“ไม่เป็นไร ข้าจะปกป้องเจ้าเอง!” เอ่ยจบมารร่างสูงก็ใช้ร่างของตนเองกำบังสหายเอาไว้
มารร่างเตี้ยที่อยู่ในอ้อมแขนของมารร่างสูงมองใบหน้าของคนที่ปกป้องตน พลันนั้นดวงตาของทั้งสองก็สอดประสานกัน…แววตาลึกซึ้งกินใจและอ่อนหวาน เต็มไปด้วยความรักใคร่
มนุษย์อีกสามคนที่อยู่ตรงนั้นต่างรู้สึกขนลุกไปทั่วสรรพางค์ สตรีชุดน้ำเงินป้องปากพลางเอ่ยถามคนที่มาด้วยกัน “ศิษย์พี่ ‘ข่าวลือ’ นั่นเป็นเรื่องจริงหรือเจ้าคะ?”
“เอ่อ...คงใช่กระมัง” สีหน้าของบุรุษหนุ่มประดักประเดิดเล็กน้อย
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเวลานี้ ณ ที่แห่งนี้มวลความรักอบอวลไปทั่วบริเวณจริง ๆ
ไม่เพียงบาดตา แต่ยังตอกย้ำสิ่งที่พวกเขาเคยรับรู้มาอีกด้วย!
มีข่าวลือว่า มารคู่หูคู่นี้ไม่เพียงชมชอบสตรีเท่านั้น แต่ทั้งสองยังเป็น ‘คู่ขา’ กัน! ยามที่ขาดแคลนสตรีก็จะใช้กันและกันเป็นคู่บำเพ็ญเพียร เพื่อเพิ่มตบะบารมี…
ตอนแรกที่พวกเขาได้ยินคำบอกเล่าเหล่านี้ ยังเทใจไปว่าเป็นเพียงแค่ข่าวลือเท่านั้น ไม่เชื่อเด็ดขาดว่าจะเป็นเรื่องจริง
ทว่าตอนนี้ เมื่อได้เห็นสายตาของมารสองตนนี้กับตาตัวเอง ทำให้ข่าวลือนั่นมีเค้าความจริงขึ้นมาหลายส่วน…เอ่อ ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่า ข่าวลือนั่นเป็นเรื่องจริง!
“ขนลุก!” สตรีชุดน้ำเงินถึงกับกระอักกระอ่วน เป็นครั้งแรกที่นางได้ประจักษ์ด้วยตัวเองว่าบุรุษเพศเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกัน
…สิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ ถูกลบล้างไปจนสิ้น!
ตอนนั้นเองบุรุษหนุ่มก็เหาะไปหยุดที่ข้างกายมู่เทียนเซี่ย และตัดเถาวัลย์ที่พันแขนขาเพื่อช่วยนางลงมา “แม่นาง เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”
“ข้าไม่เป็นไร ขอบคุณพวกท่านมาก” มู่เทียนเซี่ยมองบุรุษหนุ่มอย่างนิ่งงัน จู่ ๆ หัวใจก็เต้นแรงขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล
“ผู้มีพระคุณทั้งสองเป็นศิษย์ของสำนักกระบี่ใช่หรือไม่?”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกเราเป็นศิษย์ของสำนักกระบี่?” บุรุษหนุ่มดูประหลาดใจมาก พวกเขาออกมาฝึกฝนที่นี่ และเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นและกระทบไปถึงสำนักกระบี่ พวกเขาจึงไม่สวมชุดประจำสำนัก
“ข้าเห็นว่าวิชากระบี่ของท่านลึกล้ำยิ่งนัก ดังนั้นจึงลองเดาดู” มู่เทียนเซี่ยคลี่ยิ้มหวาน “คิดไม่ถึงว่าข้าจะเดาถูกจริง ๆ” จากนั้นก็มองบุรุษหนุ่มด้วยสายตาอ่อนโยน ท่าทางบอบบางช่างน่าทะนุถนอมยิ่งนัก
“แม่นางกล่าวชมเกินไปแล้ว” บุรุษหนุ่มมีสีหน้าเรียบนิ่ง แต่หากมองให้ดีละก็ จะเห็นว่าลึกเข้าไปในดวงตามีประกายภาคภูมิใจอยู่!
