Santianamarir เซนเทียน่ามารีอาร์ 1 (ผู้ฟูมฟักจากโลกต้องห้าม)

    ผิดหวัง

    ผิดหวัง

            หลังจากเกลี้ยกล่อมให้บาร์รามมาอยู่เป็นเพื่อนรินรินที่หอคอยและบอกเหตุผลกับรีสว่าทำไมเธอต้องแยกตัวไปคนเดียวที่แนวป่ารำพันทุกคนก็เข้าใจและจะไม่ตามเธอไปจนกว่าเธอจะกลับมารีสจะรออยู่ที่ชายป่าและที่สำคัญเขาจะไม่อยู่ไกลกว่านี้แต่ทางด้านเจ้าตัวเล็กชูม่ามีหรือที่จะยอมอยู่กับแม่หนูกินรีที่เอาแต่ถามนู่นถามนี่ตุลาการของเนย่าจนหน้าบูด

            เขาฉวยโอกาสตอนรินรินเผลอย่องออกมาอย่างเงียบเชียบเดินท่องปราสาทอันกว้างใหญ่ด้วยขาสั้น ๆของเขาแต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะต้องใช้เวลากี่วันจะเดินชมจนหมด สุดท้ายเท้าเล็กๆ ของเขาก็พาให้มาหยุดอยู่ที่ลานกว้างของระเบียงปราสาทชั้นสอง

            ชู่ม่าพบกับใครคนหนึ่งที่นั่งอยู่บนม้ายาวสีขาวสะอาดเส้นผมสีเงินยาวสวยสะท้อนกับแสงจันทร์ค่ำคืนนี้งดงามอย่างลงตัวช่างเหมือนประติมากรรมเสียจริง ๆ ชูม่ายกยิ้มก่อนจะก้าวเท้าเล็ก ๆ เดินต้วมเตี้ยมเข้าไปหา

            “หวัดดี คืนนี้ไม่ยักกะเห็นใครอยู่กวนใจเจ้านะ” ชูม่าเอ่ยทักทายก่อนจะปีนป่ายไปยืนอยู่บนพนักพิงใกล้ๆ คนถูกถาม

            “อะ…เอ่อ… ท่านคือ...” ไทโซล์สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงเอ่ยทักแต่เขาก็พอจะเดาได้ว่าใคร

            “ฉันชื่อชูม่า ที่ฟักมาจากไข่ไฮดราเมื่อวันก่อนไง” ชูม่าแนะนำตัว

            “ครับ ข้าจำได้” ไทโซล์ตอบยิ้ม ๆ

            “เจ้าตาบอดจริงน่ะรึ” ชูม่ากอดอกลองชะโงกหน้าไปดูใกล้ ๆแต่ก็พบว่าดวงตาสีม่วงคู่นั้นไร้ประกายของแสงใด

            “ครับ ได้ท่านเนย่าช่วยไว้เลยได้มารักษาตัวที่นี่” ไทโซล์ตอบอย่างสุภาพก่อนจะเบือนหน้าไปอีกทางแม้จะมองไม่เห็นสิ่งใด

            “หึ! มังกรของเจ้าไปไหนซ่ะล่ะ” ชูม่าไต่ลงมานั่งข้าง ๆ ไทโซล์แล้วใช้แขนสั้น ๆนั้นกอดอกตัวเองไว้

            “เรเนรอสออกไปลาดตระเวนพื้นที่แถบนี้น่ะครับ" ไทโซล์ตอบพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ คล้ายกับภูมิใจ

            “แน่ใจหรือว่าไปตระเวนพื้นที่หรือไปฟื้นพลังกันแน่ รักษาร่างมังกรให้คงสภาพสมบูรณ์พร้อมแถมกลายร่างกลับไปกลับมาแบบนั้นมันยากนะ” ชูม่าหลับตาเอ่ยลอย ๆ

            “ท่านหมายความว่ายังไง เรเนรอสก็ปกติดีทำไมต้องไปฟื้นพลังด้วยเล่าท่าน” ไทโซล์หันกลับมาตอบหมัดมังกรข้าง ๆ

