ตอนที่ิชูกลับมาถึงบ้านตะวันก็ลอยสูงขึ้นตรงศีรษะพอดีเทียนฮวาตัวน้อยที่นั่งรอพี่ชายมาั้แ่ตอนสายๆเมื่อเห็นเงาร่างของพี่ชายก็ยิ้มร่า และรีบวิ่งเข้ามาหาทันที
“พี่ิ!”
เสียงะโเรียกชื่อเขาอย่างชัดเจนนั้นทำให้ิชูคลี่ยิ้มออกมาเด็กชายเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นอีกพร้อมกับอ้าแขนรับร่างเล็กของน้องสาวที่พุ่งเข้ามากอดเอว
“ฮวาเอ๋อร์พี่กลับมาแล้ว ท่านพ่อท่านแม่เล่า?”
“ท่านพ่อท่านแม่อยู่ข้างในพวกท่านกำลังรอพี่อยู่เลย รีบไปกันเถอะ วันนี้ข้าเข้าครัวเองเลยนะ”
เด็กหญิงตอบอย่างกระตือรือร้นนางจับจูงมือพี่ชายพาออกวิ่งไปที่บ้านหลังน้อยด้วยกัน
“ชูเอ๋อร์กลับมาแล้วหรือแล้วนั่นเ้าไปทำอะไรมาเสื้อผ้าถึงได้ยับเยินเช่นนี้?”
ฮูหยินเทียนถลาเข้ามาดูอาการของบุตรชายทันทีที่เห็นสภาพเสื้อผ้าของเขานางจับเด็กชายหมุนซ้ายขวาอย่างเป็กังวล ทว่าก็ไม่พบรอยแผลแม้แต่รอยเดียว
ิชูส่งยิ้มแห้งๆให้มารดา กล่าวว่า
“ข้าไม่เป็อะไรขอรับท่านแม่พอดีข้าไม่ทันระวังเสื้อผ้าเลยเป็เช่นนี้ จริงสิวันนี้ข้าล่ากวางมาได้ด้วยนะขอรับ กำลังสดๆ เลย”
ว่าแล้วมันก็ส่งห่อเนื้อให้มารดาแต่ดูเหมือนว่าคนที่ดีใจที่สุดที่ได้เห็นเนื้อคงจะเป็น้องสาวของเขามากกว่าความจริงแล้วนางไม่ชอบเนื้อแห้งๆ ที่กินอยู่ทุกวันแต่ก็ไม่เคยพูดออกมาเพราะรู้ดีว่าสถานะทางบ้านของนางใช่ว่าจะสามารถใช้จ่ายฟุ่มเฟือยซื้อเนื้อสดๆมากินทุกวันได้ ในเมื่อที่บ้านของนางมีเนื้อที่เก็บรักษาไว้อยู่แล้วก็ควรจะทานให้หมดก่อนจึงค่อยคิดหาซื้อเนื้อจากผู้อื่น
อย่างไรก็ตามทุกคนในครอบครัวต่างรู้ดีว่าเด็กหญิงชอบทานเนื้อสดใหม่เพราะทุกครั้งที่นางได้ทานใบหน้ากลมๆ ก็จะแสดงสีหน้ามีความสุขจนปิดไม่มิด
เทียนซานเห็นว่าบุตรชายล่าเนื้อมาได้ก็บอกให้ภรรยาของตนทำกับข้าวมาเพิ่มอีกหนึ่งอย่างส่วนตัวเขาก็ตามเข้าครัวไปด้วยเพื่อทำการถนอมเนื้อเอาไว้ก่อนที่มันจะเน่าเสียทีแรกิชูก็คิดจะตามไปช่วยด้วยแต่ก็ถูกกันออกมาสองสามีภรรยาให้เหตุผลว่าิชูเพิ่งกลับลงเขามาเหนื่อยๆ สมควรจะพักมากกว่าเด็กชายที่ไม่อาจโต้แย้งได้จึงใช้เวลานี้ในการซ่อมแซมเสื้อผ้าของตนและแนะนำเสี่ยวทู่ให้ฮวาเอ๋อร์รู้จัก
ฝ่ายเทียนฮวาพอได้เห็นลูกกระต่ายน้อยก็ดีใจมากิชูจึงถือโอกาสฝากฝังมันไว้ในความดูแลของนาง แต่เขาไม่อนุญาตให้นางเลี้ยงมันในบ้านตลอดเวลาเด็กชายคิดว่าจะให้มันอาศัยอยู่ที่มุมหนึ่งในโรงเลี้ยงสัตว์ เพราะถึงอย่างไรมันก็เป็สัตว์อสูรย่อมไม่สมควรที่จะให้คนในบ้านใกล้ชิดกับมันมากจนเกินไป
เสี่ยวทู่นั้นหากมองดูเผินๆแล้วก็เป็เพียงกระต่ายน้อยธรรมดาเท่านั้นแต่เมื่อได้ทำความรู้จักกับมันก็จะพบว่ากระต่ายตัวนี้ไม่สามัญ ยิ่งได้ใกล้ชิดกับมันมากเข้าก็จะรู้ว่าเสี่ยวทู่ตัวนี้เกินเลยจากความว่าไม่สามัญไปไกล
โสมต้นแรกที่มันขุดได้แม้จะเป็สายพันธุ์ธรรมดาทว่าก็เป็โสมคน[1]เพียงแค่นี้ก็ขายได้หลายเหรียญเงินแล้วยิ่งพอิชูฝึกเสี่ยวทู่ให้รู้จักหาสมุนไพรแล้วระดับของสมุนไพรที่กระต่ายน้อยหาได้ก็ยิ่งสูงขึ้นทำให้บ้านสกุลเทียนไม่ขัดสนเงินทอง ทว่าสมุนไพรบนเขาใกล้เมืองนั้นก็หาได้มีมากไม่ปีหนึ่งิชูสามารถเก็บเกี่ยวสมุนไพรได้เงินประมาณห้าสิบเหรียญเงินเท่านั้นความจริงเงินจำนวนนี้ก็ถือว่ามากพอสำหรับการใช้จ่ายตลอดทั้งปีแล้ว แต่ิชูก็ยังไม่ลาออกจากงานที่โรงเตี๊ยมและพ่อแม่ของเขาก็ไม่ยอมใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย
ทุกอีแปะทุกเหรียญ ถูกเก็บไว้อย่างดีผู้เป็พ่อแม่นั้นเพียงคิดจะเก็บเงินไว้ให้ลูกใช้จ่ายยามเมื่อพวกตนจากโลกนี้ไปส่วนเด็กน้อยอย่างเทียนฮวาก็หาได้เข้าใจเื่เหล่านี้ไม่ ทุกๆวันนางช่วยมารดาสานตะกร้า และปักผ้าที่รับงานมาจากร้านตัดเย็บในเมืองเท่านั้นอย่างไรก็ตามในกรณีของิชูนั้นกลับมีเหตุผลที่ต่างออกไป
“ฝนยังไม่ตกใช่ว่าพายุจะไม่ก่อเค้าน้องเทียนเ้าจงเก็บเงินเอาไว้ให้มาก หากพายุมาจะได้ไม่ลำบาก”
นั่นเป็คำเตือนจากพี่ชายร่วมสาบานหยางต้าหลงแม้ิชูจะไม่รู้ว่าพายุที่พี่ชายกล่าวถึงนั้นคืออะไรแต่เขาก็ทราบดีว่าไม่อาจละเลยคำเตือนของคุณชายรองแห่งตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงได้อีกทั้งหลายปีมานี้เมืองหลงซานก็ยังประสบภัยน้ำท่วมอยู่ทุกปีพืชพันธุ์ที่ปลูกเอาไว้ก็แทบจะไม่ได้เก็บเกี่ยวพวกเขาต้องดิ้นรนไถหว่านกันั้แ่ปลายฤดูหนาวและภาวนาให้พืชที่ลงมือเพาะปลูกนั้นพร้อมเก็บเกี่ยวได้ก่อนจะถึงฤดูน้ำหลาก
ิชูคิดที่จะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมนี้เช่นกันเขาเคยลองขึ้นไปสำรวจบนเขามาแล้วแต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ เด็กชายจึงคิดว่าเหตุที่น้ำท่วมคงเป็เพราะฝนตกหนักมากกว่าที่เคยเป็มาในอดีตเท่านั้น
‘มันต้องมีวิธีแก้ปัญหาสิ’
เด็กชายครุ่นคิดกับตัวเองสองมือของเขาสาละวนอยู่กับการทำอาหาร มือขวาร่อนกระทะเหล็กใบโตอย่างคล่องแคล่วราวกับว่าน้ำหนักที่มากของมันไม่มีผลต่อเขามือซ้ายของเด็กชายควงกระบวย[2]ด้ามยาวผัดกับข้าวอยู่อย่างชำนาญ
ปีนี้ิชูอายุได้สิบห้าหนาวถือเป็เด็กหนุ่มเต็มตัว เพื่อนวัยเด็กของเขาบางคนถึงกับแต่งภรรยาแล้วด้วยซ้ำิชูยังไม่ได้แต่งงาน ไม่แม้กระทั่งจะมีคู่หมั้นคู่หมายเพราะผู้คนต่างมองว่าบ้านสกุลเทียนนั้นยากจนทั้งยังมีบิดาพิการที่ต้องดูแลยิ่งไปกว่านั้นหน้าที่การงานของิชูก็เป็เพียงคนครัวชั้นต่ำในโรงเตี๊ยม ถึงเด็กหนุ่มจะขยันอย่างไรในภายภาคหน้าก็ไม่อาจก้าวหน้าไปได้มากกว่านี้ผู้คนต่างคิดตรงกันว่าหากให้ลูกสาวแต่งเข้าบ้านสกุลเทียนคงต้องลำบากอย่างมากเป็แน่
ตรงกันข้ามกับเทียนฮวาผู้น้องเด็กหญิงเพิ่งจะครบสิบขวบเมื่อไม่กี่เดือนก่อน นางยังไม่ถึงวัยปักปิ่น ทว่าใบหน้ากลมๆนั้นก็เกลี้ยงเกลาหมดจดแลดูน่ารักน่าเอ็นดู ดวงตาเรียวรีทอประกายสดใสไร้เดียงสาและริมฝีปากจิ้มลิ้มนั้นก็ยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา นางไม่ใช่คุณหนูตระกูลใหญ่วาดรูปเพลงพิณล้วนไม่สันทัด แต่งานบ้านงานเรือนนั้นนางเชี่ยวชาญเป็อย่างยิ่งฝีมือการปักผ้าของนางก็เป็ที่ร่ำลือไปถึงเมืองข้างเคียงเพียงเท่านี้หลายบ้านก็อยากได้นางเป็ลูกสะใภ้ใจจะขาดทว่าเทียนซานก็ยังไม่ได้รับปากแม่สื่อคนใดเขาอยากให้บุตรสาวโตกว่านี้อีกสักหน่อยจึงค่อยตัดสินใจ
“แย่แล้ว!แย่แล้ว! อาิ! เกิดเื่แล้ว!”
