BRCO - บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ โดย MingGuang
ตอนที่ 12 ความลับที่กำลังจะเปิดเผย
ความมืดคืบคลานเข้ามาทุกขณะ
เงาทะมึนหลายร่างยืนรออยู่บนยอดเนินยามที่หลู่ถิงเดินทางไปถึง
ที่โดดเด่นอยู่หน้าสุดคือบุรุษนัยน์ตาเย็นยะเยือก สวมชุดคลุมสีแดงสดนั่งอยู่บนหลังม้าเกล็ดชั้นดีหน้าตาดุร้าย เขาหาใช่ใครอื่นแต่คือหัวหน้าผู้พิทักษ์ของหมู่บ้าน เหลียนหรูเฟิงนั่นเอง
“เป็นอย่างไรบ้าง” เขาถามทันทีที่เห็นว่าเป็นหลู่ถิง
“หัวหน้าขอรับ ไอ้เด็กนั่นมันเหลี่ยมจัดนัก ข้าเกือบเสียทีมันแล้ว” หลู่ถิงมีทีท่าละอายแก่ใจ และลังเลกว่าจะยอมรับว่าเป็นความผิดของตัวเอง
เหลียนหรูเฟิงและคนอื่นๆ ต่างก็ตกใจเพราะคาดไม่ถึงว่าเด็กชายวัยสิบสองสิบสามจะเอาชนะชายฉกรรจ์ที่บรรลุขั้นรากฐานมั่นคง ซึ่งเป็นขั้นที่สองของระดับกำลังภายในได้อย่างไร
หลังจากเล่าเหตุการณ์ต่อสู้ที่เกิดขึ้นโดยละเอียด หลู่ถิงก็สรุป “หัวหน้า ข้าว่าท่านพูดถูก มันต้องเป็นคนที่ตาเฒ่าเซียวเทียนเริ่นเรียกให้มาช่วยแน่”
เหลียนหรูเฟิงแสยะยิ้มหลังจากเงียบไปครู่ใหญ่ “จากที่เจ้าพูด หลินสวินมันก็เป็นแค่เด็กธรรมดาที่พลังปราณบรรลุขั้นรากฐานมั่นคง เซียวเทียนเริ่นต้องโง่มากถึงได้ฝากความหวังไว้กับมัน”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนโบกมือ “ไอ้เด็กนั่นไม่ใช่คนที่เราต้องกลัว ไม่มีค่าให้เราใส่ใจด้วยซ้ำ”
“เหตุใดเราไม่ใช้โอกาสนี้ฆ่ามัน เชือดไก่ให้เซียวเทียนเริ่นดูล่ะหัวหน้า” หลู่ถิงกัดไม่ปล่อย เพราะยังรู้สึกอับอายที่แพ้เด็กคนนั้นอยู่
“อย่าใจร้อน ปล่อยให้มันมีชีวิตต่ออีกสักหน่อย ตอนนี้ที่สำคัญกว่าคือเราต้องรีบเข้าพวกและหาที่ทางของเราในเผ่าอาทิตย์มรกตให้ได้ นี่เป็นหนทางเดียวที่เราจะไปได้หลังตัดขาดกับหมู่บ้านเฟยอวิ๋นแล้ว”
เหลียนหรูเฟิงสูดหายใจลึกและพูดต่อด้วยนัยน์ตาลุกโชน “เรื่องนี้ต้องมาก่อน ถ้าเรามีที่ทางในเผ่าอาทิตย์มรกต ด้วยอิทธิพลของเผ่าและความสามารถของเรา เราจะได้ไปหาความเจริญในเมืองตงหลินกันเสียที!”
