Chapter 11 :เสียงปลายสายลึกลับ
หลังจากที่เมฆกับฟ้าได้กลับมาจากห้างสรรพสินค้าแล้วฟ้าที่รู้สึกเหนื่อยมาทั้งวันก็ขอตัวกลับขึ้นไปพักที่บนห้องก่อนหลังจากที่ฟ้าขึ้นไปแล้ว เมฆที่ตอนนี้ยังไม่มีอะไรทำจึงเดินขึ้นห้องของตนไปเช่นกัน
“คลาว รายงานสถานการณ์ในวันนี้มาซิ” เมฆที่เข้ามายังในห้องของตนเรียบร้อยแล้วก็เอ่ยถามคลาวขึ้น
[เรียนนายท่านวันนี้เมื่อตอนเช้าเวลา 10.37 น.บิดาและมารดาของนายท่านได้ไปทำการเปิดบัญชีในชื่อของพวกเขาและทำการสมัครธุรกรรมตามที่นายท่านได้บอกไว้เรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นผมได้ทำการวิเคราะห์ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นใน่นี้บวกกับข้อมูลที่ผมได้บันทึกมาทำให้ได้ซื้อหุ้นที่มีแนวโน้มว่าราคาจะพุ่งสูงขึ้นในอนาคตมาทั้งหมด 72,543 หุ้น โดยแบ่งเป็สี่ประเภทหลักๆได้แก่ หุ้นที่เกี่ยวกับการค้าขายพลังงาน การค้าขายอุปกรณ์เทคโนโลยีการขนส่งระหว่างประเทศและพวกโรงงานอุตสาหกรรมด้านอาหารครับตามที่ผมได้คำนวณคาดว่าอีกประมาณ 1สัปดาห์ราคาของหุ้นที่พวกเราได้ซื้อมาจะถีบตัวพุ่งสูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 43% แน่นอนครับ]คลาวอธิบายเื่ที่ตนได้ทำไปในวันนี้ให้เมฆได้ฟัง ซึ่งหลังจากที่เมฆได้ฟังจบแล้วก็พยักหน้าขึ้นอย่างพึงพอใจ ก่อนที่จะพูดขึ้นมาต่อ
“ดีมากคลาวหลังจากนี้ก็ฝากจัดการเื่ที่เหลือด้วยนะให้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าต้องหาเงินมาให้ได้ 500 ล้านภายในหนึ่งเดือนให้ได้ ตกลงนะ” เมฆบอกกับคลาวอีกครั้งหนึ่ง
[รับทราบครับจะจดจำเป้าหมายของนายท่านเอาไว้ครับ]คลาวตอบกลับนายท่านของมัน
หากคนทั่วไปหากมาได้ยินสิ่งที่เมฆพูดขึ้นล่ะก็แน่นอนว่าพวกเขาต้องหัวเราะด้วยความขบขันแน่นอนเพราะเนื่องจากการที่จะหาเงินให้ได้ 500ล้านให้ได้ภายในหนึ่งเดือนนั้นมันแทบเป็ไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ หรือต่อให้มีคนทำได้ พวกเขาก็ต้องคิดว่าคงไม่ใช่เด็กที่มีอายุแค่15 ปีอย่างเมฆแน่นอน
เมฆที่ฝากงานกับคลาวเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็เสื้อกีฬาก่อนที่จะเดินลงจากห้องและออกจากบ้านไปเพื่อไปออกกำลังกายตามที่คลาวได้วางโปรแกรมไว้ต่อ
อีกด้านหนึ่งที่ไหนซักแห่งในประเทศไทย
