เกิดใหม่อีกครั้ง สู่ช่วงวันวานแสนมั่งคั่งในยุค 70 [จบ]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 103 เตรียมตัว 3

            ช่วงบ่ายเจิ้งหยวนขึ้นเขาไปตัดหญ้าเลี้ยงหมูฉวยโอกาสตอนที่ไม่มีใครสังเกต แวบเข้าไปในกระท่อมมุงหญ้าตรงตีนเขา

            สถานที่แห่งนี้ไม่ค่อยมีคนมาบ่อยนัก เด็กๆและสตรีในหมู่บ้านที่มาตัดหญ้าสำหรับเลี้ยงหมูยังไม่กล้าเข้าใกล้แถวนี้รอบบ้านมีวัชพืชขึ้นรกชัฏเจิ้งหยวนเดินเข้าไปก็พบว่าพุ่มหญ้าสูงจนเกือบเท่าเอวเธอแล้ว

            เธอยืนไล่สายตาตรวจดูภาพรวมของกระท่อมร้างแห่งนี้อยู่ใกล้ๆ ก่อนตัวกระท่อมก่อด้วยโคลนผสมฟาง หน้าต่างกระดาษมีรูโบ๋ขนาดใหญ่ลมพัดมาทีเลยเกิดเสียงดังกึกๆซ้ำบนหลังคากระท่อมยังมีหญ้าขึ้นรกยุ่งเหยิงไม่แพ้หญ้าบนพื้น

            เจิ้งหยวนเดินเข้าไปใกล้ก่อนวางมือทาบบานประตู เพียงออกแรงดันเบาๆพลันได้ยินเสียงเอี๊ยดแสบหูดังขึ้น พร้อมกับประตูที่ถูกผลักเปิดออก

            เพราะไม่มีคนเข้ามานานฝุ่นจึงฟุ้งตลบไปหมดทันทีที่เปิดประตูจนสำลักนิดหน่อยเจิ้งหยวนเอามือปิดจมูกและปากข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างปัดๆฝุ่นเบื้องหน้าให้กระจายตัว ผ่านไปสักพัก พอฝุ่นจางลง จึงค่อยรู้สึกดีขึ้นหน่อยจากนั้นจึงลดมือที่ปิดปากและจมูกลง ก่อนเดินสำรวจรอบข้าง

            ข้างในกับข้างนอกกระท่อมโทรมพอๆ กัน ฝุ่นเขลอะไปเสียทุกที่แต่ของข้างในกระท่อมมุงหญ้าหลังนี้ครบครันทุกอย่าง ทั้งโต๊ะ ม้านั่งตู้เสื้อผ้าและเตียง บนเตียงมีกระทั่งผ้าห่มเสียด้วยซ้ำเพียงแต่ของทั้งหมดมีฝุ่นจับหนาจนมองสีดั้งเดิมไม่ออก หลังคาตรงมุมตะวันออกเฉียงเหนือถึงขั้นเป็นรูขนาดใหญ่หน้าต่างเองก็ไม่พังต่างกัน สถานที่แห่งนี้เลยค่อนข้างโปร่งแสง

            เจิ้งหยวนไม่รู้ว่าเคยมีใครมาที่นี่ตั้งแต่หญิงสาวผู้น่าสงสารคนนั้นตายไปอีกหรือเปล่าแต่ดูจากท่าทางหลบเลี่ยงเมื่อเอ่ยถึงสถานที่แห่งนี้ คงเป็นไปได้มากทีเดียว

            เจ้าของที่นี่ราวกับแค่จากไปชั่วคราวและจะกลับมาในอีกไม่ช้าทุกอย่างจึงยังคงสภาพเดิมเหมือนตอนเธอจากไป

            เมื่อนึกถึงตรงนี้ ก็มีลมเย็นเยียบพัดผ่านเข้ามาในห้องโถงและกระทบผิวกายนอกร่มผ้าของเจิ้งหยวน เย็นเสียจนเผลอตัวสั่นขนแขนลุกชันอย่างควบคุมไม่อยู่

