“ชีวิตสมัยเรียนมัธยมของเธอเป็อย่างไรบ้าง?”เฟรดเปิดบทสนทนาขณะที่พวกเขากำลังเดินเล่นด้วยกันในสวนสาธารณะใกล้บ้าน
“อืม... ตอนนั้นก็... ฉันเรียนหนักมากๆหลังเลิกเรียนในโรงเรียนก็ยังไปเรียนพิเศษต่ออีกจนค่ำ วันเสาร์ - อาทิตย์ก็เรียนปิดเทอมก็ด้วย จะว่าไปแล้ว ฉันก็ไม่เคยได้ใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นทั่วไปกับเขาเลย”พริมได้แต่ยิ้มเศร้าให้กับอดีตที่ผ่านมา ตอนนั้นเธอยังเด็กมากไม่กล้าตัดสินใจด้วยตัวเอง ทุกสิ่งอย่างพ่อกับแม่เป็คนเลือกให้ทั้งนั้น ส่วนเธอก็เต็มใจทำตามหน้าที่ของตนเองไปจุดมุ่งหมายเดียวที่มีตอนนั้นคือทำให้พวกท่านภูมิใจในตัวเธอ
“แล้วนายล่ะ เป็อย่างไรบ้าง?”เธอเคยเห็นบรรยากาศโรงเรียนไฮสคูลจากสื่อบันเทิงมาอยู่บ้าง เธอคิดว่าบรรยากาศที่นั่นไม่น่าจะเคร่งเครียดอะไรมากมายเหมือนที่ไทย
“สุดเหวี่ยงมาก! เป็่ชีวิตที่ฉันจะไม่มีวันลืมเลยล่ะ...”ดวงตาของเขาเป็ประกายขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ทำให้พริมอดที่จะยิ้มตามไม่ได้
“ฉันก็เหมือนเด็กเกเรคนหนึ่ง ไม่ได้ตั้งใจเรียนอะไรแต่สอบได้คะแนนดีหลายคนก็เลยไม่ชอบฉัน โดยเฉพาะพวกนักเรียนหญิง เลยได้มีเื่ทะเลาะกันประจำ”สีหน้าของเขาแสดงออกถึงความเบื่อหน่ายชัดเจน สงสัยเขาคงผ่านเื่แย่ๆจากคนพวกนั้นมาเยอะน่าดู
“ทะเลาะกันเลยเหรอ?” พริมขมวดคิ้วสงสัย ส่วนตัวเธอไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนั้นมาก่อนในโรงเรียนเพราะต่างคนต่างแข่งกันด้วยคะแนนมากกว่าบางทีอาจจะมีการกั๊กความรู้อะไรประมาณนี้บ้าง แต่ก็ไม่ถึงขนาดทะเลาะกันโจ่งแจ้ง
“ใช่! พวกแม่*นั่นชอบหาเื่ไปฟ้องครูไม่เว้นแต่ละวันแต่ฉันก็เอาคืนโดยการเอากระเป๋าไปซ่อนบ้าง โยนหนังสือลงน้ำบ้างเขียนรูปจู๋ใส่กระเป๋าพวกนั้นก็บ่อย พอโดนเอาคืนก็ร้องไห้ กระจอกชะมัด!” เฟรดแค่นเสียงหัวเราะในลำคอด้วยความชอบใจ ดวงตาของเขาฉายแววความเ้าเล่ห์ร้ายกาจออกมา
“เอ่อ” พริมถึงกับตะลึงงัน โห...ที่เขาเอาคืนแต่ละอย่างก็ไม่เบานะนั่น
“ครั้งหนึ่งเกือบโดนไล่ออกจากโรงเรียนเลยนะเพราะฉันมีเื่กับคนไปทั่ว ครูก็ไม่เว้น”คำบอกเล่าต่อมาจากปากเขายิ่งทำให้เธออ้าปากค้าง
“หา?!มีเื่กับครูด้วยเหรอ?” พริมถามย้ำอีกทีเพื่อความแน่ใจ สมัยเธอเรียนนี่ ยอมรับว่าบางทีก็แอบบ่นอยู่ในใจบ้าง แต่เธอก็ไม่กล้าถึงขนาดไปมีเื่แบบนั้น
