เฟิงเหยียนมองบุรุษหนุ่มที่เบื้องหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา แต่หมากเมื่อเดินมาถึงขนาดนี้แล้วจะถอยกลับได้อย่างไร จำต้องไปต่อ ดูสิว่าฝีมือมันจะต้านทานข้าพร้อมกับทหารและยอดฝีมือทั่วเมืองได้หรือไม่… เมื่อคิดได้เช่นนั้น เฟิงเหยียนจึงเอ่ย
“ตอนนี้ข้าคือผู้ปกครองสูงสุด หากเ้าทำอะไรข้า กองทัพหมื่นแสนจะเคลื่อนพลไปบดขยี้ถึงเมืองทางเหนือของเ้า เหอะ!..ข้าอยากรู้ ประมุขของเสือขาวจะกล้าทำร้ายองค์จักรพรรดิหรือไม่”
ไป๋หลิงเพียงถอนหายใจเล็กน้อย เขาทำใจพูดประโยคต่อไปอย่างยากลำบาก
“นิกายเทวะกับท่าน...”
ไป๋หลิงกดเสียงลงให้เบาที่สุด จงใจไม่เอ่ยคำต่อหป
“เราหวังว่าท่านจะไม่อยากให้เราพูดต่อ” น้ำเสียงไป๋หลิงแฝงความลำบากใจและความผิดหวัง
”จ..เ้า“
พอคำว่า “นิกายเทวะ” ถูกเอ่ยออกอย่างแ่เบา มือหยาบของเฟิงเหยียนที่กระชับดาบไว้แน่นก็เริ่มคลายลง
ไปหลิงเห็นดังนั้น ก็กล่าวว่า
“ดูซิว่า เหล่าทหารวังพวกนี้จะสังหารข้าก่อน หรือข้าจะฝ่าวงล้อมออกไปป่าวประกาศเื่นี้ทั่วแผ่นดินได้ก่อน“
ไป๋หลิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
ทันใดนั้น บานประตูท้องพระโรงพลันถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง ปรากฏบ่าวไพร่รุดมารายงานข่าว
“ขบวนเสด็จของตระกูลเต่าดำ คาดว่าอีกครึ่งชั่วยามจะถึงเมืองฉินตั้วแล้วพะย่ะค่ะ!”
สิ้นคำรายงาน จิตใจของเฟิงเหยียนกลับหนักอึ้งยิ่งขึ้น เขี้ยวของพยัคฆ์เบื้องหน้าที่จ่อคอหอยมันอยู่ ไหนจะเสวียนเจินที่กำลังนำพากองทัพมา
ในเวลาติดๆ กัน ปรากฏเงาร่างของบ่าวอีกผู้หนึ่งวิ่งหน้าตั้งนำข่าวกรองใหม่เข้ามารายงาน
“รายงานด่วนพะย่ะค่ะ! หน่วยข่าวกรองแจ้งว่า... บัดนี้เหล่า ‘สิบกองโจรเงา’ ใต้อาณัติของฉีซิ่น มิได้ประจำอยู่ในถิ่นฐานของพวกมันอีกต่อไป แต่พวกมันทั้งหมดกำลังรุกคืบออกจากป่าเขียว มุ่งหน้าตรงมายังเมืองหลวงทุกทิศทาง!”
สิ้นเสียงรายงาน สติสัมปชัญญะของเฟิงเหยียนพลันล่องลอยไปไกลแสนไกล... ก่อนหน้านี้เขาเอาแต่เฝ้าภาวนาให้พวกมันปรากฏตัวโดยเร็วไวเพื่อจะได้กวาดล้างให้สิ้นซาก ทว่าบัดนี้สถานการณ์แปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ไป๋หลิงที่สำดร็จวิชาถึงเพียงนี้ก็เื่หนึ่ง แต่คำว่า“นิกายเทวะ” สร้างความหนักอึ้งแก่เฟิงเหยียนเกินไป นิกายเทวะ เป็นิกายมารที่รวมพวกมีฝีมือสูงส่ง ครั้งาใหญ่สามสิบปีก่อน สี่ตระกูลถึงกับต้องร่วมมือกันขับไล่ออกไป ถึงจะสำเร็จ ความเลวร้ายที่พวกมารทำไว้ยังคงฝังแน่นกับประเทศฉิน
เฟิงเหยียนมิอาจรู้ได้ว่า ไป๋หลิงรู้เื่ตนกับนิกายเทวะมากมายเท่าใด บัดนี้ทุกฝีก้าวของกองทัพศัตรูที่ยิ่งใกล้เข้ามา กลับกลายเป็ดั่งคมมีดปะาที่ค่อยๆ กดลงบนลำคอทีละน้อย
เป็ไป๋หลิงที่อ่านสีหน้าแววตาของมันออกว่าจิตใจเฟิงเหยียนกำลังสับสนเพียงใด หากพลาด่จังหวะนี้ไป ปล่อยให้จิ้งจอกเฒ่าผู้นี้ตั้งสติขึ้นมาได้จะยิ่งยุ่งยาก “กวางโจว!..เตรียมรับคำสั่ง“ ไป๋หลิงตวาดเรียกอสูรขวาดังกึกก้อง ”จงนำข่าวลับไปแจ้งให้ทั่วเมือง อย่าให้ตกหล่นแม้แต่คำเดียว!“ กวางโจวคุกเข่ารับคำสั่งอย่างหนักแน่น ก่อนที่จะหมุนกายออกจากท้องพระโรง
“เดี๋ยว!”
