“ ฮ่องเต้เสด็จ ฮองเฮาเสด็จ ” ขันทีประกาศเสียงดัง ทุกคนได้ยินก็พร้อมใจกันทำความเคารพมาใหม่
ฮ่องเต้โจวเฟยหลงในวัยสี่สิบชันษาร่างกายกำยำแข็งแรง น่าเกรงขาม มีกลิ่นอายนักรบที่แผ่ออกมาจากตัวแม้นว่าจะไม่ได้แกว่งดาบในสนามรบนานแล้ว สวมอาภรณ์สีเหลืองทอง ปักลายัด้านหลังก้าวเท้าเดินอย่างมั่นคง พร้อมกับฮองเฮาโจวหนิงเฟิ่งในวัยสามสิบแปดชันษารูปร่างเพียว มีดวงตาเฉียบคม สวมอาภรณ์สีเดียวกันกับฮ่องเต้ เพียงแต่ด้านหลังปักลายหงส์เอาไว้แทน ดูสง่างาม ที่เดินเคียงคู่กันมา
“ถวายบังคมฝ่าาทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่น ๆ ปี ”
“ ถวายบังคมฮองเฮา ทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่น ๆ ปี ”
เสียงร้องสรรเสริญดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกันไปทั่วท้องพระโรง
“ลุกขึ้นได้ ”
“ ขอบพระทัยฝ่าา ”
หัวใจของเย่วชิงพลันเต้นระรัวฮ่องเต้กับฮองเฮาคือผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในยุคสมัยโบราณไม่ใช่ว่าใครก็สามารถพบเจอได้ไม่คิดว่าชีวิตหนึ่งจะได้เจอแม้ว่าเขาจะเจอกับผู้ที่เป็ถึงโอรสของทั้งสองพระองค์แล้วก็เถอะแต่ให้ความรู้สึกไม่เหมือนกัน แถมตอนนี้เขายังอยู่ในอ้อมกอดของชายหนุ่มอีกด้วย
เย่วชิงรู้สึกคล้ายกับถูกจับจ้องมาที่ตนจึงเงยหน้าขึ้นมองดวงตาสีน้ำเงินคู่งามสบตากับดวงตาคมของฮ่องเต้ที่มองมาอยู่ก่อนแล้ว ก็รู้สึกมีกดดันมหาสารผ่านทางสายตานั้นราวกับว่าอีกฝ่ายมองเห็นทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่งจนเขาทำตัวไม่ถูกเป็ฝ่ายหลบสายตาไป มุดหน้าเข้าหาวงแขนแกร่ง เพื่อหาที่กำบัง
“ เจิ้นไม่ยักกะรู้มาก่อนว่าองค์รัชทายาทชอบเลี้ยงสัตว์ด้วย ” ฮ่องเต้โจวเฟยหลงเอ่ยกับโอรสคนโตโจวหยางิพร้อมกับมองไปที่ลูกเสือดำตัวน้อย
“ นั้นสิ เปิ่นกงสังเกตเห็นั้แ่ที่เดินเข้ามาแล้ว ” ฮองเฮาเอ่ย
“ ลูกพึ่งเลี้ยงได้เมื่อไม่นานมานี้พะยะค่ะ ”
“ หืม เช่นนั้นหรือ เ้าคงชอบเ้าตัวน้อยนี่มากกระมัง ถึงได้นำติดตัวเข้ามาในท้องพระโรงด้วย”
“ พะยะค่ะ ” โจวหยางิตอบรับเสียงเรียบนิ่ง จากนั้นก็ไม่ได้เอ่ยอะไรเพิ่มเติมอีก
“ ดูท่าจะขี้อายอยู่ไม่น้อย มุดเข้าแขนเ้าเช่นนั้นจะหายใจออกหรือไม่เล่า" ฮองเฮาโจวหนิงเฟิ่งรู้สึกขบขันกับท่าทางของลูกเสือดำตัวน้อย
เย่วชิงเงยหน้าออกจากแขนเมื่อชื่อของเขาถูกกล่าวถึงเหลือบตามองหน้าคนพูดเล็กน้อย เห็นรอยยิ้มอ่อนโยนที่ส่งมา เหมือนผู้ใหญ่เอ็นดูเด็กใบหน้าของฮองเฮายังดูสวยงาม อ่อนเยาว์ราวกับว่ายังหญิงสาวที่อายุเพียงยี่สิบต้น ๆ ไม่เหมือนคนอายุสามสิบปลายๆ จนเขาอดที่จะรู้สึกเขินอายไม่ได้ มุดเข้าหาใต้วงแขนอีกครั้ง