“ก็แค่สบถใส่นิดหน่อยน่ะ เลยถูกสั่งให้พักการเรียน 3 วันแต่ก็ดีเสียอีก ไม่ต้องไปโรงเรียน” เฟรดยักไหล่แลดูไม่ได้ใส่ใจนักถึงขนาดพักการเรียน คงไม่ใช่นิดหน่อยอย่างที่เขาว่าแล้วล่ะ
“สมัยฉันเรียนไม่ค่อยมีใครกล้าหือกับครูเลย ถามอะไรเล็กน้อยก็โดนด่าแล้วมันก็เลยทำให้ไม่มีใครกล้าแสดงความคิดเห็นหรือความในใจอะไรออกมา เื่สบถนี่คงไม่ต้องพูดถึงแต่สมัยนี้คิดว่า น่าจะเปลี่ยนไปแล้วล่ะ” พริมแบ่งปันประสบการณ์ในส่วนของเธอบ้างหญิงสาวพอรู้มาอยู่ว่า วัฒนธรรมของฝรั่งเขาไม่ได้บังคับให้เคารพผู้าุโกว่าทุกวัยคือเท่าเทียมกันหมด และสามารถวิพากษ์วิจารณ์กันได้อิสระ สำหรับเธอแล้วคิดว่า เป็วัฒนธรรมที่ไม่เลวเลยทีเดียว เพราะเธอเบื่อกับคำว่า ฉันาุโกว่าเธออะไรประมาณนี้มากๆ โดยเฉพาะในวงการแพทย์...แล้วเธอก็โยงเข้ามาที่เื่นี้อีกจนได้ หญิงสาวแอบถอนหายใจกับตัวเองปมในอดีตเป็อะไรที่ลืมได้ยากจริงๆ
“ที่นั่นคือ ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันหมด จะเด็ก จะแก่ ก็ไม่มีใครสูงกว่าใครแบบวัฒนธรรมเอเชีย”คำบอกเล่าจากเขาทำให้พริมพยักหน้าหงึกหงัก เธอเห็นด้วยอย่างยิ่ง
“อยากทำอะไรก็คงจะง่ายไปหมดสินะ” ถึงตาพริมยักไหล่บ้างบางครั้งเธอก็อยากให้สังคมที่เธอเคยอยู่เป็แบบนั้นบ้าง คงจะทำงานง่ายขึ้นน่าดู
“ก็ประมาณนั้น แต่บางทีมันก็มีอิสระมากไป เลยทำให้มีแก๊งเด็กเปรตแบบพวกฉันอยู่เยอะ”ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอเบาๆ ที่เขาพูดมาก็มีเหตุผลถ้าเกิดขึ้นที่เมืองไทยคงจะวุ่นวายน่าดู ขนาดนี้ยังยกพวกตีกันเป็ว่าเล่นอยู่เลย
“แล้วทำไมนายถึงย้ายมาที่ไทยล่ะ?” จากการที่ได้เห็นมาในสื่อต่างๆภาพลักษณ์ของอเมริกาคือประเทศั์ใหญ่เ้าอิทธิพลของโลกมีความเจริญก้าวหน้าอย่างยิ่งยวด ใครๆ ก็อยากจะย้ายไปอยู่กันทั้งนั้นแล้วอะไรกันที่เป็เหตุทำให้เขาย้ายมาอยู่ที่นี่
“ก็...อยากเปลี่ยนบรรยากาศดูน่ะ” ท่าทางลังเลก่อนตอบของชายหนุ่มทำให้พริมมองเขานิ่งเธออดรู้สึกไม่ได้เลยว่า เขากำลังปกปิดอะไรบางอย่างไว้อยู่แต่หญิงสาวเลือกที่จะปล่อยผ่านไปบางทีอาจจะเป็เื่ส่วนตัวที่เขาไม่สะดวกเปิดเผยก็ได้
คนทั้งสองเริ่มไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยขึ้นจากเพื่อนบ้านข้างห้องกลายเป็เพื่อนสนิท และมีแววว่า ความสัมพันธ์นี้กำลังจะถลำลึกลงไปอีก...
