สุดท้ายที่บ้านนอก

    สงกรานต์

    รถโดยสารแบบหน้าตัดสีส้มออกซีดเก่า ควบขับโขยกเขยกไปตามถนนลาดยางมะตอยที่ออกแดงอันเนื่องมาจากฝุ่นดิน ทิ้งฝุ่นฟุ้งตลบตามหลัง จนผู้โดยสารที่อยู่ตอนท้ายต้องใช้ผ้าปิดป้องฝุ่นเหล่านั้น ชายหนุ่มในชุดกางเกงยีนส์ฟอกสีซีด เสื้อยืดคอกลมสีดำ ซึ่งนั่งอยู่ตอนท้ายของรถทิ้งตัวลงพร้อมกระเป๋าเดินทาง เดินเลี่ยงมาปัดฝุ่นตามตัวใต้เพิงร้านซ่อมจักรยานยนต์ ยืนมองรถคันนั้นจากไปจนลับทางโค้ง จึงหิ้วกระเป๋าเดินทางเข้าสู่หมู่บ้าน สายตาหลายคู่จ้องมองด้วยความแปลกใจ เพราะไม่รู้จักและคุ้นเคย ถึงสะพานอันเป็นเขตแดนหมู่บ้าน เด็กหลายคนกำลังเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน บ้างก็ก่อกองทราย บ้างก็ดำผุดดำว่ายในน้ำ แม่น้ำสายนี้ไหลมาจากที่ใด ไม่มีใครทราบ รู้แต่ว่าแม่น้ำสายนี้หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนแถบนี้มานานแล้ว และวิถีชีวิตเขาเหล่านั้น ก็ผูกพันกับมันชั่วนาตาปี น้ำแลดูตื้นเขิน เพราะมองเห็นหาดทรายผุดขึ้นกลางน้ำ ถึงกระนั้นน้ำก็ยังใสสะอาดและไหลล่องเรื่อยไปอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยหยุดนิ่ง เปรียบดังชีวิตผู้คนที่ไหลเอื่อยเรื่อยไปตามกาลเวลาสะพานไม้เก่าผุพังตามกาลเวลา และถูกรื้อถอนออกไปแล้ว บัดนี้มันกลายเป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กแข็งแรง และไม่ต้องคอยหวาดหวั่นต่อกระแสน้ำที่อาจจะหลากมาในหน้าฝนเสียงสุนัขขู่ครางฮื่อ ให้ได้ยินมาแต่ไกล และมันเห่าเสียงขรม เมื่อเข้าจะก้าวขึ้นบันไดบ้าน ไม่กล้าตอแยกับมันเช่นกันจึงนำกระเป๋าเดินทางไปห้อยไว้กับเสาใต้ถุนบ้าน จากนั้นเดินดุ่ม ๆ มุ่งหน้าสู่วัดท้ายหมู่บ้าน วัดดูสงบเงียบร่มเย็น แม้บรรยากาศภายนอกจะร้อนอบอ้าว เพราะพยับแดดก็ตามทีวัดที่ไร้พระสงฆ์ มันเป็นอย่างนี้มานานแล้ว กลางลานวัด ไทรใหญ่ยืนต้นตระหง่าน แผ่กิ่งก้านสาขาขยายออกไปทั่วทุกทิศ มองดูเขียวครึ้ม สงบเย็นและยิ่งใหญ่ ไม่มีใครบ่งบอกอายุของมันได้ คนแก่เฒ่าประจำหมู่บ้านก็บอกว่า เห็นมันอยู่อย่างนี้มานานแล้ว ต้นโพธิ์หลายต้นก็เขียวครึ้ม แม้จะเป็นหน้าแล้งก็ตาม ศาลาใหญ่เงียบสงบสงัด เพราะไร้ผู้คนเสียงจั๊กจั่นยังคงร้องระงมสะท้อนสะท้านพรั่งพร้อมและบาดใจนาน ๆ จะพริ้วลมพัดผ่านผ่อนคลายความร้อนสักครั้งหนึ่งชายหนุ่มหันมองสำรวจไปรอบๆ ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งบนแคร่ไม้เก่าๆ ที่ปูด้วยแผ่นไม้กระดานใต้ต้นไทรกลางลานวัดเสียงนกน้อยกลุ่มหนึ่งบินมาเกาะจิกตีหยอกเย้ากันบนกิ่งไทรเหนือศรีษะ ปลุกเขาให้ตื่นจากภวังค์เหม่อคิด ชีวิตพวกมันอิสระดี สามารถไปทุกหนแห่งด้วยพลังแห่งปีกคู่ แต่อย่างไรพวกมันก็ต้องระแวดระวังภัยจากงูเขียวตัวหนึ่งที่เลื้อยอย่างอ่อนช้อยไปตามกิ่งไทร มุ่งหน้าหาเหยื่อตัวน้อยฝูงนั้น แต่เจ้างูเขียวก็ต้องผิดหวังอย่างแรง เพราะเหยื่อของมันตาไวกว่า พากันกระโดดบินโผไปกิ่งอื่น ทิ้งเจ้างูงุ่มง่ามไปอย่างเย้ยหยันสายลมพัดมาวูบใหญ่ ชายหนุ่มสูดหายใจอย่างแรงรับเอาความเย็นสดชื่นที่มากับสายลมนั้น ถอดเสื้อนอกออกพาดบ่า เดินฝ่าแดดออกจากรั้ววัด ข้ามถนนมาที่สระน้ำใหญ่ ที่ริมขอบสระปลูกมะพร้าวไว้เป็นทิวแถว มันกำลังแข่งกันโตเพื่อชิงเนื้อที่บนขอบสระคงเป็นต้นมะพร้าวชุดแรกที่มีการปลูกลงบนผืนดินหมู่บ้านนี้ หลังจากที่ต้นมะพร้าวในหมู่บ้านถูกโค่นทิ้งไปหมด น้ำในสระเคยเห็นอย่างไรก็อย่างนั้น ไม่เพิ่มไม่ลดไปมากน้อยกว่านี้ เดินกลับเข้ามาในวัดตรงไปยังแม่น้ำ ทางลงแม่น้ำรกชัฏเพราะไม่ค่อยผู้คนเดินผ่าน สายน้ำใสไหลเรื่อย พัดเซาะโขดหินริมตลิ่งเหมือนพยายามที่จะเอามันไปด้วย แว่วเสียงคนหาช้อนกุ้ง ปลา คุยกันดังมาจากตอนบนของแม่น้ำวักน้ำขึ้นลูบแขนขาและใช้ผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำขึ้นมาเช็ดตามใบหน้า จากนั้นเดินมานั่งบนโขดหินซึ่งอยู่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ มองผีเสื้อเกาะกลุ่มบินว่อนบนผืนทราย สุขสงบเย็นใจนานเท่านานที่เขานั่งมองอย่างดื่มด่ำเพลิดเพลินกับความสดชื่นของธรรมชาติ หาดทราย สายน้ำ มองดูนาฬิกาบนข้อมือจึงได้รู้ว่า เย็นมากแล้ว อยากเห็นหน้าแม่เต็มที ป่านนี้คงกลับมาจากไร่แล้วแวะเข้าไปซื้อของในร้านค้าข้างทางมันเป็นร้านอาหารผสมร้านชำ เจ้าของร้านเป็นหญิงสาววัยประมาณ 30 กว่า กระวีกระวาดออกมาจากด้านใน ยิ้มแย้มทักทายหยิบของให้ตามสั่ง พร้อมกับถาม“อ้าว..นึกว่าใคร..อรัญนี่เอง..จำแทบไม่ได้แน่ะ กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่?”ชายหนุ่มยิ้ม ๆ ไม่ตอบคำถามนั้น แต่ย้อนถามเธอแทน“พี่สบายดีหรือ..?”“ก็อยู่อย่างนี้แหละ เรื่อยๆ”“พี่มีเด็ก ๆ กี่คนแล้ว?”“อุ๊ย ทำไมถามอย่างนั้นล่ะ แฟนไม่มีจะให้มีลูกได้ยังไง? เธอก้อ…”หญิงสาวออกตัวด้วยจริต ค้อนด้วยสายตาปนยิ้มหวานทักทายกับหล่อนพักหนึ่ง จึงออกจากร้าน สายสุรีย์เป็นสาวงามประจำหมู่บ้าน อายุมากกว่าอรัญหลายปี แต่งงานแล้ว และสามีตายไปแล้วเรียบร้อยเช่นกัน ตกเป็นพุ่มหม้ายกลับเป็นสาวเนื้อหอมอีกครั้ง สามีของหล่อนเคยเป็นตำรวจ ถูกให้ออกจากราชการเพราะหันมาเอาดีทางค้ายาบ้า แต่สุดท้ายหนีความผิดไม่พ้น ถูกจำหน่ายเข้าบัญชียมบาลเรียบร้อยชายหนุ่มเดินออกมาจากร้านยังไม่ทันพ้นแนวรั้วบ้าน ก็ต้องร้องเหวอกระโดดหลบจักรยานยนต์คันใหญ่เข้าพุ่มดอกพุดริมรั้ว มันพรวดพราดเข้ามาเหมือนกับว่าเจ้าของไม่ได้ชะลอเอาไว้เลย“เฮ้ว..โย่ว....”หน้าซีดแทบเหลือสองนิ้วเพราะตกใจ หันไปมองเจ้าของรถด้วยความข้องใจเต็มที่ แต่ยังไม่ทันว่ากระไร คู่กรณีก็ถอดหมวกกันน๊อค ออก และหันหลังมามอง เจ้าของรถเป็นผู้หญิง หล่อนเสยผมยาวสลวยขึ้นกล่าวขอโทษอรัญเบา ๆ“ปิยนันท์” เขารำพึงในใจ“ขอโทษอีกครั้งนะคะ ที่ทำให้ตกใจ ไม่ทันระวังค่ะ ไม่นึกว่าจะมีคนอยู่หลังพุ่มไม้นี่”หล่อนผู้นั้นยกมือไหว้ขอโทษ ทำให้เขาต้องรีบยกมือไหว้ตอบ“ไม่เป็นไรครับ แต่แหมเล่นขับไม่ระวังเลยแฮะ ดีที่กระโดดหลบทัน”หญิงสาวยิ้ม ๆ พอดีกับที่หลานชายของหล่อนวิ่งเข้ามาหิ้วกระเป๋าเข็นรถเข้าไปเก็บไว้ในบ้าน หล่อนจึงขอตัวเข้าบ้าน หล่อนมันมามองเขาอีกแว่บหนึ่งเหมือนทำหน้าครุ่นคิด ก่อนจะเดินลับหายเข้าประตูไปเสียงเครื่องกระจายเสียงดังแว่วมาจากหมู่บ้าน ทำให้เขานึกได้ว่าวันนี้เข้าวันสำคัญแล้ว วันสงกรานต์ที่รอคอย และมันจะเป็นสงกรานต์ครั้งแรกที่เขาได้เที่ยวเล่นหลังจากที่ห่างหายไปนานมองไปรอบทุ่งนาที่เวิ้งว้าง ว่างเปล่าก่อนจะรีบเดินกลับเข้าหมู่บ้านทันทีเพราะมีพิธีรดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้านที่จัดขึ้นที่วัดอรัญไม่มีขันน้ำที่จะใช้ในงานได้จึงเดินตัวเปล่า เข้าไปร่วมงาน ชาวบ้านมารวมกันสรงน้ำพระทั้งหมู่บ้าน เพราะเป็นพิธีใหญ่มีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเข้ามาเป็นประธานในงาน มารดาของเขานั่งรวมอยู่ในกลุ่มผู้เฒ่าผู้แก่ที่จะให้ลูกหลานรดน้ำขอพรด้วยพิธีเริ่มโดยประธานในงานเข้าไปสรงน้ำพระก่อน