สายอาชีวะคือการเรียนในทักษะสายอาชีพที่มุ้งเน้นสำหรับการเตรียมพร้อมในการทำงานในสายอาชีพเฉพาะทางในตอนแรกติมก็กะจะเรียนมัธยมปลายปกตินั่นแหละ แต่พ่อบอกว่าอยากให้เน้นทักษะตรงตัวมากกว่าเขาก็เลยได้เรียนอาชีวะแทน
วันแรกที่ก้าวเท้าเข้าสู่วิทยาลัยสิ่งแรกที่เขาได้รับคือรอยแผลจากการโดนกระทืบส่วนเหตุผลก็คือหน้าตาของเขามันหล่อเกินไปและอีกเหตุผลสารพัดที่ฟังยังไงก็ฟังไม่ขึ้นแต่ก็ช่างเถอะเพราะสุดท้ายเขาก็ชนะอยู่ดี
อยู่กันไปเรื่อยๆติมก็เริ่มมีเพื่อนเพิ่มมากขึ้นแต่เพื่อนส่วนใหญ่ที่เข้าหาเขาก็เพราะเขาต่อสู้เก่งสามารถเอาชนะพวกแก๊งใหญ่ๆของวิทยาลัยได้ แต่ติมเขาไม่ได้อยากยุ่งเวลาใครมาหาเรื่องก็จะพยายามหลีกเลี่ยงแต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องสู้กัน
ชีวิตในช่วงวิทยาลัยผ่านไปเรื่อยๆติมโดนหาเรื่องน้อยลงแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเรื่องเลยเขาก็ยังโดนหาเรื่องบ้างเจ็บตัวกลับบ้านบ้างแต่ช่วงนั้นพ่อไม่รู้เรื่องเพราะพ่อทำงานอยู่ต่างประเทศเลยไม่ค่อยได้รับรู้ชีวิตของลูกชายสักเท่าไหร่
จนกระทั่งวันหนึ่งวันนั้นมันเป็นวันที่พ่อพึ่งจะกลับมาจากต่างประเทศตอนแรกติมกับพ่อตกลงกันว่าจะปาร์ตี้สุกี้เพื่อฉลองที่ได้กลับบ้าน แต่จู่ๆก็มีรถตำรวจมาจอดหน้าบ้านแล้วบอกว่าเขาถูกจับตำรวจให้เหตุผลว่าเขามีเรื่องทะเลาะวิวาทด้วยแล้วก็หนีกลับมา
ตอนนั้นที่เขาโดนจับกำลังจะขึ้นรถตำรวจภาพของพ่อที่ยืนมองด้วยสีหน้าที่ผิดหวังและน้ำตาคลอมันเจ็บปวดมากราวกับมีมีดนับสิบมาแทงเข้ากลางอกพ่อต้องขับรถตามมาเพื่อประกันตัวที่โรงพักขากลับทั้งเขาและพ่อไม่ได้คุยอะไรกันเลย
“ผมขอโทษผมขอโทษที่ไปมีเรื่อง”
พ่อไม่ได้ตอบอะไรกลับมาเขากลับเงียบสนิทนั่งกินสุกี้กันอย่างเงียบๆ ก่อนจะแยกย้ายกันเข้านอนติมไม่รอให้มันค้างคาเข้าห้องไปหาพ่อ ไปสารภาพทุกอย่างจนหมดเปลือก
วันนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เห็นพ่อร้องไห้ออกมาเขาเจ็บและรู้สึกผิดมากก่อนจะร้องไห้ไปด้วยกัน
หลังจากเหตุการณ์นั้นติมสามารถเอาผิดกับพวกที่ใส่ร้ายเขาได้เขาตั้งใจเรียนไม่มีเรื่องกับใครจนในที่สุดก็สามารถเรียนจบได้ด้วยคะแนนอันดับ 1ของวิทยาลัย
ติมยังไม่ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยต่อเขาดรอปเรียนไป1 ปีไปช่วยพ่อทำงานเพื่อพิสูจน์ตัวเองจนพ่อยอมรับ
“ติมพ่อเข้าใจนะเรื่องที่เราโดนหาเรื่องบ่อยๆ น่ะ แต่ขออย่างเดียว อย่าเป็นอะไรไปนะพ่อมีเราแค่คนเดียว”
ประโยคสั้นๆที่แสนธรรมดามันกลับทำให้ติมถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาอีกเป็นครั้งที่ 2ก่อนพุ่งเข้ากอดคนเป็นพ่อ
“ผมไปไหนไม่ได้หรอกครับถ้าผมไปผมจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ”
