ตอนที่ 7:มิตรภาพจากเสียงเพลง
เมื่อเงยหน้าขึ้นมาทันใดนั้นหลิวจือเซียก็พบว่าทั่วทั้งร้านอาหารเงียบงันจนแทบได้ยินเสียงเข็มที่ตกกระทบกับพื้น
เสี่ยวเยว่เยว่เองก็ยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจเนื้อเพลงแต่เธอก็ยังสามารถอธิบายได้ว่าเพลงนั้นเป็เพลงที่ดีหรือไม่
“คุณพ่อคะคุณพ่อร้องเพลงได้ยอดเยี่ยมมาก ฟังแล้วรู้สึกดีจนทำให้เยว่เยว่มีความสุขมากที่สุด! ” เสี่ยวเยว่เยว่ปรบมือด้วยความตื่นเต้นราวกับว่ากำลังมีความสุขเป็อย่างมาก
หลิวจือเซียบีบจมูกของเสี่ยวเยว่เยว่ด้วยความรักเขากล่าวออกมาเบา ๆ “พ่อดีใจที่เห็นเยว่เยว่มีความสุข ! ”
หลังจากได้ยินการสนทนาลูกค้าที่รับประทานอาหารอยู่ซึ่งยังเคลิบเคลิ้มกับการร้องเพลงของหลิวจือเซียเป็เวลานานในที่สุดพวกเขาก็ดึงสติของตัวเองนั้นคืนกลับมาจากนั้นทั่วทั้งร้านก็ดูมีเสียงดังกึกก้อง มันมีทั้งเสียงปรบมือเสียงเชียร์ดังทั่วทุกหนทุกแห่ง
“เพลงนี้ชื่อว่าอะไร ?มันเป็เพลงที่ยอดเยี่ยมมาก คุณช่วยร้องมันอีกสักครั้งจะได้ไหม”
“เพลงนี้เป็ของชายคนนั้น เขามีพร์เขาร้องเพลงได้ไพเราะมาก ! ”
“น้องชายยังสามารถร้องเพลงอื่นได้อีกไหม ? ช่วยร้องอีกสักเพลงสองเพลงเถอะนะ ! ”
เมื่อเสียงเงียบในห้องอาหารสิ้นสุดลงทันใดนั้นเองทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้นและจ้องมองไปที่หลิวจือเซียผู้ซึ่งยืนอยู่บนเวทีเล็ก ๆแห่งนั้น
บทเพลงของเขานั้นไพเราะมาก !
หลิวจือเซียแสดงออกอย่างเฉยเมยต่อเสียงเรียกร้องของผู้ที่มาทานอาหารเขาไม่ได้ลืมการกระทำก่อนหน้านั้นที่ผู้รับประทานอาหารแสดงความเฉยเมยต่อเสี่ยวเยว่เยว่หลังเล่นเปียโนจบลง
นอกเหนือจากแค่หนุ่มสาวคู่นั้นแล้วคนอื่น ๆ ก็ไม่มีใครคิดแม้แต่จะปรบมือทั้ง ๆ ที่การปรบมือคือวิธีการให้กำลังใจขั้นพื้นฐานก็ตาม
หลิวจือเซียไม่ใช่คนที่จะคิดเล็กคิดน้อยมากนักแต่เสี่ยวเยว่เยว่คือสุดที่รักของเขาผู้ที่มารับประทานอาหารเหล่านี้มีตาหามีแววไม่ดีแค่ไหนแล้วที่หลิวจือเซียไม่ได้โกรธพวกเขา ดังนั้นทำไมจะต้องสุภาพกับพวกเขาด้วยล่ะ?
