@นครพนม
ข้าวปุ้น ได้เข้ามาเรียน ม.4 ในโรงเรียนมัธยมหญิงล้วน ที่ชัญญา เรียนจบ ม.6 ไปก่อนหน้านี้ การเรียนของเธอก็เป็ไปด้วยดี ม.4ผ่านไป ม.5 ผ่านไป กระทั่งมาถึง ม.6 เทอมสุดท้ายก่อนที่จะจบการศึกษา ทุกวันหลังเลิกเรียน่4 โมงเย็น เธอจะต้องซ้อมวงโยธวาธิตกับเพื่อนๆ เพื่อไปแข่งประกวดตอนก่อนปีใหม่ ซึ่งมีเวลาเตรียมตัวอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนโดยทางโรงเรียนของข้าวปุ้น ได้รับเชิญไปแข่งขันวงโยฯ ที่เชียงรายด้วย จึงต้องซ้อมกันบ่อยหน่อย
ข้าวปุ้น– พ่อกะแม่ รู้ยังค่ะ
พ่อเชิด- รู้อะไรหรือลูก
“ก็เนี่ยโรงเรียนหนูได้รับเชิญไปแข่งวงโยฯ ที่เชียงรายด้วยแหละ”
“อ้อจริงเหรอลูก ไปกัน่ไหนหล่ะ” พ่อเชิดดูตื่นเต้น
“อีก3 อาทิตย์มั้งค่ะ เห็นอาจารย์ว่าอย่างนั้น”
“แต่ไปไกลอย่างนั้นแม่ไม่อยากให้หนูไปเลย” แม่รุ่งกังวล
“เอาหนะแม่ ถ้าไม่อย่างนั้น พ่อไปเป็เพื่อนลูกละกัน” พ่อเชิดพูดให้แม่สบายใจ
“ก็ดีนะค่ะแม่”
ค่ำคืนนั้นยังไม่ถึงสามทุ่ม ข้าวปุ้นหยิบฟลุ้ตออกมาเป่า ซ้อมเพลงที่ใช้บรรเลงในวงโยฯระหว่างเป่าๆ อยู่นั้น มีเสียงลอยเข้ามา “ตึง ตึ๊ง ตึง ตึ่ง ตึง ตึ๊ง ตึง ตึ่งตึง” เธอพยายามเงี่ยหูฟัง ว่าดังมาจากที่ไหน “เอ๊ะ นี่มันเสียงขิมนี่นาใครมาเล่นแถวนี้ เสียงมันอยู่ใกล้มาก” แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรเท่าไรนัก เธอก็ซ้อมของเธอต่อไปจนเข้านอน
@ เชียงราย
เป็เวลาร่วมๆ 3 ปี ที่แม่อุ๊ ได้ทำอาหารขาย่เช้าทุกวันจนกลายเป็อาชีพหลักั้แ่ย้ายกลับมาเชียงราย ลองผิดลองถูกจนทุกอย่างลงตัว มีรายได้วันละกว่า800-1000 บาท โดยมีชัญญาเป็ลูกมือคอยช่วย วันนึงมีเสียงตามสายประกาศออกมาถึงเทศกาลลอยกระทงที่จะจัดกัน 7 วัน 7 คืน ในตัวอำเภอแม่ฟ้าหลวง และมีถนนคนเดิน สำหรับขายของชัญญา เลยเอาเื่นี้ไปบอกให้แม่อุ๊ทราบ เพื่อเตรียมตัวไปขายอาหารในงานที่จะถึงในอีก1 อาทิตย์
การกลับมาอยู่เชียงรายหลังสูญเสียพ่อเอี่ยม ชัญญา รู้สึกตัวเองได้ว่า เธอเริ่มจะชอบเครื่องดนตรีสากลมากขึ้นเรื่อยๆอีกทั้งเมื่อได้เห็นวัยรุ่นอายุคราวเดียวกับเธอ นั่งร้องเพลง เล่นกีตาร์ กันแถวบ้านทำให้เธอเริ่มจะสนใจนับแต่นั้นมา
