“โหยท่านสมภาร มีเพชรดีอยู่ในวัดแล้วดูไม่รู้หรือเ้าคะ”
เจ๊พรยังไม่วายวิพากษ์ให้หลวงตารู้สึกเส้นเืกระตุกเล็กๆ ก่อนจะรีบเล่าลือว่าเมื่อวานนี้ที่ร้านของตนนั้นมีเหตุการณ์ระทึกใดเกิดขึ้น
“คืออย่างนี้นะเ้าคะ เมื่อวานนี้ตอนรับบาตรเสร็จอยู่ๆ หลวงพี่ท่านนั้นก็ทักเื่บันไดขึ้นมา ท่านพูดลอย ๆ นั่นแหละ แต่หลวงตาเ้าคะอย่างกับท่านมีตาทิพย์มองเห็น บันไดบ้านเจ๊มันรกจริงอย่างที่ท่านบอกจริง ๆ เ้าค่ะแล้วตรงตีนบันไดบ้านก็มีเครื่องซีลถุง เป็โต๊ะมีเครื่องซีลยกขึ้นมา แหม... เป็สี่เหลี่ยมเข้ามุมอะลูมิเนียมกำลังสวยเลยหลวงตา แล้วอีเจ๊นี่แหละเ้าค่ะ อยู่ ๆ ถูกทักใช่ไหมเ้าคะเราก็คิดว่าเออ… เก็บข้าวของตรงบันไดตามพระท่านว่าสักนิดน่าจะดีเราก็เก็บของจากชั้นบนลงมาจนถึงชั้นล่าง ผลคือกำลังเก็บ ๆ อยู่ตาแก่นี่เพิ่งจะตื่นเดินงัวเงียลงบันไดมา เหยียบของที่เรากำลังเก็บอยู่ยังไม่ทันเสร็จหน้าทิ่มตกบันไดมาเลยเ้าค่ะ
เจ๊เองตอนนั้นก็แว่วที่หลวงพี่ท่านทักเื่เครื่องมือตีนบันไดขึ้นมาอารามว่าใด้วย ไม่ได้เข้าไปรับผัวหรอกเ้าค่ะแต่พุ่งไปถีบโต๊ะเครื่องซีลให้ห่างจากบันไดก่อนเลยผลคือตาแก่ที่หน้าทิ่มลงมาหัวเฉียดจะไปกระแทกกับมุมของเครื่องซีลได้อย่างหวุดหวิดก็ยังเจ็บตัวอยู่ดีเพราะตกบันไดแต่ถ้าถีบเครื่องซีลหลบไปไม่ทันป่านนี้ได้ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มที่โรงพยาบาลแล้วแน่ๆ เลยเ้าค่ะ”
เจ๊พรเล่าให้หลวงตาฟังด้วยน้ำเสียงลุ้นระทึกตื่นเต้น
“ดีที่ยายแก่เก็บของเกะกะจากชั้นบน ๆ ไปก่อนด้วยครับถ้าเหยียบพลาดั้แ่ชั้นบนลงมาผมคงจะแย่ ไม่ได้จบแค่ฟกช้ำแขนขาอย่างนี้”เฮียตั๊วะ สามีเจ๊พรพูดเสริมขึ้น
หลวงตาแช่มฟังเื่ที่สองสามีภรรยาเล่าก็คิดเอะอยู่ในใจเมื่อวานหลวงตาก็คิดอยู่แล้วว่าการที่อยู่ ๆพระเดชทักออกไปแบบนั้นจะต้องไม่ใช่เื่บังเอิญ์สั่งให้พูดเป็แน่แต่ตอนที่ถามออกไปอีกฝ่ายก็ตอบมาแค่นั้นจึงไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางนักว่าพระเดชนั้นมีตาทิพย์รู้เห็นเหตุการณ์ดังที่เจ๊พรอวยยศให้จริงหรือไม่หากถึงแม้จะจริงแต่การที่พระเดชไม่พูดจาอวดอ้างตนเองใด ๆ เลยนั้นแปลว่าเ้าเดชรู้จักการวางตนให้อยู่ในที่อันสงบไม่อยากให้นำสิ่งเหล่านี้มาเป็ประเด็นรบกวนการปฏิบัติ