ิชูเพิ่งตักข้าวผัดใส่จานและกำลังจะทำรายการต่อไปตอนนั้นเองที่อากู้ร้องะโและวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในครัว
“อากู้! ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าห้ามส่งเสียงดังในครัว”
พ่อครัวใหญ่หันมาตวาด น้ำลายแตกฟองหล่นลงบนจานอาหารจนฉีเยว่ต้องยกไปเก็บลูกค้าของโรงเตี๊ยมไผ่เขียวล้วนไม่สามัญ หากมีสิ่งแปลกปลอมในอาหารย่อมต้องเป็เื่ใหญ่ดังนั้นกฎระเบียบภายในครัวจึงเคร่งครัดเป็อย่างยิ่ง อาหารจานใดที่ “ไม่สะอาด” จะต้องถูกยกไปเก็บไม่นำไปให้แก่ลูกค้าอย่างเด็ดขาด
“แต่นี่เป็เื่ใหญ่จริงๆ นะขอรับ”
เสี่ยวกู้ยืนยัน แล้วหันมาทางิชูบอกกล่าวแก่มันว่า
“เสี่ยวฮวาพลัดหลงเข้าไปในป่าได้หนึ่งชั่วยามแล้วยังไม่พบตัวเลย”
“ว่าอย่างไรนะ!”
ิชูแทบจะทิ้งทุกอย่างและออกไปตามหาน้องสาวเสียเดี๋ยวนั้นติดที่พ่อบ้านลู่ผู้ซึ่งบังเอิญผ่านมาได้ยินเข้าเอ่ยห้ามไว้
“อาิ เ้าอย่าเพิ่งวู่วามรวบรวมสติฟังเื่ราวให้ละเอียดเสียก่อน”
กล่าวแล้วพ่อบ้านลู่ก็สั่งให้บ่าวเด็กคนหนึ่งไปตามคนมาช่วยงานครัวและบอกให้อากู้กับิชูตามเขาไปที่ห้องทำงาน
“เื่ราวเป็อย่างไรเ้าจงเล่ามาให้หมด”
พ่อบ้านลู่ออกคำสั่งแม้เื่ราวที่เกิดขึ้นจะไม่เกี่ยวข้องกับโรงเตี๊ยมไผ่เขียวโดยตรงแต่ิชูก็ถือเป็คนของโรงเตี๊ยม ผู้าุโจึงคิดว่าเขาควรรับทราบเื่ราวอย่างละเอียดเสียก่อนจึงจะสามารถปล่อยให้ิชูออกไปจัดการเื่ของตนได้อากู้ผงกศีรษะรับคำและเริ่มบอกเล่าเื่ราวที่เขาทราบมา
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อราวๆ หนึ่งชั่วยามก่อนเด็กๆ ชายหญิง ในหมู่บ้านพากันไปเล่นที่ทุ่งร้างอันเป็บริเวณติดกับชายป่า แต่ระหว่างที่เล่นซ่อนหากันอยู่นั้นพวกเด็กๆ ก็พบว่าเพื่อนของตนหายไปสามคน หนึ่งคือเด็กชายอายุ ๑๑ ปีนามว่าหลิวจิ่วอีกคนคือเด็กสาวอายุ ๙ ปีนามว่าไป๋เสวี่ย และสุดท้ายคือเทียนฮวาผู้มีอายุ๑๐ ปี ทันทีที่ทราบว่าเด็กทั้งสามหายตัวไปเด็กคนอื่นๆ ก็รีบไปบอกผู้ใหญ่ทันที
การตามหาเริ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะคุณหนูไป๋เป็บุตรคนที่สามของเ้าเมืองหลงซานผู้ที่ออกตามหาจึงมีทั้งชาวบ้านและทหารประจำเมืองการตามหากินเวลาถึงหนึ่งชั่วยามทหารก็หาตัวคุณหนูไป๋พบทว่าเด็กอีกสองคนยังคงสูญหาย ยิ่งไปกว่านั้นตัวคุณหนูไป๋ยังกล่าวว่าเด็กสองคนนั้นทิ้งนางเอาไว้กลางป่าเพื่อกลั่นแกล้งอีกด้วย
คำบอกเล่าของคุณหนูไป๋ทำให้การค้นหาสิ้นสุดลงโดยปริยายเพราะไม่มีใครกล้าแสดงความห่วงใยต่อเด็กทั้งสองที่ได้ล่วงเกินบุตรีของเ้าเมือง
ด้วยเหตุนี้อากู้ที่ลากลับไปช่วยงานที่บ้านและได้ร่วมออกตามหาเด็กทั้งสามคนจึงรีบวิ่งมาบอกข่าวแก่ิชูผู้เป็สหายของตนและเป็พี่ชายของเทียนฮวา
“อาเทียน เื่ราวคราวนี้ซับซ้อนนักเ้าต้องมีสติและระวังตัวให้ดี”
