ผ่านมากว่าครึ่งเดือนแล้วที่สงครามของเมืองเบอเนียร์ได้สิ้นสุดลง สถานการณ์ในตอนนี้แม้จะยังคงมีความวุ่นวายอยู่เล็กน้อยแต่ก็ถือว่าเงียบสงบกว่าเมื่อครึ่งเดือนก่อนมาก เรื่องราวของสงครามกลายเป็นเรื่องเล่าอันแสนน่าตื่นเต้น แม้แต่เมืองที่อยู่ห่างออกไปนับร้อยกิโลเมตรยังรับรู้เรื่องราวของสงครามเมืองเบอเนียร์ เรื่องราวถูกเล่าปากต่อปาก จากทหารสู่กลุ่มชาวบ้าน จากชาวบ้านสู่กลุ่มของนักเดินทาง สุดท้ายเรื่องราวก็ถูกแพร่กระจายไปทั่วอาณาจักรเทียร์ออส ส่วนเรื่องที่ผู้คนจากต่างเมืองให้ความสนใจมากที่สุดคงเป็นเรื่องของปีศาจเบเฮโมท
บริเวณลานกว้างของเมืองกลับกลายเป็นสถานที่เที่ยวไปโดยปริยาย นักเดินทางจากต่างเมือง นักเวทพเนจร พ่อค้า ไม่เว้นแม้แต่ขุนนางใหญ่โตของอาณาจักร ต่างเดินทางมายังเมืองเบอเนียร์เพื่อที่จะได้ยลโฉมร่างของปีศาจสักครั้ง เมื่อผู้คนต่างหลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก ในที่สุดดยุคโคเว่นก็ต้องมีคำสั่งให้เพิ่มการคุ้มกันร่างของปีศาจเป็นสองเท่า
เผ่าปีศาจเป็นตัวตนที่ไม่เคยปรากฏให้เห็นมาเนิ่นนานแล้ว ผู้คนรู้จักมันเพียงในหนังสือตำราหรือเรื่องเล่าในนิทานเท่านั้น จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าเหตุใดผู้คนจึงได้ลงทุนเดินทางมาจากสถานที่อันห่างไกลเพื่อที่จะมาเห็นร่างของปีศาจของจริงสักครั้ง
มีพ่อค้ารวมถึงขุนนางผู้ร่ำรวยหลายคนมาติดต่อขอซื้อร่างของปีศาจเบเฮโมทจากดยุคโคเว่น เมื่อความต้องการซื้อมีมากแต่สินค้ามีเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น ในที่สุดราคาของมันก็พุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด ราคาของศพเบเฮโมทพุ่งสูงไปถึงสี่ล้านเหรียญคริสตัล มันเป็นราคาที่แพงมากสำหรับศพของปีศาจที่จะถูกซื้อไปเป็นเพียงเครื่องประดับในคฤหาสน์หลังงาม แม้ดยุคโคเว่นจะไม่ได้ขาดแคลนเงินทองแต่เงินจำนวนนี้ก็นับเป็นสิ่งที่ล่อตาล่อใจอยู่ไม่เบา
แต่ทุกคนก็ต่างต้องผิดหวังเมื่อดยุคโคเว่นได้ปฏิเสธทุกข้อเสนอในเวลาต่อมา แน่นอนว่ายังมีหลายคนที่ยังไม่ถอดใจ พวกเขาพยายามยื่นข้อเสนอต่างๆให้กับดยุคโคเว่น สุดท้ายด้วยความรำคาญดยุคโคเว่นก็ประกาศออกไปว่าร่างของเบเฮโมทจะไม่มีการขายให้กับผู้ใดทั้งนั้น เพราะว่าเขาได้ตกลงขายมันให้กับคนผู้หนึ่งไปแล้ว นั่นต่างสร้างความงุนงงให้กับผู้คนเป็นอย่างมาก