เมืองตงหลินเป็นเมืองที่มั่งคั่งที่สุดเมืองหนึ่งนอกอาณาเขตหมู่เขาสามพันคีรี มีประชากรอยู่อาศัยกันอย่างหนาแน่น และถนนคลาคล่ำไปด้วยผู้คนทั้งวัน ถนนหนทางแผ่ขยายออกไปรอบทิศ ทำให้เมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางการค้าแห่งสำคัญของชายแดนตะวันตกเฉียงใต้ของจักรวรรดิจื่อเย่าว่ากันว่าใครก็ตามที่หาลู่ทางในเมืองตงหลินได้ ก็จะได้รับการยอมรับว่าเป็นชาวเมืองอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งดีกว่าต้องมาใช้ชีวิตอยู่กลางแดนเถื่อนอันตรายเป็นเท่าตัว
ความคิดนี้คอยแต่จะโหมแรงไฟในใจของพวกเขา ให้ปรารถนาถึงชีวิตอันแสนสุขที่ใกล้เข้ามาทุกที
“หลู่ถิง ข้าอยากให้เจ้าอยู่ที่นี่กับเฉียนฉี ปราณของเขาบรรลุขั้นเปิดองคาพยพ ขั้นสามของระดับกำลังภายในแล้ว ถ้าพวกเจ้าร่วมมือกัน ชาวบ้านหน้าไหนก็ไม่กล้าลุกขึ้นมาท้าทายแน่ จำไว้นะ จับตาดูเซียวเทียนเริ่นไว้ให้ดี ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากล จับมันขังไว้ก่อนเลย”
เหลียนหรูเฟิงมองหลู่ถิงและบุรุษวัยกลางคนร่างบึกบึนเจ้าของสายตาเย็นชาอีกคน และออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ที่บ่งบอกว่าทั้งสองคนไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธหลู่ถิงและเฉียนฉีมองหน้ากันก่อนเอ่ยตกลงทั้งคู่
เหลียนหรูเฟิงพึงพอใจในคำตอบนั้น เขาพยักหน้าและคำราม “สามเดือน! ไม่เกินสามเดือน! ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเป็นของเฟยอวิ๋นจะตกเป็นของเรา! เมื่อถึงตอนนั้น เราจะรวยและมีที่ทางอยู่ในเผ่าอาทิตย์มรกต และประตูสู่เมืองตงหลินจะเปิดรับเราแน่นอน!”
“ออกเดินทางได้!”
สิ้นเสียงประกาศก้อง เหลียนหรูเฟิงก็ห้อตะบึงเข้าไปในหลืบเขา สมทบด้วยเหล่าผู้พิทักษ์ที่เหลือ ไม่ช้าพวกเขาก็หายลับไปในรัตติกาล
ฝ่ายหลู่ถิงและเฉียนฉีก็มุ่งหน้ากลับเฟยอวิ๋น
...
ณ กระท่อมของหลินสวิน หน้าต่างเปิดกว้างรับลมเย็นให้พัดโชยเข้ามา
แสงดาวกระจ่างตาฉายลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา เคลือบชั้นเงาสีเงินลงบนโต๊ะ ทำให้ม้วนตำราเหลืองซีดและด้ามสลักสีเทาบนโต๊ะปกคลุมไปด้วยมวลไอแห่งความศักดิ์สิทธิ์
หลินสวินใช้มือลูบตำราและด้ามสลักสีเทาเข้มอย่างแผ่วเบา เขาพึมพำกับตัวเอง “ท่านลู่เคยบอกไว้ว่า มีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ภายใต้ของสองชิ้นนี้ หากความลับนั้นเผยออกมา มันอาจจะเปลี่ยนแปลงชะตาของข้าและรักษาบาดแผลภายในของข้าให้หายเป็นปลิดทิ้งได้...”
ท่านลู่บอกเขาตอนยังเด็กๆ ว่าเขาโชคดียิ่งกว่าใครที่เกิดมาพร้อมกับชีพจรวิญญาณหายากนามว่า ‘หุบเหวกลืนกิน’
ด้วยพรสวรรค์ดังกล่าว เขาจะกลายเป็นอัจฉริยะด้านการฝึกปราณโดยกำเนิด ซึ่งมีโอกาสพบเพียงหนึ่งในล้านคน ตราบใดที่เขายังทุ่มเทฝึกฝน เขาจะลงเอยได้เป็นเซียนผู้ไร้เทียมทาน เรื่องราวของเขาจะได้รับการขานไขไปทั่วทั้งจักรวรรดิ