“ เปิ่นกงขออุ้มได้หรือไม่ ”
“ อ เอ่ย ฮองเฮา พะยะค่ะ กระหม่อมไม่เห็นด้วยกับเื่นี้เป็อย่างยิ่ง พะยะค่ะเพื่อความปลอดภัยของพระองค์ ถึงแม้จะเป็เพียงลูกเสือแต่ก็ไม่อาจวางพระทัยได้ ”
“ กระหม่อมก็เห็นด้วยกับท่านเสนาบดีฉิน พะยะค่ะ ” เสนาบดีท่านหนึ่งเอ่ยขึ้น
“ แม้ว่าจะเป็สัตว์เลี้ยงขององค์รัชทายาทแต่ก็พึ่งเลี้ยงได้ไม่นาน อาจจะยังมีสัญชาตญาณความเป็สัตว์ป่าอยู่พระองค์ควรอยู่ห่างมันจะดีที่สุดพะยะค่ะ ” เสียงของเหล่าขุนนางในท้องพระโรงต่างเอ่ยคัดค้านดังขึ้นเรื่อยๆ
“ เงียบ! พวกเ้าเป็ขุนนางประสาอะไรแค่ลูกเสือดำตัวเดียวกลับกลัวเสียได้ เจิ้นไม่เห็นว่ามันมีท่าทีดุร้ายตรงไหน ” น้ำเสียงทุ้มเข้มติดเ็าดังกังวานไปทั่วท้องพระโรงอย่างขุ่นเคืองขุนนางพวกนี้ช่างใจเสาะโดยแท้ ไม่เหมาะสมที่จะมาเป็ขุนนางรับใช้ฮ่องเต้อย่างเขา
เหล่าขุนนางทั้งหลายได้แต่ก้มหน้าลงไม่กล้าเอ่ยอะไรกลัวว่าสิ่งที่กล่าวออกไปจะทำให้ฮ่องเต้ขุ่นเคือง แล้วอาจจะสั่งลงโทษตนเองเย่วชิงเงยหน้ามองเหล่าขุนนางที่เอ่ยถึงตนเขาไม่ใช้สัตว์ป่าธรรมดาที่จะเที่ยวกัดใครไปทั่วเสียหน่อย ตัวตนข้างในมีจิติญญาความเป็มนุษย์มาก่อนแต่ตอนนี้เขารู้สึกคันเขี้ยวยิบ ๆ อยากจะฝังเคี้ยวไว้ท่าที่แขนใครสักคนดู
ครืด~
เสียงขู่เบาๆ ออกจากลำคอของลูกเสือดำตัวน้อย บ่งบอกว่าเ้าตัวกำลังไม่พอใจอยู่ โจวหยางิมองขนสีดำที่พองขึ้นของเย่วชิงก็เอื้อมมือไปลูบขนเบาๆ เพื่อให้ลูกเสือดำตัวน้อยของเขาสงบลง เย่วชิงที่ได้รับการปลอบโยนจึงเปลี่ยนจากเสียงข่มขู่เป็เสียงครางเบาๆ แทน
“ องค์รัชทายาทตั้งชื่อลูกเสือดำตัวนี้ว่าอะไรหรือ”
“ เย่วชิงพะยะค่ะ ”
“ อืม เป็ชื่อที่ดี เย่วชิงน้อยเดินมาหาเปิ่นกงตรงนี้สิ”
ดวงตาสีน้ำเงินมองขึ้นไปยังฮองเฮาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์แล้วหันมาสบตากับโจวหยางิราวกับขอความเห็นร่างสูงเพียงพยักหน้าส่งมาให้ บอกเป็นัยว่าให้เขาทำตามที่ฮองเฮาสั่ง
เย่วชิงลังเลเล็กน้อยสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเรียกความมั่นใจ ะโลงพื้นเดินขึ้นบันไดไปทีละขั้นอย่างช้าๆ ด้วยขาสั้น ๆ ของตน เหมือนจะลำบากเล็กน้อยแต่ก็ไม่เป็ปัญหา
ฮ่องเต้โจวเฟยหลงและฮองเฮาโจวหนิงเฟิ่งทั้งสองพระองค์รู้สึกเอ็นดูไม่น้อยกับความเฉลียวฉลาดของลูกเสือดำตัวน้อยเรียกให้มาหาก็มา เมื่อถึงบันไดขั้นสุดท้าย ฮองเฮาโจวหนิงเฟิ่งจึงลุกขึ้นเดินมาอุ้มเขามาวางไว้บนตักเย่วชิงก็ยืนนิ่งให้จับ
ง้าว~
“ ฝ่าาดูสิ ลูกเสือดำตัวน้อยนี่ น่ารักมากเลยเพคะ ”
“ อืม ”