ความจริงแล้วเงินสี่ล้านเหรียญคริสตัลแลกเปลี่ยนกับศพของปีศาจที่ไม่รู้จะใช้ประโยชน์อะไรนั่นนับเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าเป็นอย่างมาก แต่ก่อนที่ดยุคโคเว่นจะตัดสินใจขายร่างของปีศาจให้กับขุนนางคนหนึ่ง ก็ดันมีนักเวทผู้หนึ่งยื่นข้อเสนออันน่าสนใจให้กับเขาเสียก่อน ข้อเสนอที่คนผู้นั้นเสนอให้กับดยุคโคเว่นมันเป็นสิ่งที่เขาตอบรับโดยไม่ลังเล มันเป็นข้อเสนอที่ผู้ใดก็ไม่อาจจะให้กับเขาได้ ต่อให้มีเงินนับสิบล้านเหรียญคริสตัลมากองตรงหน้า ดยุคโคเว่นก็ยังคงยืนยันจะแลกเปลี่ยนกับข้อเสนอของนักเวทคนเดิมอยู่ดี
เมื่อได้ยินคำยืนกรานของดยุคโคเว่น สุดท้ายทุกคนก็ต้องยอมตัดใจ หากศพของปีศาจอยู่ในการครอบครองของนักเวทคนอื่นไม่แน่ว่าพวกพ่อค้ากับขุนนางก็อาจจะใช้วิธีบีบบังคับทางอ้อมจนคนผู้นั้นต้องยอมขาย แต่เมื่อผู้ที่ครอบครองศพของปีศาจคือดยุคโคเว่น พวกเขาก็ต้องยอมตัดใจไปโดยปริยาย แม้ดยุคโคเว่นจะเป็นแค่เจ้าเมืองเล็กๆ แต่เบื้องหลังของเขาไม่ได้เล็กจ้อยตามไปด้วย จะมีคนที่ไร้สมองที่ไหนบ้างล่ะที่จะกล้าลองดีกับผู้ที่เป็นเชื้อพระวงศ์
“ ทำไมนายท่านจึงได้มั่นใจในตัวของเขานัก“
เซนที่ยืนอยู่ด้านหลังของดยุคโคเว่นเอ่ยถาม เขามองไปที่แผ่นหลังของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่พึ่งเดินจากไปด้วยความสงสัย
“ เขาเป็นคนที่ช่วยเปลี่ยนชะตาของเมืองเบอเนียร์มาแล้ว ข้าเชื่อว่าเขาอาจจะเปลี่ยนโชคชะตาของไอรีนได้ แม้ความหวังมันจะริบหรี่สักแค่ไหนข้าก็เต็มใจจะคว้ามันเอาไว้ “
ดยุคโคเว่นมองไปที่แผ่นหลังของเด็กหนุ่มผู้ที่เดินจากไปด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความหวัง เงื่อนไขที่เด็กหนุ่มเสนอให้กับเขาคือการที่เขามอบร่างของปีศาจเบเฮโมทให้กับเด็กหนุ่มผู้นั้นไป แลกกับการที่ช่วยรักษาอาการป่วยของไอรีนจนหายดี
“ แม้แต่นักปรุงยาระดับปรมาจารย์จากเมืองโพริอัสยังไม่สามารถรักษาอาการของท่านไอรีนให้หายขาดได้ ทำได้มากสุดก็แค่ประคองอาการไว้ไม่ให้หนักไปกว่าเดิม แล้วเขาจะทำได้จริงๆเหรอนายท่าน “
เซนยังคงรู้สึกไม่เชื่อใจว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะมีความสามารถรอบด้านถึงเพียงนั้น การบ่มเพาะพลังเวท การต่อสู้ ความรอบรู้ และหากเขายังเชี่ยวชาญศาสตร์แห่งการปรุงยาด้วย นี่ไม่นับว่าเขาอัจฉริยะจนเกินไปหน่อยเหรอ แม้แต่ผู้ที่เริ่มเรียนรู้ตั้งแต่คลอดจากท้องมารดายังไม่สามารถจะทำเช่นนี้ได้เลย
“ข้าไม่รู้หรอกว่าเขาจะทำได้ตามที่พูดเอาไว้หรือไม่ แต่เขาเคยสร้างปาฏิหาริย์ให้กับเมืองเบอเนียร์มาแล้ว ข้าก็หวังว่าเขาจะสร้างปาฏิหาริย์ให้กับไอรีนเช่นกัน“