นับว่าคิดได้ดี…หลวงตาแช่มพิจารณาแล้วเห็นทีว่าควรสนับสนุน
“รู้ใช่ไหมว่าพระดีนั้นหาตัวจับยากเหลือเกิน” หลวงตาแช่มบอกกับเจ๊พร
“รู้สิเ้าคะ เจ๊ตามหามาั้แ่เช้าแล้วเนี่ย”
“งั้นก็หยุดตามเสียจะกวนเวลาพระปฏิบัติดีทำวัตรนั้นไม่ใช่เื่ดี” หลวงตาแช่มพูดต้อน
“โธ่ แต่เจ๊หอบของมาทำสังฆทานเพียบเลยนี่เ้าคะ หลวงตาอย่าให้เสียของเลย”เจ๊พรเริ่มงอแง
“อุวะ! หลวงตาก็พระนะเฟ้ย ยังเป็ถึงสมภารจะให้ไปกวนพระลูกวัดที่ปฏิบัติดีแล้วอยู่ได้อย่างไรของนั้นถ้ากลัวเสียก็ถวายสังฆทานให้สงฆ์อื่นไปเสีย หรือจะเอากลับไปกินที่บ้านแจกทาน อย่างไรก็แล้วแต่โยม แต่จะไปยุ่งกับพระอนุตตโรนั้นหลวงตาไม่เห็นว่าสมควร”
หลวงตาแช่มพูดกึ่งดุเจตนาเรียกฉายาทางธรรมของพระเดชเพราะคิดว่าควรเลี่ยงไว้ก่อนดีกว่าที่จะให้เจ๊พรที่เกลียดไอ้เดชขี้เมาขนาดนั้นรู้ว่าพระเดชคือคนเดียวกับไอ้เดชที่เป็ไม้เบื่อไม้เมากันมานาน
“พวกเราก็แค่อยากจะตอบแทนหลวงพี่ท่านนั้นเองครับ”สามีเจ๊พรว่าขึ้น
“พระทำดีถือว่าโปรดสัตว์ไม่มีพระรูปไหนหวังผลตอบแทนหรอกนะโยม อยากตอบแทนให้พระถูกใจพวกโยมต้องตอบแทนกันด้วยบุญ”
เ้าอาวาสได้ทีก็ตะล่อมสั่งสอน
“ก็หอบของมาทำบุญแล้วนี่ไงเ้าคะ” เจ๊พรยังคงเถียง
“บุญด้วยการให้อภัยทาน พวกโยมทำได้ไหม?” หลวงตาแช่มไล่ต้อนทันที
“ได้สิขอรับ ปล่อยนก ปล่อยปลาปล่อยสัตว์อะไรบอกมาได้เลย ให้สะเดาะเคราะห์ปล่อยปลาช่อนปลากรายเก้าร้อยแปดร้อยตัว พวกกระผมพร้อมหมดครับ”
สามีเจ๊พรว่า ฝ่ายเจ๊พรก็พยักหน้ารับทั้งใบหน้าตื่นเต้น
“หึ! อย่าลงเงินยิ่งใหญ่ให้สิ้นเปลืองเลย พระอนุตตโรท่านขอแค่อภัยทานง่ายๆ ไอ้เดชขี้เมาที่เหม็นหน้ากันมานานนั่นนะ พวกโยมอภัยทานให้มันได้ไหมล่ะ”
ทั้งสองสามีภรรยาเงียบกริบไปทันทีต่างมองหน้ากันสีหน้าเคร่งเครียดไปชั่วครู่
“เกี่ยวอะไรกับไอ้ขี้เมานั่นล่ะขอรับ” สามีเจ๊พรถามเสียงขรึมได้ทันควัน
“การทำบุญคือการฝึกจิตนะโยมคนมีเงินบุญใหญ่เท่าไหร่ก็ทำได้ แต่การทำบุญด้วยการฝึกจิตให้มีเงินแสนเงินล้านหากจิตไม่ผ่องแผ้วก็ทำไม่ได้ พระอนุตตโรท่านปฏิบัติดี ถ้าอยากถวายบุญให้ท่านพึงใจพวกโยมก็ต้องปฏิบัติจิตให้ดีได้ดังท่านการให้ทานนั้นไม่มีสิ่งใดยิ่งใหญ่เท่ากับให้อภัยทานนะโยม”