            “ถ้านางคือมังกรที่แท้จริงไม่ได้เป็นซากของปีศาจเงือกที่สิ้นอายุไขไปแล้วน่ะนะ ทุกคืนพระจันทร์เย็นนางจะต้องอาบไล้แสงจากฝนของคืนพระจันทร์เย็นถูกหรือไม่ถึงจะมีร่างมังกรเช่นนั้นได้ เจ้าเก่งไม่ใช่น้อยเลยนะ ที่สร้างของแบบนั้นขึ้นมาน่ะ” ชูม่ายังคงหลับตาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงแววเยาะ

            “ฮึ! มาทำเป็นรู้ดีเช่นนี้ไม่น่ารักเลยนะ” แววตาสีม่วงที่เคยหม่นแสงกลับสดใสอีกครั้งพร้อมกับเสียงถอนหายใจที่ถูกเจ้าตัวเล็กจับได้

            “ข้าก็ไม่ได้อยากจะดูน่ารักจุ๋มจิ๋มแบบนี้สักเท่าไรหรอกนะกับข้าเจ้าไม่ต้องแกล้งตาบอดก็ได้มันเหนื่อยเปล่า แผนของเจ้ามาจนถึงขั้นนี้แล้วยังรออะไรอีกล่ะ” ชูม่าเอ่ยถามคนข้าง ๆการทำอะไรชักช้าของหมอนี่ช่างน่ารำคาญ เขาเองก็ไม่ชอบมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

            “แล้วของเจ้าล่ะลุล่วงรึยัง แผนของเจ้า” ไทโซล์ย้อนบ้าง

            “ยังข้าขอทดสอบอีกหน่อยเพิ่งฟักออกมาจากไข่ราชามังกรเชียวนะแล้วก็ค่อนข้างจะเมื่อยซะด้วยสิหลับไปนานเสียขนาดนั้นเจ้าแฝงตัวอยู่ในร่างอสุรเทวาเพื่อเล่นกงล้อชะตาของโลกนี้ก็ทำได้ไม่เลวเลยทีเดียวซ้ำยังดูแลมังกรของเด็กนั่นให้ปลอดภัยมาได้ก็นับว่ายอดเยี่ยม” ชูม่าเอ่ยชมอย่างจริงใจแถมบิดขี้เกียจไปมาหมอนี่ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรและที่ทำไปก็น่านับถืออยู่ไม่น้อย

            “ก็ถือว่าสนุกดี ไม่เลวร้ายนักหรอกถึงจะทำเป็นมองไม่เห็นไปบ้างแต่ข้าชอบเด็กมนุษย์นั่นมากเชียวล่ะถ้าทั้งคู่ได้รู้ตัวตนของกันและกันคงจะดีไม่น้อย” ไทโซล์เอนตัวตามสบาย แล้วหลับตาลงนึกถึงวันที่ต้องเสี่ยงตายพาไข่มังกรไปยังโลกมนุษย์

            “เผ่าพันธุ์ที่พ่อแม่มังกรเลือกมาน่าสนใจดีใช่ไหมล่ะ” ชูม่าหันไปยิ้มให้ไทโซล์อย่างเจ้าเล่ห์จนเขี้ยวเล็กๆ นั้นโผล่ออกมา ในความคิดเขามันคงดูดี แต่สำหรับคนที่มองมามันเหมือนเขากำลังแสยะยิ้มน่าขนลุก

            “อืม ข้ากำลังสนุก เจ้าอย่ามาขัดข้าล่ะกัน ‘หนึ่งผู้ทำนาย’”

            “ไม่ทำอยู่แล้วเพราะข้าก็กำลังสนุกเช่นกัน ‘บดีดิน เอิร์นนิส’”

            ทั้งสองยิ้มให้กันก่อนจะแยกย้ายทำตัวตามปกติเพราะเฮริสร้องเรียกหาไทโซล์มาแต่ไกลส่วนชูม่าก็อาศัยความตัวเล็กวิ่งหายไปทางเดิมเพื่อเข้ากลุ่มสนทนาของรินรินกับบาร์ราม

    อีกด้านหนึ่ง

            ภายในป่าที่เรืองแสงสว่างไสวแข่งกับแสงจันทร์เหล่าต้นไม้ต่างย้ายลำต้นไปมาอย่างเงียบเชียบ เพื่อให้ได้พูดคุยกันถึงเรื่องราวที่ผ่านมา

            เนย่ายืนรอใครคนหนึ่งที่เธอเองก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะโผล่มาพบเธอหรือเปล่าแล้วถ้าไม่เธอจะกลับเมื่อไรดีนะแต่แล้วเสียงฝีเท้าที่ดังเข้ามาใกล้ก็ทำให้เธอใจชื้นขึ้น

            “ฉันนึกว่านายจะไม่มาซะอีก” เนย่าถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วรีบหันกลับไป แต่...