ตั้งแต่หลายปีก่อนที่ไอรีนล้มป่วยอย่างไม่ทราบสาเหตุ ในตอนแรกดยุคโคเว่นก็คิดว่านั่นคืออาการเจ็บป่วยปกติ แต่เหตุการณ์มันกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เมื่อนักปรุงยาในตระกูลต่างส่ายหน้าให้กับอาการของนาง ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ก็กลับไม่ช่วยให้อาการของนางดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย
ดยุคโคเว่นเสียเงินจำนวนมากไปกับนักปรุงยาที่พามารักษานาง แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครรักษานางได้ โชคดีที่ได้นักปรุงยาระดับปรมาจารย์จากเมืองโพริอัสมาช่วยเหลือเอาไว้ แม้จะทำได้เพียงประคองอาการของนางเอาไว้ แต่มันก็ยังดีกว่าปล่อยให้อาการของนางทรุดหนักลงไปเรื่อยๆ
ไม่ต้องนึกถึงเลยว่า หลายปีมานี้ดยุคโคเว่นเพียรพยามแค่ไหนที่จะตามหาคนเพื่อมารักษานาง คำสัญญาจากปากของเด็กหนุ่มที่ว่าจะรักษานางให้หายภายในหนึ่งเดือน โรคที่นักปรุงยาระดับปรจารย์กล่าวว่าไม่มีทางรักษาหายกลับมีเด็กน้อยคนหนึ่งบอกว่าสามารถรักษาให้หายได้ภายในหนึ่งเดือน แม้มันจะฟังดูราวกับคำเพ้อเจ้อแต่นั่นก็นับเป็นความหวังที่ส่องประกายท่ามกลางความมืดมิดภายในใจของดยุคโคเว่น แม้มันจะเป็นความหวังเพียงเศษเสี้ยวเขาก็ไม่ลังเลที่จะคว้ามันเอาไว้
“ พี่แอเรียสจะรักษาท่านป้าคนนั้นได้จริงๆเหรอ“
เสียงของโอลิเวียที่เอ่ยขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางนั่งอยู่บนไหล่ของแอเรียสพร้อมกับเอียงคอถาม
“ ขนาดเจ้าถูกคำสาปมาเป็นร้อยปีข้ายังรักษาได้เลย นับประสาอะไรกับภรรยาของดยุคโคเว่น “
แอเรียสเอ่ยตอบอย่างอารมณ์ดี สายตามองไปที่ภูตตัวน้อยที่นั่งอยู่บนบ่าของเขาอย่างเอ็นดู แต่พอเพ็งมองไปที่นางดีๆทำไมเขาจึงรู้สึกว่านางสูงขึ้นสักประมาณหนึ่งถึงสองเซนติเมตรกันนะ มันเป็นเรื่องปกติที่เด็กในวัยนี้จะสูงขึ้นสักหนึ่งหรือสองเซนติเมตรในช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่มันกลับเป็นเรื่องผิดปกติที่ภูตอย่างนางสูงขึ้นขนาดนี้
“ แต่ตอนที่พี่แอเรียสรักษาข้าใช้เวลาแค่วันเดียวเองนี่นา ทำไมรักษาท่านป้าคนนั้นต้องใช้เวลาตั้งหนึ่งเดือน “
โอลิเวียยังคงถามต่อไปด้วยความสงสัย
“ ผู้คนมักจะไม่เห็นค่าสิ่งที่ได้มาอย่างง่ายดาย หากสิ่งใดที่ได้มายากๆผู้คนกลับเห็นค่ามันมากกว่า ก็เหมือนกับร่างของปีศาจเบเฮโมทนั่นไงเพราะผู้คนเห็นว่ามันเป็นของหายากก็พากันเสนอราคาแสนแพงให้กับดยุคโคเว่น ทั้งๆที่พวกเขาไม่รู้วิธีจะใช้ประโยชน์จากร่างของปีศาจด้วยซ้ำ เพียงแค่มันเป็นของหายากก็กลายเป็นของมีราคาขึ้นมา หากปีศาจถูกอัญเชิญขึ้นมาให้เห็นทุกวันเจ้าเชื่อไหมว่าเสนอราคาขายแค่แสนเหรียญคริสตัลยังไม่มีผู้ใดสนใจอยากได้มันเลย“
