บทที่ สิบสาม
ยามค่ำคืนที่ภัตตาคารพานฮุ่ยแห่งนี้ก็ยังมีผู้คนหลั่งไหลเข้ามามากมายเสียงเครื่องสายบรรเลงขับกล่อมอยู่บนเวทีพร้อมนักแสดงร่ายรำอย่างอ่อนช้อยไฟโคมสีแดงแต่งแต้มบรรยากาศให้ยิ่งอบอุ่นรับลม
บนชั้นสองของภัตตาคารหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่ในมุมสงบนางสวมอาภรณ์ดูเรียบง่ายแต่เนื้อผ้านับว่าเป็ชั้นดีแม้จะเป็อาภรณ์สตรีแต่ก็ดูคล่องแคล่ว เพราะครั้งหนึ่งอาภรณ์ตัวนี้เป็ของสตรีในวังแต่ได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่ให้ทะมัดทะแมงทั้งนางยังไม่ได้มีเครื่องประดับหรูหรา หากดูเผินๆ ราวสตรีสามัญ
หลิวชิงเซียงแอบเตรียมชุดที่แอบให้อิงหลานดัดแปลงใหม่ติดมาด้วยครั้งนี้ได้หยิบมาใช้ก็คุ้มแล้ว แต่ถึงแม้ชุดจะไม่ได้งามเหมือนครั้งแรกที่ใส่แต่ก็พอจะมองออกว่ามีค่าราคาไม่น้อยเสียแต่อาจจะดูไม่ค่อยเข้ากับภาพลักษณ์หญิงสาวที่ผิวหน้าหมองคล้ำปากซีด..แต่ใครสนกัน!
นางจิบสุราจอกเล็กฟังเสียงขลุ่ยและพิณที่แว่วมากับสายลม พลางทอดสายตามองการแสดงเบื้องล่าง ในยามที่ไม่มีใครรู้ว่านางเป็ใครไม่มีใครติดตามสอดส่องนี่สิที่นางพอใจ อาหารเลิศรสชมการแสดงที่คนทั่วไปชมได้
แต่แล้วความสุขนั้นก็ต้องชะงักลงเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นจากเบื้องล่าง ดึงความสนใจของผู้คนให้หันไปมอง
“ไอ้เด็กเวร! เ้าเดินยังไงกันชนข้าจนไหเหล้าข้าตกแตก!”น้ำเสียงหยาบกระด้างของชายร่างใหญ่คนหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับภาพของกลุ่มชายฉกรรจ์สามสี่คนที่กำลังล้อมรอบเด็กชายตัวเล็กๆ ผู้หนึ่งเด็กน้อยใบหน้าเปรอะเปื้อน สวมเสื้อผ้าที่เก่ามีรอยปะปะอยู่บ้างจุดดวงตากลมโตของเขาสั่นระริก ริมฝีปากเม้มแน่นราวกับไม่กล้าร้องไห้
“ข้า..ข้าไม่ได้ตั้งใจ..ขออภัยคุณท่าน..” เด็กชายก้มศีรษะอย่างหวาดกลัวมือเล็กๆ พยายามจะเก็บเศษไหเหล้าที่แตกกระจายอยู่บนพื้น
หนึ่งในอันธพาลผู้หนึ่งเตะถังไม้บริเวณใกล้ๆอย่างแรง จนเศษข้าวที่อยู่ข้างในกระจัดกระจาย “หึ! ขออภัยแล้วเื่จะจบง่ายๆอย่างนั้นหรือ?ไหเหล้าของข้าราคาไม่ใช่ถูกๆเ้าจะชดใช้อย่างไร?”