“หัวหน้าครับมีรายงานมาว่าบริษัทคู่แข่งของเราที่ราคาหุ้นได้ตกลงอย่างหนักจู่ๆก็มีใครบางคนกว้านซื้อพวกหุ้นเ่าั้ไว้เลยทำให้บริษัทของมันยังคงไม่ล้มละลายครับ” ชายวัยหนุ่มที่ดูเหมือนเลขาเข้ามายังห้องของประธานบริษัทของตนอ่านรายงานให้ประธานบริษัทของเขาได้ฟัง
“หืม....?ไอ้บริษัทเล็กๆนั่นน่ะเหรอ?แปลกใจจริงที่หลังจากที่เราปล่อยข่าวลือเื่ไม่ดีที่เกี่ยวกับพวกมันไปจนทำให้ราคาหุ้นของพวกมันลดฮวบฮาบไปแล้วยังมีคนที่คิดสวนกระแสซื้อหุ้นพวกนั้นไว้อยู่ด้วย?” ประธานบริษัทซึ่งเป็ชายวัยกลางคนเช่นเดียวกันที่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของตนเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย
“แล้วเราจะทำยังไงดีครับแบบนี้?จากแผนเดิมของเราที่ว่าจะรอให้ราคาหุ้นของพวกมันตกลงมากกว่านี้อีกหน่อยจากนั้นก็รวบยอดซื้อหุ้นของพวกมันเพื่อเทคโอเวอร์บริษัทนั้นตอนนี้มันกลับล่มไปแล้วเพราะใครที่ไหนก็ไม่รู้มาชิงตัดหน้าพวกเราไปก่อนซะได้อีกอย่างหุ้นที่พวกมันซื้อไปก็ไม่ใช่น้อยๆซะด้วย” เลขาหนุ่มแจ้งแก่เ้านายของตน
“….งั้นก็ปล่อยข่าวลือแย่ๆเกี่ยวกับบริษัทมันเพิ่มขึ้นเข้าไปอีกมาดูกันซิว่าไอ้คนที่ซื้อหุ้นของบริษัทนี้ไปน่ะถ้าเจอข่าวแบบนี้แล้วมันยังจะกล้าถือหุ้นของบริษัทที่รอวันเจ๊งแบบนี้อยู่รึเปล่า?” ประธานวัยกลางคนตอบกับเลขาหนุ่มของตนกลับไปก่อนที่จะเลิกสนใจและหันกลับมาทำงานที่กองอยู่บนโต๊ะของตนต่อโดยที่เขาไม่ได้รู้เลยว่า การตัดสินใจของตนในครั้งนี้จะเป็เหตุที่ทำให้เขาต้องเสียใจไปในภายหลังตลอดการ
อีกด้านหนึ่งในเวลาไล่เลี่ยกันบริษัทเล็กๆแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในจังหวัดลำพูนซึ่งอันที่จริงจะเรียกว่าบริษัทมันก็ไม่ถูกนักเนื่องจากที่แห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตนิคมลำพูน ซึ่งถ้าจะให้พูดง่ายๆก็คือมันคือเขตอุตสาหกรรมในนิคมของจังหวัดลำพูนนั่นเอง และที่แห่งนี้ก็เป็โรงงานเล็กๆแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในเขตที่ว่านี้ซึ่งในโรงงานแห่งนี้นั้น ตอนนี้มีชายหญิงสองคนกำลังนั่งคุยกันอยู่