จากนั้นจึงมารดชาวบ้าน ที่นั่งเรียงรายเป็นแถวยาว เด็กลอดเข้าไปใต้หิ้งหอพระพากันอาบน้ำต่อจากพระอีกชั้นหนึ่งเพราะถือว่าเป็นศิริมงคล เสียงเพลงวันสงกรานต์ดังทั่วงาน ขณะที่บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่นน้อย น้องสาวคนเล็กของเขา เดินมาสะกิดยื่นขันน้ำให้ พร้อมกับชี้มือบอกใบ้ อรัญรับขันน้ำจากน้องสาวเข้าไปร่วมรดกับบรรดาหนุ่มสาวที่ยืนรดกันอยู่อย่างยิ้มแย้มเอิบอิ่มกับพรวันสงกรานต์ที่ได้รับมารดาของเขาพาไปบังสกุลให้ปู่ที่ริมรั้ววัด พร้อมกับรดน้ำไปด้วย หลายครอบครัวก็ทำเช่นเดียวกันนี้ มันเป็นประเพณีที่มาพ่วงกับงานสงกรานต์ จะทำในเวลาอื่นก็ได้แต่ไม่เป็นที่นิยมนักพิธีทำบุญผ่านไป จากนั้นก็เป็นเวลาแห่งความสนุกสนานของหนุ่มสาวแล้ว เสียงหัวเราะเฮฮา จากการรดน้ำไปทั่วทุกจุด หนุ่มสาวบางกลุ่มลงทุนซื้อถังน้ำมันเปล่ามาบรรทุกน้ำใส่รถ เที่ยวสาดน้ำไปทั่วทุกคนหน้าตามอมแมมไปด้วยแป้ง สาระพัดชนิด ขาวโพลนทั้งตัวก็มี หญิงสาวคนใดใส่ชุดบางหน่อยก็อวดเอวองค์ทรงนางกันเป็นว่าเล่น หนุ่ม ๆ ไล่ปะแป้งก็ไม่มีใครว่าใคร อาจจะมีเคืองบ้าง หากหล่อนๆ มีเจ้าของตีตราจอง หรือหมายปองแล้วขบวนแห่กลองยาวของกลุ่มชาวบ้านก็ไม่แพ้กัน ทุกคนมอมแมมไปด้วย แป้ง น้ำ หรือแม้กระทั่งเขม่าไฟ ใครตึง ๆ เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ก็ออกมาแห่นำขบวนอวดท่าร่ายรำกันสนุกสนานที่น่าขำที่สุดคือ พ่อผู้ใหญ่ของเขาเองลงทุนเอาเปลือกมะพร้าวอ่อนครึ่งซีกมาเฉาะตรงกลางทาสีแดงห้อยไว้กับเอวด้านหน้า อีกคนดูท่าว่าเป็นผู้ช่วยฯ เอาขวดน้ำอัดลมมาทาสีแดงห้อยเอวมีเส้นผมทำเป็นพู่ที่โคนด้วย ฟ้อนเกี้ยวกันไปมา ด้านหัวขบวน สร้างความขบขันกันทั้งงานอรัญยืนดูขบวนแห่อยู่ใต้ต้นไทรใหญ่เพลินๆ ก็ต้องสะดุ้งโหยงเพราะมีน้ำเย็นเทราดมาทางด้านหลัง พร้อมกับเสียงหวาน ๆ“ขอรดหน่อยนะคะ”เด็กสาวหลายคนถือถังน้ำใบเล็กๆ รุมสาดชายหนุ่มจนเปียกไปทั้งตัว ตามด้วยแป้งที่เทโรยตามเสื้อผ้าจนมอมแมม“อ้ายมาจากบ้านไหนคะ?”สาวน้อยซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่ม ถามพร้อมหัวเราะเห็นฟันซี่เล็กขาวสะอาด ดูท่าเธอจะไม่รู้จักเขา และแน่นอนเขาเองก็ไม่เคยเห็นหรือว่ารู้จักเธอมาก่อนเช่นกัน“ผมเหรอ ก็คนบ้านนี้แหละ”ชายหนุ่มตอบยิ้ม ๆ พร้อมกับดึงมุมคอเสื้อเชิ๊ตที่เปียกน้ำสบัดออกเล็กน้อย เพื่อไม่ให้น้ำไหลเข้าไปในกางเกง“เหรอคะ พวกหนูไม่เห็นรู้จักเลย ไม่จริงมั้ง พี่อำหรือเปล่า?”“อ้าว..จริง ๆ สิครับ ว่าแต่น้องเถอะอยู่บ้านนี้หรือเปล่า” เขาย้อนถาม“อยู่สิคะ แต่ไม่เคยเห็นพี่เลย พี่ไม่ใช่คนบ้านเราแน่เลย ใช่มั๊ยพวกเรา ใครรู้จักพี่คนนี้บ้าง?”เธอหันไปถามเพื่อน ๆ ทุกคนส่ายหัว บอกไม่รู้จัก อรัญจึงชี้มือไปที่พ่อซึ่งยังฟ้อนนำหน้าขบวนอยู่แล้วถาม“นั่นใครเอ่ย?”“ใครคะ คนไหน?”พวกเธอหันไปมองตามมือชายหนุ่ม“-ที่แขวนเปลือกมะพร้าวต่องแต่งอยู่นั่นไง รู้จักมั๊ย?”“อ๋อ พ่อผู้ใหญ่บ้าน ทำไมหรือคะ? ดูสิแกทำตลกเชียว”“นั่นล่ะคนนั้นล่ะ พ่อพี่เอง”“อุ๊ย พ่อผู้ใหญ่มีลูกชายคนเดียวคือพี่เทิดไม่ใช่หรือคะ?”