พ่อบ้านลู่เป็ชายที่ผ่านโลกมามากเมื่อได้ฟังเื่ราวที่ไม่คล้ายมีอะไรจากปากของอากู้ก็ทราบว่าเื่นี้มีเงื่อนงำแม้จะไม่ใช่เื่ใหญ่โตนักแต่ชายชราก็ทราบดีว่ามันส่งผลกระทบต่อครอบครัวสกุลเทียนและสกุลหลิวเป็อย่างมากมันเป็เื่ยุ่งยากที่ไม่เกี่ยวข้องกันกับเขาแต่พ่อบ้านลู่ก็รู้จักกับิชูมานานจึงอดไม่ได้ที่จะให้คำแนะนำแก่เด็กหนุ่มส่วนเื่ที่ว่าิชูจะทำสิ่งใดต่อไปนั้นชายชราไม่คิดยุ่งเกี่ยวด้วย
“ขอบคุณท่านพ่อบ้านที่ชี้แนะขอรับ”
ิชูประสานมือค้อมศีรษะ น้อมรับความหวังดีจากพ่อบ้านาุโพ่อบ้านลู่ไม่กล่าวอะไรอีกแต่สีหน้าและสายตาบ่งบอกได้เป็อย่างดีว่าเขาจะให้เวลาิชูจัดการเื่ราวอย่างเต็มที่
เมื่อออกจากห้องทำงานของพ่อบ้านมาแล้วิชูก็รีบตรงไปยังห้องพักของตนเพื่อหยิบอาวุธประจำกายมันเป็กระบี่สีขาวปลอดทำจากกระดูกขาของกระต่ายพฤกษาทั้งด้ามจับและใบกระบี่เป็เนื้อเดียวกันไม่สามารถแยกจากกันได้อาวุธชิ้นนี้ิชูขอให้มู่ซินช่วยเป็ธุระให้ เพราะที่ตระกูลของนางเป็ตระกูลขุนศึกอันดับหนึ่งของแคว้นกระดูกขาท่อนโตนั้นสามารถทำอาวุธได้หลายชิ้น เด็กชายขอเพียงกระบี่กับธนูอย่างละหนึ่ง และซุน[3]สองชิ้นสำหรับตัวเองและน้องสาวเท่านั้นส่วนกระดูกที่เหลือเขาได้มอบให้มู่ซินเป็ค่าตอบแทนที่ช่วยเป็ธุระให้ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากนางปฏิเสธที่จะรับเงินจากเขา
มันเป็กระบี่สีขาวปลอดที่งดงามที่สุดเท่าที่ิชูเคยเห็นมาแต่บัดนี้ความงามของมันถูกอำพรางด้วยเชือกป่านและเส้นตอกที่พันอยู่ตลอดด้าม เหลือไว้เพียงใบมีดสีขาวคมกริบเท่านั้นิชูถือคติว่าการถือครองสิ่งล้ำค่านั้นเป็ลางร้าย จะต้องแก้เคล็ดด้วยการทำให้ดูด้อยค่าเสียก่อนจึงจะถือได้อย่างอุ่นใจ
เมื่อได้กระบี่มาแล้วิชูก็มุ่งหน้าไปยังชายป่าตรงจุดที่น้องสาวหายตัวไปทันทีที่นั่นเขาเห็นบิดาผู้พิการของตน กับมารดาที่กำลังร้องไห้ราวกับหัวใจจะแหลกสลายและคู่ตายายตระกูลหลิวอันเป็ตายายของหลิวจิ่วคุกเข่าอ้อนวอนต่อหน้าท่านเ้าเมืองผู้ทำหน้าถมึงทึงคล้ายจะสังหารใครสักคนได้ทุกเมื่อ
“บุตรหลานพวกเ้าคิดร้ายล่วงเกินคุณหนูไป๋เช่นนี้แล้วจะมาอ้อนวอนอะไรอีก!”
ทหารผู้หนึ่งตวาดเงื้อง่าอาวุธในมือคล้ายจะฟาดฟันคนทั้งสี่ให้ตกตายต่อหน้าผู้คน ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ทำสิ่งใดิชูก็ก้าวเข้าไปขวางไว้เสียก่อน
“ช้าก่อน! ท่านกำลังทำให้ท่านเ้าเมืองเสื่อมเสียชื่อเสียงนะขอรับ!”
เด็กหนุ่มร้องห้ามนายทหารผู้นั้นเป็เหตุให้เขาบันดาลโทสะฟาดฟันอาวุธลงมาจริงๆพร้อมตวาดอย่างเดือดดาลว่า
“พูดจาเหลวไหล! ข้าทำให้ท่านเ้าเมืองเสื่อมเสียชื่อเสียงั้แ่เมื่อใดกัน?”
เด็กหนุ่มได้ยินเสียงมารดากรีดร้องเรียกชื่อเขาจากเื้ัแต่ิชูไม่มีเวลาสนใจเด็กหนุ่มยกกระบี่ที่อยู่ในฝักของตนขึ้นรับการโจมตีของทหารผู้นั้นเอาไว้สร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้คนเป็อย่างมาก เพราะไม่มีใครทราบว่าเทียนิชูผู้นี้เป็วรยุทธ์
“ท่านเ้าเมืองมีคุณธรรม ไม่ใช้อำนาจตามอำเภอใจไม่ว่าเื่ใดท่านจะต้องไต่สวนและไตร่ตรองเป็อย่างดีก่อนจะตัดสินใจว่าควรจะทำเช่นไรแต่ท่านที่เป็ทหารของท่านเ้าเมืองกลับใช้อารมณ์ตัดสินใจเช่นนี้มิใช่เป็การทำลายเกียรติของท่านเ้าเมืองหรอกหรือ?”