            “รอฉันอยู่หรือ?” ฮาร์มถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเขาแปลกใจเล็กน้อยที่เนย่ากำลังรอเขาอยู่

            คือ ฉันรอรินรินน่ะ ว่าจะมาชมฝนของพระจันทร์เย็นแล้วก็จะมาแลกเปลี่ยนกันเรื่องฝนบนโลกมนุษย์ด้วย” เนย่าแถไปแบบน้ำขุ่น ๆทำไมกลายเป็นหมอนี่ไปได้นะ

            “งั้นเหรอ แต่ฉันไม่เห็นรินรินมาแถวนี้เลยนะแล้วทำไมไม่เห็นเจ้าตัวดำนั่นอยู่กับเธอล่ะ” เขายกคิ้วเป็นเชิงถาม

            “เขาคงเฝ้าอยู่แถวนี้ล่ะ ฉันกำลังจะกลับพอดีนายก็รีบกลับเถอะ ออกมาไกลเหมือนกันนี่นะ” เมื่อไม่เป็นไปตามแผนเนย่าก็ขอปลีกตัวออกมาเพราะไม่อยากถูกสงสัย

            “ฉันตามเธอมา” ฮาร์มตัดบทคนที่กำลังจะเดินหนี

            “ตามฉัน?” เนย่าเอียงคออย่างฉงน

            “มีเรื่องจะบอก” สีหน้าเรียบเฉยนั่นทำเอาเนย่าเดาอารมณ์ไม่ถูก

            “เรื่องอะไรหรือ สำคัญไหมเดินไปคุยไปก็ได้นะ” เนย่ายิ้มให้ก่อนจะพยักหน้าให้เดินตามมา

            “ฉันคือมังกรของเธอ” เนย่าถึงกับชะงักเท้า ก่อนจะค่อย ๆหันกลับมามองคนพูดอย่างเต็มตา

            “บ้าน่า นายพูดอะไร อสุรเทวาจะเป็นมังกรได้ยังไง” เนย่ายกยิ้มอย่างฝืดฝืน ล้อเธอเล่นรึไงกันนะ

            “เป็นได้สิ ร่างนี้เกิดจากน้ำตาแห่งการกำเนิดของเธอ” พูดจบร่างของลูกมังกรของฮาร์มก็สลายหายไปที่ผ่านมามันคือภาพลวงตาที่เขาสร้างขึ้น มันไม่เคยมีจริงตั้งแต่แรก

            “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง นายก็พิสูจน์สิ” เนย่ากดเสียงต่ำอย่างไม่พอใจหมอนี่จะมาไม้ไหนกันแน่ ถึงเขาจะไม่เคยกวนประสาทเธอ หรือมองเธอด้วยสายตาเหยียดหยามแต่การที่จะมาอ้างกันมั่ว ๆ แบบนี้มันก็ไม่ตลกเลย

            จู่ ๆ ฮาร์มก็ค่อย ๆ ปลดกระดุมเสื้อออกทีล่ะเม็ดเนย่ายืนจ้องภาพนั้นอย่างใจหายใจคว่ำ แต่ก็ต้องตกตะลึงเมื่อบริเวณอกด้านซ้ายของฮาร์มมีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่รูปวงรี มันดูน่ากลัวแผลขนาดนี้ตอนใหม่ ๆ เลือดคงไหลเยอะมากแน่ ๆขนาดเป็นแผลเป็นยังทิ้งรอยไว้จนน่าใจหาย

            “อาวุธ จากเปลือกไข่ อันที่จริงมันคือเกล็ดของฉันเอง” ฮาร์ม ตอบเสียงเรียบนิ่ง ก่อนเสียงเท้าหนัก ๆจะดังมาจากแนวป่าด้านหลังของฮาร์ม ดวงตาสีแดงฉานหกคู่จ้องมองมาที่ทั้งสองคนก่อนเงาร่างใหญ่จะพ้นเงาไม้ออกมายืนอยู่ด้านหลังของฮาร์ม