เด็กชายเงยหน้าขึ้นอย่างหวาดหวั่นดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไรออกมาหญิงสาวคนหนึ่งก็รีบวิ่งฝ่าฝูงชนเข้ามาขวางหน้าเขาไว้
“ช้าก่อน!” หญิงสาววัยแรกแย้ม รูปร่างบอบบางใบหน้างดงามแม้จะสวมอาภรณ์เรียบง่ายสีซีดนางพยายามประคองร่างน้องชายไว้เข้ามาหาตัวเอง “พวกท่านอย่าได้ทำร้ายน้องข้าเลยเขายังเด็กนัก หาก้าชดใช้ ข้ายินดีชดใช้แทน”
เมื่อสิ้นคำั์ตาของชายฉกรรจ์ก็เปล่งประกายวาวโรจน์ริมฝีปากแสยะยิ้มต่ำช้า
“โอ้..เช่นนั้นก็ดีเ้าคงไม่มีเงินชดใช้สินะ” อันธพาลผู้นั้นเขาเดินเข้ามาใกล้มองสำรวจทั่วร่างหญิงสาวร่างบางอย่างจาบจ้วง“พอดีเชียวข้ากำลังขาดอนุสักคนเช่นนั้นเ้าก็มากับข้าสิ ถือเป็การชดใช้หนี้แทนน้องเ้า” ชายกักขฬะรีบคว้าข้อมือเล็กหมายจะดึงให้ไปด้วยกัน
ส่วนหญิงสาวหลังคำประกาศกร้าวนางรีบถอยหลังหนีดวงหน้าซีดเผือดเด็กชายตัวน้อยก็สั่นงันงกแต่ยังพยายามยื้อตัวพี่สาวไว้ของเขาเอาไว้
“ท่านพี่!”
อันธพาลร่างใหญ่ย่อมมีแรงมากกว่าหญิงสาวกับเด็กชายตัวน้อยกระชากเพียงสองสามครั้งสองพี่น้องก็ตัวลอยตามชายผู้นั้นไป
หากแต่จู่ๆเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านข้าง “พวกเ้ากล้าทำเื่เลวทรามต่อหน้าผู้คนถึงเพียงนี้เลยหรือ?!” พร้อมกับชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวออกมาสวมอาภรณ์ของพวกบัณฑิต แม้เนื้อผ้าจะเก่าซีดไปเสียหน่อยแต่ก็ดูทรงภูมิความรู้แม้จะไม่ได้สูงใหญ่สง่างามน่าหลงใหลแต่สายตาของเขากลับเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
“หืม? เป็แค่บัณฑิตยากจนยังกล้าสอดเื่ของพวกข้าอีกหรือ!”
ครั้งนี้เป็หนึ่งในอันธพาลคำรามออกมาก่อนจะพุ่งเข้าชกชายหนุ่มเต็มแรงบัณฑิตผู้นั้นล้มลงกับพื้น เืซึมออกจากมุมปากไม่ทันได้หลบ
บนชั้นสองภัตตาคารหลิวชิงเซียงที่เฝ้ามองเหตุการณ์มาพักใหญ่ขมวดคิ้วแน่นมือเรียวหยิบตะเกียบเงินขึ้นมา นางหมุนมันเบาๆ ที่ปลายนิ้ว ก่อนจะสะบัดข้อมือ
ฟิ้ว!
ตะเกียบเงินพุ่งทะยานออกไปอย่างแม่นยำปักเข้าที่หลังเท้าของชายฉกรรจ์ผู้กำลังจะยกเท้าถีบบัณฑิต
“อ๊าก!” ทุกสายตาสอดส่ายหาทิศทางที่ตะเกียบเงินพุ่งไปปักที่เท้าก่อนจะเห็นร่างอรชรในอาภรณ์สีฟ้าอ่อน ะโลงจากระเบียงด้วยท่วงท่าสง่างาม “ผู้ใด..”
หลิวชิงเซียงมองพวกอันธพาลอย่างเ็า“พวกเ้ารังแกเด็กสตรีกลางถนนทำร้ายบัณฑิตไม่รู้วรยุทธ์แล้วคิดว่าไม่มีใครกล้าขัดขวางหรือ?”