“คุณคะเราจะทำยังไงกันดีถึงจะมีคนที่ยังคงเชื่อมั่นในตัวของบริษัทเราเลยรับซื้อหุ้นของเราอยู่แต่ถ้ามีแต่ข่าวลือแย่ๆเกี่ยวกับบริษัทของเราปล่อยออกมาเรื่อยๆแบบนี้เกรงว่าบริษัทของเราจะเจ๊งเอาได้นะคะ”หญิงวัยกลางคนที่คาดว่าน่าจะเป็ภรรยาของชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างๆเธอเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็ห่วง
“พี่ก็ไม่รู้จะทำยังไงดีเหมือนกันไม่รู้เหมือนกันว่าใครเป็คนปล่อยข่าวพวกนี้ออกมา ทั้งๆที่มันไม่เป็ความจริงเลยซักนิด!!แต่ลูกค้าของเราส่วนใหญ่ก็ดันไปเชื่อกับข่าวลือพวกนี้อีกแสดงว่าคนที่ปล่อยข่าวพวกนี้ออกมาต้องเป็คนที่น่าเชื่อถือมากแน่ๆ.....” ชายผู้เป็สามีกล่าวอย่างท้อใจ
“ทั้งๆที่บริษัทของเราก็ผลิตสินค้าตรงตามมาตรฐานทุกอย่างแถมยังขายในราคาที่ยุติธรรมดีแท้ๆทำไมถึงมีคนปล่อยเื่ข่าวลือเสียๆหายๆกับบริษัทของเรากันได้นะ?ตอนนี้พวกลูกจ้างหลายๆคนก็พากันทยอยลาออกกันมากขึ้นเรื่อยๆแล้วด้วยขืนเป็แบบนี้ล่ะก็....”ผู้เป็ภรรยากล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
แต่ในขณะที่ทั้งคู่กำลังรู้สึกหดหู่กันอยู่นั่นเองจู่เสียงเรียกเข้าทางโทรศัพท์มือถือของผู้เป็สามีก็ดังขึ้นเมื่อเขาหยิบมันขึ้นมาดู ก็พบว่ามันเป็เบอร์ที่เขาไม่คุ้นเคยมาก่อนแม้จะสงสัยและไม่มีอารมณ์ที่จะอยากรับสายก็ตาม แต่เขาก็รับสายมันขึ้นในทันทีตามความเคยชินเดิมของตน
“สวัสดีครับ ธันพูดสายครับไม่ทราบว่านี่ใครครับ”ชายวัยกลางคนที่แนะนำว่าตนเองชื่อธันได้รับโทรศัพท์ขึ้นและเอ่ยถามถึงปลายสาย
ปลายสายเงียบไม่ตอบอยู่ซักพักหนึ่งจนธันคิดว่าน่าจะเป็พวกที่โทรมาผิดเบอร์ จึงคิดที่จะวางสายแต่ก่อนที่เขาจะกดวางสายนั้น ปลายสายก็มีเสียงๆหนึ่งดังขึ้นมา
“ยืนยันข้อมูลเสียงถูกต้อง....สวัสดีครับคุณธัน”เสียงของชายวัยหนุ่มดังขึ้น
“....สวัสดีครับไม่ทราบว่าคุณเป็ใครครับ?” ธันถามด้วยความสงสัย
“ผมเป็ใครนั้นไม่สำคัญหรอกครับรู้ไว้เพียงแค่ว่าผมเป็ผู้ที่ซื้อหุ้นของบริษัทของคุณก็แล้วกัน” ปลายสายตอบมาด้วยน้ำเสียงเ็า ทำให้ธันแปลกใจและใอยู่เล็กน้อยเพราะเขาไม่คาดคิดว่าคนที่มาซื้อหุ้นของเขาในเวลานี้จะเป็คนที่มีน้ำเสียงดูหนุ่มได้ขนาดนี้
“....คุณมีหลักฐานยืนยันรึเปล่าครับว่าสิ่งที่คุณพูดมานั้นเป็ความจริง?” ธันถามกลับไปด้วยความสงสัยเพราะถึงแม้เขาจะรู้ว่าหุ้นบริษัทของเขาถูกกว้านซื้อไปโดยคนๆหนึ่งจริงแต่เขาก็ไม่รู้ว่าคนที่ซื้อหุ้นของบริษัทเขาไปนั้นจะเป็คนๆเดียวกับที่อยู่ในสายตอนนี้หรือไม่
