ท้องฟ้ากรุงเทพฯ ยามเย็นในวันนี้ดูสดใสกว่าปกติ แสงแดดสีส้มทองที่สาดส่องลงมาสะท้อนกับกระจกรถปอร์เช่พานาเมร่าของผม มันทำให้ผมรู้สึกอารมณ์ดีอย่างประหลาด
ผมจอดรถเทียบฟุตปาธหน้าตึกคณะอักษรศาสตร์ ดับเครื่องยนต์ แล้วหยิบแก้วชานมไข่มุกแบรนด์โปรดของใครบางคนที่ผมตั้งใจขับรถอ้อมไปซื้อมาให้ติดมือลงมาด้วย
ั้แ่ค่ำคืนแสนหวานบนเตียงคิงไซส์คืนนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับต้นหนาวก็ก้าวะโไปไกลจนเกินคำว่า 'รูมเมต' ไปมาก ถึงแม้ว่าสถานะของเราจะยังไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็ทางการ เพราะผมยังอยากเห็นเขางอแงและดิ้นรนอยู่ในกำมือของผมอีกสักพัก แต่การกระทำของเราสองคนมันก็ชัดเจนยิ่งกว่าการประกาศออกไมค์เสียอีก
ทุกเช้าที่ตื่นมาเจอหน้าเขา ทุกมื้ออาหารที่ได้นั่งกินด้วยกัน และทุกค่ำคืนที่ได้โอบกอดร่างนุ่มนิ่มนั้นไว้ในอ้อมแขน... มันทำให้โลกที่เคยเป็สีเทาของผม กลายเป็โลกที่เต็มไปด้วยสีสันและความสุขอย่างที่ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อน
ผมเดินผิวปากเบาๆ อย่างอารมณ์ดี ตรงไปยังม้าหินอ่อนใต้ต้นหางนกยูงที่เดิม ซึ่งเป็จุดนัดพบประจำของเรา สายตาคมกริบของผมกวาดมองหาร่างคุ้นตาในชุดนักศึกษาที่มักจะนั่งก้มหน้าก้มตาเล่นมือถือรอผมอยู่เสมอ
แต่ภาพที่ปรากฏตรงหน้า กลับทำให้รอยยิ้มที่มุมปากของผมหายวับไปในพริบตา
ต้นหนาวไม่ได้นั่งอยู่คนเดียว
เขาไม่ได้กำลังก้มหน้าเล่นมือถือ แต่เขากำลังยืนหัวเราะร่วนจนตาหยีเป็สระอิ รอยยิ้มหวานๆ ที่ผมหวงแหนนักหนากำลังถูกแจกจ่ายให้กับไอ้ผู้ชายแปลกหน้าที่ยืนอยู่ตรงข้ามเขา
ผมเพ่งสายตามองไอ้เวรนั่นให้ชัดขึ้น มันสวมเสื้อช็อปสีน้ำเงินเข้มของคณะวิศวะ (น่าจะเป็พวกเครื่องกลหรือโยธา) หน้าตาจัดว่าหล่อเหลาเอาการ รูปร่างสูงโปร่ง และถ้าผมจำไม่ผิด... ไอ้หมอนี่น่าจะชื่อ 'ภีม' เป็อดีตเดือนคณะวิศวะที่ขึ้นชื่อเื่ความเ้าชู้และหน้าหม้อที่สุดในรุ่น
เส้นเืที่ขมับของผมเต้นตุบๆ ด้วยความโกรธจัดที่ปะทุขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ไอ้ภีมไม่ได้แค่ยืนคุยเฉยๆ แต่มันขยับตัวเข้าไปใกล้ต้นหนาวจนแทบจะสิงร่าง ระยะห่างระหว่างพวกเขามันน้อยเกินกว่าที่คนเพิ่งรู้จักกันจะทำ มันชะโงกหน้าเข้าไปใกล้จนจมูกแทบจะชนกับแก้มใสๆ ของลูกแมวผม มือข้างหนึ่งของมันถือกล่องขนมมาการองแบรนด์หรูจากฝรั่งเศส ยื่นไปตรงหน้าต้นหนาวด้วยท่าทางกะลิ้มกะเหลี่ย ส่วนมืออีกข้างก็ทำท่าจะเอื้อมไปลูบหัวต้นหนาว
ฟางเส้นสุดท้ายในสมองของผมขาดสะบั้นลงทันที
ผมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองก้าวเท้ายาวแค่ไหน รู้ตัวอีกที ผมก็เดินเข้าไปแทรกกลางระหว่างพวกเขาสองคนอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนไอ้ภีมผงะถอยหลังไปหลายก้าว
ผมใช้ตัวของตัวเองบังร่างเล็กของต้นหนาวไว้มิดชิด แผ่รังสีอำมหิตและความเ็าขั้นสุดยอดออกมาจนคนรอบข้างที่เดินผ่านไปมาถึงกับชะงัก
"พะ... พี่คิริน..." ต้นหนาวเรียกชื่อผมเสียงหลง ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความใ
"อ้าว คิริน"
ไอ้ภีมเลิกคิ้วมองผมด้วยสีหน้ากวนประสาท มันจัดเสื้อช็อปของตัวเองให้เข้าที่ ก่อนจะส่งยิ้มยียวนมาให้
"มาทำอะไรที่นี่วะ หรือว่า... มารับน้องต้นหนาวเหมือนกัน"
คำว่า 'เหมือนกัน' ของมัน เหมือนน้ำมันราดลงบนกองเพลิงในอกผม
"ยุ่งอะไรด้วย" ผมกดเสียงต่ำจนแทบจะเป็เสียงคำราม ั์ตาสีเข้มของผมวาวโรจน์ราวกับมัจจุราชที่พร้อมจะฉีกกระชากร่างของมันให้แหลกเป็ชิ้นๆ
"ใครอนุญาตให้มึงมายุ่งกับคนของกู"
ไอ้ภีมหน้าเสียไปเล็กน้อยเมื่อเจอสายตาข่มขู่ของผม แต่มันก็ยังฝืนทำใจดีสู้เสือ
"อะไรวะ กูแค่เอาขนมมาให้น้องเขาเฉยๆ พอดีเมื่อวานน้องเขาช่วยเก็บชีตเรียนที่กูทำตกไว้ให้ ก็เลยอยากตอบแทนน้ำใจ... ใช่ไหมครับน้องหนาว"
มันหันไปพยักพเยิดกับคนข้างหลังผม
ผมไม่รอให้ต้นหนาวได้ตอบคำถามบ้าบอนั่น ผมตวัดสายตามองกล่องมาการองในมือมันด้วยความขยะแขยง
"เก็บขยะของมึงกลับไปซะ คนของกู... กูเลี้ยงเองได้ ไม่้าเศษอาหารจากใคร"
"เฮ้ย! พูดจาให้มันดีๆ หน่อยดิวะคิริน!" ไอ้ภีมเริ่มขึ้นเสียง ชักสีหน้าไม่พอใจ
"กูพูดดีที่สุดแล้ว" ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
"ถ้ามึงยังไม่อยากให้หน้าหล่อๆ ของมึงมีแผล... ก็ไสหัวไปซะ แล้วอย่าให้กูเห็นมึงมาป้วนเปี้ยนใกล้ๆ ต้นหนาวอีก"
บรรยากาศรอบตัวเราตึงเครียดจนแทบจะหายใจไม่ออก สายตาของพวกนักศึกษาที่มุงดูเหตุการณ์เริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ ไอ้ภีมสบถคำหยาบออกมาเบาๆ มันคงประเมินสถานการณ์แล้วว่าสู้ผมไม่ได้ (ทั้งเื่กำลังและบารมี) มันจึงจำใจหมุนตัวเดินกระแทกเท้าจากไปอย่างหัวเสีย
เมื่อตัวเกะกะพ้นสายตา ผมก็หันขวับกลับมาหาคนที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างหลัง
"พี่คิริน... คือว่า... เื่พี่ภีม..." ต้นหนาวพยายามจะอธิบาย น้ำเสียงของเขาสั่นเครือด้วยความหวาดกลัว
ผมไม่ฟังอะไรทั้งนั้น ผมคว้าหมับเข้าที่ข้อมือบางของเขา ออกแรงบีบจนแน่น แล้วกระชากให้เขาเดินตามผมไปที่รถอย่างรวดเร็ว โดยไม่สนใจเสียงร้องประท้วงหรือสายตาของคนรอบข้างเลยแม้แต่น้อย