“นางผู้นี้แส่หาเื่เองนะอย่าปล่อยให้นางรอดไปได้!”อันธพาลที่ดึงสตรีน่าสงสารเอาไว้สะบัดมือปล่อยหันมาชี้หน้าหลิวชิงเซียงแทนแล้วพุ่งหาแต่เพียงเสี้ยวพริบตาสตรีหน้าหมองคล้ำก็หมุนตัวหลบซัดสันมือเข้าที่คออีกฝ่ายจนหมดสติทันทีบัณฑิตที่กำลังพุ่งไปช่วยนางชะงักเท้าดวงตาเบิกโพลง
จากนั้นพวกอันธพาลก็ไม่รอช้าปรี่ตัวเข้ามาพร้อมกันสามคนการต่อสู้ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว นางใช้กระบวนท่าแคล่วคล่องสะบัดฝ่ามือใส่พวกมันล้มไปทีละคน บ้างสลบบ้างกุมท้องร้องโอดครวญบัณฑิตหนุ่มเห็นว่าจอมยุทธ์หญิงผู้นี้ช่วยตัวเองได้ก็รีบไปดูสองพี่น้องว่าไม่เป็อะไรก็รีบให้ทั้งสองรีบออกห่างจากวงต่อสู้
พวกอันธพาลที่ล้มลงกับพื้นผู้หนึ่งเห็นท่าไม่ดีจึงะโขึ้นเสียงลั่นกลางลาน
“เ้ารู้หรือไม่ว่าพวกข้าเป็ใคร! นายพวกข้าเป็บุตรชายขุนนางในวังตำแหน่งถึงท่านจือ!”พวกชาวบ้านที่มารุมล้อมก็พากับกระซิบกระซาบหลิวชิงเซียงได้ยินคำพูดชาวบ้านผู้หนึ่งว่าจำได้ว่าพวกนี้น่าจะเป็คนรับใช้ของจวนท่านจือผู้หนึ่งไม่ใช่เื่โกหกแต่นางกลัวที่ไหนกัน หญิงสาวพลันหัวเราะเ็า “มาสิ! ข้าอยากเห็นนักว่าผู้ใดที่พวกเ้ารู้จักถ้าแน่จริงก็เรียกมาเถอะให้รู้ไปเลยว่าจวนท่านจือเลี้ยงอันธพาลต่ำช้า”
“หน๊อย” พวกกลุ่มอันธพาลกัดฟันแน่นก่อนจะเป่านกหวีดเรียกพวกพ้องหนึ่งในนั้นก็วิ่งหายไปเพียงครู่เดียว พวกกลุ่มชายร่างใหญ่ก็มาเพิ่มอีกแปดคน “เ้าสะเออะหาเื่เองนะแล้วหน้าตาเช่นเ้าไม่มีชายที่ไหนมาช่วยหรอก” นิสัยต่ำช้ายังปากหมาอีกหลิวชิงเซียงไม่ได้เดือดร้อนที่ภาพลักษณ์วันนี้ของนาง ถึงจะจงใจแต่งให้เป็เช่นนี้ใช่ว่าพวกชั้นต่ำจะมาดูแคลนนางได้
“คนอย่างข้า ไม่ต้องรอใคร..” มาช่วย..หากแต่หลิวชิงเซียงพูดยังไม่ทันจบก็มีคนผู้หนึ่งเอ่ยขัดจังหวะพร้อมเสียงดังตุ้บล่วงจากชั้นสองโรงน้ำชาอีกฟาก
“เป็ข้าอย่างไร" เขาสวมอาภรณ์ธรรมดาอย่างเช่นชาวบ้านทั่วไปแท้ๆแต่ทว่ากลิ่นอายรอบตัวกลับสง่างามผิดสามัญชนทุกสายตาหันไปจับจ้องตามเสียงก็พบบุรุษผู้หนึ่งะโลงจาก้าแต่ดูจากความนุ่มนวลจนเหมือนเขาลอยลงมาจากฟ้าก็เรียกได้ว่าไม่ผิดเพี้ยน
หลิวชิงเซียงขมวดคิ้วมองบุรุษผู้มาใหม่คนผู้นี้คุ้นตาอย่างมากแต่ไม่รู้ทำไมนางนึกไม่ออก การละความสนใจเพียงครู่ทำให้หนึ่งในอันธพาลได้ทีรีบลงดาบใส่หญิงสาว
ฉัวะ!