“แหม…หลวงตาก็พูดเหมือนเจ๊ใจร้ายใจดำ ที่เจ๊ไล่เอาน้ำสาดไล่ด่าไอ้เดชทุกวันน่ะ เป็เพราะมันเมาแล้วชอบมาเยี่ยวเป็หมาใส่หน้าร้านเจ๊ต่างหาก”เจ๊พรแก้ตัวเสียงอ้อมแอ้ม
“แล้วเอ็งได้เห็นกับตารึว่ามันเยี่ยว” เ้าอาวาสซักต้อน
“ไม่หรอกเ้าค่ะแต่มันมีกลิ่นมีคราบเยี่ยวที่ประตูร้านทุกเช้าเลยนะเ้าคะเจ๊ต้องมาคอยเอาน้ำร้อนราดทำความสะอาด จนถึงเมื่อเช้าก็ยังมีอยู่เลย”
“ชิชะอินี่! อาฆาตคนผิดไม่รู้เื่รู้ราวเสียแล้วพวกเอ็งไม่สังเกตเหรอวะว่าไอ้เดชมันไม่โผล่หน้าไปเมาแถวตลาดมานับอาทิตย์แล้วมันอยู่ระหว่างปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนิสัย เหล้าไม่ได้กิน ยาไม่ได้แตะแล้วมันจะไปเยี่ยวที่หน้าร้านเอ็งเมื่อเช้าได้ยังไง”
“จริงหรือขอรับ”
สามีเจ๊พรเบิกตากว้างทันควันคิดไม่ถึงว่าสันดานขี้เมาอย่างไอ้จรจัดเดชาจะคิดเปลี่ยนแปลงตัวเองได้
“จริงสิ! หลวงตาเป็พระ จะปดพวกเอ็งได้รึ”
สมภารวัดยืนยัน แล้วยังสวดต่อให้อีกหน่อย
“อย่างนี้นอกจากอภัยทานแล้วพวกเอ็งต้องขอขมามันด้วยซ้ำละมั้งใส่ร้ายถือโทษคนที่ไม่ได้ผิดมาเสียนมนานแบบนี้”
“แหม… หลวงตาก็…” เจ๊พรเริ่มเสียงอ่อน
“ถ้าไอ้เดชมันทำตัวดีขึ้นจริงพวกผมก็ไม่มีเื่โกรธเคืองใดกับมันหรอกครับหากหลวงพี่ท่านนั้นอยากให้พวกผมให้อภัยทานพวกผมก็ให้ได้ แค่อย่าให้มันมาสร้างความเดือดร้อนให้พวกเราอีกก็พอ”สามีเจ๊พรรีบรับปาก
“ดีแล้ว ให้อภัยทานดีได้จะเป็บุญกับพวกเอ็งมหาศาล ไป…ใครไปตามเณรพลับมาที”
บอกกับสองโยมสามีภรรยาเสร็จท่านเ้าอาวาสก็หันไปบอกกับพระลูกวัดที่กำลังถูกุฏิอยู่แถวนั้นพระลูกวัดรีบวางผ้าขี้ริ้วหลบไว้แนบเสา ยกมือไหว้เ้าอาวาสก่อนจะลงจากกุฏิไปตามหาเณรพลับตามคำสั่ง
“เณรพลับ? ใครหรือเ้าคะ”
เจ๊พรสงสัย อยู่ ๆหลวงตาก็เรียกหาเณรเสียอย่างนั้น
“ก็ไอ้เ้ามะพลับลูกชายเ้าเดชไงเล่าตอนนี้มาบวชเรียนอยู่ที่วัดถ้าพวกโยมอภัยทานให้พ่อมันจริงแล้วก็ถวายสังฆทานกับลูกมันเสียเลยสิจิตจะได้วางอาฆาต เป็กุศล ไม่ถือโทษต่อกันอีก”
