เมื่อได้ยินสุ้มเสียงของเล่าจื๊อและหยวนสื่อ สวีทงก็เก็บผลลี้เหลืองอำพันไปทันที
นั่นไงล่ะ หาเื่มาให้ถึงหน้าประตูบ้านจริง ๆ ด้วย
เ้าสองคนนี้พออ้าปากทีไร ไม่เคยมีเื่ดีเลยสักครั้ง
นี่คิดจะลากข้าเข้าสู่มหันตภัยใหญ่ให้ได้เลยใช่หรือไม่?
อย่างที่เขาว่าไว้ ‘หากข้าไม่ลงนรก ใครอยากลงก็เชิญ’ เื่ราวของทั้งสองคนนี้เขาไม่คิดจะเข้าไปสอดแทรกแม้แต่น้อย
ทว่าในเมื่อทั้งคู่มาถึงที่แล้ว จะไม่ยอมให้พบเลยก็คงไม่ได้ หลังจากตรึกตรองดูแล้ว เขาจึงตัดสินใจยอมปล่อยให้ทั้งสองเข้ามาภายใน
ทันทีที่เห็นหน้าสวีทง หยวนสื่อก็เอ่ยปากขึ้นอย่างรวดเร็ว
“น้องสาม รีบออกจากด่านเถิด วันนี้ข้ากับพี่ใหญ่ได้ปะทะกับไอ้นกสองตัวตี้จวิ้นและตงหวงนั่น พวกมันอาศัยอานุภาพของยอดสมบัติระฆังโกลาหล บังอาจิ่เกียรติทายาทที่แท้จริงของผานกู่ของพวกเรา ยามนี้พลังบำเพ็ญของเ้ารุดหน้าไปมาก พวกเราสามคนควรร่วมมือกันสั่งสอนไอ้นกสองตัวนั่นให้เข็ดหลาบ!”
หยวนสื่อเอ่ยอย่างไม่เกรงใจแม้แต่น้อย ทั้งยังไม่ถามสวีทงสักคำว่าเขาสะดวกหรือไม่
สวีทงหาได้แปลกใจไม่ เพราะในความทรงจำของเขา หยวนสื่อก็เป็เช่นนี้เสมอมา หยวนสื่อเป็ยอดฝีมือในการ ‘เอื้อเฟื้อด้วยของผู้อื่น’ ในหลาย ๆ เื่ เล่าจื๊อและหยวนสื่อมักไม่เคยถามความเห็นของเขา แต่จะตัดสินใจแทนเขาโดยพลการเสมอ
ต่อมาเมื่อนิกายเจี๋ยรุ่งเรืองจนมีเซียนนับหมื่นมาคารวะ เ้าสองคนนี้กลับหันไปร่วมมือกับสองปราชญ์ทิศประจิมผู้ไร้ยางอายเพื่อหักหลังทงเทียน
เรียกได้ว่าแสดงธาตุแท้ของคำว่า ‘ไอ้คนทรยศ’ ได้อย่างหมดจดงดงาม
ส่วนทงเทียนน่ะหรือ? ช่างเป็ ‘กรรมกรระดับสูง’ ที่ถูกหลอกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจริง ๆ
เมื่อนึกถึงตรงนี้ สวีทงก็ยิ่งมั่นใจในปณิธานของตนเอง ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอยู่ในถ้ำพำนักแห่งนี้อย่างสงบ และจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเื่ใดทั้งสิ้น
ข้าไม่มีวันยอมเป็แพะรับบาปให้พี่น้องจอมปลอมอย่างพวกเ้าหรอก
สวีทงแสร้งทำสีหน้าลำบากใจพลางเอ่ยว่า “พี่ใหญ่ พี่รอง ข้าเกรงว่าครานี้ข้าคงมิอาจช่วยพวกท่านได้ ยามนี้ข้าอยู่ใน่เวลาสำคัญของการทะลวงขั้น มิอาจเคลื่อนไหวส่งเดชได้จริง ๆ ”
ทันทีที่สวีทงปฏิเสธ สีหน้าของหยวนสื่อก็เปลี่ยนไปทันที
“ทงเทียน! เ้าหมายความว่าอย่างไร! เ้านกพวกนั้นไม่ได้ดูิ่เพียงแค่ข้ากับพี่ใหญ่ แต่มันิ่เกียรติทายาทที่แท้จริงของผานกู่ของพวกเราทั้งหมด เ้าจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ!”