ความสัมพันธ์พ่อลูกที่แน่นแฟ้นจนคนอื่นอิจฉาคงเพราะแม่ทิ้งพวกเขาไปตั้งแต่ตอนที่ติมอยู่ม.ต้นทำให้เขากับพ่อค่อนข้างจะสนิทกันมากๆมีอะไรก็จะบอกกันตลอดยกเว้นเรื่องที่ติมมีเรื่องนั่นแหละ
พอขึ้นมหาวิทยาลัยติมก็ได้เจอกับเพื่อนใหม่อย่างไทม์และบูมพวกเขาเป็นเพื่อนที่ดีมากแม้จะเจอเรื่องวุ่นๆไปบ้างแต่ก็ไม่ได้หนักขนาดที่จะต้องมาเลิกคบกัน
จนมาถึงวันที่เกิดเรื่องเขารู้ว่าบูมชอบเขาและสังเกตเห็นว่าบูมกับไทม์มีบางอย่างที่ผิดปกติหลังจากที่ทั้งสองคนเคลียร์ใจกันเหมือนจะดูกลับมาเป็นปกติแต่เขาก้ยังคงไม่ไว้ใขบูมอยู่แล้วมันก็เป็นอย่างที่คิด
บูมขโมยปืนจากบ้านเขาไม่พอยังฆ่าคนและทำร้ายไทม์จนถึงขั้นเสียขาวันนั้นที่เขารู้เรื่องบอกตามตรงว่าช็อคและเจ็บปวดมากไม่คิดว่าบูมจะทำกับเพื่อนสนิทของเขาได้ลงคอ
“มาเยี่ยมหรอแปลกใจแฮะ”
วันนี้ติมแวะมาเยี่ยมบูมถึงแม้เขาจะโกรธจะเกลียดบูมแค่ไหนแต่ลึกๆ ยังไงเขาก็ยังคงเป็นเพื่อนอยู่“ก็ตามที่เห็น”
“หึดีใจเหลือเกินที่นายมาเยี่ยม”
“สำนึกบ้างรึยัง”บูมหุบยิ้มทันทีก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างน่าสำเพช “แบบนี้เองหรอ ไม่ได้มาหากันจริงๆสินะ”
“ก็มาหาไงแต่อยากรู้ว่ามึงสำนึกเรื่องที่ตัวเองทำรึยัง”
“แล้วคิดว่าไงล่ะ”
มองดูจากสีหน้าก็พอจะเดาได้อยู่ว่าอีกคนคงไม่ได้สำนึกติมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่โดนโทษขนาดนี้ยังจะทำหน้าตาเฉยได้อีก
“มึง”
“อะไร”ติมตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ “มึงยังเห็นกูเป็นเพื่อนอยู่ป่ะ”
ติมกัดฟันแน่นภายในใจทั้งโกรธและโมโหมากโมโหจนอยากจะฆ่าเลยด้วยซ้ำ แต่เพื่อนก็คือเพื่อนโกรธให้ตายแค่ไหนบูมก็ยังเป็นเพื่อนของเขาอยู่
ติมพยักหน้าตอบเบาๆบูมที่เห็นก็ยกยิ้มออกมาเล็กน้อย
“หมดเวลาเยี่ยมแล้ว”
ผู้คุมเข้าห้องมาก่อนจะมาดึงตัวบูมออกไป“ติม”
ติมเงยหน้ามองอีกคนพบว่าบูมยกยิ้มออกมาน้อยๆ“ฝากบอกไทม์ด้วยนะ ว่าขอโทษ”
ประตูห้องเยี่ยมปิดลงดวงตาจู่ๆก็เอ่อร้อนก่อนจะมีน้ำใสๆ เอ่อออกมามือหนายกลูบหน้าเสยผมเพื่อระงับอารมณ์ตั้งคำถามกับตัวเอง ทำไมนะทำไมเรื่องพวกนี้ต้องมาเกิดขึ้นกับพวกเขาด้วย ไม่เข้าใจเลยจริงๆ
อีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่จบเรื่องที่ทำให้ติมได้ปวดหัวได้ทุกวี่ทุกวันคือเรื่องของรุ่นพี่คนหนึ่งในสาขาพี่รหัสของไทม์ที่ก่อนหน้านี้่เคยชอบเพื่ิอนของเขาคอยตามจีบก่อนจะค่อยๆเผยนิสัยที่แท้จริงออกมา
“นี่ไปกินข้าวเป็นเพื่อนพี่หน่อยสิ”
ติมเงยหน้าจากมือถือหันมองคนตรงหน้าพลางปั้นคิ้วขมวดก่อนจะหันกลับไปเล่นเกมส์ในมือถือต่อ“ไม่ไป”
“ไปหน่อยน่านะ”ฟาโรห์ยังไม่ยอมแพ้มิวายยังเอื้อมมือมาดันมือถือเขาลงจนทำให้ติมเริ่มจะโมโห
“ก็บอกว่าไม่ไปไงฟังภาษาคนไม่รู้-เฮ้ย!”