            “รีส” เนย่าเอ่ยเรียกชื่อนั้นอย่างตื่นตะลึงสุนัขสามหัวเท้าทั้งสี่ลุกเป็นไฟ เธอจำได้ดีว่าเป็นเขาร่างนี้เคยช่วยเธอไว้ในเขตภารกิจอาจารย์ซาร์เรีย

            “เขามีสติดีอย่าห่วงเลยอัญมณีสีเขียวนั่นที่อยู่กลางหน้าผากเขา คือเกล็ดของฉันเอง” ที่ผ่านมาหลายครั้งก็เป็นฮาร์มที่ยื่นมือเข้ามาช่วยโดยที่เธอไม่เคยรู้มาก่อน

            แต่ว่า…เลือดเธอกับเซนดรินสัมผัสกัน และเซนดรินก็สามารถฟื้นตัวเองเหมือนที่เธอมีพลังรักษาไหนจะหลาย ๆ ครั้งที่เซนดรินรู้ว่าเธอมีความสามารถอะไรอีกล่ะใครกันแน่ที่เป็นมังกรของเธอ ถ้าฮาร์มเป็นมังกรของเธอจริงนี่คือทายาทราชาตนสุดท้ายอย่างนั้นสิ แล้วเธอจะต้องทำยังไงดี

            “โอ้ย!” เนย่ารู้สึกแสบร้อนที่แขนขวาอยู่ๆมันก็เริ่มมีเกล็ดหนาขึ้นมา มีมังกรที่ปองร้ายเธอแถวนี้อย่างนั้นหรือ

            “เป็นอะไรไป” ฮาร์มรีบเข้ามาประคองเนย่าส่วนเจ้าสุนัขสามหัวก็มีท่าทีระวังภัย

            “ปะ...เปล่า รีบกลับกันเถอะ แถวนี้อาจไม่ปลอดภัย” เนย่ารีบซ่อนแขนที่เริ่มมีเกล็ดหนาของเธอทันทีแต่ดูเหมือนฮาร์มจะรู้ จึงทำให้รีสกลายร่างเป็นสภาพเดิม ก่อนฮาร์มจะส่งเนย่าขึ้นไปไว้บนหลังของเขา

            “แถวนี้มีมังกรอื่นหากินอยู่ เพราะอยู่ในเขตป่ามันอาจเห็นเธอเป็นอาหาร และคงไม่ประสงค์ดีเท่าไร หัตถามังกรจึงมีปฏิกิริยา”     ฮาร์มมองอาการนิ่วหน้าของเนย่าด้วยความเป็นห่วง

            “แล้วเรื่องของเราจะทำยังไงต่อไป” เนย่าลูบแขนของตัวเองที่ทุเลาความแสบร้อนลงบ้างแล้ว

            “ยังไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้เพราะจะเป็นอันตรายฉันขอแค่เธอรับรู้ไว้เท่านั้นอย่าบอกเรื่องนี้กับใคร ไว้เธอและฉันพร้อมกว่านี้ก่อนอาวุธจากเปลือกไข่ของฉันยังไม่สมบูรณ์” ฮาร์มเอื้อมมือไปลูบอัญมณีบนหน้าผากรีสเบา ๆ

            “หมายความว่ายังไง” เนย่ายังคงแคลงใจ

            “ยังขาดอีกครึ่งหนึ่งที่ต้องตามหาน่ะกลับไปหอคอยได้แล้ว ป่านนี้พวกตุลาการคงปวดหัวกับเพื่อนเธอแย่” รอยยิ้มบาง ๆดวงตาสีดำแสนเศร้านั่นทำเธออดสงสารเขาไม่ได้ ที่ผ่านมาก่อนจะเจอเธอเขาคงลำบากไม่น้อยดูจากแผลที่อกของเขาก็พอจะเดาได้ว่าเขาผ่านความเจ็บปวดมามาก กว่าจะมาเป็นอาวุธที่ร้ายกาจอย่างนี้ให้เธอได้ใช้

            “อืม ขอบใจมากนะ ที่ช่วยเหลือฉันมาตลอด” เนย่าถอนหายใจอย่างน้อยวันนี้เธอก็ได้รับรู้ว่าที่เธอมาโลกแห่งนี้ไม่สูญเปล่ามังกรของเธอยังไม่ตายและมีตัวตนอยู่ แม้อีกใจจะยังมีข้อสงสัยที่ต้องไขให้กระจ่างใจอีกมากนัก