สตรีชุดน้ำเงินเห็นทั้งสองคนส่งสายตากันไปมาก็คว่ำปากทันที “ศิษย์พี่ ท่านลืมเรื่องสำคัญแล้วหรือเจ้าคะ”
“โอ๊ะ เกือบลืมมารสองตนนั่นไปแล้ว!” บุรุษหนุ่มเองก็เพิ่งนึกได้ จึงหมุนกายไปมองมารบำเพ็ญเพียรทั้งสองตน
“แม่นาง ศิษย์น้อง พวกเจ้าหลบไปก่อน วันนี้ข้าจะต้องสังหารพวกมันให้ได้!”
“คุยโวจริง ๆ!” มารร่างเตี้ยกินโอสถสมานแผลเรียบร้อยแล้ว “เราช่วยกันฆ่าบุรุษผู้นี้ซะ ส่วนสตรีสองคนนั้นพวกเราค่อยแบ่งกัน!”
“ดี!” มารร่างสูงรับคำ ทันใดนั้นก็สำแดงค้อนยักษ์อันหนึ่งออกมา และเป็นฝ่ายพุ่งตัวออกไปก่อน
ผู้แข็งแกร่งระดับฌานดรุณสามคนห้ำหั่นกัน ทำให้ต้นไม้โดยรอบโค่นล้มระเนระนาดไปหมด
“กรงเล็บมารเก้าอิม!” มารร่างเตี้ยแผดเสียงก้องกังวาน ทันใดนั้นรอบ ๆ เกิดลมพายุพัดกระหน่ำ และมีร่างเงาหลายร่างปรากฏขึ้น
“ตายซะเถอะ!”
บุรุษหนุ่มยังคงสีหน้าเรียบนิ่ง พร้อมกับฟาดฟันกระบี่สีม่วงในมือออกไป “ไอกระบี่สำแดง!”
ไอกระบี่อันรุนแรงแยกจากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย พลันสะกดมารร่างเตี้ยเอาไว้
“พรวด!” มารร่างเตี้ยถูกไอกระบี่ฟาดฟันเข้าใส่ เพียงพริบตาก็กระอักเลือดออกมา
มารร่างสูงเห็นดังนั้น ดวงตาก็แดงก่ำทันที “เจ้าจงตายซะเถอะ!”
“ศิษย์พี่ระวังด้วยเจ้าค่ะ!” สตรีชุดน้ำเงินคอยเตือนอยู่ข้าง ๆ ไม่มีทีท่าจะเข้าไปช่วยแต่อย่างใด เพราะนางรู้ดีว่าด้วยตบะบารมีของตน เข้าไปก็มีแต่จะเป็นตัวถ่วง
“เด็กน้อย เจ้าบีบบังคับข้าเองนะ!” มารร่างเตี้ยเช็ดเลือดที่มุมปากลวก ๆ จากนั้นก็ลุกขึ้นยืน และหยิบขวดสีดำขวดหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
มารร่างสูงเห็นขวดสีดำขวดนั้น สีหน้าเปลี่ยนไปทันที
“ไม่ได้!”
ไม่ทันที่เขาจะเข้าไปห้าม มารร่างเตี้ยก็กลืนโอสถสีเลือดในขวดนั้นเข้าไปเสียแล้ว!
“นั่นมัน…” บุรุษหนุ่มหรี่ตาลงทันทีเมื่อเห็นโอสถสีเลือดนั้น และรีบหันไปตะโกนบอกสตรีทั้งสองไม่รอช้า “พวกเจ้าถอยไป!”