“คุณพ่อคะ คนเหล่านี้น่ารำคาญจริง ๆ ! ”
ท่ามกลางเสียงเชียร์ของผู้ที่มารับประทานอาหารเสี่ยวเยว่เยว่ก็รู้สึกตื่นเต้นเป็อย่างมากเธอมองไปที่หลิวจือเซียด้วยใบหน้าจิ้มลิ้มของเธอ เธอรู้สึกเลื่อมใสในตัวคุณพ่อมากดวงตากลมโตสองข้างของเธอเปล่งประกายราวกับว่าเป็ดาวดวงน้อย
“เยว่เยว่ชอบเพลงนี้ไหม ? ” หลิวจือเซียมองไปที่เสี่ยวเยว่เยว่ด้วยความอ่อนโยน
“อืม ! ”เสี่ยวเยว่เยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อยจากนั้นเธอก็หัวเราะและตอบกลับว่า “หนูชอบค่ะ ! ”
“งั้นพ่อจะร้องให้หนูฟังทุกวันเลยตกลงไหม? ” หลิวจือเซียจับศีรษะของเสี่ยวเยว่เยว่และกล่าวเช่นนั้น
“ดีเลยค่ะ ! ” เสี่ยวเยว่เยว่เอียงศีรษะและมองไปที่หลิวจือเซียทันใดนั้นเธอก็ยื่นมือออกมาและกล่าวขึ้นว่า “งั้นเรามาเกี่ยวก้อยกัน ! ”
“ได้สิ มาเกี่ยวก้อยกัน ! ”หลิวจือเซียเหยียดนิ้วก้อยออกมาและเกี่ยวก้อยขวาของเสี่ยวเยว่เยว่
ริมฝีปากสีแดงของเสี่ยวเยว่เยว่ขยับไปมา“เกี่ยวก้อยสัญญา ถ้าใครกลับคำสัญญาขอให้กินเข็มพันเล่มทิ่มหนึ่งร้อยปี เพี๊ยง ! ”
“ฮ่าฮ่า ตกลง ! ”หลิวจือเซียไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน ตอนนี้ปากของเขานั้นแทบจะฉีกไปจนถึงหู
............................
หลิวจือเซียเพิกเฉยต่อเหล่าผู้ที่มารับประทานอาหารเขากลับไปที่โต๊ะของตัวเองพร้อมกับอุ้มเสี่ยวเยว่เยว่ในอ้อมแขนของเขา
ผู้ที่มารับประทานอาหารรู้สึกเสียใจเป็อย่างมากเพราะการที่จะหาเพลงฟังแบบเพราะ ๆ แบบนี้มันหายากยิ่งนักอย่างไรก็ตามมันไม่เคยเพียงพอ
“นี่ นายน่ะ นายอยู่สังกัดค่ายไหนกันนะ? ”
“นี่ นายร้องเพลงใหม่อยู่ใช่หรือเปล่า ?ช่วยบอกชื่อเพลงให้หน่อยได้ไหม ? ”
ภายในชั่วขณะสถานการณ์ก็เริ่มบานปลายเกินกว่าจะควบคุมได้ผู้ที่มารับประทานอาหารมากมายรีบวิ่งไปที่โต๊ะของหลิวจือเซียด้วยใบหน้าที่ตื่นเต้นและต่างพากันส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวไม่หยุด
ทันใดนั้นเองเมื่อเห็นว่าเหล่าผู้คนที่มารับประทานอาหารต่างพากันวิ่งเข้ามารุมล้อมอย่างบ้าคลั่งเสี่ยวเยว่เยว่จึงรู้สึกกลัวจนต้องจับแขนของหลิวจือเซียเอาไว้แน่น
เมื่อเห็นความหวาดกลัวบนใบหน้าของเสี่ยวเยว่เยว่หลิวจือเซียก็ลุกขึ้นพร้อมกับคิ้วที่ขมวดเป็ปม “พวกคุณพอได้หรือยัง ? ”