            “ก็เธอเป็นผู้ฟูมฟักฉันนี่” ฮาร์มยกยิ้มให้ก่อนจะพยักหน้าให้รีสพาเนย่าออกไปเมื่อพ้นแนวป่า เหล่าเพื่อน ๆ และองครักษ์ของเนย่าต่างกรูเข้ามาต้อนรับกันยกใหญ่ทำให้ส่วนเกินอย่างเขาต้องเดินหลบฉากออกไปทันทีโดยไม่มีใครได้สังเกตเห็น

            รอยยิ้มปริศนาปรากฎขึ้นที่มุมปากของเขาพร้อมกับสีตาข้างขวาที่เปลี่ยนจากดำเป็นแดงก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็วราวกับปฏิกิริยานี้ไม่เคยเกิดขึ้น

     

    ป่ารำพัน หนึ่งชั่วโมงต่อมา

            ใกล้เวลาที่ประตูโรงเรียนจะปิดแต่เขาไม่ได้ลืมนัดแม้จะอ้างกับเธอไปว่าไม่ว่างแต่เขาก็มาตามนัดแม้จะช้าไปแต่ก็คิดว่าเธอจะรออยู่กว่าเขาจะปลีกตัวออกมาจากการถูกเยี่ยมเยียนของผู้มีพระคุณได้ ก็ใช้เวลานานโขเซนดรินรีบหายตัวมาราวกับเหาะเพื่อให้พ้นสายตาพวกที่เฝ้าสังเกตการณ์ แต่ทว่า…

            “ท่านเซนดรินท่านออกมาไกลขนาดนี้เพื่อมาตามนัดยายเด็กนั่นเหรอ” เสียงเล็ก ๆที่ดังไล่หลังมาทำเอาเขาถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย สุดท้ายก็หลบไม่พ้นอยู่ดี

            “ลาร์เฟีย” เป็นเธอนั่นเองที่ตามเขามา

            “ถ้าฉันไม่ตามมาก็คงไม่รู้ว่าท่านให้ความสำคัญกับเด็กมนุษย์นั่นมากกว่าฉันแค่ไหน” ทีแรกเธอก็ไม่เชื่อที่เนย่าพูดว่าเซนดรินเป็นคนนัดออกมาพบแต่พอมาเห็นกับตาถึงรู้เพราะตั้งแต่ตอนอยู่กับพ่อเธอที่มาเยี่ยม เซนดรินก็ดูอยู่ไม่ติดกระวนกระวายจนผิดสังเกต

            “กลับไป” เซนดรินเอ่ยไล่เขาไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายความเป็นส่วนตัวและตามติดเป็นเงาเช่นนี้

            “ไม่ ฉันถูกเลี้ยงมาเพื่อให้ดูแลท่าน ฉันคือผู้ฟูมฟักของท่านทำไมท่านถึงไม่สนใจจะดูแลปกป้องฉันบ้างแถมเย็นชาขนาดนี้ ท่านเป็นมังรของฉันนะ” ลาร์เฟียกำหมัดแน่นน้ำตาคลอ

            “ลาร์เฟีย เธอก็รู้ว่าไม่ใช่” เซนดรินถอนหายใจแต่สายตาก็ยังคงมองหาเนย่าเผื่อเธออยู่แถวนี้แล้วมาได้ยินบทสนทนาเข้า

            “จะไม่ใช่ได้ยังไง ท่านพ่อบอกข้าเสมอเราโตมาด้วยกันตั้งแต่ยังเล็กนะ แต่ท่านให้ความสนใจเด็กมนุษย์นั่นมากกว่าถึงขนาดเอาตัวไปปกป้อง และคืนนี้ท่านก็ยังนัดพบกัน” ลาร์เฟียออกจะคับแค้นใจที่เซนดรินแสดงออกถึงความห่วงใยเชื้อพันธุ์โสโครกเช่นนั้นจนตัวเขาบาดเจ็บ

            “ที่ผ่านมา ฉันขอบใจครอบครัวของเธอมากที่ดูแลฉันมาเป็นอย่างดีแต่วันนี้ขอล่ะ ฉันต้องพบเด็กนั่น” เซนดรินทำท่าจะเดินหนี