เฟิงเหยียนโพล่งออกมาอย่างลืมตัว “ไป๋หลิง เ้า้าสิ่งใดกันแน่“
“ท่านอา อย่าลืม ข้าบอกว่าที่ข้ามาครานี้เพื่อช่วยท่าน ไม่ว่าทั้งท่านเสวียนเจิน หรือฉีซิ่น ข้าหาทางออกได้” ไป๋หลิงกล่าวต่อมันอย่างจริงใจ เฟิงเหยียนเมื่อได้ยินดังนี้ ตัวมันที่ดั่งยืนอยู่ขอบเหวนรก กลับถูกดึงขึ้นมาใหม่
ทั้งสองสนทนาลับอยู่บนบัลลังก์อยู่ครู่ใหญ่ ยิ่งคุยหน้าเฟิงเหยียนยิ่งเคร่งเครียด บัดเดี๋ยวแดงก่ำ บัดเดี๋ยวขาวซีด เมื่อสนทนากันจนเสร็จสิ้น เฟิงเหยียนคล้ายแก่ชราลงสิบปี
มันโบกมือวูบหนึ่ง เหล่าขุนนางของมันก็คลานออกมารับคำสั่ง “จงประกาศออกไป! การปะาตระกูลต้วนและตระกูลฉิน เป็ความผิดพลาดของเรา ข้าเฟิงเหยียนแห่งตระกูลหงส์แดง ขอลงจากตำแหน่ง และขอทำการ...ถอนตัวจากยุทธภพเพื่อเป็การไถ่โทษ”
ระหว่างประกาศคำออกไป มันแทบกระอักเืออกมา
เหล่าขุนนางเบื้องล่างตื่นตระหนกจนทำสิ่งใดไม่ถูก บางคนถึงกับตะลึงค้างจนลืมจดบันทึกคำประกาศสำคัญที่สั่นะเืแผ่นดินนี้
“นายของพวกเ้าสั่งแล้ว ยังรีรอสิ่งใดอยู่อีก!” กวางโจวคำรามตวาดลั่นปานฟ้าผ่า ทำเอาเหล่าขุนนางสะดุ้งสุดตัวและรีบจรดพู่กันลงบนแผ่นกระดาษอย่างลนลาน
ไป๋หลิงยืนจ้องมองเฟิงเหยียนที่นั่งซมเซาอยู่บนบัลลังก์ ก่อนประสานมือคารวะอย่างสง่างามเป็ครั้งสุดท้าย แล้วจึงหันหลังกลับไปหากวางโจว คนทั้งคู่สะบัดชายเสื้อเดินออกจากท้องพระโรงอย่างเงียบงัน ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังของอำนาจเก่าไว้เื้ั
ทั้งคู่เดินมาจนออกนอกวัง ”กวางโจว ท่านจงประจำอยู่ที่ฉินตั้ว ดูแลจัดการเื่การลงจากตำแหน่งของเฟิงเหยียนให้แล้วเสร็จ หรือหากฉีซิ่นพากองโจรบุกมาถึงก่อน ข้าขอฝากท่านด้วย ส่วนข้าจะเร่งฝีเท้าไปหาขบวนของเสวียนเจิน!”
กวางโจวรับคำสั่งก่อนถามต่อ “ทุกอย่างดำเนินไปตามคาดการณ์หรือไม่?”
“อื้ม”
สิ้นคำ ร่างในชุดงาช้างก็ใช้ออกด้วยวิชา ‘พยัคฆ์เหิน’ ทะยานวูบไปมาตามหลังคาเรือนประดุจเงาพยัคฆ์พาดผ่าน เพียงชั่วครู่ก็ข้ามพ้นกำแพงเมืองฉินตั้วมุ่งหน้าสู่ทิศใต้...
