ที่ประชุมชั่วคราวถูกจัดขึ้นกลางลานฝึกทหาร ธงทิวปักล้อมเรียงรายดูน่าเกรงขาม เวลาลมพัดต้องก็โบกสะบัดขึ้นทีหนึ่ง พอลมสงบลงก็ห่อทู่เอียงม้วนลงมาอยู่แนบกับตัวเสา
เหล่าแท่ทัพนายทหาร เรียงรายรอรับคำสั่ง เล่าปี่นั่งคุมเชิงอยู๋ด้านข้าง โต๊ะกลางเว้นที่ว่างไว้ให้คนมีปัญญานั่ง บนโต๊ะวางกระบี่และตราตั้งอันมีอาญาสิทธิ์สามารถสั่งปะาตัดชีวิตผู้ขัดขืนไม่รับบัญชา สีหน้ากังวลปรากฏชัดขึ้นบนหน้าของผู้เข้าประชุม
"หน่วยสอดแนม ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับตำบลทุ่งพกบ๋องให้แม่ทัพทุกท่านรับรู้" ผมกระชับเสื้อให้รัดเข้ามาหน่อย นี่เป็การสั่งคนอื่นอย่างเป็ทางการครั้งแรกั้แ่มาอยู่เป็ที่ปรึกษาให้กับเล่าปี่ เท่าที่ดูส่วนใหญ่ก็ล้วนมองผมเป็เด็กไร้เดียงสาไม่ค่อยเคารพนับถือเท่าไหร่ จะมีก็แต่เล่าปี่ จูล่งเท่านั้นที่พอจะเห็นมารยาทกันบ้าง
หน่วยแผนที่ชี้แจงภูมิประเทศให้ทุกคนฟังอย่างละเอียด ตามแผนที่และตามภูมิประเทศจริง เพราะจุดสำคัญที่จะใช้ชี้ชะตาทำศึกครั้งนี้ก็อยู่ที่ทุ่งพกบ๋องแห่งนี้
"ศึกครั้งนี้ต้องช่วยกันรับมือ ทุกหน่วยต้องประสานงานให้ดี" ผมนั่งลงชี้เรียกหน่วยสอดแนมออกมารับคำสั่ง นายทหารจากหน่วยสอดแนมก้าวเท้าออกมาประสานมือคำนับ
"หน่วยสอดแนม ส่งแมวมองเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของศัตรูตลอดเวลา รายงานมาทุกระยะอย่าให้ขาด่"
"ขอรับ" เสียงตอบดังฟังชัดสมที่เป็ทหารหาญ
"หน่วยพลา ั้แ่วันนี้ต้องคอยดูเสบียงในคลังอย่างละเอียด ทำรายงานส่งกลับมาทุกวันอย่าให้ขาดแม้แต่วันเดียว เตรียมม้าและรถรบให้พร้อมที่จะออกศึกทุกเวลา" หน่วยพลารับคำสั่งแล้วกลับเข้าไปในแถว ผมชักรู้สึกว่าตัวเองเริ่มเข้าที่เข้าทางขึ้นมากบ้างแล้ว
"หน่วยรักษาเมืองซินเอี๋ย" หัวหน้ากองรักษาการก้าวออกมากล่าวคำนับ "ท่านจะต้องเข้มงวด รักษากำแพงเมืองทั้งสี่ด้าน ตรวจคนเข้าออกประตูเมืองอย่าให้ผิดพลาด ระมัดระวังอย่าปล่อยให้สปายของศัตรูเข้ามาได้...เอ่อ...หมายถึงระวังหน่วยสอดแนมของศัตรู เข้าใจมั้ย!!"
"ขอรับ!" เสียงตอบดังลั่นหลังจากที่ทำหน้างงกับศัพท์ภาษาที่แปลกประหลาดที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน
กวนอูทำคิ้วเข้มอย่างเย่อหยิ่ง เตียวหุยเอียงหน้ามากระซิบเยาะเย้ยถึงผู้ซึ่งกำลังออกคำสั่ง "มันก็ได้แค่นี้ล่ะว้าาาา" กวนอูยิ้มชอบใจแล้วพยักหน้าให้น้องคนเล็กอย่างเห็นด้วย แต่ต้องสลดลงเมื่อหันมาเห็นสายตาดุปรามของเล่าปี่ที่มองลงมายังตัวเองกับเตียวหุย
สายตาผมทอดออกไปไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้ถูกผิดอย่างไร แต่เมื่อคิดแล้วยังไงก็ต้องทำ เพราะถ้าไม่สู้ก็คงไม่รอด
"การศึกครั้งนี้ เราจะทำลายทัพของแฮหัวตุ้นที่เนินทุ่งพกบ๋อง"
สายตามองมาที่ชายร่างสูงเครายาวก่อนจะเรียกชื่อดังขึ้น "กวนอู"
บุรุษหน้าแดงชุดเขียวยังยืนนิ่งไม่ยอมขยับ จนผมต้องเรียกเขาซ้ำอีกครั้ง
"กวนอู!"
