อรุณมองเอกสารแว๊บเดียวรีบพยักหน้ารับ “30% ก็ไม่เป็ไรค่ะคุณช่วยรีบไปยกรูปปั้นพวกนั้นไปให้พ้นๆบ้านทีเถอะ เห็นทีไรขนลุกทุกที”
“คือทางเรารับซื้อคืนเฉพาะรูปปั้นเด็กที่คุณวสันต์ซื้อไปเท่านั้นค่ะส่วนอีก 2 ตัวคุณวสันต์ไม่ได้ซื้อจากที่ร้านของเราค่ะ”นิมิตราบอกน้ำเสียงเรียบเรื่อย อรุณเบิกตาโต คล้ายจะร้อนใจ “คุณช่วยรับซื้อไปด้วยเลยค่ะจะราคาเท่าไหร่ป้าก็ไม่เกี่ยงค่ะ”
“แน่ใจว่าจะขายนะคะ?”นิมิตราถามย้ำน้ำเสียงจริงจัง อรุณรีบพยักหน้า “ขายค่ะ คือป้าอยากขายค่ะ”
“ถ้างั้นดิฉันจะรับซื้อไว้ในราคาตัวละ..........บาทล่ะกันค่ะ” นิมิตราบอก อรุณรีบพยักหน้าหงึกๆ “ค่ะๆ”
ราตรีก็ยื่นสัญญาซื้อขายให้อรุณเซ็น“ถ้าจะขาย คุณเซ็นเอกสารตรงนี้ ตรงนี้ แล้วก็ตรงนี้ค่ะ อ่อ ขอบัตรประชาชนด้วยค่ะ”
อรุณรีบหยิบบัตรประชาชนส่งให้ราตรีรับไปแล้วเดินไปถ่ายเอกสารจากนั้นก็เดินกลับมายื่นสำเนาบัตรประชาชนกับบัตรให้อรุณ “เซ็นรับรองสำเนาถูกต้องด้วยค่ะ”
อรุณรีบเซ็นทันทีเมื่อเซ็นเสร็จแล้ว ราตรีก็รับสัญญาซื้อขายไปตรวจดูรายละเอียดจากนั้นก็พยักหน้ากับเ้านาย “เรียบร้อยค่ะ”
ราตรีส่งสัญญาซื้อขายฉบับหนึ่งให้อรุณพร้อมกับเช็คเงินสดแล้วบอกว่า“เดี๋ยวตอน 1 ทุ่ม ดิฉันจะไปรับรูปปั้นค่ะ”
“ไปตอนนี้เลยไม่ได้เหรอคะ?”อรุณถาม ราตรีก็บอกว่า “ตอน 1ทุ่มดีกว่าค่ะ รถไม่ติดมาก”
อรุณหันไปมองการจราจรบนถนนแล้วก็พยักหน้า“ก็จริงของคุณค่ะ กำลังเลิกงานพอดีเลย”
เมื่อเซ็นสัญญาแล้วนิมิตราก็พูดว่า “เดี๋ยวคุณช่วยดูแลคุณอรุณหน่อยนะ ขอตัวก่อนนะคะพอดีดิฉันมีงานค้างอีกนิดหน่อยต้องเร่งทำให้เสร็จน่ะค่ะ”
“อ่อเชิญค่ะๆ” อรุณพยักหน้า นิมิตราก็ลุกขึ้นเดินกลับเข้าไปด้านในราตรีก็ยืนคอยดูแลแขก อรุณยกชาขึ้นจิบ มองดูภาพไปเรื่อยๆ ตาก็เคลิ้มหลับไปราตรีก็รีบจับแก้วชาที่กำลังจะเอียงหก วางบนโต๊ะ แล้วเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะจนกระทั่ง 1 ทุ่ม ราตรีก็เดินไปปลุกอรุณ “คุณอรุณค่ะถึงเวลาไปรับรูปปั้นแล้วค่ะ”
อรุณสะดุ้งตื่นหน้าตางัวเงีย กะพริบตาปริบๆ “อุ้ยตาย ขอโทษทีค่ะ เผลอหลับไปซะได้”