หยวนสื่อเป็ผู้ที่รักศักดิ์ศรีและหน้าตายิ่งนัก เมื่อต้องเสียหน้าให้แก่ตี้จวิ้น เขาย่อมต้องหาทางทวงคืนมาให้ได้ทุกวิถีทาง
ทว่าเขาเพียงลำพังกลับสู้ไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายมีระฆังโกลาหล จึงต้องรวมพลังกับทงเทียนถึงจะมีโอกาสทวงคืนศักดิ์ศรี แต่ยามนี้ ‘กรรมกร’ อย่างทงเทียนกลับไม่ยอมเล่นตามบทเสียอย่างนั้น
แล้วเขาจะเอาหน้าไปสู้ใครได้อีก?
เล่าจื๊อที่ยืนอยู่ด้านข้างแม้จะไม่ได้เอ่ยปาก แต่แววตาก็สื่อความหมายแบบเดียวกับหยวนสื่อไม่มีผิดเพี้ยน
เมื่อได้ยินวาจาของหยวนสื่อ สวีทงก็ขมวดคิ้วมุ่น
ดีจริง ๆ นะหยวนสื่อ ข้าอุตส่าห์พูดกับเ้าดี ๆ เ้ากลับสำคัญตัวผิดไปเสียได้
เ้าสู้เขาไม่ได้เอง แล้วข้าจำเป็ต้องออกหน้าแทนเ้าด้วยรึ? ข้าติดค้างอะไรเ้าั้แ่ชาติปางไหนกัน?
ถ้าข้าต้องประสบเคราะห์ครั้งใหญ่ขึ้นมา เ้าจะยอมรับเคราะห์แทนข้าหรือไม่เล่า?
สวีทงรู้ดีว่าหยวนสื่อผู้นี้ ยามเกิดเื่จะหนีเร็วกว่าใครเพื่อน ทว่ายามนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะแตกคอกัน
เขาจึงนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะหาข้ออ้างใหม่
ในเมื่อเ้าเห็นแก่หน้าตายิ่งนัก ข้าก็จะใช้เื่ชื่อเสียงทายาทที่แท้จริงของผานกู่นี่แหละมาเป็ข้ออ้าง
สวีทงถอนหายใจพลางเอ่ยอย่างเสียดายว่า “พี่รอง วันนี้พวกท่านไม่ควรมาหาข้าเลย หากพวกท่านไม่มาข้าอาจจะยังลงมือได้บ้าง แต่ในเมื่อพวกท่านมาหาข้าเช่นนี้ ข้ายิ่งมิอาจลงมือได้เด็ดขาด”
เล่าจื๊อและหยวนสื่อต่างชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความงุนงงตามคำพูดไม่ทัน
เล่าจื๊อมองสวีทงพลางถามอย่างสงสัย “น้องสาม เ้าหมายความว่าอย่างไร? เหตุใดการที่พวกเรามาหาเ้า กลับทำให้เ้ามิอาจลงมือได้?”
หยวนสื่อพยักหน้าสมทบพลางเค้นถาม “นั่นสิ ทงเทียน เ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร หรือคิดจะหาข้ออ้างบ่ายเบี่ยงกันแน่?”