สาวน้อยพากันถามอย่างสงสัย พวกเธออาจเด็กเกินไปจึงไม่รู้จักเขา นึกว่าพ่อเขามีลูกชายคนเดียวคือพี่ชายเขาเท่านั้นเอง อรัญเพียงแต่หัวเราะและไม่ได้ว่าอะไรต่อ เด็กสาวเหล่านั้นจากไปแล้ว ชายหนุ่มนึกแล้วก็ขำ นี่เขากลายเป็นแปลกหน้าคนหนึ่งของหมู่บ้านทีเดียวหรือนี่เกือบเที่ยงอรัญจึงเดินกลับเข้าหมู่บ้าน ปฏิเสธคำชวนของเพื่อน ๆ ที่ชวนไปกินดื่มกันอีก ตามร้านค้าหมู่บ้านมีการจับกลุ่มเล่นการพนันอย่างเปิดเผย กุ้งไก่ ไฮโล แม้แต่หยอดเหรียญ มันกลายเป็นค่านิยมอย่างหนึ่งไปแล้ว และเป็นค่านิยมที่ไม่น่าให้เกิดขึ้นเลย มันเป็นความเสียหายของหมู่บ้านเลยทีเดียว“พี่รัน..! ”เสียงตะโกนเรียกมาทางด้านหลัง พร้อมกับมีรถจักรยานยนต์พุ่งเข้ามาจอดพรืดข้าง ๆ จนชายหนุ่มต้องกระโดดหลบออกข้างทางอย่างเฉียดฉิว“เฮ้ย...!”ทั้งตกใจทั้งโมโหจี๋ รีบหันขวับไปมองใบหน้าที่ซ่อนด้วยแป้งสีขาวทั้งหน้านั้น แล้วก็ตีสีหน้างุนงง“คุณ..!”ปิยนันท์นั่นเอง หญิงสาวอยู่ในชุดยีนส์สีน้ำเงินเข้ม นั่งคล่อมบนมอร์เตอร์ไซค์สีแดงคันใหญ่ มีปืนฉีดน้ำพลาสติกสีเขียวอ่อนขนาดใหญ่ คล้องที่แฮนด์รถ เธอหัวเราะกิ๊กขณะถอดหมวกแก็ปสีแดง ออกสลัดผมยาวสลวยไปมา“คุณเองหรือ ตกใจแทบแย่”“ขวัญอ่อนไปได้ ขอโทษอีกครั้งก็ได้ค่ะสำหรับเรื่องเมื่อวาน แต่วันนี้ไม่นะคะ เพราะตั้งใจ โทษฐานที่จำนันท์ได้ก็ไม่ยอมทัก ทำเหมือนคนไม่รู้จัก”“ก้อ…..จะกล้าทักได้ไง ในเมื่อคุณเองก็ทำท่าไม่รู้จักผมเหมือนกัน” เขาพูดเก้อๆ“ยอมรับค่ะว่าจำไม่ได้จริง ๆ ใครจะไปนึกล่ะว่าจะเป็นพี่รันน่ะ ข่าวคราวเงียบหายไปตั้งหลายปี นาน ๆ มาเจอหน้ากันแบบปุบปับ นันท์จะจำได้ยังไงละคะ?”“อ้าว…เป็นงั้นไป แล้วคุณรู้ได้ไงว่าผมจำคุณได้”“น้าสายเขาบอก พี่รันถามเรื่องรูปนันท์ที่ร้านเขาเมื่อวานไงล่ะ”“อ๋อ….”อรัญพยักหน้าเข้าใจ“ว่างหรือเปล่าคะ?”“ครับว่าง ทำไมหรือ?”“เที่ยว…จะชวนไปเที่ยว”“ไปเที่ยวไหน? กับใคร?” เขาถามตีหน้าฉงน“อ้าว…ก็กับนันท์สิคะ กับเพื่อนอีกหลายคน ถ้าว่างก็ขึ้นรถค่ะ”หล่อนว่าพร้อมกับตบที่เบาะรถ“ให้ซ้อนเลยหรือ?”เขาชี้อกตัวเอง หญิงสาวหัวเราะพร้อมกับพยักหน้า“หรือพี่จะขับ…?”“ไม่ล่ะ…ให้ผมซ้อนน่ะดีแล้ว ว่าแต่ไปกันกี่คนล่ะ?”“หลายคน พวกเรารอพี่คนเดียวนี่แหละ ตามที่บ้าน ป้าบอกว่าพี่อยู่ที่วัด ตามที่วัดก็ไม่เจอ เลยตามมานี่ พอดีเจอ เร็วเถอะขึ้นรถ”หญิงสาวพยักหน้าเร่ง อรัญทำตาโตถามอย่างไม่แน่ใจ“ให้พี่ซ้อนเลยหรือ?”“ก็ใช่สิคะ หรือพี่จะขับเอง?”สาวเจ้าเลิกคิ้วถามย้ำอีก“แหะ แหะ พี่ขับไม่เป็นหรอก”ความจริงขับเป็น เพียงแต่ไม่เคยขับรถมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่เช่นคันนี้จึงพูดไปเช่นนั้น คงไม่ถึงกับผิดศีลข้อมุสาหรอกกระมัง“ไม่เป็นก็ซ้อนสิคะ เร็วค่ะ เพื่อนๆ รอนานแล้ว สวมหมวกด้วยแดดร้อน”หญิงสาวเร่งมาอีกพร้อมกับหยิบเอาหมวกแก๊ปครึ่งใบที่มีเพียงแผ่นกั้นแดดส่งให้ เขาจึงรีบก้าวขึ้นซ้อนทันที ยังไม่ทันนั่งได้สนิท หล่อนก็บิดรถพรวดออกไปอย่างไม่ยอมให้ตั้งตัว แทบหงายหลังตก ร้องไอ๋หย๋า ภาษาอุทานของบรรพบุรุษ พร้อมคว้าหมับเข้าที่เอวหล่อนไว้อย่างทันควัน พอรู้ตัวและตั้งตัวได้ ก็ต้องรีบปล่อย เป็นสัมผัสที่นุ่มนิ่ม จนชายหนุ่มใจหาย ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ หล่อนไม่ได้ต่อว่าอะไรกลับบิดรถแรงกว่าเดิมเพื่อนกลุ่มใหญ่รออยู่ที่ร้านซ่อมรถต่างจับคู่กันซ้อนบิดรถตามมาเป็นพรวน เมื่อปิยนันท์ไม่จอดรอแต่โบกมือให้ตามแต่ละหมู่บ้านมีจุดกั้นคอยสาดน้ำผู้สัญจรผ่านไปมา น้ำสะอาดบ้างไม่สะอาดบ้างก็แล้วแต่จิตใจของผู้สาด มันเป็นจุดที่รถจักรยานยนต์กลัวกันนัก และต้องชะลอความเร็วลงไม่เช่นนั้นถ้าเจอสาดเป็นอันตรายแน่ กลุ่มเขาก็อยู่ในข่ายนั้น ต้องยอมให้สาดรดจนหนำใจจึงได้ยอมให้ผ่าน รถหลายขบวนทยอยเข้าฝายน้ำล้น