สีหน้าไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ แต่ด้วยหน้าที่รับผิดชอบก็ยอมออกมารับคำสั่งโดยดี แต่มือยังนิ่งไม่คารวะ หลังยังตรงไม่ก้มคำนับ
"ท่านกวนอู ขวามือทุ่งพกบ๋องเป็เขา ชื่อเขาอีสัน ซ้ายมือเป็ป่า ชื่อป่าอันหลิม ให้ท่านนำทหารจำนวนหนึ่งพัน ไปซุ่มอยู่ที่เชิงเขาอีสัน พอเห็นข้าศึกผ่านมาจงปล่อยให้ผ่านไปก่อน อย่าพึ่งสู้รบ รอให้กองลำเลียงของมันมาถึง พอเห็นไฟไหม้ทางทิศใต้ ค่อยออกมาจุดไฟเผาเสบียงของพวกมันแล้วตามตีต่อไป" ผมยื่นป้ายคำสั่งออกศึกให้ กวนอูรับไปแล้วพูด "ขอรับ" สั้นๆ ห้วนๆ แววตาเย้อหยิ่งเหมือนั สมแล้วที่คนรุ่นหลังยกให้เป็เทพเ้า
"เตียวหุย" คนหน้าเหี้ยมยังนิ่งอยู่ เหมือนแกล้งไม่ได้ยิน
"เตียวหุย" ผมเน้นเสียงขึ้น เ้าคนนี้ดูท่าแล้วกวนใจที่สุดั้แ่เจอกันครั้งแรกจนถึงตอนนี้
"เตียวเอ๊กเต๊ก เตียวหุย" จัดไปทั้งแซ่ ทั้งชื่อหลักชื่อรอง แต่ก็ยังทำนิ่งจนจูล่งเอาข้อศอกสะกิดหยึกๆ เรียกให้ออกมารับคำสั่ง
คนถูกเรียกก้าวขวับๆ ออกมาท่าทางเก้งก้าง อย่างกับคนเมา ส่ายหัวหลุกหลิกเหมือนขอไปที
ขอรับ!!!
เสียงขานดังกังวานขึ้น ถึงน้ำเสียงฟังดูหนักแน่นก็จริง แต่ไม่เลยที่จะแสดงถึงความเคารพ มันเต็มไปด้วยการประชดประชันเหมือนเด็กขานรับดังๆ เวลาจำใจทำตอนที่ขัดขืนไม่ได้
"ท่านเตียวหุย ท่านนำกองทัพหนึ่งพัน ไปซุ่มในหุบเขาหลังป่าอันหลิม เมื่อเห็นไฟไหม้ทางทิศใต้ก็ให้ออกมาเผาป่าหญ้า ป่าแขม แถวนั้นให้ไฟลุกท่วมเผาทัพข้าศึก"
"รู้แล้ว..." เตียวหุยสะบัดหางเสียงขึ้นอย่างไม่เคารพ แต่เมื่อหันหน้ามาเจอสายตาดุกร้าวของเล่าปี่ที่ไม่พึงใจกับกริยาของเขา เตียวหุยก็เลยอ่อนน้อมลงพูดเสียงสุภาพขึ้น "ขอรับ"
ผมยื่นป้ายคำสั่งให้ เตียวหุยเดินผ่างๆ ก้าวเข้ามาสีหน้าดุดัน คว้าป้ายขวับพร้อมกระชากออกไปอย่างแรง ผมว่าแล้วววว ยังไงก็ไม่ถูกชะตากันจริงๆ ไม่ว่าจะทำยังไงก็เถอะ เอาว่าทนๆ ทำไป เลี่ยงได้ก็เลี่ยงแล้วกัน เพราะไม่ว่ายังไงหากมีเื่กัน ยังไงผมก็ไม่มีทางสู้แรงช้างเ้าขี้เหล้าคนนี้ได้หรอก