สวีทงมองหยวนสื่อแล้วคิดในใจ
ข้าก็บ่ายเบี่ยงจริง ๆ นั่นแหละ ใครจะยอมให้เ้าใช้เป็หอกข้างแคร่กันล่ะ อยากหาเื่ใครก็ไปเองเถอะ ข้าไม่ไปเล่นด้วยหรอก
ทว่าเขาแสร้งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า
“พี่รอง เมื่อครู่ท่านบอกเองมิใช่หรือว่าตี้จวิ้นและตงหวงดูิ่ชื่อเสียงทายาทที่แท้จริงของผานกู่ของพวกเรา”
“ชื่อเสียงทายาทที่แท้จริงของผานกู่นั้นสูงส่งเพียงใด มีหรือที่เ้านกสองตัวนั้นจะมาวิพากษ์วิจารณ์ได้?”
“แต่ด้วยเกียรติแห่งทายาทที่แท้จริงของผานกู่นี่เอง ตี้จวิ้นและตงหวงมีกันเพียงสองคน หากพวกเราสามคนรุมพวกมัน จะไม่กลายเป็เื่ให้คนเขาเอาไปนินทาหรอกหรือ?”
“หากพวกท่านไม่มาหาข้า แล้วข้าล่วงรู้เื่นี้ด้วยตนเอง การที่สามวิสุทธิ์เป็หนึ่งเดียวกันออกไปจัดการพวกมันก็ยังพอกล่าวอ้างได้”
“แต่ยามนี้พวกท่านมาตามข้าถึงที่ ความหมายมันเปลี่ยนไปแล้วนะพี่รอง คนภายนอกจะหาว่า ทายาทที่แท้จริงของผานกู่สู้เขาไม่ได้เลยต้องกลับมาตามพวกพ้องไปรุมตีคนอื่น นั่นไม่เป็การทำลายเกียรติยศของพวกเราเองหรอกรึ?”
สวีทงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความขุ่นเคืองและรักในศักดิ์ศรี
เล่าจื๊อและหยวนสื่อถึงกับตะลึงจนพูดไม่ออก
คำพูดของสวีทงดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร แต่กลับให้ความรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติอย่างบอกไม่ถูก
ทว่ามีจุดหนึ่งที่ถูกเผง พวกเขาคือทายาทที่แท้จริงของผานกู่ หากสู้ไม่ได้แล้วต้องกลับมาตามพวกพ้องไปรุมเพื่อเอาชนะคนเพียงสองคน มันช่างดูเสียเกียรติจริง ๆ
เื่อื่นหยวนสื่ออาจจะไม่สนใจ แต่หากเป็เื่ที่เกี่ยวกับหน้าตาและศักดิ์ศรี เขาไม่มีทางยอมเพิกเฉยได้เด็ดขาด
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนถูกเขาปั่นหัวจนงงงัน สวีทงก็ลอบแค่นเสียงเย็นในใจ
โธ่... อ่อนหัดนัก คิดจะมาใช้เล่ห์เหลี่ยมกับข้ารึ
สิ่งที่เขาพูดไปเมื่อครู่ก็แค่การเล่นคำปั่นหัวคนเท่านั้นแหละ ต่อให้ทั้งสองไม่มาบอก เขาก็ตั้งใจจะปิดด่านเงียบไม่ยอมโผล่หน้าออกไปอยู่ดี
ส่วนเื่ที่สองคนนั้นโดนรุมซ้อม... มันเกี่ยวอะไรกับเขาด้วยล่ะ?
เล่าจื๊อและหยวนสื่อแม้จะรู้สึกตงิดใจ แต่ก็ยังคิดตามไม่ทันในขณะนั้น
เล่าจื๊อมองสวีทงแล้วถามว่า “น้องสาม แล้วตามความเห็นของเ้า พวกเราควรจะทำอย่างไรดี?”