น้ำเสียงที่เ็าบ่งบอกถึงความรู้สึกที่โกรธเคืองมาก
ผู้ที่มารับประทานอาหารต่างก็ใในเสียงะโของหลิวจือเซีย
“พวกเรามาที่นี่เพื่อมาทานอาหารเราไม่ได้มาเพื่อร้องเพลงให้กับร้าน” หลิวจือเซียมองไปยังรอบ ๆ ตัวเขา“ฉันไม่้าให้ใครมารบกวนการทานอาหารของฉันกับลูกสาว ได้โปรดอย่ารบกวนเลยขอบคุณ ! ”
“ก็ได้ เอาล่ะ งั้นกลับไปที่โต๊ะกันเถอะ! ”
จางิห่าวซึ่งเป็เ้าของร้านได้เฝ้าดูสถานการณ์ห่างๆ สักพัก เขาใช้โอกาสนี้สั่งให้พนักงานเสิร์ฟจำนวนมากเข้าไปอธิบายให้กับผู้ที่มารับประทานอาหารด้วยวิธีการที่ประนีประนอมเพื่อขอให้พวกเขากลับไปนั่งที่ของตัวเอง
“ฉันชื่อจางิห่าวฉันเป็เ้าของร้านนี้ แล้วนายล่ะเพื่อน ชื่ออะไร ? ”
หลังจากส่งเหล่าผู้ที่มารับประทานอาหารกลับไปหมดแล้วจางิห่าวก็เดินเข้ามาหาหลิวจือเซียด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนบนใบหน้าเขาพร้อมทั้งผายมือขวาออกมา
หลิวจือเซียเคยเห็นจางิห่าวมาก่อนหน้านั้นเมื่อก่อนเขาเป็แค่ผู้จัดการของร้าน เขาไม่ใช่เ้าของแต่อย่างใด
“หลิว ครับ”หลิวจือเซียยื่นมือออกไปหาจางิห่าว เขากล่าวขึ้นว่า“ขอบคุณที่เข้ามาช่วยแก้ไขสถานการณ์ชุลมุนนี้ครับ คุณจาง ! ”
“ด้วยความยินดีครับ คุณหลิวร้านอาหารของเราไม่ค่อยได้มาตรฐาน จึงเกิดการรบกวนคุณในขณะรับประทานอาหาร”จางิห่าวโบกมือ “นี่คือลูกสาวของคุณใช่ไหม ? ”
“อ๋อ ใช่ นี่คือลูกสาวของผมเธอชื่อว่าเยว่เยว่” หลิวจือเซียพยักหน้า “เยว่เยว่ ทักทายลุงจาง เร็วเข้า”
เสี่ยวเยว่เยว่โผล่หน้าออกมาจากด้านหลังของหลิวจือเซียเธอกล่าวด้วยความเขินอาย “สวัสดีค่ะลุงจาง ! ”
“โอ้ว เยว่เยว่ ทำไมถึงน่ารักอะไรแบบนี้! ”
จางิห่าวยิ้มให้กับเสี่ยวเยว่เยว่เขาหยิบกิ๊บออกจากกระเป๋าและส่งให้เธอ “ฉันเพิ่งจะทำให้หนูใ เสี่ยวเยว่เยว่ลุงเองก็ไม่มีอะไรจะให้งั้นถือว่ากิ๊บติดผมน่ารักอันนี้เป็ของชดเชยจากร้านอาหารที่ทำให้หนูกลัวก็แล้วกันนะ! ”
กิ๊บติดผมเล็ก ๆ สีชมพูมีรูปเสือโคร่งสีเหลืองน่ารักติดอยู่มันดูน่ารักจับใจ
เสี่ยวเยว่เยว่ถูกดึงดูดโดยกิ๊บติดผมเธอมองไปที่หลิวจือเซียเพื่อจะสื่อว่าเธออยากได้กิ๊บอันนั้น
“เยว่เยว่ รีบขอบคุณลุงจางสิ เร็วเข้า !”
