แสงตะวันที่สาดส่องกำลังจะพ้นูเา เสียงนกร้องขับขานบินออกจากรัง เป็อีกยามเช้าที่สุดแสนธรรมดา ในบรรยากาศที่เงียบสงบเช่นนี้ก็ปรากฏเสียงคนลากรถเข็นผักดังมาแต่ไกล
“ ท่านอาฉิงเซียว ! ข้าเก็บผักมาแล้ว !! ” เสียงเหวินหยางะโเรียก
“ รีบไปล้างเนื้อล้างตัวเถอะ กับข้าวจะเสร็จแล้ว ! ” เสียงะโตอบรับที่ดังมาจากห้องครัว
พริบตาเดียวกาลเวลาก็เดินทางผ่านร้อน ผ่านฝน ผ่านหนาว ครบหนึ่งรอบแล้ว เหมือนเด็กน้อยทั้งสองก็คุ้นชินกับชีวิตใหม่และดูมีความสุขกับที่นี่ เื่ราวในอดีตช่างเลวร้ายสำหรับเด็กทั้งสองคนนัก กว่าจะกลับมามีความสุขเฉกเช่นนี้ได้ก็ใช้เวลาหลายเดือนเช่นกัน
วันนี้งานที่โรงเตี้ยมครึกครื้นเป็พิเศษ เพราะว่ามีพ่อค้าจูได้เหมาโรงเตี๋ยมเพื่อเลี้ยงครอบครัวและคณะ วันนี้งานในครัวก็มีไป๋เฉวี่ยกับเหวินหยางมาเป็ลูกมือให้กับฉิงเซียว แต่ต้องทำอาหารมากมายเลี้ยงคนกว่ายี่สิบคนด้วยตัวคนเดียวนั่นก็ไม่ง่ายเลย
“ นายท่าน ! นายท่าน !! โปรดหยุดก่อน วันนี้โรงเตี๊ยมถูกเหมาจากเถ้าแก่จูแล้ว นายท่านโปรดมาวันอื่นเถอะ ” เสี่ยวเอ้อพยายามเจรจากับชายวัยกลางคน ลักษณะกำยำไว้หนวดเคราท่าทางฉุนเฉียว ชายผู้นี้พกดาบเข้ามาด้วยคล้ายว่าจะเป็จอมยุทธในยุทธจักร
“ คิดว่าข้าอ่านป้ายที่ทางเข้าไม่ออกหรือ ! ” ชายผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน แขกภายในเองก็เริ่มแตกตื่นกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“ เช่นนั้นนายท่านโปรดมาวันอื่นเถอะ ท่านทำเช่นนี้จะเป็การรบกวนแขกของโรงเตี๊ยมเรา ” เสี่ยวเอ้อตอบกลับด้วยความกล้าๆกลัวๆ
“ ข้าได้ยินว่าโรงเตี๊ยมอู้หรงอาหารเป็เลิศ อุส่าเดินทางมาเพื่อลิ้มลอง ข้าไม่สนใจหากวันนี้ถ้าข้าไม่ได้ลิ้มลองสักมื้อใครก็หยุดข้าไม่ได้ ไปตามเถ้าแก่ร้านมาหาข้า ! ” ชายวัยกลางคนผู้นี้พูดด้วยน้ำเสียงดุดันมากขึ้น ทำให้เสี่ยวเอ้ออ้ำๆอึ้งๆ ไม่รู้จะทำเช่นไรดี
“ ท่านจอมยุทธผู้นี้ เสี่ยวเอ้อได้กล่าวอย่างจัดเจนแล้ว ได้โปรดมาวันอื่นเถอะ แล้วทางโรงเตี๊ยมจะลดค่าอาหารให้ท่านครึ่งหนึ่ง ได้โปรดอย่าสร้างความลำบากใจให้กับทางเราเลย ” สิ้นประโยคก็ปรากฏสตรีผู้หนึ่งเดินเข้ามา