แกร๊ก! ประตูห้องของพริมถูกใครบางคนเปิดออกอย่างถือวิสาสะตามมาด้วยการปรากฏตัวของชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งหน้าตาคุ้นเคยเขาเดินตรงเข้ามาหาเธอที่โซนห้องครัวก่อนจะวางถุงผ้าไว้บนเคาน์เตอร์ทำอาหาร
“ได้แล้ว กะทิที่เธอฝากซื้อตังค์ทอนอยู่ในถุงนั่นแหละ” เฟรดชี้ไปยังถุงผ้าใบเดิมแล้วหันไปเปิดตู้เย็นหยิบขวดน้ำเปล่าขึ้นมายกดื่มด้วยท่าทางสบายๆอย่างกับเขาเป็เ้าของห้อง
“ขอบคุณมาก เดี๋ยววันนี้จะทำกล้วยบวชชีให้ทาน”พริมพูดขณะที่สองมือของเธอยังคงยุ่งง่วนกับการทำอาหาร
“เผ็ดหรือเปล่า?” เขาหันมามองเธอพร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ไม่เผ็ด มันเป็ของหวานน่ะ” หญิงสาวอมยิ้มด้วยความเอ็นดูนึกย้อนไปถึงที่ผ่านมา หลังจากได้รู้จักและสนิทสนมกันมากขึ้นเฟรดได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากเธอหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็ อาหารไทยนานาชนิด วัฒนธรรมของที่นี่รวมไปถึงสิ่งต้องห้ามที่ชาวต่างชาติควรรู้ชายหนุ่มเปิดรับความรู้ใหม่เหล่านี้เป็อย่างดี
แต่ในขณะเดียวกัน พริมก็ได้ััถึงความลึกลับของเขามากขึ้นเรื่อยๆ เฟรดชอบมาเล่นที่ห้องเธอหลังเลิกงานแล้วกลับห้องของตนในเวลาเดิมเสมอ แต่จะมีบางวันที่อยู่ๆ เขาก็เงียบหายไปขังตัวเองไว้ในห้อง พริมเคยไปเคาะประตูเรียกแต่กลับไม่มีการตอบรับใดๆ หญิงสาวได้แต่เก็บงำความสงสัยนี้ไว้ในใจไม่กล้าถามออกไปตรงๆ
หลังจากดื่มน้ำเติมความสดชื่นให้ร่างกายแล้วเรียบร้อย เฟรดทิ้งตัวนั่งเล่นที่โซฟาพลางเปิดทีวีดูอะไรไปเรื่อยเปื่อยระหว่างที่รอเ้าของห้องทำอาหารอยู่บรรยากาศแบบนี้เป็ภาพที่ชินตาไปแล้วสำหรับคนทั้งสอง
“เสร็จแล้ว” พริมบอกเขาพร้อมด้วยรอยยิ้มกว้างจนตาหยีหญิงสาวยกถ้วยจานกับข้าวสามอย่างและจานข้าวสวยร้อนๆ วางเสิร์ฟบนโต๊ะทานอาหารเล็กๆของเธอ ทว่ากลับไม่มีปฏิกิริยาตอบรับใดๆ จากชายหนุ่ม สงสัยเขาคงไม่ได้ยิน พริมจึงเรียกเขาอีกรอบแต่ปรากฏว่า ไม่มีการตอบสนองเช่นเดิม
พริมหันไปมองเขาด้วยความสงสัยแล้วก็ได้พบว่าเฟรดกำลังโน้มตัวไปข้างหน้าโดยที่ยกมือทั้งสองขึ้นมากุมใบหน้าเอาไว้ราวกับกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่างเมื่อเห็นดังนั้น หญิงสาวไม่รอช้ารีบเดินตรงไปหาเขาทันที
“เกิดอะไรขึ้น?” สีหน้าและน้ำเสียงของพริมดูใไม่น้อยเธอไม่เคยเห็นเขาเป็เช่นนี้มาก่อน คำถามมากมายเกิดขึ้นกับหญิงสาว
“นายโอเคไหม?” เธอถามต่อด้วยความเป็ห่วงชายหนุ่มส่ายหน้าเบาๆ เป็คำตอบ เมื่อสังเกตดีๆ จะเห็นว่า ร่างกายของเขากำลังสั่นเทาไม่หยุดเสียงสะอื้นเบาๆ จากคนตรงหน้ายิ่งพาให้เธอใจหาย
พริมยกมือขึ้นมาลูบไหล่ปลอบโยนชายหนุ่มแม้จะยังจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่สัญชาตญาณกำลังบอกเธอว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่เธอทำให้เขาได้ในเวลานี้คือการนั่งอยู่เคียงข้างอย่างเงียบๆ เพื่อให้คนตรงหน้าได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง
บรรยากาศแห่งความตึงเครียดค่อยๆ ผ่อนคลายลงเฟรดยืดตัวนั่งหลังตรง ใบหน้าของเขาเงยขึ้นมาเผชิญกับโลกภายนอกอีกครั้ง ดวงตาคู่คมยังคงแดงก่ำเห็นคราบน้ำตาบางๆ
“เป็ไง? ดีขึ้นแล้วใช่ไหม?”พริมเองก็ยังนั่งอยู่ที่เดิมไม่จากเขาไปไหน
“...ขอโทษ” เฟรดบอกเธอเสียงแ่ดวงตาสีเทาคู่นั้นเหม่อมองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย
“นายไม่ได้ผิดอะไร”ความเงียบเกิดขึ้นระหว่างคนทั้งสองอีกครั้งเธอจับจ้องไปยังคนตรงหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย และรอคอยอย่างใจเย็น
เฟรดยกมือขึ้นมากุมขมับตนเอง คิ้วหนาขมวดเข้าหากันมุ่นสีหน้าของเขาแสดงถึงความรู้สึกเ็ปบางอย่างก่อนที่ชายหนุ่มจะพยายามสูดหายใจเข้าออกลึกเพื่อเรียกสติของตนเอง
“ผม...มีเื่จะสารภาพกับคุณ”
++++++++++++++++++++++++++++++++++++
มาแล้ว ค่อยๆ แง้มออกมาแล้ว! รอฟังคำสารภาพของเฟรดเดอริกวันศุกร์นี้นะจ๊ะ