เพราะเป็นจุดที่มีงานใหญ่ที่สุดพวกเขาเข้าไปจอดรถในจุดฝากรถแล้วพากันเดินชมงานการสาดน้ำเป็นไปอย่างครึกครื้นรื่นเริง เราบ้าง เขาบ้างผลัดกันสาด ผลัดกันรด โดยเฉพาะสาวๆ ในกลุ่มของเขาโดนรุมบ่อยมาก ก็ต้องแก้คืนบ้าง เจอกลุ่มอื่นจึงพากันเข้ารุม น้ำไม่ค่อยจะได้สาด ส่วนมากจะใช้แป้งทามากกว่า บางรายเห็นว่าแป้งธรรมดาแพงเกินไป เล่นซื้อแป้งมันสัมปะหลังโรยกันเลยก็มี ติดหนึบกับเสื้อผ้าดีนัก หลังเล่นน้ำจนเหนื่อย พากันมาพักเหนื่อยที่ร้านค้าขายเครื่องดื่มที่มีตั้งเรียงรายตามร่มไม้“ลงเล่นน้ำกันมั๊ย พวกเรา”ปิยนันท์ถามขึ้นลอย ๆ สายตาจ้องอยู่กับกลุ่มหนุ่มสาวที่ลงลอยคอกันในฝายดูท่าทางสนุก“เปียกทั้งตัวอยู่แล้วยังจะลงน้ำอีกหรือ หนาวจะแย่แล้ว” อรัญว่า“อะรายกาน..พี่ทิด แค่นี้หนาว”หญิงสาวหันมาแซวพูดยานคาง“-แป้งหมดกี่ป๋องแล้วล่ะ แหมทาซะ..นี่..นี่..เลย..”อรัญยิ้มเขิน หญิงสาวแซวเรียกเขาว่าพี่ทิดทำให้เพื่อน ๆ พลอยหัวเราะไปด้วย โดยเฉพาะท่าทางที่หล่อนแสดงเลียนแบบท่าทางที่เขาไล่ปะแป้งสาวๆ“ก็หนาวเพราะแป้งนั่นแหละ เล่นเอาตรางู ปริ๊กลี่ ฮี๊ทททททททท…. มาโรยกันอย่างนี้ แสบจี๋เลย” เขาเน้นคำว่าฮี๊ทเป็นเสียงยาว“เหรอแค่นี้แสบเหรอ หนาวเหรอ”ปิยนันท์ปั้นปากพูด ลุกมาดึงคอเสื้อเขาออกแล้ว เทน้ำแข็งในแก้วพรวดเข้าด้านในแบบที่เขาตั้งตัวไม่ติด กระโดดโหยงสะบัดออกพัลวันเรียกความขบขันแก่เพื่อน ๆ กันฮาใหญ่ขณะนั้นเองมีกลุ่มชายหนุ่มกลุ่มใหญ่เดินตรงเข้ามาหมายตาสาวๆ ในกลุ่ม จากนั้นพรูเข้าโรยเเป้งเป็นการใหญ่ เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาจึงยืนดูเฉย เป็นการหลีกทางให้ของลูกผู้ชาย หากหญิงไม่เต็มใจก็คงจะเลี่ยงหลบกันเอง แต่..“ว๊าย! เพี๊ยะ!”เสียงร้องจากปิยนันท์ทำให้ทุกคนในกลุ่มชะงักหันไปมองเป็นตาเดียว เจ้าหนุ่มท่าทางเมาดิบ ไม่ได้ทาแป้งอย่างเดียว แต่เป็นการหากำไรมากกว่าจึงถูกหญิงสาวตบฉาดเข้าให้ มันดูท่าไม่ยอมที่ถูกตบ หันมาเรียกพวกให้เข้ารุมเพื่อจะเอาเรื่อง อรัญเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเข้าขวางทันที“พี่ ๆ ขอเถอะ พอ ๆ ผู้หญิงเขาเสียหายนะ”อรัญรีบเข้ากัน โบกมือหรา ดึงปิยนันท์ให้อยู่ด้านหลัง“พอได้เหรอตบหน้ากูนี่ อี….”เจ้านั่นยังดันหน้าเข้าหาไม่ยอมเลิกพร้อมทั้งด่าด้วยอาการเมานิดหน่อย และพยายามถลันสะบัดมือพวกที่พยายามรั้งไว้“พี่ลวนลามเขาก่อน เล่นเลยขอบเขตนี่นา ผู้หญิงเขาเสียหายนะ”“โฮ้ย..หน้าสงกรานต์อย่างนี้ใครหวงตัวไม่ต้องมาเล่นโว้ย…กลับไปนอนอยู่บ้านโน่น…แถวนี้เขาไม่ถือหรอก”อรัญพยายามชี้เหตุผล แต่ก็ดูจะใช้ไม่ได้กับคนที่ไม่รู้จักเหตุผล หรือไม่มีสตินึกคิดผิดชอบ พอที่จะเข้าใจ“เฮ้ย ไม่ยอมโว้ย พวกเราเอาแม่ง..”ไม่ปล่อยให้มันพูดจบ เพราะรู้ว่ามันเอาแน่ หมัดลุ่น ๆ ไม่มีนวมยัดตูมเข้าครึ่งปากครึ่งจมูกเจ้าตัวต้นเหตุ ไม่ยอมให้มันตั้งตัว มันทะลึ่งหงายตามแรงหมัดล้มทั้งยืน“เฮ้ย..!”จากนั้นความนัวเนียจากการใช้แม่ไม้มวยไทย ก็เริ่มขึ้นทางกลางเสียงร้องของพวกหญิงสาวและไทยมุง เจ้าเตี้ยมะขามข้อเดียวกำหมัดพุ่งเข้าหาเขาเหมือนสลาตัน เจอถีบสกัดเข้าสะบักเซหลุน ๆ ถอยหลังไปหาเพื่อนเขาที่รออยู่แล้ว ไม่มีเวลาสนใจใครอื่น เพราะถูกยันโครมเข้าทางด้านหลัง หัวคะมำเข้าปะทะเจ้าตัวโย่งล้มไปด้วยกันทั้งคู่ อรัญตั้งตัวลุกขึ้นได้ก่อน เตะโครมเข้าสีข้างมันจนจุกแอ้กไม่แน่ว่ากระดูกซี่โครงอาจหักก็ได้ จากนั้นทะยานเข้าหาเจ้าอ้วนที่กำลังเหยียบเจ้านิตย์เพื่อนเขาคลุกฝุ่นอยู่ เท้าครึ่งแข้งหวดฟึ่บเข้ายุ้งข้าวมันเต็มเหนี่ยวจนตัวโก่งร้องเป็นหมูถูกเชือดเข่าทรุดฮวบ ไม่ปล่อยโอกาสให้เสียเปล่า รองเท้าผ้าใบหุ้มเท้าก็เสยตูมเข้าเต็มหน้ามันผงะหงาย แน่นิ่งกับพื้น ใครทนได้ก็แน่มากล่ะความชุลมุนแบบฉบับของหมาหมู่ต่อหมาหมู่เจอกัน เสียงตุบตับท่ามกลางเสียงร้องเชียร์บ้าง กรี๊ดเพราะตกใจบ้าง ต่างมอบกระแตไปตาม ๆ กัน ศึกหน้านาง จึงได้ยุติลงขณะที่ยังมึน ๆ กับเหตุการณ์อยู่ อรัญก็ถูกกระชากจากด้านหลัง เกือบเสยปั่กเข้าให้อีกคน แต่ก็ต้องชะงักกำหมัดค้าง เพราะผู้ที่กระชากคือปิยนันท์นั่นเอง หล่อนลากกึ่งวิ่งกึ่งเดินออกจากจุดตะลุมบอนมาที่ลานจอดรถ ที่เหลือจึงรีบประคองกันตามมาเป็นพรวน“พี่..! เป็นไงบ้าง กลับเหอะ”หญิงสาวบอกร้อนรน รีบจูงรถออกมาแล้วเร่งให้ขึ้นรถ อรัญไม่มีเวลาพิจารณาอะไรมากเพราะอยู่ในต่างถิ่น อีกทั้งเสียงนกหวีดเจ้าหน้าที่อาสาดังแว่วมาแต่ไกล จึงให้สัญญาณขึ้นรถกลับ“ไปโว้ย! กลับ”ขบวนของเขามุ่งหน้าเข้าตลาดในอำเภอเป็นจุดต่อมา ทิ้งความวุ่นวายกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไว้เบื้องหลัง“แวะซื้อยาหม่องมาทาให้ไอ้นิตย์มันหน่อย ดูเหมือนจะเจ็บกว่าคนอื่น”เขาตะโกนบอกปิยนันท์ พร้อมกับตบแขนหล่อนเป็นสัญญาณนิตย์โหนกแก้มช้ำปริแตกเลือดซิบ สันต์สงสัยเจอศอกเข้าจังเบอร์หน้าผากปูดเป็นลูกมะนาว หนึ่งเองก็ปากแตก ส่วนกาจ กับอรัญเจ็บขัดยอกตามตัวริมฝีปากมีเลือดซิบ แต่ที่ไม่จ็บตัวเลยคือ ไกร“เวร เขาเจ็บกันหมด ทำไม่เอ็งไม่เจ็บเลยวะ ไกร”อรัญหันไปต่อว่า ขณะนั่งมองหญิงสาวเอายาหม่องทาให้คนเจ็บอยู่“จะเจ็บได้ไง พี่ไกรแกเล่นยืนมองเฉย ไม่เข้าช่วยเลยอ่ะ” ปิยนันท์บอกมา“แหมก็ตั้ง 5 คนแล้ว ดูแล้ว ไม่เป็นรองน่า เราน่ะทำหน้าที่ใหญ่หลังนัก ต้องคอยช่วยเหลือเพื่อนทุกคน ที่กำลังพันตูกันอยู่ เผื่อใครพลั้งพลาดจะได้เข้าไปช่วยไง..”ไกรแก้ตัวมาพร้อมกับหัวเราะเอิ๊ก ๆ ขึ้นคอ“..แต่ก็เก่งนี่ แหมเล่นซะพวกมันหมอบเลย โดยเฉพาะพี่ทิดเรามือตีนหนักฉิบ ไอ้คนแรกเจอหลับกลางอากาศเลย อีกคนกินตีนเข้าไปเต็ม ๆ หน้าหงาย สงสัยกินข้าวไม่ได้เลย เราว่าฟันฟางมันคงหมดปากแน่ แต่สงสัยจะกินน้ำพริกไม่ได้หลายวันนะ เพื่อนเรา เลือดซิบที่มุมปากเลย”เจ้าคนสังเกตุการณ์วิจารณ์เป็นเรื่องสนุก เขาเองกลับวิตกยังไม่เคยมีเรื่องกับใคร มันเป็นครั้งแรกในชีวิตจริงๆ“เก่งห่าอะไรล่ะ…มันไม่หลับก่อน เราก็ต้องหลับล่ะ ว่าแต่มันเป็นคนแถวนี้หรือเปล่า ไกร”“ไม่มั๊ง ดูท่าทางมาจากที่อื่น คนแถวนี้ กันพอจะรู้จักอยู่ ทำไม กลัวมันจำได้หรือ ไม่ต้องกลัวหรอกน่ะ หน้าลายพร้อยออกอย่างนี้มันจำได้ก็เก่งล่ะ แค่จำบ้านเลขที่ยังไม่แน่เลย มันจะจำได้ก็แค่รอยตีนเท่านั้นแหละ”“ว่าแต่พี่รันเถอะ เจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่า เข้าตะลุมบอนก่อนใครเลย ดูเหมือนจะถูกถีบด้วยนะ กระดูกกระเดี้ยวหักไปบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้”ปิยนันท์พยักหน้าถามมา ด้วยสีหน้าเป็นห่วง เอื้อมมือจะจับเชยคางเขาพิจารณา แต่อรัญ ถอยห่างไม่ยอมให้แตะ“ไม่หรอก นิดหน่อยเอง”ในตลาด คนไม่สนใจที่จะเล่นสงกรานต์กันมากนัก มุ่งตั้งหน้าตั้งตาค้าขายเอากำไรอย่างเดียว ไกรซื้อเบียร์มารินแจก อรัญส่ายหน้าปฏิเสธเมื่อไกรยื่นแก้วเบียร์ ดีกรีอ่อนส่งให้ ปิยนันท์ก็พลอยปฏิเสธไปด้วยเมื่อเห็นเขามองมาปิยนันท์บังคับรถได้เก่งทีเดียว ขับเร็วยังกะรถแข่งในเที่ยวกลับทำเอาเขาใจหายใจคว่ำ กลัวหล่อนจะพาลงข้างทาง ถึงหมู่บ้าน แยกกันบ้านใครบ้านมันหรือคู่ใดจะไปต่อที่ไหนก็ตามแต่เรื่องที่ตกลงจะไปเที่ยวริมโขงจึงต้องเลื่อนไปเป็นตอนบ่ายปิยนันท์ขับรถพาอรัญแวะเข้าร้านน้าสาว เขารู้สึกตะขิดตะขวงใจต่อสายตาคนในร้านที่มองมาเห็นเขาเป็นคนแปลกประหลาดหรือไงนะ โดยเฉพาะยายของหญิงสาวที่จ้องเขาหนักกว่าใคร ท่าทางหวงหลานไม่ใช่เล่นปิยนันท์ดูเหมือนไม่สนใจสายตาเหล่านั้นเหมือนเขาเลย ตีสีหน้าเฉย เหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไร หล่อนยัดเยียดกระติกน้ำหอมใส่มือเขาให้ถือเมื่อออกมาจากในร้าน เร่งให้ขึ้นรถอรัญงงไม่รู้หล่อนจะทำอะไรกันแน่ แต่ก็ไม่ถาม คิดว่าเดี๋ยวก็รู้เอง หญิงสาวมุ่งหน้าตรงไปยังวัดทำให้เดาจุดมุ่งหมายของเธอออก ชาวบ้านยังคงคับคั่งในบริเวณวัด ต่างทยอยกันมาสรงน้ำพระในตอนเย็น“พี่รัน ไปนิมนต์หลวงพ่อให้หน่อยสิ นันท์จะบังสกุลให้พ่อกับแม่”ชายหนุ่มนึกทึ่งในสิ่งที่หล่อนทำจึงรับอย่างว่าง่าย เพราะรู้วิธีการดีอยู่แล้ว หลังจากนิมนต์พระเรียบร้อยแล้วจึงหอบเสื่อเดินตรงมายังริมรั้วที่มีเจดีย์กระดูกตั้งเรียงรายอยู่เต็ม“หนูไม่มีกระดูกพ่อกับแม่จะบังสกุลได้หรือเจ้าค๊ะ? พ่อกับแม่หนูไม่ได้เก็บอัฐิไว้ที่นี่”หญิงสาวนั่งพับเพียบพนมมือถามพระภิกษุตรงหน้า“อยู่ที่เจตนาในการทำบุญ หนูแค่จดชื่อใส่กระดาษมาก็ได้ ไม่มีก็ไม่เป็นไร..”พระตอบเช่นนั้น คงเพราะแนะทางให้หญิงสาวสบายใจเท่านั้น อรัญเองก็รู้ว่ามันไม่ถูกต้องตามพิธีนักหลังจากพิธีชักบังสกุลผ่านไปแล้ว เดินมาสรงน้ำพระร่วมกับชาวบ้านที่หอพระพุทธรูป อรัญรู้สึกว่าตัวเองกับปิยนันท์ตกเป็นเป้าสายตาชาวบ้านแบบไม่ธรรมดา เขาคิดว่าอาจจะเป็นเพราะเขาและหล่อนไม่ใช่คนที่อยู่ประจำเช่นชาวบ้านทั่วไปกระมังปิยนันท์ไปส่งเขาถึงบ้าน เมื่อแยกจากกันทำให้เขาได้ทราบว่าทำไมจึงตกเป็นเป้าสายตากันนัก“พี่ไปควงใครก็ไม่ควงดันไปควงนันท์มันเข้า ไม่รู้หรือว่าชาวบ้านเขามองมันเป็นอะไร”น้อย น้องสาวคนเล็กเป็นคนบอก เมื่อนั่งคุยกันในตอนเย็นอย่างพร้อมหน้า“ทำไม เขามองนันท์เป็นยังไงหรือ?”“ก.ร. กระ...หรือ อี...ไงล่ะ ชาวบ้านเขามองว่านันท์มันเป็น กระ...... ข่าวว่ามันไปทำงานพวกนี้แหละ ที่กรุงเทพโน่น มันไม่ได้อยู่บ้านเราหรอก มันก็เพิ่งจะมาจากกรุงเทพฯ เหมือนกัน”อรัญสะดุ้งโหยงกับคำตอบนั้น รีบถามสาเหตุอย่างรีบด่วน พี่ชายจึงทำหน้าที่อธิบายว่า“ความจริงมันจะเป็นยังไงไม่รู้นะ แต่ว่าตั้งแต่นันท์มันไปเป็นนักร้องอยู่กรุงเทพๆ ชาวบ้านก็ว่ามันไปขายตัว”“ตายเลย..”อรัญรำพึงกับตัวเอง ไม่ใช่เสียใจที่ไปกับปิยนันท์หรอก แต่ตกใจกับข่าวที่ได้รับ และคิดว่ามันไม่น่าเป็นไปได้ คนไปกรุงเทพฯ ทุกคนต้องเป็นหญิงโสเภณีกันหมดหรืออย่างไร มันเป็นค่านิยมและความเชื่อที่ผิดของชาวบ้านที่แก้ยาก ใครที่ตกเป็นขี้ปากต้องทำใจให้ได้“แล้วแม่เชื่ออย่างชาวบ้านเขาว่าหรือเปล่า น้อยด้วย” เขาหยั่งความเห็น“ใครจะเป็นยังไงก็ช่าง ไม่เกี่ยวกับเรา ความจริงนันท์มันก็เป็นคนดี มันเป็นคนกตัญญู จะเสียก็ตรงที่มันเคยมีผัวแล้วเท่านั้นแหละ”แม่ตอบเหมือนไม่ค่อยสนใจ แต่น้อยแย้งมาว่า“มีผัวแต่ก็ไม่ใช่ผัว นันท์มันแอบหนีในวันแต่งงาน หนีเข้ากรุงเทพฯ โน่น ยังไงก็เถอะพี่ระวังขี้ปากชาวบ้านด้วยก็ดี”“เฮ่ย ..