ครอบครัวเจ๊พรยอมทำตามคำของหลวงตาแช่มขณะที่นั่งรอเณรน้อยยังต่างมีท่าทางเลิ่กลั่ก หันรีหันขวางด้วยความงุนงงไม่มีใครคิดว่าคนอย่างไอ้เดชขี้เมาจะกลับตัวกลับใจได้จริงอย่างที่หลวงตาว่าส่วนเ้าเด็กลูกพลับตัวผอมขาดสารอาหารนั่นก็ไม่น่าเชื่อว่าจะมาบวชเป็เณรอยู่ที่วัดได้
เด็กตัวกะเปี๊ยกที่มีแววตาหม่นหมองถูกพ่อขี้เมาเลี้ยงดูอย่างทิ้งขว้างด้วยลำ(หน้า)แข้งคนนั้น เท่าที่รู้เ้าเด็กนั่นหาเลี้ยงพ่อตัวเองอยู่ไม่ใช่หรือไงคอยมาขออาหารจากวัดเอาไปให้พ่อตัวเองกิน มาขอทานคนในตลาดเอาเงินไปให้พ่อลงขวดเหล้าก็เป็ประจำ
แต่ก่อนตอนที่ลูกพลับยังเด็กกว่านี้...น่าจะ่วัย 5-6 ขวบได้ เ้าเด็กน้อยเคยไปขอทานที่ร้านเจ๊พรอยู่บ้างเป็บางครั้งด้วยความสงสารเถ้าแก่เนี้ยก็เคยให้เงินไปบ้างสามบาทห้าบาทแต่พอตอนหลังมารู้ว่าเงินที่ให้ไปเด็กคนนั้นเอาไปให้พ่อมันซื้อเหล้า จากวันนั้นเจ๊พรก็ไม่เคยให้เงินเด็กลูกพลับอีกเลย
ไอ้เอาเงินไปซื้อข้าว ซื้อขนมหรือแม้แต่จะซื้อของเล่นเล่นเองกับเด็กที่ด้อยโอกาส กำพร้าแม่ พ่อไม่สนใจไยดีแบบนั้นเจ๊พรเมตตาได้แต่ถ้าเอาเงินไปให้ผู้ใหญ่ซื้อเหล้ากินจนเด็กไม่ได้สาระอะไรให้กับชีวิตเลย แบบนั้นเธอไม่อยากจะช่วยเหลือ
ครอบครัวเจ๊พรนั่งรออยู่สักพักเณรพลับก็เดินตามพระลูกวัดขึ้นศาลามาท่าทางของเด็กน้อยอมทุกข์คนนี้ตามปกติก็ดูหงอย ๆไม่ค่อยพูดค่อยจาอยู่แล้วเจ๊พรจึงดูไม่ออกว่าที่เด็กคนนี้สงบปากสงบคำเป็เพราะว่าบวชเรียนจึงต้องสำรวมตนให้เรียบร้อยหรือจริงๆ แล้วก็เป็แค่เณรหงอยตามนิสัยดั้งเดิมเป็ปกติ
เณรพลับเดินตามพระลูกวัดรูปที่หลวงตาให้ไปตามตนขึ้นศาลามาพอเห็นครอบครัวเจ๊พรก็ทำตัวลีบก้มหน้า เดินจ๋อย ก่อนจะก้มหลังคลานไปหาหลวงตาอย่างสงบเสงี่ยม
เด็กน้อยจำเจ๊พรได้แม่นยำเพราะว่าเจ๊พรเกลียดพ่อของลูกพลับเข้าไส้ ตอนที่ใจดีแบ่งขนมให้ลูกพลับก็บ่อยอยู่แต่โดยส่วนใหญ่แล้วลูกพลับจะเจอเจ๊พรตอนที่โมโหร้าย โวยวายด่าพ่อเดชแล้วพอหันมาเจอลูกพลับเด็กน้อยก็ซวยโดนด่าไปด้วยทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิดเลยเพราะฉะนั้นพอเห็นเจ๊พรแล้วเด็กชายจึงแอบตัวสั่น หวาดกลัว ไม่รู้ว่าตนจะโดนพาลดุใส่จากพฤติกรรมของพ่อที่ลูกพลับไม่รู้เื่ด้วยอีกหรือเปล่า
.......
..........