คืนแรกของงานลอยกระทงก็มาถึงแม่อุ๊ และชัญญา กางเต็นท์ขายอาหาร อยู่่กลางๆ ของถนนคนเดิน เวลาเกือบ 1 ทุ่มสองฟากของถนนคราคร่ำไปด้วยผู้คนที่มาเดินเที่ยวซื้อของอย่างสนุกสนาน บวกกับสีสันของไฟราวที่ประดับประดาให้บรรยากาศดูคึกคัก
เมนูที่ทำมาขายในงาน ก็มีหลากหลาย ทั้งข้าวซอยไก่ ไส้อั่ว น้ำพริกอ่องแกงโฮะ น้ำพริกหนุ่ม ลาบหมู ตั้งขายไม่ถึงชั่วโมง บางเมนูขายดี ก็หมดในพริบตา
ชัญญา- แม่ เดี๋ยวหนูมานะ เดินเที่ยวในงานซักแป๊บ
แม่อุ๊– อย่าไปนานนะลูก อีกเดี๋ยวแม่จะเก็บร้านกลับบ้านแล้ว
“ค่ะแม่ไปไม่ไกล”
น้าเกี๋ยง– อ้าวแม่อุ๊นี่ มาขายของในงานเหรอ
“อ้อใช่จ๊ะ น้าเกี๋ยง มาเที่ยวงานเหรอ”
“อ้อใช่ๆ น้าเกี๋ยงอยากมา เลยให้บะหนุน มาเป็เพื่อนเดินเที่ยวด้วย”
“อ้าวแล้วนี่ลูกสาว แม่อุ๊หรือเปล่า” น้าเกี๋ยงถามกลับ
“ใช่จ๊ะชื่อ ชัญญา” (ชัญญายกมือสวัสดีเช่นกัน)
“งั้นหนูไปเดินเที่ยวก่อนก็ได้ เดี๋ยวแม่นั่งคุยกับน้าเกี๋ยงซักพัก”
“อ้อดีเลย บะหนุน พาน้องไปเดินเล่นด้วยกันก่อนนะ แล้วค่อยกลับมารับแม่นะ” น้าเกี๋ยง พูดทำนองให้ลูกชายอยู่ตามลำพังกับชัญญา
บะหนุนทำหน้าฟึดฟัด ออกอาการเหมือนไม่อยากไป รู้สึกมันค้านกับความ้าในส่วนลึกของใจน้าเกี๋ยงต้องสะกดด้วยแววตาที่ขึงขังขึ้น เพื่อให้ลูกชายคนเล็กทำตามแต่โดยดี จะได้เป็ฝั่งเป็ฝาเช่นพี่สาวและพี่ชาย ที่แต่งงานไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่บะหนุนเรียนจบแล้วในวัย 22 กลับไม่เคยหมายปองหญิงใด“ได้ๆ แม่ งั้นพาน้องเค้าเดินแป๊บเดียวนะ” บะหนุนทำแอ๊บเสียงเข้มใส่น้าเกี๋ยง
บะหนุนและ ชัญญา เดินห่างออกจากร้านแม่อุ๊มาได้ พอพ้นสายตาผู้ใหญ่ทั้งสอง เ้าหนุนก็เริ่มแปลงกายใส่ที่คาดผมทรงหูกระต่าย ถอดกางเกงขายาวออกที่ใส่ทับกางเกงขาสั้นบานๆ ปิดแค่แก้มก้นโชว์เรียวขาขาว ไร้ขนหน้าแข้ง ทำเอาชัญญาถึงกับทึ่ง
บะหนุน- ไงเธอ ตะลึงเลยรึไง
ชัญญา- อึม ก็นึดนึงนะ แต่ไม่คิดว่าบะหนุนจะกล้า
“อ้อไม่ได้หรอก มางานอย่างนี้ทั้งที จะให้เธอเด่นกว่าชั้นได้ไง”
“อ่อๆจ๊ะ งั้นคืนนี้ บะหนุน เอาเต็มที่เลย” (บะหนุน เบ๊ะปาก มองด้วยหางตาแบบยิ้มๆ)
ทั้งสองคนยังเดินคู่กันไปเรื่อยๆ บะหนุน ก็กวาดสายตา มองหาผู้ ที่อยู่ในวัยเดียวกันหรือสูงกว่า เพื่อเล่นหูเล่นตา ชัญญา เดินไปยิ้มไปแล้วต้องหยุดฟังกับเสียงดนตรีที่ไพเราะอยู่ข้างหน้า ดังมาจากทางขวามือของถนนเธอเห็นชายสูงวัยราว 40 กว่า เล่นแซกโซโฟน และสาววัยรุ่น อายุน่าจะไล่เลี่ยกับเธอดีดกีตาร์คาดว่าสองคนนี้คงจะเป็พ่อลูกกัน ต่างบรรเลงได้เข้ากันอย่างลงตัว หลายคนที่ยืนฟังต่างหยิบยื่นเงินกันคนละเล็กละน้อย ใส่ในกระเป๋ากีตาร์ เพื่อเป็กำลังใจแก่นักดนตรีทั้งสองแล้วผู้บรรเลงก็โค้งคำนับเป็การขอบคุณแก่ผู้ที่มายืนฟัง