ยังไม่ทันจะพูดจบฟาโรห์ก็ดึงมือถือออกจากมือก่อนจะลากติมให้ลุกและเดินตรงไปยังรถที่จอดอยู่ไม่ไกลจากตึกเรียน
“ปล่อยนะเว้ย!! ปล่อย!!!”พยายามดิ้นให้หลุดออกจากการจับกุมแต่ไม่ว่าจะบิดมือยังไงก็ไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย
ท้ายสุดด้วยด้วยความเหนื่อยและขี้เกียจเขาก็ยอมฟาโรห์ขับรถมาเรื่อยๆ จนมาถึงตลาดนัดแถวๆ ห้างสรรพสินค้าทั้งสองคนเดินช้อปซื้อของไปพลางๆ แต่คนที่ซื้อจริงๆมีเพียงแค่ฟาโรห์คนเดียวเท่านั้นส่วนติมก็เดินตามไปอย่างเงียบๆ
เดินกันไปกว่าหลักชั่วโมงจกาตอนแรกที่กะว่าจะหาร้านก๋วยเตี๋ยวนั่งกินแต่ด้วยจำนวนลูกค้าที่ยืนรอเยอะมากพวกเขาเลยซื้อของกินกลับไปกินบ้านแทน
รถยนต์ค่อยๆขับตรงไปตามถนนตรงไปยังบ้านของติมบรรยากาศภายในรถเงียบสนิทมีเพียงแค่เสียงเพลงเปิดคลอเบาๆ เท่านั้นระหว่างทางฟาโรห์เลี้ยงรถแวะเข้าปั๊มเพื่อเติมน้ำมันจังหวะนั้นติมก็ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ
ขณะที่กำลังล้างมือจู่ๆก็มีใครคนหนึ่งเข้ามาใส่เสื้อฮู้ดใส่หมวกปิดมิดจนแทบไม่เห็นใบหน้าแต่ติมก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะไม่ได้รู้จักหรือเกี่ยวข้องกัน
ล้างมือเสร็จกำลังจะเดินออกจากห้องน้ำแต่จู่ๆชายคนนั้นก็มาดักหน้าก่อนจะค่อยๆ สาวเท้าเข้ามาหาติมพยายามจะเดินหลบแต่ชายคนนั้นก็ขยับขวาง คิ้วเรียวขมวดปมดูท่าจะไม่ปกติซะแล้ว
“ถอยดิ”
ชายคนนั้นไม่พูดจาก่อนจะพุ่งเข้าต่อยที่ท้องเขาโชคดีที่ติมรับทันแต่เหมือนอีกฝ่ายจะรู้ทันเขาหยิบที่ช็อตไฟฟ้าออกมาก่อนจะจี้ที่คอจนทำให้ติมอ่อนแรงแล้วร่วงลงกับพื้นเขายังพอได้สติแต่ก็ไร้เรี่ยวแรงที่ขยับชายสวมฮู้ดเดินมาขึ้นคร่อมแต่ยังไม่ทันจะทำอะไรจู่ๆ ก็มีใครบางคนเตะฟาดเข้าที่คอจนชายคนนั้นน็อคสลบไป
“ก็ว่าหายไปไหนที่แท้ก็โดนหาเรื่องอยู่นี่เอง”
ฟาโรห์เดินมาอุ้มติมวางลงบนอ่างล้างมือให้เขานั่งพิงรอตำรวจพอตำรวจมาจัดการพาชายสวมฮู้ดไปโรงพักติมกับฟาโรห์อยู่ให้ปากคำอยู่ครู่ก่อนจะพากันกลับ
ขับจนมาถึงคอนโดติมที่พึ่งฟื้นปั้นคิ้วขมวดก่อนจะหันไปถามคนข้างๆ“ที่ไหนเนี่ย พามาทำไม”
“ดึกแล้วนอนที่นี่แหละ”
“ไม่-”
“อย่าดื้อ”สีหน้าที่จริงจังทำให้ติมถึงกับชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตอบ “ก็ได้แต่ห้ามทำอะไรนะ”
“ไม่รับประกัน”พูดจบฟาโรห์ลงรถไปปล่อยให้ติมนั่งงงกับท่าทางของเขา “เอ้า”
เข้ามาในคอนโดของฟาโรห์ติมกวาดสายตาสำรวจรอบๆเป็นคอนโดที่ตกแต่งเรียบๆ มินิมอลทั้งโทนสีและขอตกแต่งฟาโรห์นั่งลงที่ว่างข้างติมก่อนจะเอื้อมมือมาจับคอของเขาเพื่อดูรอยช็อตไฟฟ้า
สีหน้าของเขาดูเครียดขมวดคิ้วพลางใช้นิ้วเรียวเกลี่ยรอยไหม้เบาๆจนติมสะดุ้งเฮือกก่อนจะดึงตัวเองออก
“ทำไรอ่ะ”ยกมือจับคออย่างระแวดระวังไม่ไว้ใจคนตรงหน้า
“จะดูแผลไง”
“แล้วมาลูบทำไมจั๊กจี๋นะ” ฟาโรห์เลิกคิ้วมองยกยิ้มมุมปากก่อนจะดึงติมเข้ามาจนเกือบจะนั่งตัก“ทำไมล่ะ เขินรึไง”
คำพูดเสี่ยวๆเหมือนมันจะไปกระตุกต่อมก่อนจะใช้หัวโขกกับอีกคนอย่างแรงจนดังโป้กแล้ววิ่งเข้าห้องไป
“อย่าหวังเลย!”คนอย่างเขาน่ะหรอจะเขิน เหอะ! ไม่มีทางซะหรอก