ราตรียิ้มให้“เชิญค่ะ”
อรุณจึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปขึ้นรถตัวเอง จากนั้นก็ขับไปบ้านน้องชาย ราตรีก็ขับรถกระบะตามไป
เมื่อไปถึงบ้านวสันต์ราตรีก็เดินไปยกรูปปั้นขึ้นรถ อรุณยืนมองอย่างอึ้งๆ “โห คุณแข็งแรงจังยกคนเดียวได้ด้วย”
“ไม่หนักเท่าไหร่ค่ะอีกอย่างดิฉันชอบเล่นยกน้ำหนักค่ะ” ราตรีบอก พลางแบกรูปปั้นไปขึ้นรถ แล้วก็เดินไปแบกรูปปั้นอีกตัวจากนั้นก็อีกตัว อรุณที่ทำท่าว่าจะช่วยจึงได้แต่ยืนดูเฉยๆราตรีแบกรูปปั้นขึ้นรถหมดแล้วก็เอาผ้าคลุมรูปปั้นแต่ละตัวเอาไว้จากนั้นก็เอาเชือกมัดๆจนแ่า อรุณเดินมาดูราตรีทำงาน ชมว่า “คล่องเชียว”
ราตรียิ้มให้พอมัดเชือกเสร็จก็หันไปพูดว่า “ลาล่ะค่ะคุณป้า”
“ค่ะๆกลับดีๆนะคะหนู” อรุณพยักหน้า รู้สึกโล่งอกที่รูปปั้น 3 ตัว ไปพ้นๆบ้านเสียที
ราตรีก็ขับรถกลับร้านเมื่ออยู่ในรถแล้ว รอยยิ้มก็จางหายไป ใบหน้าเรียบขึงไร้รอยอารมณ์ใดๆทั้งสิ้นจนถึงร้าน เธอก็จอดรถ ยกรูปปั้นลง เอาเข้าไปเก็บไว้ในห้องอย่างเรียบร้อยจากนั้นก็กดปุ่มปิดประตูม้วน เมื่อประตูม้วนปิดลง ไฟในร้านก็ดับพรึ่บ! ทุกหนแห่งมืดสนิท
ณ คฤหาสน์ของชวินลูกค้าขาประจำของร้านดรีมแกลลอรี่ ชวินนอนจมกองเือยู่บนพื้น
วิกานดาลูกสาวของชวินลงมาหาของกินตอนดึกๆได้ยินเสียงกุกกักก็ทักว่า “ฮั่นแน่!คุณพ่อคะ อย่างอื่นกินไม่ได้นะคะ คุณหมอห้ามค่ะกินได้แต่ผลไม้นะคะน้ำตาลจะได้ไม่ขึ้น”
แต่พอสายตาเห็นร่างพ่อนอนจมกองเือยู่ที่พื้นครัวถูกมีดปักอกเล่มหนึ่ง เธอก็ใ “คุณพ่อ!”
วินาทีต่อมาเธอก็กรี๊ดร้องลั่น“กรี๊ดดดดดด...”
เธอถลันเข้าไปหาพ่อกำลังจะก้มลงไป พลัน! ข้างหลังเธอก็มีคนๆหนึ่งปรากฏขึ้นพร้อมกับบางสิ่งที่ฟาดเข้ามาที่ขมับเธอ เพล้ง! เสียงแก้วแตกเธอรู้สึกเจ็บแปล๊บที่ขมับจนมึนงง เธอหันไปมองข้างหลัง เธอเห็นหน้าคนๆนั้น พลัน! สติก็ดับวูบไป
“เฮ้ยๆเสียงคุณหนูร้อง รีบไปดูเร็ว!”เสียงดังแว่วมา ทำให้คนที่ยืนถือขวดรีบทิ้งขวดเอาไว้แล้วรีบหนีไปทันที
เมื่อคนรับใช้วิ่งมาถึงก็เห็นคุณหนูวิกานดาล้มอยู่ที่พื้น ข้างๆกันนั้นคุณผู้ชายก็นอนจมกองเือยู่“เฮ้ย!”
“กรี๊ดดดดด...”
คนรับใช้ใหน้าซีดเผือดร้องลั่น
“เกิดอะไรขึ้น?”วัชระรีบวิ่งมา แหวกๆคนรับใช้ที่ยืนมุงเข้าไปดู พอเห็นเหตุการณ์ชัดๆก็ใ “คุณพ่อ! น้องวิ!”
เขาหันไปสั่งคนรับใช้ว่า“รีบโทรแจ้งตำรวจเร็วเข้า!”
คนรับใช้บางคนตั้งสติได้รีบเอามือถือที่ถืออยู่ในมือโทรแจ้งตำรวจทันทีวัชระถลันเข้าไปประคองน้องสาวขึ้นมา พร่ำเรียกอย่างใว่า “น้องวิ!ๆๆๆๆ”
ราวครึ่งชั่วโมงต่อมาตำรวจก็มาถึง
หลังจากซักถามอยู่ครู่หนึ่งตำรวจก็เรียกรถพยาบาลให้มารับคนเจ็บ กับเก็บศพคนตาย วัชระก็ไปกับรถพยาบาลด้วยเขานั่งกุมมือน้องไปตลอดทาง
เมื่อไปถึงโรงพยาบาลวิกานดาก็ถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉินทำแผลที่ศีรษะ จากนั้นก็ถูกส่งตัวขึ้นห้องพักวัชระก็ตามเฝ้าไม่ห่าง จนกระทั่งวิกานดาฟื้นขึ้นมา “โอย เจ็บ”
“น้องวิ”วัชระมองน้อง วิกานดาได้ยินเสียงที่คุ้นเคยก็เรียก “พี่วัช”
“เป็ยังไงบ้าง?”วัชระถามน้ำเสียงเป็ห่วงเป็ใย
“ทำไมมันมืดแบบนี้ล่ะคะ?ไฟดับเหรอพี่วัช?” วิกานดาถาม วัชระหรี่ตาลง พูดว่า “ไฟไม่ดับนะ วิเป็อะไร?”
วิกานดาขมวดคิ้ว“ไฟไม่ดับ แต่ทำไมมันมืดแบบนี้ล่ะคะ?”
วัชระยื่นมือไปโบกๆตรงหน้าน้องดวงตาใสไม่ตอบสนองต่อมือสักนิด “วิเห็นมือพี่ไหม?”
“ไม่ค่ะ”วิกานดาตอบ ใจเสีย น้ำตาไหล “นี่วิ ตาบอดเหรอ?”
“วิจำได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น?”วัชระถาม
“วิ...”วิกานดาพยายามนึก “วิเห็นคุณพ่อถูกแทง นอนอยู่ในครัว หลังจากนั้นวิก็เจ็บหัวแล้ววิก็จำอะไรไม่ได้แล้ว”
“เห็นคนร้ายไหม?”วัชระถามอีก
“เห็นค่ะ”วิกานตาตอบ ทำให้วัชระตัวเกร็งขึ้นมาทันที
“วิเห็นคนผู้ชาย แต่วิไม่เห็นหน้า มีอะไรเข้าตาวิ วิเลยมองเห็นหน้าไม่ชัดค่ะหลังจากนั้นวิก็ไม่รู้อะไรแล้ว”
คำตอบของน้องสาวทำให้วัชระคลายอาการตัวเกร็งลงมือที่กำอยู่ค่อยคลายออก “งั้นเดี๋ยวพี่ตามหมอมาตรวจก่อนนะ”
“พี่วัชวิกลัว” วิกานดายื่นมือไปทางที่ได้ยินเสียง วัชระก็ลุกไปตามหมอ
ครั้นหมอมาตรวจก็ลงความเห็นว่าอาจจะตาบอดชั่วคราวจากการกระทบกระเทือน ต้องรอดูอาการต่อไปอีกสักระยะ
เมื่อหมอออกไปแล้ววิกานดาก็ถามถึงคุณพ่อ วัชระก็ตอบว่า “คุณพ่อตายแล้ว”
วิกานดาน้ำตาไหลร้องไห้โฮๆ วัชระก็คอยปลอบใจอยู่ข้างๆ
