หลังจากคืนสมุดประจำตัวให้สาวสวยอันดับหนึ่งของโรงเรียนคืนนั้นผมก็ทำงานพิเศษตามปกติเมื่อวานผมเอาแต่กังวลทั้งคืนว่าจะเอาสมุดไปให้ยังไงดีจนนอนไม่พอนิดหน่อยวันนี้ผมจึงไม่คอยมีสมาธิ ตอนที่เก็บจานจากในร้านกลับไปที่ครัว ขาผมก็พลันสะดุด
“อ๊ะ!”
ผมรีบตั้งหลักแต่ก็สายไปแล้วจานลื่นตกพื้นเรียบร้อย ในตอนที่มันกระทบพื้นเสียงเซรามิกแตกกระจายก็ดังก้องทั่วร้าน ผมเพิ่งเคยทำจานตกเป็ครั้งแรกสมองจึงขาวโพลนไปแวบหนึ่ง
“เดี๋ยวเถอะ!มาทำถ้วยชามตกอะไรต่อหน้าคนอื่นเขาเนี่ย!? เศษมันกระเด็นกระดอนหมดแล้วอันตรายแย่เลย ทำอะไรของเธอ!”
“ขอโทษครับ...”
เพราะทำจานตกต่อหน้าลูกค้าเหมือนว่าเศษจานจะกระเด็นไปทางเธอคุณป้าร่างอวบที่ตัวเตี้ยกว่าผมเล็กน้อยจึงตะคอกเสียงแหลมใส่ผมผมที่ไม่รู้ว่าจะต้องรับมือต่อไปอย่างไรดีจึงได้แต่ขอโทษซ้ำไปซ้ำมาแต่แล้วก็มีเสียงหนึ่งพูดขึ้นจากข้างหลัง
“ขอโทษนะคะคุณลูกค้าเกิดอะไรขึ้นหรือคะ”
คุณฮิอิรางิตรงรี่เข้ามากั้นกลางระหว่างผมกับลูกค้า
ผมไม่คิดว่าเธอจะเข้ามาจึงได้แต่ยืนมองแผ่นหลังของเธออยู่อย่างนั้น
“เหอะคนนั้นน่ะสิ มาล้มหน้าฉันแล้วทำจานแตก เศษจานกระเด็นมาเกือบโดนฉันแล้วรู้มั้ยยะ!”
คุณฮิอิรางิไม่ได้ตื่นตระหนกกับลูกค้าที่โวยวายเสียงดังเลยเธอโต้ตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งตามปกติต่อไปท่าทีที่ไม่เปลี่ยนแปลงนั้นทำให้ผมใจเย็นลงเล็กน้อย และกลับมารักษาท่าทีสงบได้
“เื่นั้นต้องขออภัยด้วยค่ะทางเราจะไปนำอุปกรณ์ทำความสะอาดมาเดี๋ยวนี้ค่ะ”
คุณฮิอิรางิหันมามองผม
“ทานากะคุงไปแจ้งให้ผู้จัดการที่สำนักงานช่วยหยิบอุปกรณ์ทำความสะอาดมาให้หน่อยได้ไหม”
“...เข้าใจแล้วครับ”
ผมเข้าใจทันทีว่าเธอ้าให้ไปเรียกผู้จัดการมาจึงรีบไปเพื่อไม่ให้คุณฮิอิรางิถูกต่อว่ามากกว่านี้พออธิบายสถานการณ์แล้วผู้จัดการก็ตามออกมาทันที
“ทางเราต้องขออภัยเป็อย่างสูงค่ะ”
ผู้จัดการมาถึงก็เริ่มต้นด้วยการโค้งขออภัยผมเห็นคุณฮิอิรางิอธิบายสถานการณ์โดยละเอียดให้ผู้จัดการฟังอีกครั้งแม้จะถูกลูกค้าบ่นว่ามากมายแต่มีผู้จัดการมาช่วยรับมือด้วย จึงคลี่คลายสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่ง
หลังจากนั้นผมก็ทำงานจนหมดกะโดยไม่มีปัญหาอะไรอีกผมเหลือบเห็นคุณฮิอิรางิเดินเข้าห้องเปลี่ยนเสื้อฝั่งผู้หญิงเธอคงจะเลิกงานเวลาเดียวกัน วันนี้ผมได้รับความช่วยเหลือจากเธออย่างมากผมอยากขอบคุณเธอ จึงตัดสินใจรออยู่ที่ประตูหลังสักพักหนึ่ง
(วันนี้เธอช่วยผมไว้จริงๆ...)