            “ท่านใจร้าย ใจร้ายที่สุดเลย” ลาร์เฟียเกาะแขนเขาไว้ทำให้เซนดรินมองมือที่เกาะแขนเขาอย่างไม่พอใจ เมื่อลาร์เฟียรู้สึกตัวว่าไม่สมควรก็รีบปล่อยก่อนจะร้องไห้โฮ

            “เธอมีมังกรของเธอแล้วที่ผ่านมาเธอเป็นผู้ฟูมฟักเงาของฉัน ทำไมถึงไม่เข้าใจข้อนี่ลาร์เฟีย” เซนดรินเอ่ยเน้นย้ำ

            “ไม่จริง ฉันไม่เชื่อพ่อบอกกับฉันสอนฉันให้ดูแลท่านให้ดีเพราะท่านคือสิ่งสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้ และเราจะได้เปลี่ยนมันด้วยกัน” ลาร์เฟียตอบสะอึกสะอื้นราวกับเด็กน้อยเอาแต่ใจ

            “วันนี้ฉันติดอยู่กับครอบครัวของเธอจนต้องผิดนัดนี่ก็ใกล้เวลาประตูปิดแล้ว เลิกร้องไห้แล้วตามฉันกลับเข้าโรงเรียนเถอะ” เมื่อดูจะพูดไม่รู้เรื่องและไม่เห็นเงาของคนที่เขาตามหาบวกกับเวลามีน้อย เห็นทีจะต้องกลับอย่างเสียไม่ได้ ขืนปล่อยให้ลาร์เฟียร้องไห้โยเยอยู่แบบนี้มีหวังได้ถูกมังกรตัวอื่นทำร้ายแน่

            สุดท้ายแล้วการที่เขาออกมาพบเนย่าเพียงลำพังก็เสียเปล่าและไม่สำเร็จเขารู้ดีว่าวันนี้เด็กหญิงนัดเขามาพบเพื่ออะไรเขาเตรียมคำตอบที่ดีที่สุดไว้ให้เพื่อที่เธอจะไม่ตกใจและเตรียมรับมือกับอนาคตของพวกเขาทั้งสองได้หวังว่าเนย่าคงจะไม่โกรธที่เขาไม่มาตามนัดจนเธอต้องกลับไปเสียก่อน

            ตอนนี้จะมีก็แต่ลาร์เฟียที่เดินตามหลังเขามาและยังร้องไห้ไม่หยุดอยู่เป็นเพื่อนทำลายความเงียบสงบนี้เขาเข้าใจลาร์เฟียดีถึงสิ่งที่เธอคาดหวังในตัวเขา

            ที่ผ่านมาเพื่อให้ชีวิตเขารอดปลอดภัยทรีบาสได้ส่งเขาเข้าไปอยู่กับครอบครัวของลาร์เฟียตั้งแต่เขายังเล็กนับว่าเป็นความโชคดีที่ครอบครัวของลาร์เฟียนั้นภักดีต่อสายเลือดราชาอย่างหาที่สุดไม่ได้จึงดูแลเขาเปรียบเสมือนลูกชายคนหนึ่ง และให้ลูกสาวเพียงคนเดียวของตระกูลเป็นผู้ฟูมฟักเงาของเขาในระหว่างรอผู้ฟูมฟักแท้จริงปรากฎแต่ก็ไม่คิดว่าการอบรมสั่งสอนของคนในครอบครัวลาร์เฟียจะทำให้เธอลืมความจริงไปเสียหมดสิ้นแล้วว่าเธอเป็นแค่เพียงเงาของใครคนหนึ่งเท่านั้นซึ่งไม่มีวันจะเทียบได้

            นี่ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่น่าลำบากใจ เขาจะต้องอธิบายให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าสถานการณ์ตอนนี้มันเปลี่ยนไปเช่นไรและต้องให้เข้าใจกันทั้งครอบครัวไม่ใช่แค่ลาร์เฟียคนเดียวเพราะสิ่งที่เธอเชื่อ ก็มาจากความภักดีต่อเขาของพ่อเธอนั่นเอง

    คล้ายกับเรื่องSantianamarir เซนเทียน่ามารีอาร์ 1 (ผู้ฟูมฟักจากโลกต้องห้าม) ที่คุณอ่าน