“ แล้วเ้าเป็ผู้ใดมีสิทธิ์มาชี้แนะข้า ”
“ ข้าน้อยฮุ่ยซู เป็เ้าของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ ” ฮุ่ยซูกล่าวอย่างใจเย็น
“ ฮะ ฮา ฮ่า ที่แท้เถ้าแก่ก็เป็แค่สตรีนางหนึ่งเองหรือ ดี !! ฟังข้าไว้ตรงนี้ ถ้าวันนี้ข้าไม่ได้อาหารสักมื้อ ร้านของเ้าก็จะเป็เฉกเช่นโต๊ะตัวนี้ ” ทันทีที่ชายผู้นี้นี้กล่าวจบ ก็ฟันดาบ หนึ่งดาบ ลงบนโต๊ะที่อยู่ด้านข้าง ดาบนี้แฝงด้วยลมปราณที่ดุดัน โต๊ะที่มีความยาวมากกว่าดาบ แต่กลับถูกฟันเพียงดาบเดียวก็กลายเป็สองส่วนได้ นับว่าฝีมือไม่ธรรมดา
“ ท่านอาฉิงเซียว ! ท่านรีบไปห้ามเถอะ !! ” เหวินหยางที่เห็นเหตุการณ์รีบพูดด้วยความตื่นตระหนก
“ ให้อาหญิงเ้าจัดการเถอะ ” ฉิงเฉียวกล่าวอย่างใจเย็นไม่ได้รู้สึกร้อนรุ่นใจแต่อย่างใด
“ เป็เช่นนี้ทางเราต้องล่วงเกินท่านแล้ว ” ฮุ่ยซูกล่าวประโยคนี้เสร็จ มือซ้ายก็หยิบจับตะเกียมสองคู่ที่อยู่บนโต๊ะข้างๆแล้วปาออกไปอย่างรวดเร็ว อีกฝั่งก็รีบยกดาบปัดป้องได้อย่างทันท่วงที ในระยะห้าหกก้าวการปาอาวุธที่รวดเร็วเช่นนี้ คนธรรมดาไหนเลยจะปัดป้องได้ทั้งหมด แต่ชายผู้นี้กลับยกดาบปัดป้องได้อย่างแม่นยำ นับว่าฝีมือไม่ธรรมดา ทันทีที่ปัดป้องเสร็จก็ได้ฟันดาบจู่โจมออกไปหนึ่งดาบ แต่เพียงแค่่เวลาสั้นๆมือที่กำดาบก็ถูกมือซ้ายน้อยๆของฮุ่ยซูจับแขนไว้ พร้อมกับมือขวาที่กำตะเกียบอยู่ก็จออยู่ใต้คางของชายผู้นั้น ผู้คนที่พบเห็นต่างตะลึง ก่อนที่ทั่วทั้งโรงเตี๋ยมก็ถูกปกคลุมด้วยความเงียบไปสักพักหนึ่ง
เสียงกลืนน้ำลายลงคอดัง “ กรืบ ” ชายผู้นั้นท่าทางเกรงกลัว มือที่กำดาบก็ได้ปล่อยวางดาบนั้นลง ดาบที่กำลังจะตกลงไปสู่พื้นด้วยแรงโน้มถ่วงแต่ทว่าดาบเล่มนั้นยังไม่ทันตกถึงพื้น ฮุ่ยซูก็ใช้ขาข้างหนึ่งรับไว้แล้วโยนขึ้นไปบนอากาศ จากนั้นหมุนตัวถอยหนึ่งรอบ แล้วก็รับดาบที่อยู่กลางอากาศก่อนส่งมอบคืนให้กับชายผู้นั้น
“ เห็นแก่ท่านเดินทางมาไกลเพื่อมาโรงเตี๋ยมเรา ค่าโต๊ะที่เสียหายถือว่าแสดงน้ำใจต่อท่านแล้ว หากท่านยังอยากลิ้มลองอาหารที่นี้ โปรดมาวันหลัง ” ฮุ่ยซูก็ยังกล่าวอย่างใจเย็น
ชายผู้นั้นรับดาบพร้อมยกมือคำนับอย่างไม่เต็มใจแล้วหันหลังไปด้วยท่าทางไม่ค่อยพอใจนัก