กล่าวแล้วก็ใช้กระบี่ผลักทหารผู้นั้นออกไปจากนั้นก็หันไปประสานมือคารวะ ไป๋หยุนเ้าเมืองคนใหม่แห่งหลงซานที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นานนัก กล่าวว่า
“ท่านเ้าเมืองขอรับ ข้าน้อยเชื่อว่านี่เป็การเข้าใจผิดเด็กทั้งสองไม่มีทางล่อลวงคุณหนูไป๋ไปทิ้งไว้ในป่าแน่นอนขอรับ”
“เ้ากล่าวเช่นนั้นจะหาว่าเสวี่ยเอ๋อร์ของข้าโป้ปดกระนั้นรึ?”
น้ำเสียงของเ้าเมืองเรียบนิ่งทว่าสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจของผู้ที่ได้ฟังสี่ร่างที่คุกเข่าอ้อนวอนอยู่กับพื้นถึงกับตัวสั่นระริกด้วยความกลัวกลัวว่าจะเสียบุตรหลานอันเป็ที่รักยิ่งไปตลอดกาล
“ข้าน้อยมิบังอาจ”
ิชูยังคงประสานมือค้อมศีรษะ แต่มิได้คุกเข่าลงกล่าวสืบไปว่า
“แต่ในป่าหนทางซับซ้อนน่ากลัวเป็อย่างยิ่งคุณหนูไป๋เป็คุณหนูในห้องหอวัยเพียง ๙ ขวบปีไหนเลยจะคุ้นเคยกับสถานที่น่ากลัวเช่นนั้นนางย่อมตื่นตระหนกและหวาดกลัว ไม่อาจคิดหรือมองสิ่งใดได้กระจ่างเหมือนในยามปกติครั้นพลัดหลงกับสหายอาจทำให้เข้าใจผิด คิดว่าถูกทอดทิ้ง อย่างไรก็ตามนี่เป็เพียงการคาดเดาของข้าเท่านั้นความจริงเป็เช่นไรสมควรสอบถามจากเด็กทั้งสองคนนั้นให้กระจ่างข้าน้อยเทียนิชูคุ้นเคยกับป่าแห่งนี้เป็อย่างดี ทั้งยังเชี่ยวชาญการแกะรอยขออาสาออกตามหาเด็กทั้งสองคนมาให้ท่านเ้าเมืองได้สอบสวน ท่านเ้าเมืองได้โปรดอนุญาตด้วยขอรับ”
ิชูกล่าวอย่างไม่เว้นช่องให้ผู้ใดแทรกสองมือประสานกัน ศีรษะก้มต่ำ ทว่าสายตาก็แอบชำเลืองมองคุณหนูไป๋ที่นั่งร้องไห้อยู่ข้างบิดาเล็กน้อยเขามั่นใจว่าฮวาเอ๋อร์ไม่มีทางทิ้งเพื่อนทว่าจะเกิดเื่อันใดขึ้นก็ไม่อาจทราบได้อีกทั้งคุณหนูไป๋ผู้นั้นยังสะดุ้งหลบสายตายามที่เขาลอบมองไปอีกด้วย เด็กหนุ่มคิดว่าในคำบอกเล่าของคุณหนูผู้นี้น่าจะมีเบื้องลึกเื้ัอะไรที่มากกว่าที่เห็นเป็แน่
ฝ่ายไป๋เสวี่ยนั้น คราแรกนางก็คิดที่จะโต้เถียงออกไปแต่เด็กหนุ่มแซ่เดียวกันกับนังเด็กน่าตายนั่นกลับกล่าวออกมาเสียก่อนแล้วว่าเขาชำนาญเส้นทางในป่าและมีทักษะการสะกดรอยที่ดี บิดาของนางแม้จะรักนางแค่ไหนแต่หน้าที่และชื่อเสียงในฐานะเ้าเมืองย่อมต้องมาก่อนไป๋เสวี่ยคิดว่าท่านพ่อของนางต้องยอมให้เด็กหนุ่มผู้นี้ออกไปตามหาสองคนนั้นอย่างแน่นอนและไม่แน่ว่าบางทีเขาอาจจะตามหานังเด็กนั่นพบก็เป็ได้ เมื่อคิดได้เช่นนี้ไป๋เสวี่ยจึงปิดปากเงียบด้วยเกรงว่าหากกล่าวอะไรออกไปจะกลายเป็การขุดหลุมฝังตัวเอง
“เื่นี้หาใช่เื่เล็กน้อยไม่ หากแต่มันเกี่ยวพันถึงชีวิตบุตรสาวข้า”
ไป๋หยุนกล่าว
“อย่างไรก็ตามที่เ้าพูดมาล้วนมีเหตุผลข้าจะคุมตัวญาติของเด็กทั้งสองเอาไว้ก่อนส่วนเ้าก็ตามหาเด็กพวกนั้นให้พบแล้วพาไปเข้ารับการไต่สวน ณ ที่ว่าการเมือง”กล่าวจบเขาก็โบกมือเป็สัญญาณให้ทหารคุมตัวคนทั้งสี่ที่คุกเข่าอยู่บนพื้นออกไป
“ขอบคุณท่านเ้าเมืองที่เมตตา”
ิชูกล่าวขอบคุณแล้ววิ่งหายเข้าไปในป่าทันที
ภายในป่านั้นเต็มไปด้วยรอยเท้าของผู้ที่เข้ามาค้นหาเด็กทั้งสามก่อนหน้านี้สำหรับผู้อื่นการติดตามรอยของเด็กสองคนท่ามกลางสภาพพื้นที่ที่ถูกทำให้สับสนเช่นนี้คงทำได้ยากยิ่งแต่ก็ไม่ใช่กับิชู
‘ฮวาเอ๋อร์พี่หวังว่าเ้าจะนำเสี่ยวทู่มาด้วย’
เด็กหนุ่มภาวนาพลางปิดเปลือกตาลง และเริ่มส่งกระแสจิตไปยังอสูรกระต่ายที่ผูกพันกันด้วยพันธสัญญาเืสัตว์อสูรกับมนุษย์เมื่อผูกสัญญากันแล้วจะสามารถรับรู้ตำแหน่งของกันและกันได้นอกจากนี้ยังสามารถมองผ่านสายตาของคู่พันธสัญญาได้อีกด้วยดังนั้นิชูจึงทราบตำแหน่งของน้องสาวและเด็กชายอีกผู้หนึ่งได้ภายในเวลาไม่กี่อึดใจและยังรู้ด้วยว่านางกำลังตกอยู่ในอันตราย
'แย่แล้ว!’