หลังจากนั้น 2วัน วิกานดาก็ได้ออกจากโรงพยาบาลเื่งานศพก็ได้วัชระช่วยจัดการทุกอย่างให้ เธอแค่นั่งฟังพระสวดแล้วก็กลับไปพักผ่อนที่บ้าน ผู้คนที่มาร่วมงานศพก็ทยอยมาพูดกับวิกานดาอย่างเห็นอกเห็นใจซึ่งมีทั้งเสแสร้งและจริงใจปะปนกันไป
จนกระทั่งถึงวันเผาแเื่มาร่วมงานมากมาย เพราะชวินเป็นักธุรกิจใหญ่ มีกิจการใหญ่โตคนรู้จักจึงมีมาก วัชระก็คอยรับแขก ส่วนวิกานดาก็นั่งอยู่บนรถเข็นฟังเสียงผู้คนที่เข้ามาคุยด้วย มีคนรับใช้หญิงคอยดูแลอยู่ข้างๆคนหนึ่ง
หลังจากงานเผาเสร็จสิ้นไปแล้ววัชระก็พาวิกานดาไปลอยอังคาร หลังกลับจากลอยอังคารแล้ววิกานดาก็สั่งคนขับรถว่า “ไปร้านดรีมแกลลอรี่”
คนขับรถเหลือบมองวัชระเห็นวัชระพยักหน้า จึงพยักหน้ารับ “ครับคุณหนู”
เมื่อไปถึงร้านดรีมแกลลอรี่วัชระก็ประคองแขนน้องสาวเดินเข้าไปในร้าน ราตรีเดินมาต้อนรับลูกค้า “สวัสดีค่ะคุณวิกานดา”
“สวัสดีค่ะ”วิกานดาทักทายตอบ
วัชระก็บ่นว่า“ตามองไม่เห็น จะดูภาพได้ไงล่ะน้องวิ พี่ว่ากลับกันเถอะ”
“ภาพไม่จำเป็ต้องใช้ตาดูเสมอไปนะคะคุณลูกค้า ภาพทุกภาพถ้าใช้ใจมองจะเห็นภาพที่สวยยิ่งกว่าตาเห็นเสียอีกค่ะ”
นิมิตราเดินออกมาจากด้านในแล้วก็ทักทายว่า “สวัสดีค่ะคุณวิกานดา ไม่พบกันเสียนานเชียว ทราบข่าวคุณชวินแล้วเสียใจด้วยค่ะ”
วัชระมองนิมิตราอย่างไม่ค่อยชอบใจคิดในใจว่า ใช่ซิ เสียใจที่ลูกค้ารายใหญ่ตายไง
“ขอบคุณค่ะ”วิกานดาพูด แล้วก็บอกว่า “คือวิตาบอดน่ะค่ะต่อไปนี้คงไม่ได้มาที่ร้านคุณอีกจนกว่าตาจะหายดี เลยอยากมาบอกคุณด้วยตัวเองน่ะค่ะ”
“แย่จังค่ะ”นิมิตราพูด “ถ้างั้นฉันพาคุณเดินดูภาพสักรอบก็แล้วกันเผื่อว่าจะช่วยทำให้คุณจิตใจสงบดีขึ้น”
“เฮอะคนตาบอด ยังจะดูอะไรได้อีกล่ะ” วัชระแค่นเสียงอย่างไม่ชอบใจ วิกานดารีบพูดว่า “วิอยากดูพี่วัชนั่งรอก่อนนะคะ”
“ก็ได้”วัชระจึงเดินไปนั่งที่โซฟา นิมิตรายื่นมือไปจับมือวิกานดาให้จับแขนตัวเอง “จับแขนฉันไว้ค่ะ”
“ขอบคุณค่ะ”วิกานดายิ้ม นิมิตราจึงพาวิกานดาเดินเข้าไปด้านในวัชระมองอย่างไม่ค่อยชอบใจสักเท่าไหร่ หันไปมองพนักงานสาวที่ยืนเงียบอยู่ใกล้ๆแทนขณะที่มองด้วยสายตากะขนาดทรวดทรงของพนักงานสาว จู่ๆเขาก็เห็นพนักงานสาวกลายเป็โครงกระดูกที่สวมเสื้อผ้าซะงั้น “เหวอ!”
ราตรีมองวัชระสายตาเรียบเฉยแต่ในแววตาลึกๆกลับปรากฏแววสะใจ สมน้ำหน้า!