เมื่อชายผู้นั้นเดินจากไป ก็มีเสียงโห่ร้องชื่นชมของผู้คนในโรงเตี๊ยม
“ เถ้าแก่ไม่เพียงเป็สตรีที่สง่างาม ฝีมือนั่นก็ยอดเยี่ยมเสียจริง นับถือๆ ” เสียงจากพ่อค้าจูกล่าวชมเชย
“ ทำให้ทุกท่านต้องใ ข้าน้อยฮุ่ยซูจัดการได้ไม่ดี โปรดรับการคำนับ ” ฮุ่ยซูกล่าวอย่างถ่อมตน
“ อย่าได้ถ่อมตนไปเลยเถ้าแก่ เื่เล็กน้อย มาๆพวกเรามากินกันต่อดีกว่า ฮาฮ่า ” เถ้าแก่กล่าวอย่างเข้าใจ พร้อมกับชวนครอบครัวและคณะกลับมาสังสรรค์ต่อ
“ น้องหญิง เ้าไม่เป็อะไรใช่ไหม ” ฉิงเชียวเดินเข้ามาถามไถ่
“ ท่านพี่ข้าไม่เป็อะไร อย่าได้เป็ห่วงไปเลย ท่านกลับไปทำงานเถอะ ”
เมื่อตกบ่ายงานเลี้ยงก็เลิกรา วันนี้งานเก็บกวาดโรงเตี๊ยมหนักหนากว่าวันอื่นยิ่งนัก ไป๋เสวี่ยกับเหวินหยางเองก็ขยันขันแข็งช่วยงานอย่างเต็มที่ เหวินหยางที่เห็นเหตุการณ์วันนี้แล้วนั้น ในใจก็คิดแต่อยากไปพูดคุยกับอาหญิงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกท่วงท่าในการต่อสู้วันนี้นั้นช่างดูยอดเยี่ยมเสียจริง จนกระทั่งงานเก็บกวาดนั้นเสร็จสิ้น เหวินหยางรีบตรงไปหาอาหญิงทันที
“ ท่านป้าหลัน อาหญิงตอนนี้อยู่ที่ใด ” เหวินหยางถามป้าหลันด้วยความใคร่รู้
“ อาหญิงเ้าพาหนูน้อยฮุ่ยหลันไปหลับแล้ว ” ป้าหลันกล่าวด้วยรอยยิ้ม
‘ ฮุ่ยหลันเป็ลูกสาวของฉิงเซียวและฮุ่ยซูพึงกำเนิดได้ไม่กี่เดือน ‘
“ ขอบคุณท่านป้าหลัน ” เหวินหยางตอบด้วยน้ำเสียงที่ผิดหวัง แต่วันนี้เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้นั้นมีกำลังใจในการฝึกยุทธยิ่งนัก
บ่ายวันนี้เหวินหยางไปนั่งฝึกลมปราณใต้ต้นไม้ใหญ่ อยู่แถวแนวป่าถัดจากแปลงผักของโรงเตี๊ยม บรรยากาศที่นี่เงียบสงบ ในเวลาเช่นนี้ไม่มีผู้ใดรบกวน เหวินหยางนั่งสมาธิพยายามฝึกลมปราณกำหนดลมหายใจขั้นที่หนึ่ง แม้จะพยายามฝึกมาแล้วปีกว่าแต่ก็ยังไม่สำเร็จ เหวินหยางเชื่อมั่นในคำสอนของอาหญิง ขอเพียงมุ่งมั่นช้าเร็วยอมฝึกฝนสำเร็จ