จิตใจของไป๋หลิงหวนนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อปีก่อน ณ ท่าเรือแดนเหนืออันหนาวเหน็บ หลงเทียนห่าวได้เดินทางมาเยี่ยมเยียนเขาเป็การส่วนตัว สภาพท่านคล้ายเหนื่อยล้ายิ่งแต่ยังทรงบารมี ระหว่างที่สนทนากันไปมา หลงเทียนห่าวถึงกับเอ่ยชม “ไป๋อี้ช่างน่าอิจฉายิ่งนัก แม้เขาจากไป แต่ยังคงทิ้งบุตรชายที่สำเร็จวิชาเหนือกว่าบิดาไว้”
เขาทั้งคู่ นั่งเหม่อมองไปยังแม่น้ำที่ทอดยาวสุดสายตา แม่น้ำสายนี้สร้างชีวิตให้ผู้คนมากนัก มิทราบเวลาผ่านไปนานเท่าใด ทั้งคู่ยังคงนั่งอย่างเงียบงัน ท่านผู้เฒ่าไม่เอ่ย ไป๋หลิงก็ไม่กล้ารบกวน จากพระอาทิตย์ที่เคยอยู่บนหัวผู้คน บัดนี้คล้อยต่ำลงใกล้ลับขอบฟ้าไป ในที่สุดหลงเทียนห่าวก็ได้เอ่ยขึ้น “หากข้าหายตัวไป มิทราบบ้านเมืองจะเป็อย่างไร?” ไป๋หลิงยังไม่ทันตอบอันใด เก้าอี้นั้นก็ว่างเปล่าไร้ผู้คน นั่นคือครั้งสุดท้ายที่ได้พบหลงเทียนห่าว และเป็จุดเริ่มต้นที่ทำให้ไป๋หลิงลอบเคลื่อนไหวจับตาดูกระกูลต่างๆ อยู่เรื่อยมา
ในสายตาของไป๋หลิง... หลงเทียนห่าว มิได้เป็เพียงประมุขผู้ยิ่งใหญ่ แต่ท่านคือ ‘โซ่ตรวนเหล็ก’ เพียงหนึ่งเดียวที่ผูกมัดสามตระกูลหลักไว้มิให้กัดกินกันเอง ทว่าโซ่ตรวนนั้นย่อมต้องผุกร่อนตามกาลเวลา ท่านชราลงทุกวันและไม่รู้ว่าจะอ่อนแอลงเมื่อใด
ในขณะที่เสวียนเจินและเฟิงเหยียน กลับเปรียบเสมือนคลื่นลูกใหม่ที่กระหายเื พวกมันจ้องจะทำลายพันธนาการเพื่อขึ้นไปครองบัลลังก์สูงสุดเพียงผู้เดียวมาโดยตลอด
ที่ผ่านมาสี่ตระกูลหลักจะไม่ปะทะกันโดยตรงเพื่อหลีกเลี่ยงการนองเืที่จะสั่นคลอนรากฐานของแผ่นดิน แม้แต่ในศึกครั้งนี้ เฟิงเหยียนจอมเ้าเล่ห์ก็ยังพยายามเลี่ยงการประจันหน้ากับกองทัพเต่าดำ มันยอมสละชีวิตราษฎรตระกูลย่อยและเหล่าทหารกล้าอย่างเืเย็น เพียงเพื่อสร้าง ‘ข้ออ้าง’ ในการปะาลงโทษตระกูลเต่าดำตามกฎเหล็ก
ซึ่งไป๋หลิงปล่อยให้มีผู้ชนะไม่ได้ หากเสวียนเจินหรือเฟิงเหยียนเป็ผู้ชนะก็ตาม กฎเกณฑ์ของสี่ตระกูลย่อมพังทลายเป็แน่ ตระกูลเสือขาวของมันที่มีกำลังทหารน้อยที่สุด คงเป็ตระกูลต่อไปที่ถูกกำจัด..