พี่ก็ไม่ได้มีอะไรกับนันท์นี่นา แค่ไปเที่ยวกันเท่านั้นเอง คนอื่นก็ไปด้วยเยอะแยะ อีกอย่างเขามาชวนพี่ไปเอง”ชายหนุ่มออกตัว“จะไปรู้หรือ ขี้ปากชาวบ้านแถวนี้ใช่ย่อยเมื่อไหร่กัน” น้อยเตือนเพราะว่ารู้ดีถึงความสามารถในการนินทาของผู้คนแถวนี้อรัญเองก็เพิ่งทราบเดี๋ยวนี้เองว่าปิยนันท์เคยแต่งงานมาแล้ว แต่หนีงานแต่งงานตัวเองเข้ากรุงเทพฯ เพราะหล่อนไม่ได้รักหรือเหตุผลกลใดก็ไม่อาจรู้ได้ แต่เห็นเขาว่าถูกยายบังคับให้แต่ง ต้องส่งเงินมาใช้คืนค่าสินสอดเจ้าบ่าวจึงได้เลิกรากันช่วงบ่ายปิยนันท์ขับรถแวะมาชวนถึงบ้าน อรัญตะขิดตะขวงใจนิดหน่อย แต่มันไม่ใช่สาระที่จะนำมาคิดให้เสียเวลา จึงซ้อนรถหญิงสาวออกไปอีกครั้ง“คนอื่นไปไหนหมด?” เขาร้องถาม“ไม่มีใครไป”“งั้นก็ไปแค่เราสองคนนะสิ?”หญิงสาวแค่ผงกศรีษะรับ และบิดรถแรงยิ่งขึ้น เมื่อผ่านหมู่บ้านออกมาแล้วมีจุดดักรอสาดน้ำตามจุดต่าง ๆ ของหมู่บ้านที่รถผ่าน กว่าจะถึงจุดหมายสองหนุ่มสาวก็เปียกปอน ผมขาวทั้งศรีษะ“แวะดูหมอลำซิ่งกันหน่อยมั๊ย?”หญิงสาวชะลอรถเข้าปั๊มน้ำมันแล้วหันมาถาม“ที่ไหน?”“โน่น..ในวัด เขามีงาน”หล่อนชี้มือบอก อรัญบอกแล้วแต่หล่อนจะพาไป เพราะเขาเองก็ไม่เคยมาแถวนี้มาก่อน“รวยเหรอ?”ปิยนันท์หันมาถาม เมื่อเขายื่นเงินค่าน้ำมันรถไปให้“ไม่รวย แต่ก็พอมี”“พี่เก็บไว้เหอะ นันท์มี”เวทีหมอลำซิ่ง หรืออีกนัยหนึ่งหมอลำกลอนสมัยใหม่ ตั้งอยู่ริมรั้ววัด ซึ่งพอมีต้นไม้ใหญ่ให้ผู้เข้ามาชมงานได้อาศัยหลบแดดกันอย่างทั่วถึงเพลงสาวซำน้อย กำลังเป็นที่นิยมของหมอลำซิ่งทุกวง เพราะเนื้อหาสาระของเพลงฟังแล้วล่อแหลมดี เป็นที่ถูกอกถูกใจของบรรดานักสุราบานทั้งหลายเงินทีละบาทสองบาทถูกยื่นส่งให้เด็กสาวหางเครื่องกันไม่ขาดระยะ เป็นการแลกเปลี่ยนหรือซื้อความพอใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้จากการได้สัมผัสมือเธอ ๆ เหล่านั้นยิ่งเธอคนใดเต้นได้เย้ายวนลีลาสังวาส ออกรสมากเท่าใด ยิ่งได้รับความสนใจมากเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามรูปร่างหน้าตาก็มีส่วนสำคัญไม่น้อยเช่นกัน“พี่รัน ..น้ำ”ปิยนันท์ส่งถุงน้ำอัดลมมาให้ เขาไม่ทราบว่าหล่อนไปซื้อมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะมัวแต่สนใจหางเครื่องบนเวที“ไปเที่ยวหาดกันดีกว่ามั๊ง เบื่อหมอลำหรือยัง?” หญิงสาวถามอรัญเพียงพยักหน้ารับ และเดินตามหลังหล่อนออกมาที่รถผู้คนยังสาดน้ำกันอย่างสนุกสนาน ผู้สาดและผู้ถูกสาดต่างก็พอใจในสิ่งที่หยิบยื่นแก่กัน ไม่มีใครถือสาหาความใคร จะถือบ้างก็ไม่ทราบจะเอาความกับใครหาดทรายกว้างใหญ่ผุดขึ้นกลางลำน้ำโขง เป็นจุด ๆ เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสได้ลงไปเดินท่อม ๆ กลางลำน้ำได้ แตกต่างจากหน้าฝนที่มีน้ำเจิ่งนองท่วมตลิ่งไม่ใช่เทวดาหรือพญานาค รับรองไม่สามารถลงไปเล่นได้ร้านค้าแผงลอยขายอาหารและของเล่นจิปาถะมีเรียงรายตามริมฝั่งโขง ไม่มีใครล้ำลงไปในหาดทรายได้ เพราะมีคำสั่งห้ามหลายคนลงไปว่ายลอยคอเล่นในน้ำอย่างสนุกสนาน“น้ำน่าอาบนะ?” อรัญเอ่ย“ไม่หรอก แดดร้อนก็ร้อน ลงไปเล่นลอยคอมีหวังเป็นไข้”ได้ยินคำตอบเช่นนั้นชายหนุ่มจึงเงียบไป ชั่วอึดใจหล่อนจึงเป็นฝ่ายถามขึ้น“พี่รันดูเหมือนไม่สนุกเลย?”“ก้อ..สนุกดีนี่”“ไม่ พี่ดูเหมือนไม่อยากมากับนันท์งั้นแหละ ถ้างั้นก็กลับเถอะ”“ทำไมคิดอย่างนั่นล่ะ..”เขามอง แต่ปิยนันท์ เมินสายตา และพูดเบาๆ“ก็ไม่เห็นจะคุยอะไรเลยนี่นา พูดอะไรก็ไม่พูด เหมือนไม่ได้มาด้วยกันงั้นแหละ”เขาหัวเราะเบาๆ เพราะไม่รู้จะกล่าวอะไรดี และชวนให้หญิงสาวเข้าไปนั่งในเต๊นท์ขายของริมฝั่ง
    โปรดติดตามตอนต่อไป