หัวใจของเด็กหนุ่มกระตุกวูบสองเท้าถีบทะยานร่างขึ้นไปบนต้นไม้ทันที ท่าเท้าไผ่เล่นลมถูกใช้ออกอย่างรีบเร่งกระบี่ยาวถูกชักออกจากฝัก ใบมีดขาวสะท้อนประกายแวววับ เช่นเดียวกันกับั์ตาสีสนิมของเขาที่บัดนี้ฉายประกายจริงจังกว่าปกติหลายสิบเท่า
เด็กชายใช้เวลาไม่กี่อึดใจก็บรรลุถึงที่หมายเบื้องล่างนั้นปรากฏภาพของโจรกลุ่มหนึ่งโอบล้อมเด็กชายหญิงสองคนเอาไว้ เด็กชายนามว่า“หลิวจิ่ว” ผู้นั้นสลบไปแล้ว ส่วนฮวาเอ๋อร์กำลังนั่งคุกเข่าร่ำไห้อยู่บนพื้นสองแขนโอบกอดร่างไร้สติของเพื่อนที่อยู่บนตักเอาไว้แน่น คล้ายกับ้าจะปกป้อง
โจรที่รุมล้อมอยู่นั้นมีกันสามคนพวกมันต่างพากันหัวเราะร่า เดินวนเวียนไปมาราวกับสุนัขป่าที่กำลังล้อมจับกินเหยื่อตัวน้อยๆแววตาของมันหื่นกระหายอย่างน่าขยะแขยงจนิชูไม่อาจทนมองต่อไปได้แม้สักวินาทีหนึ่ง
“ฉัวะ!”
เพลงกระบี่ตัดยอดชาถูกใช้ออกอย่างไร้ความปรานีเส้นเอ็นที่ข้อมือและข้อเท้าของโจรเ่าั้พลันถูกตัดขาดก่อนที่พวกมันจะมองเห็นตัวผู้โจมตีกว่าจะรู้ตัวก็เป็ตอนที่พวกมันลงไปนอนหมอบอย่างไร้ทางสู้อยู่บนพื้นแล้วและที่เบื้องหน้าของพวกมันก็ปรากฏร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่พร้อมด้วยกระบี่สีขาวในมือ
“ฮวาเอ๋อร์ เ้าเป็อะไรหรือไม่?”
ิชูถลันเข้าไปหาน้องสาว ลูบหลังลูบไหล่อย่างปลอบโยนสายตามองสำรวจหาาแฉกรรจ์อย่างเป็กังวล
“ข---ข้าไม่เป็ไร ต---แต่ แต่พี่จิ่วพี่จิ่วเขา…”
ฮวาเอ๋อร์ร้องไห้สะอึกสะอื้นดวงตาที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำใสๆ มองไปยังเพื่อนชายที่แน่นิ่งไม่ไหวติงอย่างเสียขวัญิชูรีบตรวจสอบอาการของเด็กชายทันที แล้วก็พบว่าอาการของเขาสาหัสทีเดียวภายนอกนั้นดูไม่มีาแร้ายแรง ทว่าภายในกลับบอบช้ำอย่างหนักคาดว่าเขาคงจะถูกซ้อมจนอวัยวะภายในได้รับความเสียหายอย่างหนัก
“เสี่ยวทู่!”
ิชูกดเสียงต่ำ เรียกกระต่ายน้อยออกมาจากถุงหอมเล็กๆที่ห้อยอยู่ข้างเอวของเทียนฮวา เ้ากระต่ายตัวจ้อยะโออกมาตามเสียงเรียกอย่างว่าง่ายยามนี้มีเ้านายของมันอยู่ด้วยเสี่ยวทู่จึงไม่รู้สึกหวาดกลัวอีกต่อไป พอมันะโลงมาอยู่แทบเท้าของเขาแล้วิชูก็ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นชวนให้ขนลุกว่า
“คืนร่าง”
สิ้นคำของเขากระต่ายตัวเล็กเท่ากำปั้นของเด็กทารกก็พลันขยายใหญ่ขึ้น จนลูกตาของมันใหญ่เท่าศีรษะของผู้ใหญ่และสันหลังก็สูงเลยศีรษะของิชูในขณะที่ยืนอยู่ไปมาก รูปร่างของเสี่ยวทู่ในยามนี้แทบจะไม่ต่างไปจากแม่ของมันเลยแม้แต่น้อย
เด็กหนุ่มไม่สนใจสีหน้าตกตะลึงของโจรเ่าั้เขาปรายตามองพวกมันด้วยสายตาที่แทบจะแช่แข็งผู้คนได้ กล่าวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นว่า
“หากไม่อยากถูกสัตว์อสูรกระชากิญญาเป็ชิ้นๆ ก็จงสารภาพมาเสียว่าผู้ใดสั่งพวกเ้ามาทำงานนี้!”