            เจิ้งหยวนไม่อยากคิดมากอีก เธอยังจำเหตุผลที่ตนมาที่นี่ได้

            ภายในบ้านโปร่งโล่ง ไม่มีฉากกั้นแม้อยู่ตรงประตูก็สามารถเก็บภาพทั่วห้องได้เจิ้งหยวนจินตนาการฉากที่เจิ้งเทียนหู่ผลักประตูเข้ามาตอนกลางคืนเขาต้องมองไปที่เตียงนอนก่อนแน่ซึ่งเตียงอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดกับบานหน้าต่าง ตรงข้ามเตียงเป็นพื้นกว้าง

            สายตาเจิ้งหยวนหยุดอยู่ที่บริเวณนั้นสักพักมุมปากพลันยกขึ้นแฝงนัยบางอย่าง

            เธอรู้แล้วว่าควรเปิดฉากการแสดงตรงไหน

            เมื่อก้มมองพื้น ไม่มีหลุมบ่อหรือจุดนูนเด่นไม่สม่ำเสมอเธอก็ลูบปลายคางอย่างครุ่นคิด เหมือนจะเอามาใช้ประโยชน์ได้นะ

            หลังสำรวจไปได้เพียงนิดหน่อย เจิ้งหยวนก็ตัดสินใจกลับก่อน รอให้เวลาล่วงเลยทีละนิดๆไม่นานดวงอาทิตย์ก็ลาลับขอบฟ้าเจิ้งหยวนทำอาหารเสร็จแล้วจัดวางชามตะเกียบให้เรียบร้อยรอเจิ้งเฉวียนกังกลับมากินข้าว

            “แกให้อาหารหมูหรือยัง?” เจิ้งเฉวียนกังถามบุตรสาวทันทีที่เดินเข้ามา

            เจิ้งหยวนตอบโดยไม่เงยหน้า “ให้แล้วค่ะ”

            เจิ้งเฉวียนกังมองซ้ายมองขวา “เทียนเลี่ยงกับซิงซิงล่ะ?”

            “เทียนเลี่ยงกับซิงซิงกินเสร็จแล้วเลยออกไปจับปลาหนีชิวค่ะ”เจิ้งหยวนตอบโดยไม่แม้แต่จะรั้งรอคิด

            เจิ้งเฉวียนกังไม่ถามต่ออีก เขากดน้ำล้างมือแล้วเดินมานั่งกินข้าว

            วันนี้เจิ้งหยวนทำมะเขือม่วงและมันฝรั่ง ใส่วัตถุดิบเน้นๆ เลยหอมมากส่วนอาหารกินคู่กันอย่างวอวอโถวแป้งมันเทศก็ดูไม่แห้งและกลืนยากช่วงนี้เจิ้งเฉวียนกังจึงชอบอาหารที่เจิ้งหยวนทำมากหายากนักที่เขาจะค้นพบข้อดีของลูกสาวตัวเอง เพียงแต่... เจิ้งเฉวียนกังเอ่ยถามขึ้นมา“ที่บ้านยังมีน้ำมันเหลือไหม?”

            “มีค่ะ มี”เธอคอยเติมลงในโถน้ำมันเป็นระยะๆ อยู่

            เจิ้งเฉวียนกังขานรับแล้วใคร่ครวญสักพัก ก่อนบอกว่า“ตอนไหนหมดก็มาบอกฉัน ที่บ้านยังมีคูปองน้ำมันอยู่”

            เจิ้งหยวนผงกศีรษะเล็กน้อย ชะเง้อมองออกไปข้างนอกในใจก็นึกทำไมพี่สะใภ้ยังไม่กลับมาเสียทีนะ ดูสภาพอากาศเหมือนฝนจะตกแล้วไม่รู้เหมือนกันว่าภารกิจคืนนี้จะราบรื่นหรือเปล่า

            ขณะนั้นเองเจิ้งเฉวียนกังก็พูดถึงอากาศด้วย “ฉันว่าอากาศไม่ค่อยดีนะแกรีบกินเถอะ กินเสร็จจะได้ไปส่งอาหารให้แม่กับพี่ชายแก หากฝนตกกลางคืนแกก็ไม่ต้องกลับมา อยู่โรงพยาบาลสักคืนค่อยกลับ”