ก่อนหน้านั้นของอีกฝั่งของเหตุการณ์ของผู้ลอบสังเกตห่างออกไปโม่เหวินหานที่ตามมาถึงภัตตาคารพานฮุ่ยแปลงโฉมเสียใหม่อย่างน้อยก็อยากจะร่วมสนุกกับละครของสตรีของตนแต่เมื่อเปลี่ยนโฉมเสียใหม่ละครที่จะแสดงไม่คิดว่าจะยิ่งใหญ่เช่นนี้ร่างสูงสง่าก้มมองจากชั้นสามที่เป็ห้องส่วนตัวในภัตตาคารพานฮุ่ย
ท่ามกลางเสียงโวยวายยังคงดังระงมจากความวุ่นวายในลานกว้างเบื้องหน้าโม่เหวินหานส่ายหน้าเล็กน้อยมองหญิงสาวผู้ฉายดวงตาแน่วแน่นางเพิ่งจะจัดการพวกอันธพาลจนล้มระเนระนาดไปแล้วหลายคนแต่พวกมันก็วิ่งไปเรียกพวกมาเพิ่มอีกทั้งยังอ้างว่ามีเ้านายเป็คนใหญ่โตเขาถอนหายใจหนึ่งครั้งแล้วเตะเท้าะโข้ามไปที่โรงน้ำชาอีกฝั่งแม่น้ำไร้เสียงแม้กระทั่งลมหวีดหวิวแล้วหนึ่งในพวกอันธพาลที่ลอบกัด เตรียมยิงลูกดอกใส่หญิงสาวก็ถูกเขาซัดตกลงมา ก่อนที่ผู้กล้าอีกคนจะปรากฏตัวกลางวง
เสียงแหวกอากาศของบางของมีคมขนาดใหญ่พุ่งใส่หลิวชิงเซียงแต่ยังไม่ถึงเป้าหมายกลับตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนของชายร่างใหญ่ผู้นั้นแทนที่พยายามยกดาบฟันนางแต่กลับเป็ฝ่ายต้องกรีดร้องแทนเมื่อมือของมันถูกฟาดด้วยปลอกดาบจนกระดูกแทบแตก
บุรุษผู้สวมอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มเรียบง่ายเนื้อผ้าดูประณีตและสะอาดสะอ้านแม้จะพยายามแต่งกายเช่นชาวบ้านแต่ก็มองออกว่าอย่างน้อยต้องเป็คุณชายมั่งมีสักตระกูลผมดำขลับถูกรวบอย่างเรียบร้อย ใบหน้าคมสันดูสุขุมเยือกเย็นั์ตาคมดุจพญาเหยี่ยวสะท้อนแววสังหารวูบหนึ่ง
“คิดว่าอ้างถึงขุนนางในวังจะช่วยได้หรือ?” น้ำเสียงของเขาทุ้มลึก ไม่ดุดันแต่ก็เปี่ยมไปด้วยอำนาจอย่างประหลาด
พวกอันธพาลที่เหลือชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตวาดออกมา “เ้าเป็ใคร อย่าคิดว่าข้ากลัวนะ!”
บุรุษผู้มาใหม่นั้นไม่ตอบเพียงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวอย่างไม่เร่งรีบก่อนที่ปลอกดาบในมือของเขาจะสะบัดวูบออกไป ฟาดใส่ศัตรูอย่างแม่นยำ เสียงร้องโอดครวญดังขึ้นอีกครั้งคนหนึ่งถูกซัดกระเด็นไปชนกำแพง อีกคนถูกฟาดเข้ากลางอกจนหายใจแทบไม่ออก
หลิวชิงเซียงยืนมองภาพตรงหน้านางหรี่ตาลงเล็กน้อยความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจ‘แววตานี้..ท่าทางนี้..’ ยิ่งพิจารณาบุรุษตรงหน้ายิ่งทำให้นางรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดจริงๆทว่าก่อนที่นางจะได้ตรึกตรองให้ดีชายหนุ่มผู้นั้นก็หันมาสบตานางก่อนเอ่ยเสียงเรียบนิ่ง
“ที่นี่ไม่ปลอดภัย รีบไปกันก่อนเถอะ”