ฮองเฮาเกาคางลูกเสือดำตัวน้อยเย่วชิงนอนนิ่งไม่ขยับ รู้สึกเคลิ้มยามมือเรียวขยับนิ้วเกาคางให้ฮ่องเต้เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรแล้ว ก็สั่งให้เริ่มประชุมได้เพราะเสียเวลามาเยอะแล้ว
“ องค์รัชทายาท เ้าไปปราบโจรูเามาเป็เช่นไรบ้างเรียบร้อยดีใช่หรือไม่ ”
“ พะยะค่ะกระหม่อมได้นำทหารไปปราบโจรเรียบร้อยที่แล้ว กลุ่มโจรพวกนี้ชั่วนักคอยรีดไถ่เก็บเงินจากชาวบ้านปล้นสะดมอาหารทำให้ชาวบ้านอดอยาก ไม่มีของที่จะทานซ้ำยังทำร้ายชาวบ้านที่ไม่ยอมให้เงินจนได้รับาเ็กระหม่อมจึงได้จับกุมมาลงโทษตามความเหมาะสมแล้วพะยะค่ะ ”
ลงโทษในความหมายของโจวหยางิคือหากมีผู้ใดขัดขวางไม่ยอมจำนนคิดต่อสู้บทลงโทษนั้นคือความตายเท่านั้น ส่วนคนที่ยอมให้จับแต่โดนดีก็จะได้รับโทษให้ไปอยู่ในคุกแล้วก็ให้ไปฝึกเป็ทหารในค่ายของเขา
จากที่สอบถามพบว่าที่พวกเขาต้องปล้นเพราะว่าไม่มีงานไม่มีเงิน จึงต้องปล้นผู้อื่นเพื่อนำอาหารมาให้ครอบครัวแต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะทำคนผู้อื่นเดือดร้อนไปด้วยโจวหยางิเห็นว่าบางคนมีฝีมือเลยมอบโอกาสให้มาทำงานในกองทัพจะได้มีข้าวให้ทานแล้วก็มีเบี้ยหวัดรายเดือนไปให้ครอบครัวจะได้ไม่ออกไปปล้นทรัพย์สินของผู้อื่น
“ อืม ดีมาก ” ฮ่องเต้โจวเฟยหลงภูมิใจในตัวโอรสคนโตของเขาเป็อย่างมากที่ทำงานเสร็จได้อย่างรวดเร็วและไม่เคยทำให้ผิดหวังไม่ว่าจะเป็เื่ใดก็ตาม
“ การเดินทางเรียบร้อยดีใช่หรือไม่ ”
“ พะยะค่ะ เพียงแต่ในป่าแมลงค่อนข้างเยอะมันชอบบินมาเกาะแกะ ทำให้รู้สึกรำคาญใจอยู่บ้าง ”
“ แมลงพวกนี้น่ารำคาญจริง ๆ เช่นนั้นเ้าก็ต้องกำจัดมันให้สิ้นซาบหากเจออีกก็อย่าปล่อยให้มันเล็ดลอด ฆ่าทิ้งให้หมด ”
“ พะยะค่ะ กระหม่อมจะพยายาม ‘ ฆ่า ’ พวกมันให้หมด จะได้ไม่มาสร้างความรำคาญได้อีก”
“ กลับมาแล้วเ้าก็ไปฝึกฝนเพิ่มเติมอีก จะได้ไม่มีแมลงตัวไหนกล้าเข้าใกล้ ” ก่อนหน้านี้พระองค์ได้รับข่าวว่าโจวหยางิได้รับาเ็ระหว่างทางก็อดเป็ห่วงไม่ได้แม้ว่าจะมั่นใจว่าโอรสของพระองค์เก่งกาจเพียงใด แต่เมื่อใดที่เราประมาทฝ่ายศัตรูอาจจะใช้โอกาสนี้มาเล่นงานเราได้แต่ดูแล้วโจวหยางิน่าจะไม่เป็อะไรมาก เพราะไม่เห็นมีอาการผิดปกติใด ๆก็รู้สึกสบายใจขึ้น
“ พะยะค่ะ ”
เหล่าขุนนางได้แต่นั่งสั่นงก ๆ ด้วยความกลัวกับบทสนทนาของสองพ่อลูกที่ดูไม่ใกล้เคียงเกี่ยวกับเื่แมลงแต่อย่างใด พูดเื่ปราบโจรไม่รู้ไปออกเรื่ิองกำจัดแมลงได้ยังไงช่างน่ากลัวยิ่งนัก
“ ใครมีเื่ที่จะเสนออีกหรือไม่ ถ้าไม่มีเจิ้นจะได้เลิกประชุมเสียที ”
“ ไม่มีแล้วพะยะค่ะ ”
“ เช่นนั้นวันนี้พอเท่านี้ เลิกประชุมได้ ”