แม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจว่าทำไมจางิห่าวถึงใจดีกับเสี่ยวเยว่เยว่ผู้ซึ่งกำลังพบเธอครั้งแรกแต่หลิวจือเซียเองก็ไม่ได้ปฏิเสธความเมตตาของจางิห่าว อย่างไรก็ตามกิ๊บติดผมเล็ก ๆ อันนี่ไม่ใช่เื่ใหญ่โตมากนัก
เสี่ยวเยว่เยว่ยื่นมือออกมาและหยิบกิ๊บติดผมเธอกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน “ขอบคุณค่ะลุงจาง”
“เสี่ยวเยว่เยว่เป็เด็กดีมาก ! ”
จางิห่าวไม่ใช่คนโง่เขารับรู้ได้ว่าเสี่ยวเยว่เยว่คือคนพิเศษของหลิวจือเซียดังนั้นมันจะดีที่สุดถ้าจะตีสนิทกับหลิวจือเซียผ่านเสี่ยวเยว่เยว่
“พ่อคะ ช่วยติดมันบนศีรษะให้หน่อยได้ไหม? ” เสี่ยวเยว่เยว่ถือกิ๊บติดผมเอาไว้เป็เวลานานขณะจ้องมองไปยังที่หลิวจือเซีย
“ได้สิ ! ”
หลิวจือเซียยิ้มและเสยผมของเสี่ยวเยว่เยว่ขึ้นมาเขาขยี้ไปที่หางม้าของเด็กสาวตัวเล็ก เขาหมุนนิ้วอย่างยืดหยุ่นจนเกิดเป็ลูกกลม ๆปรากฏขึ้นมา
หลังจากเปลี่ยนทรงผมแล้วมันก็ทำให้ใบหน้าของเสี่ยวเยว่เยว่ดูชัดเจนขึ้น มันดูขี้เล่นมากกว่าเดิมอีก
เมื่อมองดูใบหน้าที่มีความสุขของเสี่ยวเยว่เยว่หลิวจือเซียก็รู้สึกว่าเขายังดูแลเธอไม่ดีพอ
ใน่เวลานี้เขากำลังยุ่งอยู่กับเื่การเรียนและย้ายบ้านเขามีความคิดแค่ว่าอยากให้เสี่ยวเยว่เยว่มีอาหารการกินที่ดีแต่เขากลับลืมที่จะซื้อเสื้อผ้า ของเล่น ให้กับเ้าตัวเล็กเสียสนิท
เมื่อลองคิดดูในตอนนี้แล้วเสี่ยวเยว่เยว่ก็ยังคงสวมเสื้อผ้าตัวเดิมที่เขาพบกับเธอครั้งแรก !
“ขอบคุณนะครับ คุณจาง ! ”น้ำเสียงของหลิวจือเซียค่อนข้างจริงใจ !
“ยินดีครับคุณหลิว”จางิห่าวโบกมือของเขา “ลูกสาวของคุณอายุพอ ๆ กับลูกสาวผมพอเห็นเยว่เยว่แล้วมันทำให้ผมอดคิดถึงลูกสาวตัวเองไม่ได้”
“คุณจาง ถ้าไม่รังเกียจร่วมทานอาหารด้วยกันไหมครับ ? ” ตอนนี้จางิห่าวได้แสดงเจตนาที่ดีดังนั้นหลิวจือเซียจึงแสดงน้ำใจกลับให้เขาเช่นกัน
“มันไม่เป็การรบกวนหรือครับ ? ”
จางิห่าวมองไปที่ร้านอาหารจากนั้นเขาก็หันมาพูดกับหลิวจือเซียว่า “คุณหลิว เอาแบบนี้ดีไหม ?มีห้องส่วนตัวอยู่ชั้นบน ผมจะบอกให้พ่อครัวทำอาหารดี ๆ ให้ทานเราไปคุยกันบนนั้นก่อนเถอะ ? ”
หลิวจือเซียมองไปที่เสี่ยวเยว่เยว่จากนั้นเขาก็ตอบกลับด้วยความสุภาพเขาอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยขึ้นมาแนบอกก่อนที่จะเดินตามจางิห่าวไปที่ชั้นสอง