ใช้เวลาอาทิตย์กว่า สำหรับการสร้างบ้านและโกดัง จางเฉินยังคงฝึกอยูู่เาหลังหมู่บ้าน
“ตูม”
ตอนนี้วิชาหมัดลมปราณของจางเฉินเริ่มใช้งานได้ตาม้ามากขึ้น มีผิดพลาดบ้างแต่ไม่มาก คิดว่าไม่นานก็น่าจะผ่านกลั่นร่างกายระดับ 5
จางเฉินกลับเข้ามาต่อเติมบ้าน วันนี้ถือได้ว่าเป็วันปิดภารกิจสร้างบ้าน
“เสร็จซะที”
จางเฉินเริ่มเขียนข้อมูลต่างๆ แิ วิธีการ เกี่ยวกับการสร้างบ้านของเขา เขาเผื่ออนาคตไว้ว่าเขาจะลืมอดีตชาติที่แล้ว หรือเกิดเหตุความทรงจำอะไรกับเขา เพราะเขารู้สึกว่ามันเป็ความทรงจำที่ไม่สมบูรณ์และจะไม่อยู่กับเขานาน หลังจากเขียนเสร็จเขาก็เขียนแบบโครงสร้างสำหรับอาคารหลายๆ แบบที่เขารู้จัก ทั้งที่ผลิตด้วยหิน และไม้ทั้งหลัง บ้านแบบง่าย คฤหาสน์สุดหรู หอคอย เขาจมอยู่กับความคิดอยู่นานจนตำราของเขาเต็มทั้งเล่ม
“ตำราก่อสร้างสกุลจาง” จางเฉินคิดชื่อตำราแล้วเขียนหน้าปกตำรา
ไม่น่าจะลืมอะไร เท่าที่มีในสมองเกี่ยวกับการก่อสร้างคงมีแค่นี้
เดินไปดูมะพร้าวิญญาที่ปลูกใหม่ เริ่มออกดอกแล้วไม่นานก็คงมีผล จางเฉินจึงโค่นมะพร้าวธรรมดาทั้งหมดที่เหลือ เพื่อทำเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ในบ้านพวก โต๊ะ เก้าอี้ และเก็บไม้ไว้ในโกดังเก็บของ
พื้นที่ปลูกเมล็ดสมุนไพรใหม่กำลังเขียวขจี จางเฉินหยิบตำรา พู่กัน มาเตรียมบันทึกแล้วเดินไปดูทีละแปลง
อันนี้เป็ข้าว มีข้าวอยู่ 3 ประเภท เปลือกแดงเปิดดูเมล็ดข้าวข้างในเม็ดก็เป็สีแดงอ่อนๆ เปลือกเขียวพอดูเปิดดูเมล็ดข้างในก็เขียวอ่อนๆ และสีทองข้างในเป็สีขาวบริสุทธิ์
“ขอตั้งชื่อว่า ข้าวหงส์แดง ข้าวหยกเขียว ข้าวเงินทอง” จางเฉินบันทึก ที่เหลือก็เป็พวกหญ้า ดอกหญ้า ดอกไม้ หลังจากลองดมกลิ่นและบีบน้ำจากใบหญ้าดูหรือกิ่งไม้ดู มันก็ััได้ถึงพลังิญญาอยู่เล็กน้อย ซึ่งแสดงว่ามันกลายพันธุ์เป็พืชิญญาทั้งหมด และมีพืชสมุนไพรที่ไม่กลายพันธุ์ คือสมุนไพรดังเดิม
พืชิญญา คือพืชที่สามารถดูดทรัพย์พลังงานของ์และโลกเพื่อจัดเก็บได้ จะอยู่ในลำต้น ราก ใบ หรือดอกไม้ ผลไม้ เหมือนกับผู้ฝึกฝนที่ดูดซับไปเก็บไว้ในตันเถียน คนที่ฝึกลมปราณจะสามารถกินพืชิญญาเพื่อเพิ่มพลังปราณได้ สามารถนำพืชิญญาไปปรุงยาเพื่อเพิ่มพลังปราณได้อย่างรวดเร็ว ต่างจากพืชปกติคือเป็พืชที่กินธาตุทั่วไป ดิน น้ำ ลม ไฟ ทองเท่านั้น ไม่ได้มีคุณค่าทางโภชนาการ