“ผมได้เข้าซื้อหุ้นของคุณไปเป็จำนวน128,574 หุ้น รวมเป็เงินทั้งสิ้นกว่า 900,000 บาท อัตราส่วนหุ้นคิดเป็หนึ่งในสี่ของหุ้นที่บริษัทคุณมีทั้งหมดหรือก็คือจำนวนของผู้ถือหุ้นกว่า 25% เป็ของผมเพียงเท่านี้พอจะมีความน่าเชื่อถือรึยังครับ?”เมื่อได้ยินคำตอบจากปลายสายถึงกับทำให้ธันใและเชื่อแล้วจริงๆว่าบุคคลปลายสายของตนนั้นเป็ผู้ที่ซื้อหุ้นของบริษัทตนจริงๆเพราะคนที่จะรู้ได้ว่าหุ้นนของบริษัทเขาที่ถูกซื้อไปนั้นถูกซื้อไปเท่าไหร่และราคาเท่าไหร่ ก็มีแต่ตัวเขาที่เป็เ้าของบริษัทกับผู้ที่ซื้อหุ้นไปเท่านั้น
“....ครับผมเชื่อแล้วครับว่าคุณเป็ผู้ซื้อหุ้นของผมไปจริงๆว่าแต่ผมขอทราบชื่อหน่อยได้มั้ยครับว่าคุณเป็ใคร”ธันยอมรับตัวตนของอีกฝั่ง ก่อนที่จะถามชื่อของเขาเนื่องจากตัวเขายังไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายที่คุยด้วยเป็ใครและชื่ออะไร
“ผมชื่ออะไรนั่นไม่สำคัญหรอกครับแต่ผมมีสิ่งที่สำคัญมากจะมาบอกคุณครับ”อีกฝ่ายปฏิเสธที่จะบอกชื่อของตน ทำให้ธันอารมณ์เสียเล็กน้อยแต่ก็กล่าวว่าอะไรไม่ได้เนื่องจากอีกฝ่ายเป็ถึงบุคคลที่ถือหุ้นของบริษัทตนอยู่ถึง 25% นั่นเองเรียกได้ว่าตัวของเขาในตอนนี้เป็ผู้ถือหุ้นมากที่สุดเป็อันดับสองของบริษัทรองจากเขาที่มีหุ้นอยู่45% เลยทีเดียว คิดๆไปแล้วก็น่าเจ็บใจหากเป็เมื่อสมัยก่อนหุ้นของบริษัทเขานั้นอยู่ในระดับที่สูงมากเพียงแค่หุ้นเดียวก็มีราคากว่า 25 บาทแล้วแต่ตอนนี้ราคามันดันตกต่ำเหลือเพียงหุ้นละแค่ 7 กว่าบาทเท่านั้นทำให้อีกฝ่ายใช้เงินแค่ไม่ถึงล้านก็สามารถซื้อหุ้นไปกว่าหนึ่งในสี่ได้แล้ว
“….ถ้าคุณไม่อยากบอกก็ไม่เป็ไรครับแล้ว...เื่สำคัญที่คุณจะบอกคืออะไรเหรอครับ?”ธันเลิกที่จะสนใจชื่อของเขาจากนั้นจึงถามถึงเื่สำคัญที่เขาว่าต่อ
“เข้าเื่เลยนะครับผู้ที่อยู่เื้ัการปล่อยข่าวลือแย่ๆของบริษัทคุณอยู่ในตอนนี้คือบริษัทไชยสยามอินเตอร์ ที่มีนายพงศักษ์เป็ประธานบริษัทอยู่หรือก็คือเพื่อนสมัยเรียนชั้นมัธยมของคุณนั่นเอง”
“…..ห๊ะ!? เมื่อกี๊คุณว่าอะไรนะ!!!” ธันที่ได้ฟังคำพูดของปลายสายปริศนาถึงกับอึ้งไปพักหนึ่งก่อนที่จะถามกลับไปด้วยความแทบจะไม่เชื่อในสิ่งที่ตนได้ยินออกมาเมื่อครู่ แต่ทางปลายสายก็ไม่ได้คิดที่จะพูดซ้ำขึ้นอีกรอบเลยแม้แต่น้อยกลับกันเขายังคงพูดต่อเนื่องจากเมื่อครู่ต่อ