ให้สัตว์อสูรฉีกกระชากิญญาทั้งเป็? เพียงแค่ได้ยินเส้นผมของโจรเ่าั้ก็แทบจะเปลี่ยนเป็สีขาวบางรายถึงกับปัสสาวะราด ส่งกลิ่นฉุนดูน่าสมเพชยิ่งนัก ผู้ใดบ้างที่ไม่เคยได้ยินเื่ราวอันน่าสยดสยองของการถูกสัตว์อสูรกลืนกินิญญาว่ากันว่าความเ็ปที่ได้รับนั้นมากเสียจนไม่อาจอธิบายออกมาเป็ภาษามนุษย์ได้และหลังจากถูกกัดกินิญญาไปจนสิ้นแล้วร่างกายของคนผู้นั้นจะกลายเป็เพียงหุ่นเชิดที่ไร้จิตใจ อยู่ก็เหมือนตายเป็สภาพที่น่าเวทนาเกินจะกล่าว
คำขู่ของิชูจึงใช้ได้ผลโดยไม่เสียเวลาเลยแม้แต่น้อยพวกโจรตาขาวต่างแย่งกันสารภาพจนเสียงตีกันไปหมด กระนั้นิชูก็สามารถสรุปความได้ว่าคนเหล่านี้ถูกคุณหนูไป๋จ้างมาให้สังหาร “เทียนฮวา” น้องสาวของเขา เหตุเพราะความสามารถในการเย็บปักของเด็กหญิงโดดเด่นและเหนือกว่าฝีมือการปักผ้าของคุณหนูไป๋อีกทั้งยังเป็ที่ชื่นชอบของเหล่าเด็กวัยเดียวกันในหมู่บ้านแย่งความโดดเด่นไปจากคุณหนูไป๋ผู้สูงศักดิ์เด็กสาวที่ถูกตามใจและเป็ที่หนึ่งมาตลอดอย่างคุณหนูไป๋จึงยอมไม่ได้ และคิดแผนร้ายนี้ขึ้นมาโดยได้รับการแนะนำจากพี่เลี้ยงของนาง
แผนคือนางจะชักชวนฮวาเอ๋อร์เข้าไปในป่าแล้วทำทีเป็พลัดหลงจากกัน แล้วหลังจากนั้นพวกโจรก็จะเข้ามารุมสังหารเด็กน้อยทั้งยังจะสร้างความอัปยศแก่ร่างกายและศักดิ์ศรีของนางอีกด้วยทว่าแผนการก็ผิดพลาด หลิวจิ่วเห็นเด็กสาวทั้งสองเข้ามาในป่าจึงตามมาด้วยความเป็ห่วงและเข้ามาขวางกลุ่มโจรเอาไว้พวกมันจึงเสียเวลาเล่นสนุกกับเด็กชายอยู่นานจนกระทั่งิชูตามมาถึง
“เป็คุณหนูไป๋ที่สั่งการเื่นี้?”
ิชูทวนถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
“เป็คุณหนูไป๋และพี่เลี้ยงของนางขอรับ”
หนึ่งในพวกโจรกล่าวอย่างนอบน้อมด้วยหวั่นเกรงต่อกระต่ายั์ข้างกายของิชูเด็กหนุ่มพอได้รับคำยืนยันแล้วก็ขมวดคิ้วเขาไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดคุณหนูจากตระกูลใหญ่จึงมีนิสัยเอาแต่ใจไม่เกรงกลัวผู้ใดเช่นนี้คราวว่าที่พี่สะใภ้มู่ซินก็ทีหนึ่งแล้ว คราวนี้ยังมาเจอคุณหนูไป๋ผู้นี้อีกิชูคิดว่าอำนาจที่มากเกินไปนั้นช่างน่ากลัวนักเพียงมีอำนาจผู้คนต่างก็โยนความเห็นอกเห็นใจ และความเมตตาปรานีที่ควรมีทิ้งไปเสียแล้ว
“ข้าจะจับพวกเ้าส่งทางการ”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งิชูก็กล่าวออกมา
“เมื่อถูกสอบสวนให้พวกเ้ารับแต่เพียงว่าเป็โจรป่าที่บังเอิญพบเด็กสาวพลัดหลงมาจึงสะกดรอยตามเพื่อหวังปล้นแต่ระหว่างทางเด็กสาวคนหนึ่งก็พลัดหลงหายไปจากสาย พวกเ้าจึงตัดสินใจใจจะเล่นงานเด็กสาวที่เหลืออยู่แต่เด็กชายผู้นี้เข้ามาขวางไว้เสียก่อน”
ิชูชี้ไปยังหลิวจิ่วที่าเ็และกล่าวต่อไปว่า
“ห้ามบอกว่าคุณหนูไป๋เป็ผู้จ้างวานด้วยความขุ่นเคืองใจส่วนตัวเป็อันขาดเข้าใจหรือไม่?”