"พี่คิริน! ผมเจ็บนะ ปล่อยผมก่อน"
ต้นหนาวโวยวาย พยายามสะบัดมือออก แต่แรงของเขามันเทียบกับแรงแห่งความโกรธของผมไม่ได้เลยสักนิด
ผมยัดร่างของเขาเข้าไปในเบาะฝั่งผู้โดยสาร ปิดประตูกระแทกดังปังจนรถสั่น ก่อนจะเดินอ้อมมาฝั่งคนขับและสตาร์ทเครื่องยนต์พุ่งทะยานออกไปจากมหาวิทยาลัยด้วยความเร็วที่ทำเอาหลังติดเบาะ
ภายในห้องโดยสารของรถปอร์เช่เงียบกริบจนน่าอึดอัด เสียงเพลงที่เคยเปิดคลอไว้ถูกผมกดปิดไปั้แ่ขึ้นรถ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ครางกระหึ่มและเสียงลมหายใจที่หนักหน่วงของผมเท่านั้น
ผมกำพวงมาลัยรถแน่นจนข้อบังเกิดสีขาวซีด กรามแกร่งขบเข้าหากันจนนูนเป็สัน ความโกรธ ความหึงหวง และความหวงแหน มันตีรวนอยู่ในอกจนแทบจะะเิออกมาเป็เสี่ยงๆ
ภาพที่ไอ้เวรนั่นพยายามจะลูบหัวเขา ภาพที่เขายิ้มแย้มให้มัน... มันฉายวนซ้ำๆ อยู่ในหัวของผมเหมือนมีดที่กรีดลงบนหัวใจ
ผมเกลียด... เกลียดที่ต้องเห็นรอยยิ้มของเขาถูกมอบให้คนอื่น เกลียดที่ต้องเห็นสายตาของคนอื่นมองมาที่เขาด้วยความปรารถนา เกลียดทุกสิ่งทุกอย่างที่พยายามจะเข้ามาแย่งชิงความสนใจของเขาไปจากผม
"พี่คิริน... พี่ฟังผมก่อนได้ไหม..." ต้นหนาวพยายามทำลายความเงียบ เสียงของเขาสั่นระริก
"คือเมื่อวานผมไปเข้าห้องสมุด แล้วพี่ภีมเขาทำชีตร่วง ผมก็เลยช่วยเก็บ... วันนี้เขาบังเอิญเดินผ่านมาเจอผม เขาก็เลยเอาขนมมาให้... ผมไม่ได้มีอะไรกับเขาจริงๆ นะพี่..."
ผมยังคงนิ่งเงียบ ไม่ตอบรับ ไม่โต้เถียง และไม่แม้แต่จะปรายตามองเขา ผมกลัว... ผมกลัวว่าถ้าผมอ้าปากพูดออกไปตอนนี้ สิ่งที่ออกมามันจะมีแต่คำพูดที่ร้ายกาจและเชือดเฉือน ซึ่งมันอาจจะทำให้เขาเสียใจหรือหวาดกลัวผมไปตลอดชีวิต
ความเงียบของผม... คือการปกป้องเขาจากอารมณ์ร้ายๆ ของตัวผมเอง
แต่ดูเหมือนต้นหนาวจะไม่เข้าใจ เขาคิดว่าผมโกรธจนไม่อยากคุยด้วย เขาเริ่มนั่งเงียบ ก้มหน้างุด สองมือบีบเข้าหากันแน่นบนตัก น้ำตาใสๆ เอ่อคลออยู่ที่หางตา บรรยากาศภายในรถยิ่งทวีความอึดอัดและตึงเครียดมากขึ้นไปอีก
ผมเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานกลับมาถึงคอนโดด้วยเวลาที่เร็วกว่าปกติเกือบครึ่ง ทันทีที่จอดรถสนิท ผมก็ดับเครื่องยนต์ เปิดประตูลงจากรถ แล้วเดินจ้ำอ้าวตรงไปที่ลิฟต์โดยไม่รอคนตัวเล็กที่กำลังวิ่งกระหืดกระหอบตามมาเลยสักนิด
เมื่อประตูเพนต์เฮาส์เปิดออก ผมเดินก้าวยาวๆ ตรงดิ่งเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวที่อยู่ลึกสุดของทางเดิน โดยไม่หันกลับไปมองต้นหนาวที่เพิ่งจะเดินตามเข้ามาในห้อง
ปัง!!
