติบโตมาเป็นเช่นไร     

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท ที่คุณอ่าน