“เื่นี้จะปล่อยให้จบลงเฉย ๆ เช่นนี้ไม่ได้นะ” ทั้งสองยังคงรู้สึกไม่ยินยอม
“พี่ใหญ่ เื่นี้คงต้องฝากไว้ที่พวกท่านทั้งสองแล้ว ในเมื่อพวกท่านได้ลงมือกับตี้จวิ้นและตงหวงไปแล้ว… ดังนั้น เกียรติยศนี้พวกท่านต้องไปทวงคืนมาด้วยตนเอง นี่คือเื่ของหลักการ”
วนไปวนมาสุดท้ายก็ได้คำตอบเดิม หยวนสื่อกำลังจะเอ่ยปากแย้ง ทว่าสวีทงกลับชิงตัดหน้า ตบไหล่เขาเบา ๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “พี่รอง อย่าได้ทำลายท่วงท่าอันสง่างามของทายาทที่แท้จริงของผานกู่ของพวกเราเด็ดขาดนะ”
เมื่อเห็นแววตาอันเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นของสวีทง หยวนสื่อถึงกับรู้สึกเืลมสูบฉีดขึ้นมาวูบหนึ่ง
ในเมื่อพูดมาถึงขั้นนี้ ทั้งสองก็ไร้คำพูดจะโต้แย้ง
เล่าจื๊อถอนหายใจ “เอาเถอะ สิ่งที่น้องสามพูดก็มีเหตุผล เพื่อชื่อเสียงของทายาทที่แท้จริงของผานกู่ เื่นี้พวกเราคงต้องจัดการเองจริง ๆ ”
หยวนสื่อพยักหน้าเห็นพ้อง “ถูกต้อง! พวกเราคือทายาทที่แท้จริงของผานกู่ ไฉนเลยจะต้องใช้วิธีรุมคนอื่น!”
หยวนสื่อดูเหมือนจะฮึกเหิมขึ้นมาทันที
สวีทงยืนอยู่ด้านข้าง พยักหน้าให้กำลังใจอย่างขะมักเขม้น แต่ในใจกลับค่อนขอดว่า
เ้าสองคนนี้คงลืมไปแล้วกระมัง ว่าทำไมถึงถูกเขาซ้อมจนหนีหัวซุกหัวซุนกลับมา ระฆังโกลาหลเชียวนะนั่น! มันคือยอดสมบัติปฐมกำเนิดอันดับหนึ่ง ไม่ใช่ของที่จะเอาชนะได้ด้วยใจรักหรือความฮึกเหิมเสียหน่อย คิดว่าที่นี่เป็หนังการ์ตูนหรือ ที่ะโก้องสองทีแล้วพลังจะพุ่งพรวดขึ้นมาได้น่ะ?
ทว่าสวีทงไม่มีวันพูดประโยคนี้ออกไปแน่นอน
ในขณะที่ทั้งสองคนเตรียมตัวจะกลับไป ทันใดนั้นเสียงจากสรวง์ก็พลันดังกังวานไปทั่วทั้งสามโลก
“วังจื่อเซียวเปิดบรรยายเต๋าครั้งที่สอง ครั้งนี้จะบรรยายวิถีกึ่งปราชญ์ ผู้มีวาสนาล้วนสามารถมาสดับฟังได้”
สิ้นเสียงนั้น เสียงของระบบก็ดังขึ้นในหัวของสวีทงทันที
[ติ๊ง! ตรวจพบว่าหงจวินจะบรรยายเต๋าครั้งที่สอง จะเดินทางไปหรือไม่ โปรดเลือกทางเลือกของท่าน]
[ทางเลือกที่ 1: ออกจากด่านเพื่อเดินทางไป แสดงพลังบำเพ็ญของท่านเพื่อประกาศศักดา รางวัล: ไขกระดูกหยกผานกู่หนึ่งขวด]
[ทางเลือกที่ 2: ออกจากด่านเพื่อเดินทางไป แสร้งทำเป็ผู้อ่อนแอ รางวัล: แก่นโลหิตผานกู่หนึ่งขวด]
[ทางเลือกที่ 3: ปิดด่านบำเพ็ญต่อไป ยืนหยัดที่จะไม่ออกไป รางวัล: ลานเต๋าแห่งปราชญ์หนึ่งแห่ง]