“ข---เข้าใจขอรับ!”
ทั้งสามประสานเสียงรับคำอย่างพร้อมเพรียงไม่มีข้อโต้แย้ง ไม่มีคำถามใดๆ ทั้งสิ้นทั้งนี้ก็เป็เพราะความหวาดกลัวต่อสัตว์อสูรตัวโตตนนั้น ิชูจัดการมัดพวกมันเอาไว้ด้วยเถาวัลย์และแบกร่างไร้สติของหลิวจิ่วขึ้นหลังบนไหล่ข้างหนึ่งพาดไว้ด้วยเชือกเถาวัลย์ที่ผูกโยงกับกลุ่มโจร เขาบอกให้พวกมันคลานเข่าตามมาส่วนน้องสาวตัวน้อยก็เดินอยู่เคียงข้างเขาโดยมีกระต่ายน้อยที่ย่อขนาดลงแล้วอยู่ในอ้อมแขน
“ฮวาเอ๋อร์ เ้าโกรธพี่หรือไม่ที่ไม่เปิดโปงคุณหนูไป๋?”
ิชูถามพลางเหลือบมองใบหน้าอ่อนหวานของน้องสาวที่บัดนี้มอมแมมไปด้วยฝุ่นดินฮวาเอ๋อร์ได้ฟังแล้วก็ส่ายหน้า เสียงหวานเอ่ยตอบกลับมาว่า
“ไม่โกรธเ้าค่ะ พี่ิฉลาดกว่าฮวาเอ๋อร์และเป็พี่ชายของน้องด้วย ฮวาเอ๋อร์ย่อมต้องเชื่อฟังอยู่แล้ว”
“เด็กดี”
ิชูลูบผมนุ่มของน้องสาวอย่างชอบใจในคำตอบของนาง
“ที่พี่ไม่เปิดโปงคุณหนูไป๋เพราะไม่้าสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็นางเป็ลูกสาวเ้าเมือง อายุยังน้อยย่อมเอาอารมณ์เป็ใหญ่ ไม่ใช้เหตุผล แผนการของนางส่วนหนึ่งคงเกิดขึ้นเพราะความ้าของตัวนางเองแต่อีกส่วนหนึ่งพี่เชื่อว่าต้องมีคนคอยยุยงเป็แน่”
ิชูเชื่อว่าพี่เลี้ยงของคุณหนูไป๋น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการในครั้งนี้และอาจจะรวมไปถึงคนในตระกูลไป๋ด้วยเช่นกัน
“อีกอย่างแผนนั่นก็ยังไม่สำเร็จลุล่วงต่อให้ท่านเ้าเมืองเป็ขุนนางที่ซื่อตรงอย่างไร บทลงโทษของนางก็ย่อมไม่หนักหนามากนักแต่ผลของมันจะทำให้นางผูกใจเจ็บอาฆาตแค้นเ้าแทนที่จะเป็เพียงความรู้สึกริษยาตามประสาเด็กเหมือนตอนนี้เมื่อเป็เช่นนั้นคนที่จะตกอยู่ในอันตรายย่อมต้องเป็เ้า”
พูดถึงตรงนี้ิชูก็ถอนหายใจยาว แค่คิดว่าน้องสาวจะต้องเจออะไรบ้างเขาก็อดเป็กังวลไม่ได้เด็กหนุ่มจึงกำชับน้องสาวเพิ่มเติมอีกว่า
“ฮวาเอ๋อร์ เมื่อน้องพบหน้าคุณหนูไป๋จงอย่าได้แสดงความขุ่นเคืองใจออกมา หากทำไม่ได้ก็แสร้งร้องไห้เสีย และจงบอกนางว่าน้องเป็ห่วงนางมากหลังจากที่พลัดหลงกันในป่าและบอกว่าน้องดีใจที่นางปลอดภัย เข้าใจหรือไม่?”
“ฮวาเอ๋อร์เข้าใจแล้วเ้าค่ะพี่ิ”
เทียนฮวารับคำอย่างไม่อิดออดแท้จริงแล้วนางโกรธคุณหนูไป๋ผู้นั้นมาก แต่ก็ไม่อาจไม่เชื่อฟังพี่ชายได้ เพราะพี่ิของนางฉลาดกว่าใครความคิดความอ่านเหนือกว่าคนในวัยเดียวกันอย่างมากบิดายังเคยกล่าวว่าหากพี่ิคิดจะสอบบัณฑิตเขาย่อมต้องทำได้ทว่าน่าเสียดายที่พี่ชายของนางคนนี้ขาดความทะเยอทะยานอย่างสิ้นเชิง
[1] โสมที่แตกแขนงออกมาคล้ายรูปร่างของคนคือมีสองแขนสองขา แบ่งย่อยไปได้อีกเป็โสมผู้ชาย กับโสมผู้หญิง
[2] กระบวยโลหะด้ามยาวนิยมใช้กันในการทำอาหารจีนเพราะสามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ
[3] 塤(ซุน/ซวิน) เป็เครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่า เดิมทำจาหิน กระดูกสัตว์ หรือดินเผาเวลาเป่าจะมีเสียงคล้ายขลุ่ยแต่ทุ้มกว่า