ผมทำพลาดเป็ครั้งแรกทั้งยังไม่คิดมาก่อนว่าจะถูกตำหนิรุนแรงขนาดนั้นที่คุณฮิอิรางิเข้ามาช่วยนั้นนับเป็หนี้บุญคุณอย่างมากที่ผ่านมาถ้าผมมีเื่ติดขัดตรงไหนเธอก็จะคอยช่วยเหลือทันทีด้วยต้องทำอะไรตอบแทนเธอบ้างแล้วจริงๆ แม้คุณฮิอิรางิในความประทับใจแรกของผมกับตอนนี้จะยังมีท่าทางไม่เป็มิตรและเ็าอยู่เหมือนเดิมแต่เมื่อเธอสอนอะไรผมก็สอนอย่างนุ่มนวลและครบถ้วนเสมอถ้าถามเื่ที่ไม่เข้าใจเธอก็จะตอบโดยไม่โกรธเคืองใดๆผมจึงคิดว่าโดยเนื้อแท้แล้วเธอเป็คนจิตใจดี
ตอนที่กำลังกลุ้มว่าจะขอบคุณยังไงดีนั้นเองประตูหลังร้านก็เปิดออกดังแกร๊ก แล้วคุณฮิอิรางิก็เดินออกมา
“คุณฮิอิรางิ!”
“มีอะไรเหรอคะ”
“วันนี้ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยผมไว้”
“...ฉันทำอะไรเหรอคะ”
หลังเลิกงานผมกล่าวขอบคุณคุณฮิอิรางิแต่เธอกลับเอียงคอสงสัยราวกับว่านึกอะไรไม่ออกเลยสำหรับเธอมันคงไม่ใช่เื่ใหญ่มากมายเธอที่ช่วยเหลือผู้อื่นเป็ปกติจนไม่รู้ตัวเองว่าได้ช่วยเหลือใครไปนั้นให้ความรู้สึกเจิดจ้าเล็กน้อย
“วันนี้คุณช่วยออกหน้าแทนผมตอนที่ผมกำลังลำบากกับการรับมือลูกค้าที่ไม่พอใจน่ะครับ”
“...อ้อ มีเื่แบบนั้นด้วยสินะคะ อย่าเก็บมาใส่ใจนักเลยค่ะ มันเป็งานนี่แล้วก็เป็ส่วนหนึ่งของการสอนงานด้วยค่ะ”
คุณฮิอิรางิพูดเสียงสูงขึ้นเล็กน้อยเหมือนเป็การแสดงออกว่าเข้าใจที่ผมบอกแล้ว
สำหรับเธอมันคงเป็เื่ไม่สลักลำคัญอะไรจริงๆเธอจึงตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ไม่ได้ครับจะให้ปล่อยผ่านไปเฉยๆ ได้ยังไง! ตอนนี้คุณฮิอิรางิมีเื่เดือดร้อนอะไรไหมครับถ้าคุณไม่รังเกียจ ผมจะช่วยเอง”
ไม่ใช่แค่เื่ครั้งนี้ตอนที่ผมเข้ามาใหม่และยังไม่ชินกับงานก็ได้เธอคอยช่วยหลายต่อหลายครั้งจนมาถึงตอนนี้ ผมรับการดูแลอยู่ฝ่ายเดียวโดยไม่ตอบแทนต่อไปไม่ได้แล้ว
สิ่งแรกที่นึกออกว่าจะตอบแทนได้ก็คือการช่วยเหลือในเื่ที่เดือดร้อนมันเรียบง่ายที่สุด และผมก็มั่นใจว่าตัวเองจะตอบแทนได้อย่างดี จึงเลือกวิธีนี้
แต่ผมก็แค่พูดไปก่อนโดยไม่ได้คาดหวังว่าเธอจะตอบรับข้อเสนอเพราะคุณฮิอิรางิมีแนวโน้มจะหลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นต่อให้มีเื่เดือดร้อนจริงก็คงไม่เปิดเผยง่ายๆ
แม้ว่าคุณฮิอิรางิน่าจะปฏิเสธข้อเสนอของผมแต่ผมแค่อยากแสดงความรู้สึกขอบคุณให้ชัดเจนเท่านั้นพูดเท่านี้ก็คงส่งความรู้สึกขอบคุณที่จริงจังและจริงใจไปถึงแล้วละพอถูกปฏิเสธก็ค่อยซื้อขนมร้านดังหรืออะไรเทือกนั้นให้แล้วกัน ผมคิดแต่คุณฮิอิรางิกลับยกนิ้วแตะคางและครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่จากนั้นเธอก็ให้คำตอบที่เหนือความคาดหมาย
“...ถ้าอย่างนั้น ขอปรึกษาสักเื่ได้ไหมคะ”
“เอ๊ะ?”