แต่ว่าป๊ะป๋าของลูกพลับบวชอยู่นะ!
ป๊ะป๋าเรียบร้อย ไม่เมาขนาดหลวงตายังชมเลยว่าป๊ะป๋าทำตัวดีเพราะฉะนั้นก็ไม่น่าที่จะไปหาเื่อะไรให้เจ๊พรตามมาดุลูกพลับได้เลยนี่น่า
“โยมจะมาถวายสังฆทาน รับสังฆทานเองเป็ไหม เณรพลับ?” หลวงตาถามเ้าเณรน้อย
“ปะ..พ...พ่อสอนมาบ้างแล้วครับ”
ตอนแรกเด็กน้อยจะเรียกพ่อของตัวเองว่าป๊ะป๋าตามที่ป๊ะป๋าเคยสั่งเอาไว้แต่ก็ไม่เคยเรียกพ่อตัวเองแบบนี้ต่อหน้าคนอื่น จึงรู้สึกเกร็ง ๆเหลือบตามองครอบครัวเจ๊พรวูบหนึ่งแล้วก็ตัดสินใจเรียกว่าพ่อเหมือนอย่างเดิมดีกว่าคนอื่นจะได้ไม่หาว่าลูกพลับกระแดะ
‘พ่อสอน? ไม่มีทางหมายถึงไอ้เดชแน่ ๆ’
เถ้าแก่เนี้ยร้านลูกชิ้นแอบคิดอยู่ในใจ
เธอเข้าใจไปว่าเณรน้อยน่าจะหมายถึงพระสงฆ์รูปไหนสักรูปที่ตนเรียกว่าหลวงพ่อแต่ด้วยความที่ยังเด็ก พูดออกเสียงไม่ชัดพยางค์แรกจึงหายไปเหลือเพียงแค่คำว่าพ่อมากกว่า
“อืม...ดี งั้นก็รับสังฆทานจากโยมเจ๊พรซะ ว่าช้า ๆไม่ต้องรีบ คำไหนที่จำไม่ได้ก็บอกหลวงตา เดี๋ยวหลวงตาจะช่วยเสริมให้อีกแรง”หลวงตาแช่มว่า
เณรพลับกราบรับคำหลวงตาทีหนึ่งแล้วค่อยขยับกายมานั่งเผชิญหน้ากับครอบครัวเจ๊พร เด็กชายยังสั่นอยู่เล็กน้อยหากครานี้เป็เพราะความประหม่ามากกว่าหวาดกลัว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังว่าคำรับสังฆทานตามพิธีสงฆ์ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
หลวงตามองเณรน้อยแล้วก็ให้นึกชื่นชมคิดไม่ถึงเลยจริง ๆว่าเ้าอดีตขี้เมาอย่างไอ้เดชจะดูแลสั่งสอนลูกออกมาจนปฏิบัติดีได้อย่างนี้
ครอบครัวเจ๊พรต่างถวายสังฆทานให้กับเณรพลับแล้วก็กลับบ้านไปด้วยหน้าตาแช่มชื่นแม้จะไม่ได้เจอพระหนุ่มรูปนั้นแต่เณรพลับก็ดูสำรวมกิริยา มารยาทเรียบร้อยได้ทำบุญกับเณรที่หลวงตาแช่มการันตีว่าปฏิบัติดีครอบครัวเจ๊พรก็ยิ่งอิ่มใจทั้งยังเกิดความเลื่อมใสในพระอนุตตโรมากยิ่งขึ้นที่ท่านคิดถึงแต่เื่การปฏิบัติไม่รับลาภสักการะใด ๆ
แต่ถึงเช่นนั้นหลวงตาแช่มอย่าคิดเชียวนะว่าเจ๊พรจะยอมแพ้วันนี้หากเจอพระนวกะรูปนั้นไม่ได้แล้ววันหน้าก็ยังคงมีหวัง
ดังนั้นในเช้าวันต่อมาเจ๊พร สามี พร้อมด้วยลูกสาววัยสิบหกสิบเจ็ดจึงต่างพากันมารอใส่บาตรเผื่อว่าหลวงตาจะพาพระรูปนั้นมาบิณฑบาตด้วย
แล้วก็เป็ไปดังคาด.