นางลังเลอยู่ชั่วครู่แต่ก็พยักหน้าเพราะเมื่อเห็นว่าพวกอันธพาลเริ่มได้สติและกำลังะโเรียกพวกพ้องมาเพิ่มอีกนางก็ตัดสินใจทันที ถึงตนไม่ใช่คนขลาดแต่ก็ไม่ใช่คนเขลาเมื่อครู่นางพึ่งพลาดไปที่ไม่ระวังว่าอาจจะมีคนดักสุ่มระยะไกล
“ท่านพาพวกเขาไปพร้อมกันได้หรือไม่?” หลิวชิงเซียงเอ่ยถามบุรุษคนนั้นจึงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองนางด้วยสายตาครุ่นคิดวูบหนึ่งก่อนจะพยักหน้า
“ตามข้ามา”
โม่เหวินหานไม่รอให้พวกนางตอบรับแต่พุ่งไปพยุงบัณฑิตหนุ่มขึ้นมาพร้อมเกาะเอวเด็กชายมาอีกคนหลิวชิงเซียงเองก็คว้ามือหญิงสาวโชคร้ายแล้วจึงรีบวิ่งตามเขาไป
พวกเขาลัดเลาะไปตามซอกซอยของเมืองแต่เสียงฝีเท้าของพวกอันธพาลที่ตามล่าก็ยังดังตามมาเป็ระยะ
“เร็วเข้า!” ชายหนุ่มเอ่ยเรียบๆเมื่อพวกเขาเลี้ยวเข้าตรอกแคบๆ ด้านหนึ่ง หลิวชิงเซียงก็ได้กลิ่นหอมจางๆจากชายหนุ่ม กลิ่นนี้..ทำไมนางรู้สึกเหมือนเคยได้กลิ่นมาก่อน? ขณะที่นางกำลังสงสัยชายหนุ่มก็หยุดฝีเท้าก่อนจะใช้วิชาตัวเบาดันตัวข้ามกำแพงสูงความคิดก่อนหน้าหลุดลอยไปอีกครั้ง นางพาหญิงสาวอีกคนะโตามคนนำทางไป
“ซ่อนตัวตรงนี้ ดูพวกเขาไว้” เขากล่าวสั้นๆก่อนะโกลับไปเผชิญหน้ากับกลุ่มอันธพาลที่วิ่งตามมา ครั้งพวกมันมีจำนวนมากกว่าห้าเท่าอาวุธในมือสะท้อนแสงโคมไฟเป็ประกาย
“พวกเ้าหนีไม่รอดแน่!” หัวหน้ากลุ่มเอ่ยอย่างมั่นใจ
โม่เหวินหานไร้อารมณ์ต่อปากต่อคำเขายืนเฉยๆ ไม่คิดจะออกท่าทาง และยังไม่ทันเอ่ยอะไรด้วยซ้ำ
ฉัวะ!เหล่าองครักษ์ลับที่ติดตามก็ทำหน้าที่เปรียบเหมือนเงามัจจุราชโฉบทาบทับพวกคนชั่วอย่างเงียบงันไม่กี่พริบตาพวกอันธพาลเ่าั้ก็เริ่มล้มลงกองกับพื้นจนเหมือนไร้สาเหตุเหตุการณ์ก็สงบอย่างรวดเร็ว ที่นี่ไร้ผู้คนเป็ทุนเดิมจึงลงมือได้รวดเร็ว
เมื่อเหล่าองครักษ์แฝงตัวเข้าเงามืดอีกครั้งโม่เหวินหานก็ะโข้ามกำแพงกลับไปหาทั้งสี่คน“ไปต่อเถอะ”
ครั้งนี้พวกเขาลัดเลาะไปจนถึงเขตปลอดภัยก่อนที่คนนำทางจะหยุดฝีเท้าดวงตาสีเข้มคู่นั้นหันกลับมาก็จ้องมองหลิวชิงเซียงเป็คนแรกและไม่ยอมถอนสายตาออกก่อนจะเอ่ยวาจา“แม่นางทั้งเก่งวรยุทธ์ ทั้งห้าวหาญข้าเดาว่าคงไม่ใช่สามัญชนทั่วไป”
หลิวชิงเซียงก็สบตากลับอย่างไม่เกรงกลัวก่อนจะกระตุกยิ้มบางๆ “แล้วท่านเล่า? ดูไม่เหมือนคุณชายธรรมดาๆ สักนิด”
ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆแต่ไม่ตอบคำถาม สองคนคล้ายทำาสายตาครู่หนึ่งอย่างไม่ยอมแพ้จนได้บัณฑิตหนุ่มเอ่ยขัดขึ้นก่อน “ไม่ว่าพวกท่านจะเป็ใคร ข้าขอขอบคุณจากใจจริง”