ผมไม่คิดว่าเธอจะปรึกษากันจริงๆจึงเผลอหลุดเสียงตลกๆ ออกมา
“ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็ไรค่ะ”
“มไม่ใช่นะครับ ผมแค่แปลกใจเฉยๆ ได้สิครับ! พูดมาได้เลย!”
ผมนิ่งไปด้วยความประหลาดใจและไม่ได้ตอบเธอครู่หนึ่งเธอคงมองเป็การปฏิเสธ จึงทำท่าเหมือนจะเลิกพูดผมเห็นดังนั้นก็รีบแก้ความเข้าใจผิดอย่างลนลาน แม้จะผิดคาดแต่ผมก็อยากทำทุกอย่างที่ทำได้ให้สมกับที่เธออุตส่าห์มาพึ่งพาจึงตั้งใจฟังสุดความสามารถ
“วันนี้มีผู้ชายแปลกหน้ามาเรียกฉัน ฉันเลยระแวงเขา แต่เขาแค่มาคืนของที่ฉันทำตกเท่านั้นฉันอยากขอบคุณเขาตรงนั้นทันทีนะคะ แต่เพราะมัวแต่อึ้งอยู่ก็เลย...”
“สรุปว่าอยากขอบคุณคนคนนั้น เลยอยากให้ผมช่วยตามหาเหรอครับ นั่นมันออกจะ...”
ผมอยากช่วยเธอนะแต่ด้วยข้อมูลแค่นั้น คิดยังไงก็คงไม่มีทางหาเจอ การหาคนแปลกหน้าโดยรู้แค่การแต่งตัวกับอายุโดยประมาณนั้นน่าจะยากทีเดียว
ผมไม่ใช่นักสืบหรืออะไรเทือกนั้นตามหาคนจากเบาะแสน้อยนิดแบบนั้นไม่ได้แน่อย่างน้อยถ้าไม่ได้เบาะแสอีกนิดก็คงตามหาให้ไม่ได้หรอก
“เปล่าค่ะฉันรู้แล้วว่าคนที่เก็บของมาให้อยู่โรงเรียนเดียวกัน เพราะงั้นฉันจะตามหาเขาเองค่ะที่อยากปรึกษาก็คือ ฉันคิดว่าพรุ่งนี้จะให้ขนมเขาสักหน่อยเพื่อเป็การตอบแทนน่ะค่ะแต่ฉันไม่รู้ว่าผู้ชายเขาชอบอะไรกัน ถ้าเป็ไปได้ก็อยากให้ช่วยบอกหน่อยค่ะฉันแทบไม่เคยให้ของเพศตรงข้ามก็เลย...”
“อ้อเื่นั้นเอง เข้าใจแล้วครับ”
การที่อยากขอบคุณอีกครั้งนั้นสมกับเป็คุณฮิอิรางิอย่างที่คิดเลย แม้เธอจะมีท่าทางแข็งทื่อและไม่แสดงอารมณ์ จนบรรยากาศดูเ็าแต่ความจริงแล้วเธอคงเป็คนดีนั่นแหละ
ไม่คิดเลยว่าเธอจะยอมขอให้ผมช่วยแต่ในเมื่อเธออุตส่าห์มาพึ่งพากันแล้ว ผมก็อยากช่วยเท่าที่ทำได้จึงครุ่นคิดอย่างตั้งใจเพื่อให้คำตอบที่เป็ประโยชน์กับเธอ
“ก่อนอื่นก็เลี่ยงของที่หวานเกินไปดีกว่านะครับ”
“เป็ของหวานไม่ได้เหรอคะ”
คุณฮิอิรางิทำตาโตราวกับรู้สึกประหลาดใจกับคำพูดของผมสีหน้าที่แสดงความรู้สึกเหมือนคนปกตินั้นต่างจากสีหน้าไร้อารมณ์อย่างทุกทีดูน่ารักจนแทบกลบความจืดชืดได้ ทำเอาผมเผลอจ้องอย่างตะลึงเล็กน้อย
“เปล่าครับไม่ใช่ว่าเป็ของหวานไม่ได้หรอกแต่มีผู้ชายที่ไม่ค่อยชอบของที่หวานเกินไปอยู่เยอะน่ะครับ รวมถึงผมด้วยถ้าเป็ขนมที่หวานพอดีๆ น่าจะได้ครับ”