"กวนเป๋ง เล่าฮอง"
"ขอรับ" เสียงฉะฉานว่าขึ้นพร้อมเพรียงกันดังมาจากหนุ่มน้อยทั้งสอง กวนเป๋งนั้นเป็บุตรบุญธรรมของกวนอู นิสัยกตัญญู ยึดถือกวนอูเป็แบบอย่าง ส่วนเล่าฮองเป็บุตรบุญธรรมของเล่าปี่ซึ่งกวนอูมิใคร่ชอบพอใจนัก เคยว่ากับเล่าปี่ว่ามีลูกอยู่แล้วแต่รับลูกคนอื่นมาเลี้ยงดู กลัวต่อไปภายหน้าจะทำให้เดือดร้อน
"ท่านทั้งสองเอาทหารไปห้าร้อย ยกไปซุ่มที่ชายทุ่งพกบ๋องทางใต้ ให้ถือคบเพลิงไว้ทุกคน เมื่อเห็นทัพแฮหัวตุ้นยกมาถึงที่นั่นแล้วให้จุดคบเพลิงขึ้น" ป้ายคำสั่งถือยื่นให้กวนเป๋งเล่าฮอง ทั้งสองมีความเคารพยำเกรงตามมารยาทอันสมควรจึงรับไว้แต่โดยสุภาพ
"ท่านจูล่ง" นายทหารเกราะขาวก้าวออกมาสง่าผ่าเผย ยกมือขึ้นคำนับ "ขอรับ" น้ำเสียงนุ่มนวลสมกับฉายาสุภาพบุรุษจากเสียงสาน
"ท่านนำทหารยกไปเป็กองหน้า เมื่อเจอแฮหัวตุ้นให้เข้ารบ แต่ต้องแพ้ห้ามชนะเป็อันขาด"
จูล่งขมวดคิ้วย่น สีหน้าอาการสงสัยหันซ้ายแลขวามีความอยากรู้จับจิตจับใจ
"ให้รบแต่ให้รบแพ้ ข้าน้อยมิเข้าใจ"
"รบแพ้เพื่อล่อข้าศึกเข้าไปที่เนินทุ่งพกบ๋อง" จูล่งยิ้มออกมาอย่างวางใจ การออกศึกตลอดมาของแม่ทัพผู้นี้ย่อมมีแต่แลกชีวิตอย่างห้าวหาญ การแกล้งรบแพ้จึงเป็เื่เกินคาดการณ์ของเขา
"ขอรับ"
"ทีนี้ก็เหลืออีกคน" ผมหันมาที่เล่าปี่ เล่าปี่ลุกขึ้นยืนโค้งคำนับให้เกียรติอย่างมาก "ท่านเล่าปี่ ให้ท่านนำทหารออกไปเป็กองหนุนจูล่ง เมื่อจูล่งรบแพ้แล้ว ให้ท่านเข้าปะทะ ต้องแพ้ห้ามชนะ"
"เล่าปี่เข้าใจดี" เล่าปี่และจูล่งรับป้ายคำสั่งไปแล้วกลับเข้าที่ของตัวเอง
เตียวหุยซุบซิบกับกวนอูแสดงท่าทางไม่สบอารมณ์เมื่อเห็นผมใช้เล่าปี่ กวนอูจึงถามออกมาเสียงดังว่า
"ท่านจัดแจงพวกเราทุกคนให้ยกทัพไปทำการก็เห็นดีอยู่ แต่ตัวท่านเองเล่า ในขณะที่พวกเรารบเสี่ยงเป็เสี่ยงตาย ท่านพึงกระทำการสิ่งใด"
ฮั่นแน่!!