“ไม่ว่าใครก็อย่าคิดว่าจะหนีไปได้!” มารร่างเตี้ยเงยหน้าขึ้น ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ไอพลังประหลาดแผ่ออกมาจากร่าง
บุรุษร่างสูงทอดถอนใจ โอสถสีเลือดนั้นคือ ‘โอสถปีศาจ’ หลอมมาจากคนเป็น ๆ สามารถเพิ่มพลังให้ผู้กินได้ในเวลาสั้น ๆ ถึงกระนั้นผลดีที่ได้มาอย่างเฉียบพลันก็ต้องแลกมาด้วยผลข้างเคียงที่ร้ายแรง
ดังนั้นหากไม่จำเป็นจริง ๆ พวกเขาจะไม่นำออกมาใช้ง่าย ๆ
อีกทั้งฤทธิ์ของโอสถปีศาจสามารถอยู่ได้เพียงหนึ่งก้านธูปเท่านั้น หลังจากเวลาหนึ่งก้านธูปผ่านพ้นไปแล้ว ตบะบารมีของผู้ใช้จะหายไป และต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือน จึงจะฟื้นฟูขึ้นมาได้ใหม่อีกครั้ง
“สังหารพวกมัน!!!” มารร่างเตี้ยไม่อยากประวิงเวลาอีก เขากำมีดสั้นในมือแน่น พร้อมกับพุ่งตัวออกไปอย่างบ้าคลั่ง
ดวงตาของมารร่างสูงวูบไหวเล็กน้อย แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจกลืนโอสถปีศาจเข้าไปเช่นกัน ทำให้ไอพลังในตัวเพิ่มขึ้นทันที จนถึงระดับฌานดรุณขั้นสูง!
“พวกเจ้าหนีไปก่อน!” บุรุษหนุ่มมีสีหน้าเคร่งเครียด เขาหันไปกำชับสตรีทั้งสองอีกครั้ง หากตัวต่อตัวเขาไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น ทว่าพลังเดิมของมารบำเพ็ญเพียรเพียรทั้งสองตนนี้ก็ไม่ธรรมดาอยู่แล้ว บัดนี้ยังใช้โอสถปีศาจเพิ่มตบะบารมีให้ตนเองอีก ต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งอย่างเขา เวลานี้ก็ไม่มั่นใจว่าจะสามารถปราบพวกมันได้!
สตรีชุดน้ำเงินส่ายหน้า “ศิษย์พี่ ข้าจะช่วยท่านเองเจ้าค่ะ!”
มู่เทียนเซี่ยกำหมัดแน่น นางเองก็ไม่กล้าหนี หากศิษย์สำนักกระบี่สองคนนี้ต้องตายอยู่ที่นี่ นางเองก็คงหนีไม่พ้นเช่นกัน!
“พวกเราลงมือพร้อมกันเถอะ!” มู่เทียนเซี่ยเอ่ยจบก็เรียกกระบี่วิญญาณสีน้ำเงินเล่มหนึ่งออกมา ตัวกระบี่เรียวยาว และแผ่ไอเย็นออกมา
‘กระบี่เหมันต์’ เคยเป็นกระบี่ประจำกายของจิ่งอี๋มาก่อน เพียงแต่ต่อมาเมื่อตบะบารมีแก่กล้าขึ้น นางจึงปล่อยทิ้งเอาไว้ ก่อนจะส่งต่อให้มู่เทียนเซี่ย
เห็นได้ชัดว่าจิ่งอี๋ให้ความสำคัญกับมู่เทียนเซี่ยมากเพียงใด ถึงขั้นนำกระบี่ที่เคยเป็นอาวุธคู่กายมอบให้นางเช่นนี้!
“เจ้ามีของวิเศษเช่นนี้ด้วยอย่างนั้นหรือ!” มารร่างเตี้ยมองไปที่กระบี่วิญญาณเล่มนั้น แววตาเต็มไปด้วยโลภะอย่างไม่ปิดบัง
บุรุษหนุ่มและสตรีชุดน้ำเงินเองก็ชะงักไปเช่นกัน พวกเขาสองคนเป็นศิษย์สายในของสำนักกระบี่ และพวกเขาก็มีของวิเศษเช่นกัน แต่กระบี่จื่อเซียวที่มีระดับสูงสุดก็ยังเป็นเพียงกระบี่วิญญาณขั้นกลางเท่านั้น!