            เธอไปส่งอาหารไม่ได้! เจิ้งหยวนรีบบอก “พี่สะใภ้บอกฉันตอนเที่ยงว่าเธอจะไปส่งตอนเย็นเอง เธอยืมจักรยานจากสมาชิกกลุ่มเย็บปักแล้ว เดินทางแป๊บเดียวค่ะ”

            พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา เธอเพิ่งพูดจบ ก็มีเสียงดังมาจากหน้าประตูใหญ่ตามด้วยเฝิงหมิงเยว่ที่เข็นจักรยานเดินเข้ามา

            เจิ้งหยวนสบตาเฝิงหมิงเยว่และเอ่ย “พี่สะใภ้ เร็วเข้าอากาศไม่ค่อยดีเลย พี่จะเอาอาหารไปกินที่โรงพยาบาลกับพวกคุณแม่หรือว่าจะกินเสร็จแล้วค่อยไปคะ?”

            อากาศวันนี้ไม่ดีจริงๆมืดครึ้มตลอดทั้งวันเหมือนพระอาทิตย์ไม่ได้โผล่ขึ้นมา ตกเย็นลมก็พัดอีกไม่รู้ว่าฝนกำลังจะตกหรือเปล่า

            เห็นดังนั้น เจิ้งเฉวียนกังจึงโพล่งขึ้นมาก่อน “เจิ้งหยวนแกตักข้าวให้พี่สะใภ้เอาไปกินที่โรงพยาบาลเสีย รีบไป หากฝนตกระหว่างทางจักรยานก็เดินทางลำบากเหมือนกัน”

            “อื้อ”เจิ้งหยวนขานรับและวิ่งไปตักกับข้าวและข้าวที่ห้องครัว

            เฝิงหมิงเยว่ใช้เท้าเกี่ยวขาตั้งจักรยานแล้วยกท้ายรถดึงไปข้างหลังครั้นจอดรถเสร็จก็หมุนตัวเดินเข้ามายังห้องครัว

            เจิ้งหยวนตักอาหารใส่กล่องอาหารแล้วเฝิงหมิงเยว่เดินเข้ามาพลางกวาดสายตามองครู่หนึ่งแล้วค่อยหยิบกล่องอาหารมาตักแกงต่อ

            เมื่อเก็บของเรียบร้อย เจิ้งหยวนยื่นของให้เฝิงหมิงเยว่และสบสายตาเธอ“จำที่ฉันบอกพี่ตอนเที่ยงได้ใช่ไหมคะ อย่าขี่ในหมู่บ้านเร็วเกินไป คุยเล่นกับหลายๆคนเข้าไว้”

            เฝิงหมิงเยว่รับตะกร้าอาหารไปก่อนพยักหน้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงตึงเครียดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน “ฉันรู้แล้ว” ก่อนจะไปยังหันหลังกลับมาถามเจิ้งหยวนเพื่อความแน่ใจ“ตัวเธอ… ไหวจริงๆ ใช่ไหม?”

            เจิ้งหยวนส่งยิ้มกว้างให้พี่สะใภ้ตน “วางใจเถอะค่ะ”

            เฝิงหมิงเยว่เดินจากไปที หันกลับมามองทีแทบทุกย่างก้าวเมื่อแผ่นหลังของเธอเลือนหายไปจากสายตา รอยยิ้มของเจิ้งหยวนค่อยๆ เบาบางลงความกังวลปรากฏขึ้นมาแทนที่ เธอเหลือบมองอากาศข้างออกอีกรอบ หากฝนตกไม่รู้เจิ้งเทียนหู่จะไปตีนเขาไหม

            หวังว่าสวรรค์จะเข้าข้างเธอนะ

            บางทีสวรรค์อาจได้ยินเสียงอ้อนวอนในใจของเจิ้งหยวนหลังกินข้าวเสร็จเม็ดฝนขนาดเท่าเมล็ดถั่วก็ตกลงจากท้องฟ้าดังเปาะแปะเจิ้งหยวนคิดว่าฝนคงตกแล้ว คาดไม่ถึงว่าตกนิดเดียวแล้วจะหยุด