หลังฟังดนตรีจบชัญญาหันซ้าย หันขวา ไม่เจอบะหนุนแล้ว เดินหาให้วุ่น สอดส่องดูทุกร้านที่อยู่สองข้างถนนกระทั่งเดินผ่านร้านนึง มีเสียงร้องออกมา “โอ๊ย พี่ เบาๆ หนูเจ็บ” ชัญญาพูดเบาๆ “เอ๊ะ เหมือนเสียงบะหนุน” เธอเลยเดินถอยกลับไปดู เป็ร้านสักลายมีชายวัย20 กว่า นั่งเฝ้าหน้าร้าน และด้านในปิดบังด้วยม่านเป็ช่างผู้ชายอายุใกล้เคียงกับคนหน้าร้าน กำลังสักลายผีเสื้อ ให้กับบะหนุนตรงกลางบั้นเอว
ช่างสักลาย- อ้าว น้องสาว จะมาสักลาย ด้วยเหรอ
ชัญญา- อ่อ เปล่าค่ะ พอดีหนู มาตามเพื่อน นึกว่าไปไหน มานอนสักอยู่นี่เอง
บะหนุน- ชัญญา แกอย่าบอกแม่ชั้นนะ ว่าชั้นมาสัก ไม่งั้นชั้นตายแน่
“เออไม่บอกหรอก แต่แก่ใส่เสื้อปิดไว้ให้ดีๆ ละกัน” “งั้น เดี๋ยวเรารอข้างนอกนะ”
“ไม่เป็ไรหรอกน้องรอข้างในนี่ก็ได้” ช่างสักชวนชัญญา ด้วยสายตาหื่นๆ ที่ได้เห็นนัยต์ตาสวยหวานปานน้ำผึ้งรับกับใบหน้าใสผ่อง และรูปร่างที่พอเหมาะพอเจาะ
แล้วช่างสักก็บอกเพื่อนที่อยู่หน้าร้าน ให้เอาเก้าอี้ มาให้ชัญญานั่งรอด้านใน เธอก็รับเก้าอี้มาแบบงั้นๆนั่งไขว่ห้างทำให้เห็นเรียวขาขาวๆ ด้านขวาั้แ่ชายกางเกงขาสั้นสีครีมเรื่อยลงมาถึงขาอ่อน ทำเอาช่างสักกลืนน้ำลายเฮือก ตาเหลือบมองขาขาวของชัญญาเป็ระยะแต่เธอเองก็รู้ว่าตกเป็เป้าสายตาของชายที่กำลังสักลาย นั่งได้ไม่ถึง 5 นาที จึงออกอุบายบอกบะหนุน ว่าออกไปซื้อของให้แม่เธอ ซึ่งร้านอยู่ใกล้ๆ กับร้านสักลาย
บะหนุนสักลายเสร็จ จึงเดินตามออกมาเจอชัญญาที่ยืนรออยู่ร้านขนมจีน จึงบอกกับบะหนุนไปว่า “ไม่ค่อยชอบคนสักลายที่ร้านนั้นเลยมองเราเรื่อยเลย มองแปลกๆ ยังไงไม่รู้” “แหม เค้าคงมองที่แกสวยรึเปล่าคิดมาก ไปกลับได้แล้ว แม่ชั้นคงรอแย่แล้ว” บะหนุนพาเดินกลับ
“ไหนว่าพาน้องเดินแป๊บเดียวไง หายไปเกือบชั่วโมง คุยถูกคอใช่ไม๊” น้าเกี๋ยงแซวบะหนุน “ก็ไม่หรอกแม่ น้องเค้าเดินดูของซะมากกว่า” บะหนุน ตอบแบบเสียงชายชาตรี กลับ
น้าเกี๋ยงเดินไป แอบยิ้มไปแบบดีใจ นึกในใจว่า ลูกชายคนเล็กคงได้คนที่หมายปองแน่แล้ว