“ไปจัดการพวกมันก่อน!” บุรุษหนุ่มได้สติ กระบี่จื่อเซียวในมือสั่นเทา ขณะพุ่งเข้าไปหามารบำเพ็ญเพียรทั้งสองตน!
“รอพวกเราด้วยเจ้าค่ะ!” สตรีชุดน้ำเงินมองมู่เทียนเซี่ยอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะพุ่งตัวตามไป
สตรีทั้งสองแม้จะมีพลังไม่สูงมากนัก ทว่าของวิเศษของพวกนางกลับไม่ธรรมดา ต่อให้เป็นมารบำเพ็ญเพียรก็ไม่กล้าให้กระบี่โดนตัวแม้แต่ปลายก้อย!
“กระบี่ทะลวงใจ!” กระบี่วิญญาณในมือของบุรุษหนุ่มกลายเป็นลำแสงสีม่วง และพุ่งเข้าไปที่หว่างคิ้วของมารร่างสูง!
มารร่างสูงยังไม่ทันตั้งตัว ดวงตาก็วูบดับโดยพลัน ก่อนจะทิ้งตัวล้มลงไป
“เจ้าใหญ่!”
มารร่างเตี้ยเริ่มเสียสมาธิ ขณะที่เขาหมุนกายหันไปมองคู่หู มู่เทียนเซี่ยก็ใช้กระบี่เหมันต์แทงเข้าไปที่หน้าอกของเขาทันที!
*ฉึก!*
มารร่างเตี้ยล้มลงไปกับพื้น ไม่อาจลุกขึ้นมาได้อีก…เขาพยายามใช้แรงเฮือกสุดท้ายตะเกียกตะกายไปทางคู่หู จนกระทั่งสามารถจับมือของมารร่างสูงเอาไว้ได้ จึงค่อย ๆ หมดลมหายใจไปในที่สุด
“พวกเขา...แม้ตายก็ยังอยากอยู่ด้วยกันอย่างนั้นหรือ?” สตรีชุดน้ำเงินอ้าปากค้าง ภายในใจรู้สึกตะลึงไปหมด
หากคนที่นอนหมดลมอยู่บนพื้นเป็นคู่ชายหญิง เวลานี้นางคงร้องไห้เป็นเผาเต่าไปแล้ว ทว่าเมื่อเห็นมือของบุรุษสองคนกุมกันแน่นตรงหน้า นางกลับขนลุกอย่างไม่อาจควบคุมได้
มู่เทียนเซี่ยคิดถึงความอัปยศที่ได้รับก่อนหน้านี้ จึงใช้กระบี่ในมือแทงลงไปที่ร่างของมารร่างสูงอีกครั้งด้วยความเจ็บแค้นใจ
“ถึงพวกมันจะตายไปแล้ว ก็ยังไม่สาสมกับสิ่งที่ทำเอาไว้!”
บุรุษหนุ่มและสตรีชุดน้ำเงินไม่ได้ห้ามมู่เทียนเซี่ยแต่อย่างใด เพราะมารบำเพ็ญเพียรสองตนนี้เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ไปไม่น้อย ต่อให้จะตายกี่สิบกี่ร้อยครั้งก็ยังไม่สาสม!
หลังจากระบายความคั่งแค้นอยู่ครู่ใหญ่ มู่เทียนเซี่ยจึงฉุกคิดได้ว่าข้างกายมีคนอื่นอยู่ด้วย โฉมสะคราญจึงเก็บกระบี่ลง และวางท่าอ่อนหวานเล็กน้อย “ขออภัยท่านผู้มีพระคุณทั้งสองด้วยที่เมื่อครู่ข้าเสียมารยาทไป”
.
.
.