วัชระกะพริบตาภาพโครงกระดูกก็หายไป เขาสูดลมหายใจเข้าหลายที แล้วเพ่งมองพนักงานเขม็งพนักงานก็ยังคงยืนนิ่งเงียบราวกับรูปปั้นอยู่อย่างนั้น เขาผ่อนลมหายใจลงแล้วพูดว่า “ผมจะไปรอที่ร้านคาเฟ่นั่นล่ะกัน”
“ค่ะ”ราตรีรับคำสั้นๆคำเดียว วัชระก็รีบลุกขึ้นเดินออกไปเขาไม่ชอบบรรยากาศที่ร้านนี้เอาซะเลยมากี่ทีก็รู้สึกอึดอัดจนต้องออกไปรอที่อื่นทุกครั้งไม่รู้ชวินกับวิกานดาชอบเข้าไปได้ไง?
นิมิตราพาวิกานดาเดินชมภาพไปเรื่อยๆในความมืดซึ่งมองไม่เห็นเพราะตาบอดและความเงียบงันของบรรยากาศรอบตัวในสมองของวิกานดาก็คล้ายจะเห็นทุ่งหญ้าสีทอง อาบไล้ไปด้วยแสงสีแดงของพระอาทิตย์ตกเธอมองภาพนั้นอย่างตะลึง ชมว่า “สวยจังค่ะ”
“ถ้าใช้ใจมองคุณจะเห็นได้ดีกว่าตาอีกค่ะ” นิมิตราพูด วิกานดารู้สึกเหมือนได้ยินเสียงของนิมิตราในกะโหลกของตัวเองเสียงที่ไม่ได้ผ่านหู ดังราวเสียงดนตรีอันไพเราะ
วิกานดาชื่นชมภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่งแล้วเธอก็ตกอยู่ในความมืดมิดอีกครั้ง นิมิตราก็พาเธอเดินไปชมภาพอื่นต่อ ในความมืดมิดวิกานดาเห็นรอบๆตัวปรากฎเป็ท้องน้ำสีฟ้าสดใส ฝูงปลาสีสันงดงามแหวกว่ายไปมาอย่างมีความสุขเธอชื่นชมภาพอย่างตะลึงลาน พูดว่า “ขอบคุณค่ะ”
นิมิตรายิ้มพูดว่า “คุณมองไม่เห็นแบบนี้คงลำบากแย่”
“ก็ไม่ลำบากอะไรมากค่ะมีคนใช้คอยดูแล มีพี่วัชคอยดูแล” วิกานดาพูดน้ำเสียงเจือแววเศร้า “เสียดายที่วิจำหน้าคนร้ายไม่ได้พี่วัชบอกว่ากล้องในบ้าน่นั้นก็เกิดเสียทำให้ไม่มีภาพตอน่เกิดเหตุ”
“แบบนี้คนร้ายก็ยังลอยนวลน่ะซิ”นิมิตราพูด วิกานดาพยักหน้า “จะทำไงได้ล่ะค่ะ ไม่มีหลักฐานอะไรซักอย่างนี่คะ”
“ฉันให้คุณยืมหมาป่าตัวนึงละกัน”นิมิตราบอก วิกานดาตกตะลึง “คะ?”
พลัน! เธอก็รู้สึกถึงความเย็นที่คอ จึงยกมือขึ้นจับพบว่าเป็สร้อยเส้นหนึ่ง ปลายนิ้วแตะบางสิ่งที่ปลายสร้อย น่าจะเป็จี้เธอใช้ปลายนิ้วคลำๆ เป็จี้เล็กๆ อันหนึ่ง รูปร่างคล้ายสัตว์ชนิดหนึ่ง พลัน! ในความมืดมิด เธอก็เห็นหมาตัวใหญ่ตัวหนึ่งรูปร่างเหมือนหมาป่าที่เคยเห็นตามวีดีโอสารคดีสัตว์โลก เธอผวา “อุ้ย!”