ผู้ชายที่ชอบของหวานก็มีอยู่บ้างแต่พวกเขาก็น่าจะกินของที่ไม่ค่อยหวานได้ตามปกติ ในเมื่อไม่รู้ความชอบของอีกฝ่ายให้ของที่คนส่วนมากน่าจะรับได้โดยไม่มีปัญหาไว้ก่อนคงดีกว่า
“...อย่างนี้นี่เอง”
คุณฮิอิรางิพยักหน้าหงึกๆตามคำอธิบายของผมโดยไม่ละสายตาจากผมแม้แต่น้อย จากท่าทีที่ตั้งใจฟังผมอย่างจริงจังทำให้รู้ได้ว่าเธออยากขอบคุณคนคนนั้นจริงๆ
“แล้วก็คุณคงจะให้ของที่โรงเรียนสินะครับ เพราะฉะนั้นของสดอย่างเค้กก็คงไม่ค่อยดีเท่าไหร่ถ้าเป็พวกคุกกี้ มาดแลน หรือ... คัพเค้ก อะไรอย่างนี้น่าจะได้นะครับ”

“ของจำพวกนั้นเหรอคะ...เข้าใจแล้วค่ะ ถ้าให้ของแบบนั้นคงจะไม่เป็การรบกวนใช่ไหมคะ”
คงเพราะกังวลว่าจะก่อความรำคาญตอนให้ของคุณฮิอิรางิจึงขมวดคิ้วอย่างไม่แน่ใจ
เพราะเธอตัวเล็กกว่าผมบวกกับท่าทางเหลือบตาขึ้นข้างบนเพื่อสบตาผม ทำให้ดูเหมือนการช้อนตามองเห็นแล้วเกิดเป็ความรู้สึกที่ยากจะอธิบายผมอยากคลายความกังวลให้ได้มากที่สุดจึงเผลอพูดอย่างหนักแน่นจนเกินควร
“ไม่เป็ไรแน่นอนครับเขาไม่มีทางคิดว่ารบกวนหรือไม่อยากได้ของแน่นอนปกติคนเราถ้าได้ของก็น่าจะดีใจอยู่แล้วละครับ”
“งั้นเหรอคะ...”
คุณฮิอิรางิคงไม่ชินกับการให้ของใครหลังจากฟังผมแล้วเธอจึงยังดูกังวล เหมือนขจัดความวิตกออกไปไม่หมด
“ว่าแต่คิดไว้ว่าจะซื้อของแบบไหนครับ”
“เอ่อเพิ่งถามไปเมื่อกี้ก็เลยยังไม่ได้ตัดสินใจน่ะค่ะแต่ฉันรู้จักร้านเบเกอรีหนึ่งที่ดังและอร่อยด้วย ว่าจะไปหาดูที่นั่นค่ะ”
“หือมีที่แบบนั้นด้วยเหรอครับ รู้เยอะกว่าที่คิดนะนี่”
จะว่ายังไงดีคุณฮิอิรางิเองก็เป็เด็กผู้หญิงนี่นะผมนึกว่าเธอจะไม่ค่อยสนใจเื่อย่างร้านขนมหวานชื่อดัง จึงรู้สึกผิดคาดเล็กน้อย
“อ๊ะฉันไม่เคยไปหรอกค่ะ แค่เคยได้ขนมจากเพื่อนผู้หญิงในห้องเรียนอยู่บ้างก็เลยรู้น่ะค่ะ”
“อ้ออย่างนี้เอง”
พอเธอพูดอย่างนั้นก็เข้าใจได้อย่างบอกไม่ถูกเพราะเธอดูไม่เหมือนคนที่จะคอยหาร้านชื่อดังด้วยตัวเองแต่ถ้าจำมาจากคนรอบข้างก็ไม่แปลกนัก
ถ้าเธอไม่รู้จะไปซื้อที่ไหนผมก็ว่าจะแนะนำร้านที่ได้ยินจากคาซุกิบ่อยๆ ให้แต่ในเมื่อเธอมีร้านในใจแล้วก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร
“ขอให้มอบของตอบแทนได้ด้วยดีนะครับถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อน”
“ค่ะขอบคุณที่แนะนำนะคะ”
พอผมกล่าวลาเธอก็โค้งศีรษะเป็การขอบคุณผมเดินทางกลับบ้านพลางนึกทบทวนถึงความใจดีของคุณฮิอิรางิ
◆◆◆