“ใช่แล้วข้าและน้องชายขอขอบคุณแม่นางและคุณชาย” หญิงสาวโค้งตัวเป็การขอบคุณ
หลังจากนั้นหลิวชิงเซียงก็พาสองพี่น้องและบัณฑิตหนุ่มมาถึงสถานที่ที่คิดว่าปลอดภัยแต่ยังไม่ทันบอกลาก็เป็คุณชายผู้นี้เอ่ยปากอีกครั้ง “เ้าควรรีบกลับที่พักได้แล้ว” พร้อมหันมามองนาง
ความจริงนางก็คิดเช่นนั้นจึงหันไปพยักหน้าและกล่าวลาสองพี่น้อง “เดินทางดีๆพอเช้าก็รีบออกจากเมืองเสีย อย่าลืมปิดบังตัวตนด้วยพวกมันคงรอดักอยู่ที่ประตูเมือง” พร้อมยัดตลับแป้งสีหมองคล้ำใส่มือหญิงสาวตลับแป้งเดียวกับที่หน้าทาที่ใบหน้าตัวเอง พร้อมกับเงินอีกจำนวนหนึ่ง
“แม่นาง?” เป็หญิงสาวเช่นกันมองสีแป้งในตลับกับใบหน้าผู้มีพระคุณก็รู้ว่าที่ใบหน้าหมองคล้ำเช่นนี้เป็เพราะแป้งในตลับแน่ๆ“แค่แป้งก็พอ ข้ารับเงินนี้ไม่ได้”
“รับไปเถอะอย่างไรก็ควรเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย ข้าไม่คิดมากถ้ามีโอกาสไว้ค่อยใช้คืน”
“เช่นนั้นข้าขอทราบนามของผู้มีพระคุณหากมีโอกาสตอบแทนจะพี่สาวแน่นอน”
หลิวชิงเซียงถูกถามคำถามจวนตัวเหลือบซ้ายขวาที่อยู่ใกล้ๆมีเพียงสองพี่น้องส่วนบุรุษอีกสองคนห่างออกไปหลายก้าวจึงยอมกระซิบข้างหูหญิงสาวบอบบาง “เรียกข้าว่าพี่สาวชิงก็ได้”
อีกด้านโม่เหวินหานก็ส่งบัณฑิตหนุ่มไปเช่นกันเขาก็ไม่ต่างจากหลิวชิงเซียงมอบเงินค่าเดินทางให้รีบออกจากเมืองนี้ไปเสียทว่าบัณฑิตหนุ่มปฏิเสธไปสามรอบไม่ขอรับเงินเอ่ยว่าตนเองพอมีวิธีเอาตัวรอดได้ทั้งพูดจาฉะฉานคนเป็เ้าแผ่นดินเห็นบัณฑิตที่เตรียมเดินทางเข้าไปสอบในเมืองหลวงเป็เช่นนี้ก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมมีทั้งคุณธรรมและจรรยาขอเพียงสอบผ่านรอบแรกได้เขาย่อมสนับสนุนบัณฑิตคนนี้แน่
เมื่อทั้งสามคนจากไปรอบบริเวณเงียบสงบเหลือเป็เสียงฝีเท้าเบาๆ และเสียงลมลู่ใบไม้กับชายหนุ่มหญิงสาวสองคนเดินห่างกันแบบรักษาระยะที่ควรพึ่งมีระหว่างนี้หลิวชิงเซียงก็ได้ใช้เวลาพิจารณาบุรุษผู้นี้ตรงๆ ไม่ปิดบังจนในที่สุดก็เอ่ยวาจาอย่างอดไม่ได้ “ข้ารู้สึกว่า..คุณชายน่าคุ้นเคยอย่างประหลาด”
ชายหนุ่มจึงหยุดเดินแต่ไม่ได้หันกลับมาเขาเพียงกล่าวคำสั้นๆ "แม่นางคิดเช่นนั้นหรือ?" กล่าวคำพูดจบเขาก็เตะเท้าะโตัวลอยข้ามกำแพงสูงก่อนจะจากไปในความมืดพร้อมคำกล่าวลา“เช่นนั้นคงได้พบกันอีก..”
หลิวชิงเซียงมองแผ่นหลังของเขาจนลับตาอย่างลึกลับพร้อมรู้สึกว่าหัวใจเต้นแปลกๆ ราวกับบางสิ่งที่เคยคุ้นเคยกลับมาอีกครั้งแต่ตอนนี้อย่างไรก็มิใช่เวลาใคร่ครวญถึงบุคคลลึกลับนางต้องรีบกลับตำหนักเสียก่อนที่ความลับของตนเองจะถูกเปิดเผย!