“เขาไม่ทำอะไรคุณหรอกเขาเชื่องจะตาย คุณยื่นมือไปให้เขาซิ” เสียงนิมิตราดังขึ้นมา วิกานดายื่นมือไปหมาป่าก็เดินเข้ามาดมมือด้วยท่าทางเป็มิตร แล้วเลียมืออยู่พักใหญ่ “น่ารักจัง”
วิกานดายกมืออีกข้างลูบหัวหมาป่าสีเทา“มีชื่อไหม?”
“เรียกว่าเกรย์ค่ะ”เสียงนิมิตราดังในกะโหลก วิกานดาพยักหน้าพูดกับหมาป่าสีเทาว่า “ชื่อเกรย์เหรอจ๊ะ?”
เกรย์เลียมืออย่างเป็มิตรเสียงนิมิตราก็ดังอีกว่า “ไปดูภาพต่อไปเถอะค่ะ”
วิกานดาพยักหน้า“ค่ะ”
เธอรู้สึกว่าจับแขนของนิมิตราอีกครั้งในความมืดมิด เธอเห็นเกรย์อยู่ข้างๆ เดินนำหน้าไปเล็กน้อยคล้ายจะนำทางให้เธอ “วิคงกำลังฝันซินะถึงได้เห็นอะไรแปลกๆแบบนี้น่ะค่ะ”
“คุณคิดว่าฝันก็คือฝันคุณคิดว่าจริงก็คือจริง” เสียงนิมิตราบอก
“คงฝันจริงๆนั่นแหละค่ะ”วิกานดาพูด ยิ้มเศร้าๆ แล้วเธอก็เชิดหน้าสลัดความเศร้าออกไป “เอ้า ไหนๆก็ฝันแล้วขอฝันดีให้สุดๆไปเลยล่ะกัน”
“ค่ะ”เสียงนิมิตราดังขึ้น จากนั้นวิกานดาก็เห็นว่ารอบๆตัวเปลี่ยนไปอีกกลายเป็ทุ่งดอกไม้หลากสีสันบานสะพรั่งพลิ้วไหวไปกับสายลมเบาๆ เกรย์ก็อยู่ข้างๆ
บรรยากาศรอบๆตัวเปลี่ยนไปครั้งแล้วครั้งเล่าจนในที่สุดก็กลับสู่ความมืดมิดอีกครั้ง มีเพียงเกรย์ที่ไม่หายไปยังคงอยู่ข้างๆอย่างเป็มิตร นิมิตราก็บอกว่า “ฉันไปส่งที่รถนะคะ”
วิกานดาพยักหน้า“ขอบคุณค่ะ”
นิมิตราก็ประคองแขนวิกานดาเดินไปส่งขึ้นรถวิกานดาขึ้นไปนั่งในรถในความมืดมิดก็ยังเห็นเกรย์อยู่ข้างๆราวกับเป็ผู้พิทักษ์สี่ขายังไงอย่างงั้นราตรีก็เดินไปตามวัชระ บอกว่า “คุณวิกานดากำลังจะกลับแล้วค่ะ”
“อ่อขอบคุณครับ” วัชระพยักหน้ารับรู้ หยิบแก้วกาแฟถือติดมือมา แล้วเดินไปขึ้นรถหันไปสั่งคนขับรถว่า “กลับบ้าน”
“ครับ”คนขับรถก็ขับออกไป เมื่อนั่งอยู่ในรถ วัชระก็ถามว่า “คงไม่ได้หลงซื้อรูปอะไรเหมือนคุณพ่อหรอกนะ?”
“ไม่ได้ซื้อหรอกค่ะ”วิกานดาบอก วัชระพูดเบาๆว่า “ก็ดี”
ในความมืดมิดนั้นวิกานดาคล้ายจะเห็นเงาดำมืดที่ดูน่ากลัวราวกับปีศาจทางด้านที่ได้ยินเสียงพี่ชายเธอรู้สึกหวาดผวาจนตัวสั่นๆ กำเท้าแขนของเบาะนั่งแน่น แล้วเธอก็เห็นเกรย์ขยับมาขวางกั้นระหว่างตัวเธอกับเงาดำมืดนั้นทำให้เธอคลายความกลัวลงไป
เมื่อรถลูกค้าไปแล้วนัฐพลก็เดินเข้าไปในร้าน ทักทายว่า “สวัสดี”
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรเตอร์ได้ทางเพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
และทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