สายลมที่พัดผ่าน เสียงใบไม้ทุบตีกันเป็ระยะๆสลับกับเสียงนกร้องขับขานเป็่ ยามนี้ปรากฏบางอย่างขึ้นกับเหวินหยาง ขณะที่กำลังฝึกลมปราณนั่น เหวินหยางก็รู้สึกเหมือนร่างกายมีพละกำลังมากขึ้น ความรู้สึกเช่นนี้บางครั้งคนเราก็เป็เองเป็เื่ไม่แปลกนัก แต่คราวนี้เหวินหยางเองก็รู้สึกแปลกไปเล็กน้อยแต่ไม่ได้เนึกสงสัยแต่อย่างใด แท้จริงแล้วภายในร่างกายนั้นได้ก่อเกิดลมปราณขึ้นมาแล้ว ลมปราณที่ไหลเวียนไปตามร่างกายทำให้รู้สึกมีพละกำลัง ที่บางครั้งคนเรารู้สึกมีกำลังขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ นั้นก็เป็เพราะลมปราณเฉกเช่นนี้ได้ก่อเกิดและดับไปสำหรับผู้ที่ไม่ได้ฝึกฝนนั่นเอง ซึ่งข้อนี้ผู้คิดค้นลมปราณนี้ก็ได้เข้าใจแล้วว่านี้คือพื้นฐานที่สุดของลมปราณและจัดทำเคล็ดวิชาขึ้นให้ผู้คนได้ฝึกฝน
เมื่อตะวันลับฟ้าหลังจากที่วันนี้ทุกคนผ่านวันที่เหน็ดเหนื่อยมา ก็ถึงเวลาอาหารที่ทุกคนรอคอย และผู้ที่อดใจรอแทบไม่ไหวแล้วนั้นก็คือไป๋เสวี่ย เด็กน้อยที่ได้กลิ่นกับข้าวแล้วต้องกลืนน้ำลายไปหลายอึก
“ กับข้าวจานสุดท้ายมาแล้ว มากินกันเถอะ ” ฉิงเซียวนำอาหารจานสุดท้ายมาวางไว้บนโต๊ะ
เมื่ออยู่กันพร้อมหน้าเหวินหยางก็อยากพูดคุยถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นวันนี้ แต่ก่อนจะพูดก็ถูกฮุ่ยซูขัดไว้เสียก่อน
“ เหวินหยางหยุดมือก่อน ” ฮุ่ยซูพูดพร้อมกับยืนมือมาจับชีพจรเหวินหยาง
“ อะไรหรือ ท่านอาหญิง ” เหวินหยางกล่าวด้วยสงสัย
ฮุ่ยซูยิ้มและรีบกล่าวแสดงความยินดี
“ เ้าฝึกลมปราณกำหนดลมหายใจขั้นที่หนึ่งสำเร็จแล้วสินะ น่ายินดีนัก ”
เหวินหยางก็ยังไม่ค่อยเข้าใจนักว่าอาหญิงรู้ได้อย่างไร
“ ข้าก็รู้สึกว่าตัวข้าเหมือนจะมีพละกำลังมากขึ้น สิ่งนี้เรียกว่าลมปราณหรือ ” เหวินหยางถามด้วยความสงสัย
“ ใช่แล้วที่เ้ารู้สึกเช่นนั้นเพราะว่ามีลมปราณไหลเวียนภายในร่างกายของเ้า เ้าจะรู้สึกเช่นนั้นไปพักหนึ่ง ตอนนี้ลมปราณยังไร้การควบคุม เ้าต้องใช้เวลาในการเรียนรู้อยู่กับมันพักหนึ่งก่อน ต่อไปนี้ลมปราณก็เป็ส่วนหนึ่งของเ้า หากลมปราณอ่อนลงจะทำให้เ้านั่นหมดกำลัง และตอนนี้เ้าเองก็ปลดปล่อยลมปราณออกมาเรื่อยๆ เกรงว่าพรุ่งนี้เ้าจะตื่นไม่ไหวเป็แน่แท้ ”
เหวินหยางเองก็รู้สึกยินดีมากที่รู้ว่าตนเองนั้นฝึกลมปราณได้แล้ว กับข้าวมื้อนี้ทุกคนก็ต่างกล่าวแสดงความยินดีให้กับเหวินหยาง ช่างเป็่เวลาที่มีความสุขยิ่งนัก