ผมปิดประตูกระแทกเสียงดังสนั่น ล็อกกลอนอย่างแ่า ตัดขาดตัวเองจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์
ผมทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังหลังโต๊ะทำงาน สองมือยกขึ้นกุมขมับตัวเองแน่น หลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อควบคุมสติสัมปชัญญะที่กำลังจะแตกซ่าน
'ก๊อกๆๆ'
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ตามมาด้วยเสียงสั่นๆ ของต้นหนาว
"พี่คิริน... พี่เปิดประตูให้ผมหน่อยได้ไหม... เราคุยกันดีๆ เถอะนะ... ผมขอโทษ..."
ผมกัดริมฝีปากตัวเองแน่นจนััได้ถึงรสชาติเฝื่อนๆ ของเื ผมไม่ได้โกรธเขาเลยสักนิด ผมรู้ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะหว่านเสน่ห์ใส่ใคร ความผิดมันอยู่ที่ความน่ารักของเขาที่ดึงดูดพวกแมลงหวี่แมลงวันให้เข้ามาตอมต่างหาก
แต่คนที่ผมโกรธ... คือตัวผมเอง
ผมโกรธที่ตัวเองคุมอารมณ์ไม่ได้ โกรธที่ตัวเองมีความรู้สึกหึงหวงรุนแรงขนาดนี้ โกรธที่ตัวเองมีความคิดบ้าๆ ผุดขึ้นมาในหัว... ความคิดที่อยากจะล่ามโซ่เขาไว้กับเตียง ขังเขาไว้ในห้องนี้ ไม่ให้เขาออกไปเจอผู้คน ไม่ให้ใครได้เห็นรอยยิ้มของเขา ไม่ให้ใครได้ััเขา... นอกจากผมคนเดียว
ผมมันเป็พวก possessive ขั้นรุนแรง เป็พวกคลั่งรักที่น่ากลัวเกินกว่าที่ใครจะรับไหว
ถ้าผมเปิดประตูออกไปตอนนี้ ถ้าผมเห็นน้ำตาของเขา ผมกลัวว่าผมจะห้ามสัญชาตญาณดิบเถื่อนของตัวเองไม่อยู่ กลัวว่าจะเผลอทำรุนแรงกับเขา กลัวว่าจะจับเขามาขยี้ให้จมเขี้ยวเพื่อลงโทษที่เขากล้าส่งยิ้มให้ผู้ชายคนอื่น
"กลับไปที่ห้องซะ ต้นหนาว"
ผมะโตอบกลับไปเสียงกร้าว พยายามกดข่มความรู้สึกบ้าๆ พวกนั้นลงไปในส่วนลึกที่สุดของจิตใจ
"อย่าเพิ่งมายุ่งกับพี่ตอนนี้... พี่ขออยู่คนเดียว"
เสียงสะอื้นเบาๆ ดังลอดผ่านช่องประตูเข้ามา ก่อนที่เสียงฝีเท้าของเขาจะค่อยๆ เดินห่างออกไป
ผมถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง ทุบกำปั้นลงบนโต๊ะทำงานอย่างแรงเพื่อระบายความอัดอั้น
ให้ตายเถอะ... ต้นหนาว... หนูไม่รู้ตัวเลยใช่ไหม ว่าหนูกำลังทำให้ผู้ชายคนนี้เป็บ้า... เป็บ้าเพราะหวงหนูจนแทบจะขาดใจตายอยู่แล้ว!