ไป๋หลิงเคลื่อนที่อย่างไม่หยุดพัก ในที่สุดก็มองเห็นขบวนของเสวียนเจิน ขบวนทัพนี้เคลื่อนตัวอย่างสุขุมทว่ามั่นคงดุจขุนเขาเคลื่อนที่ ทหารองครักษ์ในชุดเกราะสีดำสนิทสองร้อยนายยืนหยัดอย่างองอาจ ทุกย่างก้าวแฝงไว้ด้วยพลังยุทธ์อันกล้าแกร่ง ใจกลางขบวนนั้นปรากฏรถม้าไม้จันทน์ดำขนาดมหึมา ใหญ่กว่าปกติถึงสามเท่า ภายในนั้นคือที่พำนักของ เสวียนเจิน และ หลิงเยว่
เสวียนเจินขยับร่างใหญ่ั์ของมันไปใกล้หลิงเยว่พลางเอ่ยถาม “เ้าแลเคร่งเครียดนัก” หลิงเยว่หาตอบคำใดไม่ นางพยายามคิดถึงผลกระทบทุกรูปแบบหลังเหตุการณ์นี้ ทันใดนั้นรถม้าได้หยุดลง “ข้าไป๋หลิง แห่งตระกูลเสือขาว ขอเข้าเฝ้าท่านเสวียนเจินเป็การส่วนตัว!” เสียงจากเบื้องนอกดังกังวาน เสวียนเจินที่อยู่ภายในเกิดความมึนงงอยู่บ้าง แต่เพียงแค่วูบหนึ่ง ก่อนตวาดออกไป “เราไม่ว่าง หากมีเื่อันใดค่อยพูดคุยกันภายหลัง” พร้อมกับสั่งเคลื่อนขบวนต่อไป
“ข้าไป๋หลิงขอเสียมารยาท!” แสงสีขาววูบหนึ่งพุ่งเข้ามาในรถม้า เสวียนเจินมีปฏิกิริยารวดเร็วผิดกับรูปร่าง มันใช้ออกด้วยท่าฝ่ามือพสุธา มืออันใหญ่โตฟาดเข้ากับตัวไป๋หลิง
เปรี้ยง!!
เสียงปะทะดังสนั่นดุจฟ้าถล่ม แรงอัดอากาศมหาศาลทำให้รถม้าไม้จันทน์ดำถึงกับแตกกระจายเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย ฝุ่นดินตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ทหารองครักษ์ต่างชักอาวุธล้อมวงเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เมื่อฝุ่นจางลง ภาพที่ปรากฏคือสามชีวิตบนซากปรักหักพัง หลิงเยว่หดกายอยู่ข้างเสวียนเจินด้วยความตระหนก ไป๋หลิงที่ควรจะกระเด็นไปไกลสุดสายตากลับนั่งอยู่ที่เดิม แขนขวาของเขาถูกยกขึ้นรับฝ่ามืออันหนักหน่วงนั้นไว้ได้อย่างอัศจรรย์ ดวงตาคู่คมจ้องประสานกลับมาด้วยความเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง
“โฮ่! นับว่ามีค่าพอให้สนทนาด้วยบ้าง” เสวียนเจินแค่นหัวเราะพลางหดมือกลับมา
ไป๋หลิงลอบสูดลมหายใจลึก พยายามบังคับแขนที่เริ่มสั่นเทาจากการปะทะให้สงบนิ่ง พร้อมทั้งสะกดลมปราณภายในที่ปั่นป่วนจากการรับพลังทำลายล้างมหาศาลเมื่อครู่ ก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบ... “ท่านอาโปรดยั้งมือ ข้าอยู่ฝั่งท่าน”
หลิงเยว่ค่อยๆ ขยับกายออกจากอ้อมอกเสวียนเจิน นางกวาดสายตาคมกริบมองสถานการณ์รอบข้างก่อนจะโบกมือเป็สัญญาณให้เหล่าทหารลดอาวุธ และสั่งให้พวกมันกระจายกำลังออกห่างจากซากรถม้าเพื่อรักษาความเป็ส่วนตัว เหล่าทหารองครักษ์เกราะดำรับคำสั่งอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงยอดคนทั้งสามท่ามกลางความเงียบกลางทุ่งกว้าง
เสวียนเจินหรี่ตาสำรวจมองไป๋หลิงั้แ่ศีรษะจรดเท้าพลางเหยียดยิ้ม “เหอะ! ประกาศตัวว่าอยู่ฝั่งข้า ด้วยการบุกเข้ามาหาข้า นับว่าแปลกใหม่ยิ่ง” ไป๋หลิงประสานมือขออภัยอย่างนอบน้อม ก่อนที่หลิงเยว่จะเป็ฝ่ายขยับเข้ามาถามด้วยท่าทีสำรวมแต่แฝงความระแวดระวัง
“เหตุใดท่านจึงปรากฏตัวยามนี้? และเหตุใดจึงต้องเอ่ยเื่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย?” นางเว้นจังหวะพลางใช้ดวงตาคู่โตจ้องลึกเข้าไปในตาของไป๋หลิง “พวกเราเพียงกำลังเดินทางเข้าเมืองเพื่อไปเยี่ยมเยียนสหายเก่า เมื่อเสร็จธุระย่อมเดินทางกลับ ท่านจะมาอยู่ฝั่งเราด้วยเหตุอันใด... ได้โปรดอธิบายให้กระจ่างแจ้งด้วย”
ไป๋หลิงจ้องมองนางพลางคิดลำพึงในใจ ‘แม่นางผู้นี้ ระวังตัวยิ่งนัก นางถือว่าฉลาดสมคำร่ำลือ’
“ยามนี้ตระกูลหงส์แดงลงจากอำนาจแล้ว... ท่านเฟิงเหยียนทรงตระหนักได้ว่าตนเองบกพร่องที่มิได้ตรวจสอบหลักฐานให้ถี่ถ้วนก่อนสั่งปะาตระกูลต้วนและตระกูลฉิน ด้วยความละอายต่อราษฎรและบ้านเมือง ท่านจึงทรงประกาศสละตำแหน่งผู้ปกครอง และเร้นกายจากยุทธภพเพื่อเป็การไถ่โทษ!”