แอเรียสอธิบายออกมาให้โอลิเวียฟัง
“ พี่แอเรียสโกหกเรื่องเวลาในการรักษาซึ่งทำให้ดูเหมือนว่าการรักษาของพี่แอเรียสมันยากลำบาก ทั้งๆที่ความจริงแล้วมันง่ายนิดเดียว ที่แท้พี่แอเรียสก็ทำเพื่อที่จะได้โก่งราคาแพงๆนี่เอง นี่พี่แอเรียสเป็นนักปรุงยาหรือนักต้มตุ๋นกันแน่นะ คิกๆๆ “
โอลิเวียพูดออกมาก่อนจะปิดปากหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนาน
“นี่เจ้าไปจำคำพวกนี้มาจากไหนกัน ต้องเป็นท่านแม่แน่ๆที่สอนคำแปลกๆพวกนี้ให้กับเจ้า เขาเรียกว่าเป็นชั้นเชิงต่างหากเล่า เจ้าเองหากอยากอยู่ในโลกอันแสนโหดร้ายนี้ก็ต้องหัดเลียนรู้จากข้าเอาไว้ เข้าใจรึเปล่า ? “
แอเรียสทำหน้าตาเหมือนกับอาจารย์ที่กำลังถ่ายถอดความรู้ให้กับลูกศิษย์อย่างไงอย่างงั้น มันทำให้โอลิเวียต้องเอียงคอมองเล็กๆอย่างสงสัยในคำพูดของแอเรียส แต่ด้วยความเชื่อใจในตัวของเขา ในที่สุดโอลิเวียตัวน้อยก็พยักหน้าอย่างความเข้าใจในบทเรียนใหม่ที่แอเรียสได้เริ่มสั่งสอน ที่แท้อยู่ในโลกโหดร้ายใบนี้ก็ต้องหัดเป็นนักต้มตุ๋นนี่เอง
ท่ามกลางบรรยากาศป่าเขียวขจีอันแสนร่มรื่น ไม่มีใครรับรู้เลยว่าตอนนี้จิ้งจอกนามแอเรียสกำลังถ่ายทอดความรู้อะไรให้กับภูตตัวน้อยที่แสนใสซื่อไปบ้าง อนิจจานางก็นั่งพยักหน้าทำความเข้าใจอย่างว่าง่าย ไม่อาจจะคาดเดาได้เลยจริงๆว่าหากเหล่าภูตได้มาเห็นองค์หญิงของเผ่าตนเติบโตมากับการสั่งสอนของแอเรียสพวกเขาจะคิดเช่นไร
“ หากศัตรูที่คิดจะฆ่าเจ้ามันพลาดท่า แล้วมันบอกกับเจ้าว่ามันมีแม่แก่ๆรอให้มันกลับไปดูแล เจ้าจะทำเช่นไร “
แอเรียสเอ่ยถามอย่างเคร่งขรึม ท่าทางของเขาราวกับอาจารย์ที่กำลังทดสอบความรู้ของลูกศิษย์
“ เอ่อ..ข้าคงปล่อยเขาไป เขาจะได้กลับไปอยู่กับแม่ของเขา “
“ ข้าล่ะเหนื่อยกับเจ้าจริงๆโอลิเวีย ข้าสอนแล้วไงว่าจงรีบจัดการกับมันให้ไว หากเจ้าไม่ชอบเลือดก็ใช้เวทพฤกษาของเจ้าฝังกลบมันไปกับดินไปเลย จำเอาไว้ให้ดีว่าศัตรูมักจะโกหกเสมอ “
“ อ๋อออ..แบบนี้นี่เอง “
โอลิเวียพยักหน้าลงอย่างทำความเข้าใจ แม้จะสับสนหรือรู้สึกว่าคำสอนเหล่านี้มันขัดกับจิตสำนึกภายในจิตใจของนางไปบ้างแต่นางก็พยายามที่จะเรียนรู้จากแอเรียสให้ได้มากที่สุด
และแล้วองค์หญิงของเผ่าภูตก็เริ่มได้รับการสั่งสอนที่แตกต่างจากคำสอนใดๆของเหล่าภูต คำสอนเรื่องความเมตตาและความรักสงบแทบจะไม่มีในบทเรียนของแอเรียส ไม่อาจจะคาดเดาได้เลยว่าโอลิเวียน้อยที่แสนใสซื่อจะเติบโตมาเป็นเช่นไร