            ฝนเพิ่งหยุด เจิ้งเจวียนก็กลับมาพอดี

            เธอติดฝนระหว่างทาง ก็เลยตากฝนอยู่พักหนึ่ง โชคดีที่ปลายฤดูร้อนต้นฤดูใบไม้ร่วงอากาศค่อนข้างร้อน และฝนตกไม่หนัก เปียกฝนนิดหน่อยเลยไม่เป็นไรมากไม่น่าเจ็บไข้ได้ป่วย

            เจิ้งหยวนหยิบเสื้อผ้ามาให้เจิ้งเจวียนเปลี่ยนพลางดุเธอ“แกจะกลับมาทำไม? ไม่เห็นเหรอว่าอากาศไม่ดี”

            เจิ้งเจวียนถอดเสื้อผ้าออก ขากลับบ้านเธอวิ่งกลับจึงทำให้มีเหงื่อออกตามร่างกาย เมื่อถอดเสื้อผ้าออกเลยค่อนข้างหนาวตัวสั่นเทาเล็กน้อย “พี่สะใภ้ให้ฉันกลับ และบอกให้เชื่อฟังคำพูดพี่…”เธอชะงักครู่หนึ่งก่อนมองเจิ้งหยวนด้วยสายตาเจือความสงสัย “พี่ พี่กับพี่สะใภ้มีเรื่องปิดบังฉันใช่ไหม? น้ำเสียงตอนพี่สะใภ้พูดกับฉันมันแปลกมากเลย”

            ดูท่าเฝิงหมิงเยว่จะยังไม่วางใจแต่มีเจิ้งเจวียนอยู่บ้านช่วยได้มากจริงๆช่วงนี้หนิวหนิวและซิงซิงนอนห้องเดียวกันหรือไม่ก็กับเจิ้งเจวียนตลอดเธอกังวลอยู่ว่าหลังเธอแอบออกไปตอนกลางคืนหากหนิวหนิวตื่นมาร้องไห้งอแงแล้วจะไม่มีใครปลอบเขา เสียงดังจนปลุกเจิ้งเฉวียนกังให้ตื่นขึ้นมาเมื่อเวลานั้นมาถึงคุณพ่อคงทราบว่าเธอไม่อยู่ในบ้านพอเกิดเหตุกับเจิ้งเทียนหู่ยามค่ำคืน เขาย่อมสงสัยเธอเป็นคนแรก

            “แกกลับมาพอดีเลยตอนกลางคืนช่วยฉันดูแลเด็กๆ ด้วย” เจิ้งหยวนเอ่ย

            เจิ้งเจวียนดวงตาพลันเปล่งประกาย เธอว่าแล้ว! พี่สาวเธอต้องมีเรื่องบางอย่างแน่ “พี่ให้ฉันดูแลเด็กๆ แล้วพี่ไปไหนล่ะ?”

            เจิ้งหยวนขยับยิ้มลึกลับ

            ความสงสัยใคร่รู้ของเจิ้งเจวียนพุ่งกระฉูดขึ้นมาทันทีหลังใส่เสื้อผ้าเสร็จ ก็เข้าไปตื๊อตามติดเจิ้งหยวน “บอกมาเร็วๆ”

            เจิ้งหยวนหลบพลางยิ้ม เธอยกนิ้วทาบริมฝีปากพลางส่งเสียงปราม “ชู่...” ก่อนส่งสายตาไปทางห้องโถง “เบาหน่อย อย่าให้คุณพ่อได้ยินเข้า”

            เธอไม่กลัวที่จะบอกเรื่องนี้กับเจิ้งเจวียน เพียงแต่...เจิ้งหยวนทำสีหน้าจริงจัง “ฉันบอกแกแล้ว แกห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด”

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่อีกครั้ง สู่ช่วงวันวานแสนมั่งคั่งในยุค 70 [จบ] ที่คุณอ่าน