โชคร้ายที่ชีพจรวิญญาณถูกพรากไปจากเขาทันทีที่เขาลืมตามาดูโลก และนั่นก็เกือบทำให้เขาเอาชีวิตไม่รอด
หลังจากนั้นเขาก็ถูกนำมาทิ้ง แม้จะรอดมาได้เพราะความช่วยเหลือของท่านลู่ แต่เส้นลมปราณและจุดปราณทั่วทั้งร่างกายของเขาก็ฟกช้ำไปด้วยรอยแผลที่รักษาไม่หาย
นั่นทำให้เส้นลมปราณของเขาเปราะบางและเฉื่อยชาจนกลายเป็นตัวถ่วงในเส้นทางการฝึกปราณของเขา เขาจึงได้แต่ติดอยู่กับขั้นรากฐานมั่นคง ขั้นที่สองของระดับกำลังภายในมาหลายปี
ตามที่ท่านลู่เคยบอกไว้ หากบาดแผลนั้นไม่ได้รับการรักษา ชาตินี้ทั้งชาติเขาก็ไม่มีวันบรรลุระดับกำลังภายในได้ และเส้นทางการฝึกปราณของเขาก็คงจะจบลงแค่ตรงนั้น
สิ่งดีงามที่ท่านลู่ทิ้งไว้ให้เขาคือม้วนตำราเหลืองซีดและด้ามสลักชิ้นนี้ ที่ดุจประทีปส่องทางสว่างในทุกย่างก้าวอันมืดมนของเขา
เป็นที่รู้กันอยู่ว่าไม่มีอะไรบนโลกนี้ที่รักษาบาดแผลจากการถูกพรากชีพจรวิญญาณไปได้
แต่ท่านลู่เคยบอกเขาไว้อีกว่า ถ้าเขาสามารถไขปริศนาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตำราและด้ามสลักนี้ได้ เขาก็มีโอกาสเปลี่ยนแปลงโชคชะตาและเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง
ตอนนี้ทั้งม้วนตำราและด้ามสลักต่างก็วางแผ่หลาอยู่บนโต๊ะอย่างเงียบงัน
หลินสวินรวบรวมสติที่เตลิดเปิดเปิงกลับมา สูดลมหายใจลึกและเปิดม้วนตำราเหลืองซีดเล่มนั้นออก
นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่คุกใต้เหมืองถล่มที่เขาเปิดม้วนตำราโบราณเล่มนี้
ความลับอัศจรรย์ใดที่เขาจะได้พบพานกันนะ
เขาคาดหวัง แต่กระนั้นก็ยังอดแปลกใจนิดหน่อยไม่ได้เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในตำราหน้าแรก
บนกระดาษไม่มีตัวอักษรสักตัว มีเพียงรอยสลักวิญญาณไม้เขียวที่เขาคุ้นเคย
ท่านลู่สอนให้เขารู้จักสิ่งนี้ตั้งแต่ยังเด็ก เขาจึงจำโครงสร้างและความพิเศษของมันได้ขึ้นใจ
เขาพินิจดูมันก่อนเปิดตำราไปหน้าที่สอง ซึ่งไม่มีตัวอักษรอีกเช่นกัน แต่มีรอยสลักชำแรกทองที่เขาก็รู้จักจารึกอยู่
เขาพลิกหน้ากระดาษต่อไปเรื่อยๆ เพียงเพื่อพบกับรอยสลักวิญญาณที่หลากหลายแต่คุ้นเคยในแต่ละหน้า เขารู้จักและท่องจำรอยสลักวิญญาณเหล่านั้นได้ตั้งแต่ยังเด็ก ให้หลับตาจารึกยังทำได้
“เป็นไปได้อย่างไรกัน ความลับที่ท่านลู่พูดถึงซ่อนอยู่ใต้รอยสลักวิญญาณพื้นฐานพวกนี้จริงหรือ”
หลังจากอ่านไปได้ครึ่งเล่ม เขาก็ยังไม่เห็นอะไรแปลกตาเป็นพิเศษขึ้นมาสักอย่าง เขาขมวดคิ้วและกลับไปครุ่นคิดอีกครั้ง
ถ้ารอยสลักวิญญาณในเล่มเป็นรอยสลักขั้นสูงหรือหายาก เขาคงคิดว่าตำราเล่มนี้ไม่ใช่ตำราธรรมดา
แต่ที่เห็นมีแต่รอยสลักวิญญาณพื้นๆ และใช้กันอย่างกว้างขวางทั่วทั้งโลก เขาอดสงสัยไม่ได้