เอาแล้วไง
นึกว่าจะเนียนไม่มีใครสงสัยแล้วซ่ะอีก อุตส่าห์ตีมึนวางแผนดิบดีเพื่อไม่ให้ตัวเองออกไปเสี่ยง
ก็แหม จะให้ผมออกไปยิงธนู ถือดาบ จับหอก ก็คงไม่ไหวหรอกจริงไหม
มีหวังตายแหงแก๋ั้แ่เริ่มรบแล้ว
ขนาดแค่วิ่งร้อยเมตรยังหอบซ่ะเกือบตาย สู้ใครไม่ไหว
ไม่ต้องคิดถึงการออกไปเอามีดไล่แทงคนอื่นเลย ยิ่งแล้วใหญ่
คนอย่างผมทำไม่ได้แน่นอนร้อยล้านเปอร์เซ็นต์
"การรบสำคัญที่การระวัง พวกท่านสู้อยู่ข้างหน้าอาจมีศัตรูลอบเข้าข้างหลัง ข้าจึงต้องเสียสละอยู่ในเมืองเพื่อเฝ้าระวัง" พูดขายผ้าเอาหน้ารอดไว้ก่อน จะดีจะร้ายยังไงก็พอจะเถียงไหว
เตียวหุยได้ยินอย่างนั้นก็ตบมือหัวเราะร่าออกมาเสียงดัง ถ่มถุยน้ำลายลงพื้นดังแป๊ะ
"พวกเราออกไปสู้รบเหนื่อยยาก แต่ท่านกลับจะอยู่รักษาเมือง ถ้างั้นจงกินๆ นอนๆ ให้สบายใจเถอะ!!" การประชดประชันเผยออกมาทั้งคำพูดน้ำเสียงแลัสีหน้า เตียวหุยว่าออกมาอย่างไม่ค่อยพอใจมากนัก
"กระบี่และตราตั้งอยู่นี่ ใครพูดมากจะสั่งลงโทษ" ผมชี้มือไปที่ของอาญาสิทธิ์ทั้งสอง อารมณ์ชักยัวะขึ้นมาบ้างแล้ว แดะหน้าแดะหลังทุกครั้งทุกทีที่ผมพูดผมทำอะไร สงสัยต้องมีเื่กันซักหน่อยให้รู้แล้วรู้รอด
เตียวหุยเดินตัวโยนผาดๆ เข้ามาหา
"ลงโทษก็ลงสิวะ อย่างมากก็แค่ตาย แต่ก่อนนั้นขอข้าซัดหมัดเถอะโว๊ย!!" คนขี้โมโห กำหมัดแน่นกำลังจะง้างแขนเหวี่ยงกำปั้นออก กวนอูเห็นท่าไม่ค่อยดีจะมีเื่กันก็ดึงมือเตียวหุยไว้ กำลังทั้งคู่ทัดเทียมกันจึงดึงรั้งเอาไว้ได้
หยุดนะ!! เล่าปี่ลุกขึ้นตวาดไปแก่น้องร่วมสาบานของตนทั้งสองคน
"น้องทั้งสองไม่รู้หรือว่าผู้มีปัญญานั้น วางแผนในกระโจมชนะศึกไกลถึงพันลี้ พวกน้องจงทำตามแผนของกุนซืออย่าได้ขัดขวางยั่วแหย่ท่านขงเบ้งเลย"
กวนอูผู้ใจเย็นกว่าจอมโมโหได้ยินเล่าปี่พูดปกป้องคนหน้าขาวก็บอกกับเตียวหุยให้ใจเย็นลง แม้ว่าจะทำอะไรเกินเลยกับขงเบ้งหรือไม่ทำตาม
แผนการก็เห็นทีเล่าปี่จะคิดเคืองใจ ตำหน
"น้องสาม พวกเราทำตามขงเบ้งว่าไปก่อน หากแผนการล้มเหลวมิสมกับเป็ผู้มีปัญญา เมื่อนั้นน้องค่อยจัดการมันให้สาสมเถอะ"
หึ!!! เตียวหุยรับคำกวนอูแล้วลาออกไปจากที่ประชุม กวนอูก็ตามไปติดๆ จูล่งได้แต่ส่ายหัวไม่รู้จะว่ายังไงดี เล่าปี่ก็ขอโทษแทนน้องของตนเอง
"พรุ่งนี้กองทัพของแฮหัวตุ้นก็จะมาถึงแถบทุ่งพกบ๋องแล้ว ท่านเล่าปี่รีบไปเตรียมพร้อมเถอะ ท่านต้องเป็ทัพหนุนให้จูล่ง และเป็ส่วนหลักหลอกล่อให้แฮหัวตุ้นตามตีเข้ามายังใจกลางทุ่งพกบ๋อง ข้ากับท่านบิต๊กจะอยู่รักษาเมือง ส่วนท่านซุนเขียนกับท่านกันหยงข้าให้ไปจัดการเตรียมงานเลี้ยงฉลองชัยแล้วของพวกเราแล้ว"
เล่าปี่ออกไปแต่เท่าที่สังเกตุดู เหมือนจะคลางแคลงใจกับแผนของผมเป็อย่างมาก เพราะนี่เป็ครั้งแรกของการวางแผน และแน่นอนว่าผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันจะได้ผลมากน้อยแค่ไหน ถ้าหากโชคดีก็คิดว่าน่าจะรอด แต่ถ้าเกิดโชคร้ายทุกอย่างผิดแผน แฮหัวตุ้นไม่หลงกล รอดพ้นจากทุ่งพกบ๋องมาได้ แล้วยกทัพเข้ามาถึงหน้าประตูเมือง
ถ้าหากถึงตอนนั้นก็มีทางเลือกอยู่แค่สองทาง คือสู้กับหนี
ซึ่งแน่นอนว่าโอกาสหนีนั้นสูงกว่ามาก หากคิดตามนิสัยส่วนตัวของผม