“สาเหตุที่เขาทำเช่นนี้ผมเองก็ไม่แน่ใจนักแต่คาดการณ์ว่าน่าจะเป็เพราะเทคโนโลยีเกี่ยวกับไมโครเทคโนโลยีที่คุณได้นำเสนอในงานไอทีเมื่อเดือนที่ผ่านมาทำให้นายพงศักษ์ที่เป็ทั้งบริษัทคู่ค้าและคู่แข่งของคุณ้าที่จะเทคโนโลยีการสร้างที่ว่านี้จึงได้ทำการปล่อยข่าวลือเสียๆหายๆของบริษัทคุณเพื่อที่จะทำให้ราคาหุ้นของบริษัทคุณตกลงจากนั้นก็จะทำการเทคโอเวอร์เข้าซื้อกิจการของคุณนั่นเอง”
“ก็บอกว่าเดี๋ยวก่อนไงเล่า!!ั้แ่เมื่อกี๊แล้วนะ คุณพูดอะไรกันน่ะ!?ไอ้พงน่ะเป็เพื่อนสนิทของผม เื่ที่คุณพูดมาน่ะ...”ธันรู้สึกหัวเสียเป็อย่างมากที่จู่ๆใครก็ไม่รู้มากล่าวหาเพื่อนสนิทของตนว่าเป็คนที่ทำให้บริษัทของเขาเกิดภาวะย่ำแย่แต่ยังไม่ทันที่ธันจะได้เอ่ยท้วง ปลายสายก็พูดดักคอขึ้นมาเสียก่อน
“ทางผมมีหลักฐานสนับสนุนเื่ที่ผมพูดขึ้นมาเมื่อครู่หากคุณไม่เชื่อผมจะทำการส่งข้อมูลไปให้เดี๋ยวนี้”หลังจากที่ปลายสายพูดจบ ก็มีเสียงอีเมล์แจ้งเตือนเข้ามาในโทรศัพท์ของธันเมื่อทันเปิดเข้าไปดู ก็พบว่าเป็เมล์ที่กล่าวถึงเื่ข่าวลือเกี่ยวกับบริษัทของเขาที่ถูกปล่อยออกมาซึ่งมีอยู่หลายข่าวมากมายแต่ที่น่าใที่สุดคือ เมล์นี้เป็เมล์ Forward ที่มีผู้ส่งเป็เมล์ของพงศักษ์!!ทำให้ธันแทบที่จะไม่เชื่อในสิ่งที่ตนได้เห็นว่าเขานั้นถูกคนที่เขาคิดว่าเป็เพื่อนสนิทแท้ๆของตนกลับมาแทงข้างหลังของตนแบบนี้
“เื่ที่ผมจะบอกผมก็บอกไปหมดแล้วผมจะให้เวลาคุณได้ทำใจซัก่หนึ่ง กคุณคิดที่จะเอาคืนล่ะก็โปรดติดต่อมาที่เบอร์นี้ได้ครับ”หลังจากที่พูดจบปลายสายของธันก็ตัดสายไปเหลือไว้แต่เพียงธันที่กำลังทำสีหน้ายุ่งยากอย่างบอกไม่ถูกว่าตนควรที่จะแสดงอารมณ์แบบไหนออกมาดี
กลับมาที่อีกด้านหนึ่งปลายสายที่ได้โทรไปหาธันเมื่อครู่กำลังเขียนรายงานบางอย่างอยู่
[ทำการบันทึกข้อมูล....ค้นหาโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ที่ใกล้จะปิดตัวเสร็จสิ้นกำลังดำเนินแผนการควบคุมโรงงาน ดำเนินไปได้แล้ว 15% ทำการกวาดซื้อหุ้นที่มีข้อมูลว่าในอนาคตอันใกล้ราคาจะพุ่งสูงขึ้นเสร็จสิ้นเนื่องจากภารกิจยังไม่สมบูรณ์จึงจะยังไม่ทำการรายงานให้นายท่านได้รับทราบหากนายท่านไม่ได้ถาม ทำการปิดไฟล์การบันทึกข้อมูลบันทึกข้อมูลเสร็จสิ้นเมื่อเวลา 20.04 น.]จากนั้นเสียงแจ้งเตือนเหล่านี้ก็เงียบลงไป โดยที่ไม่มีใครได้ยินเลยแม้แต่น้อย