ตำราโบราณปกหนังเล่มนั้น ท่านลู่ได้มอบให้หลินสวินมาในวาระสุดท้ายของชีวิต จังหวะเวลานั้นสำคัญเสียจนเขาไม่อยากจะเชื่อว่า ภายในเล่มจะไม่มีความลับสำคัญอะไรมากไปกว่ารอยสลักวิญญาณพื้นฐานที่ทุกคนรู้จักกันอยู่แล้ว
เขายังไม่อยากยอมแพ้แต่เนิ่นๆ เลยไล่สายตาต่อไปจนพลิกถึงหน้าสุดท้าย เขาชะงักไปและหรี่ตามอง
หน้าสุดท้ายแตกต่างจากหน้าที่ผ่านๆ มาโดยสิ้นเชิง
แทนที่จะเป็นรอยสลักวิญญาณพื้นฐานอีกรอยหนึ่ง มันกลับปรากฏเป็นลวดลายแปลกตา ลวดลายนั้นไม่สมบูรณ์และซีดจาง ประกอบสร้างจากเส้นสายที่ยุ่งเหยิงและสลับซับซ้อน
มันดูเหมือนภาพร่างขยุกขยุยของเด็กที่ไร้ฝีมือ ไม่เหมือนรอยสลักวิญญาณแม้แต่น้อย
แต่มันกลับดึงดูดความสนใจของหลินสวินได้ในฉับพลัน เป็นไปได้ไหมว่าความลับอัศจรรย์ที่ออกมาจากปากของท่านลู่จะฝังอยู่ภายใต้ลวดลายแปลกตานี้เขาพินิจตรวจตราดูลายเส้นทุกลายด้วยความระมัดระวัง
เวลาผ่านไปไม่รู้ตัว จนดวงตาของเขาล้าเกินกว่าจะมองเห็นทุกอย่างได้ถนัด ก็ยังไม่เห็นมีสิ่งใดควรคู่แก่การกล่าวถึง
เขามองลวดลายนั้นอย่างครุ่นคิด และเกิดความรู้สึกสิ้นหวังอย่างอดไม่อยู่
ม้วนตำราโบราณที่จารึกรอยสลักวิญญาณขั้นพื้นฐานแทบจะทุกหน้า ยกเว้นหน้าสุดท้ายที่มีลวดลายแปลกตา ช่างพิลึกพิกลอะไรเสียจริงนี่หมายความว่าอย่างไร
เขาควรจะเริ่มไขปริศนานี้จากตรงไหนก่อนดี
คำถามหลากหลายรูปแบบเอ่อล้นขึ้นในหัวของเขา
ขณะที่หลินสวินเค้นคำตอบจากคำถามในหัวอยู่นั้น เขาก็บังเอิญสังเกตเห็นว่าสีของกระดาษหน้าสุดท้ายมีสีออกแดงเข้ม แตกต่างไปจากหน้ากระดาษอื่นๆ ก่อนหน้า
เขาคว้าตำราขึ้นมาและชูหน้าสุดท้ายเข้าไปใกล้ตะเกียง บางสิ่งที่เขาไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อนปรากฏขึ้นบนกระดาษบางๆ หน้านั้น ซึ่งผลิตจากวัสดุอันเป็นปริศนารอยมือ!
รอยมือสีเลือดหลายรอยที่สีแดงของมันเริ่มเลือนรางไปแล้ว!
ดูเหมือนมีใครใช้นิ้วมืออาบเลือด ‘กด’ ลงไปในหน้าสุดท้ายซ้ำๆ หลังผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน รอยเลือดก็เริ่มจางและรอยมือก็กลายเป็นเพียงรอยกระดำกระด่างเขายังสังเกตเห็นอีกว่ารอยมือเหล่านั้นมีหลายขนาดหลายสี เห็นได้ชัดว่าเป็นของใครหลายคนจากหลากยุคสมัย
ความคิดหนึ่งซึ่งบ้าบิ่นก่อตัวขึ้นในหัวของเขา เป็นไปได้ว่าตำราเล่มนั้นอาจจะตกทอดจากผู้ฝึกปราณรุ่นแล้วรุ่นเล่า แต่ละคนพยายามทุกวิถีทางเพื่อไขความลับที่ซ่อนอยู่หากแต่ไม่มีอะไรคืบหน้า จึงตัดสินใจในที่สุดว่าจะลองสังเวยเลือดของตัวเองเพื่ออัญเชิญความลับนั้นออกมา
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็พลันกัดปลายนิ้วของตัวเองและหยดเลือดหยาดหนึ่งลงบนกระดาษหน้าสุดท้าย
TBC
เข้าไปพูดคุยกับผมได้ที่ FB Group : Battling Records of the Chosen One แปลไทย by Ming Guang นะครับ