อีกแปลงหนึ่งส่วนใหญ่ก็เป็พวกกลุ่มหญ้า ดอกหญ้าเหมือนกัน ถ้าเป็ปกติพวกมันคือวัชพืชที่ไม่ควรมีในแปลงผักสวนครัวหรือไร่นา แต่สำหรับจางเฉินพวกมันคือขุมทรัพย์ที่จำเป็สำหรับโลกใบเล็กของเขา
หลังจากเดินดูไปพักหนึ่งเขาก็พบกับ ต้นไผ่ ต้นหนึ่งมีลักษณะคล้ายๆ น้ำเต้า คือมีโป่งพองเป็ข้อๆ
“อันนี้เอาไว้ใส่น้ำได้ด้วย ถ้าทำจุกไม้ไผ่นิดหนึ่งก็กลายเป็ขวดน้ำ ขอตั้งชื่อว่าไผ่น้ำเต้า” จางเฉินบันทึก
ไผ่อีกกลุ่ม ลำต้นตั้งตรงสวยงามเป็ระเบียบมาก ใบสีเขียวปนเหลืองดูมีคุณค่า
“อันนี้ ไผ่ตง” จางเฉินคิดชื่อไม่ออก เอามันตรงๆ อันนี้ทำแก้วกินน้ำ ถ้าใหญ่ๆ ก็ทำกระบวยตักน้ำ น่าจะดี หรือจะใช้สร้างบ้าน สร้างโกดังก็เหมาะสมอย่างมาก
“มีข้าวอยู่ 3 ประเภทจำนวน 16 ต้น มีไผ่ 2 ชนิด 22 ต้น วัชพืชมากมาย และพวกสมุนไพรปกติไม่กลายพันธุ์” จางเฉินบันทึก เขาเปิดพื้นที่ใหม่สำหรับข้าวแล้วย้ายข้าวไปปลูก แล้วก็ย้ายไผ่ไปลงพื้นที่ใหม่
พวกหญ้า ดอกหญ้า ดอกไม้ เขาก็ขุดแล้วย้ายไปไว้ในพื้นที่อื่น โลกใบเล็กมีพื้นที่มากมาย แยกส่วนกันด้วยน้ำและูเา มีพื้นที่ ที่ดูเป็เกาะ เพราะตัดขาดกันด้วยน้ำอยู่ 5 เกาะ พื้นที่ใหญ่สุดคือพื้นที่เพราะปลูกปัจจุบัน เขาจึงจัดการแบ่ง 4 กลุ่มโดยคละประเภทของหญ้า ดอกหญ้า ดอกไม้เ่าั้
“อะ นี่ พืชกินราก” จางเฉินพบว่าพืชหญ้ากลายพันธุ์ จำนวนไม่น้อย มีรากที่ดูจะเป็ก้อน เหมือนพวกหัวไซเท้าบ้าง หัวหอมบ้าง ขมิ้นบ้าง บางอันก็เหมือนขิง หญ้าบางต้นมีหัวเหมือนหอมแดง และมีเหมือนมันเทศบางอัน เขาลองเอารากที่เหมือนมันเทศกินดู ปรากฏว่าเค็มมากเหมือนเกลือ
“แค่รูปร่างเท่านั้นมั้ง ยังไงมันก็เป็หญ้า แต่เค็มแบบนี้เอาแทนเกลือได้เลยนะนี่”
จางเฉินย้ายจนหมดเหลือไว้แต่ที่ดูจะเป็สมุนไพรที่มีประโยชน์ พวกดูคล้ายตระกูลหญ้า ดอกหญ้า ไม่้าดูแลอะไรมาก เอามันไปไว้ในเกาะห่างไกลเพราะคิดว่ามันจะแพร่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ไม่นานก็คงแพร่กระจายเต็มทั้ง 4 เกาะ
“สักเดือนหนึ่ง โลกทั้งหมดน่าจะเขียวขจีและเต็มไปด้วยพลังิญญา” จางเฉินจดบันทึก