“อะไรนะ!”
ข่าวใหญ่ที่เหนือความคาดหมายทำให้แม้แต่คนสุขุมอย่างหลิงเยว่ยังถึงกับอ้าปากค้าง ไม่ต่างจากเสวียนเจินที่ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตระหนก “เหอะ หากบอกว่ามันตายแล้ว ยังน่าเชื่อเสียกว่า จิ้งจอกเฒ่าเช่นมันไม่มีวันลงจากตำแหน่ง หากไม่ได้เห็นกับตาอย่าหวังว่าข้าจะเชื่อ” เสวียนเจินคำรามกร้าว บรรยากาศการปะทะเริ่มก่อตัวอีกครา
“ข้าเอานามประมุขแห่งตระกูลเสือขาวเป็ประกัน ตัวเราไม่ว่างพอจะดั้นด้นมาถึงที่นี่เพื่อหลอกลวงท่าน” น้ำเสียงไป๋หลิงเด็ดเดี่ยวยิ่ง ท่ามกลางบรรยากาศอันแสนอึดอัด สมองของหลิงเยว่ทำงานหนักจนแทบะเิ เหตุการณ์ที่นางประเมินว่าเป็ไปไม่ได้กลับเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน นางรวบรวมสติอีกครั้ง จ้องมองไปยังบุรุษหนุ่มรูปงามเบื้องหน้าอย่างพิจารณา... พลันความคิดหนึ่งก็แล่นวาบเข้ามาในหัว
บุรุษผู้นี้รับฝ่ามือสยบพสุธาของเสวียนเจินตรงๆ ได้อย่างไร? แม้แต่ยอดฝีมือระดับเฟิงเหยียนยังต้องใช้ท่าเท้าหลบหลีก แต่อีกฝ่ายกลับนั่งนิ่งราวกับขุนเขา ฝีมือของเขามันเกินความคาดหมายไปไกลลิบ... “ก่อนมาหาพวกเรา ท่านประมุขไป๋ ใช่ไปหาท่านเฟิงเหยียนก่อนหรือไม่“ นางเอ่ยถาม
”เป็เช่นนั้น“ ไป๋หลิงตอบ
อา…นางเริ่มปะติดปะต่อเื่ราวในหัวได้หลายส่วน เฟิงเหยียนคงประเมินประมุขไป๋ต่ำไป ความแข็งแกร่งของเสือขาวนั้นอยู่นอกเหนือแผนการมัน แม้ยังรู้สึกเหมือนขาดสิ่งใดไปอยู่ แต่ก็พอเข้าใจเื่ราว
“ไม่ทราบว่า... ที่ท่านบอกว่าอยู่ฝั่งเรานั้น แท้จริงแล้วหมายความว่าอย่างไร?”
ไป๋หลิงประสานมือคารวะให้เสวียนเจินคราหนึ่งเพื่อเป็การให้เกียรติในฐานะผู้าุโ ก่อนจะหันมาสบตากับนาง
“ข้าได้รับรายงานที่น่ากังวลมาจากในเมืองหลวง... ยามนี้ ‘สิบกองโจรเงา’ ของฉีซิ่นเคลื่อนไหวผิดแผก คาดว่าพวกมันกำลังรวมตัวกันมุ่งหน้าสู่ฉินตั้ว ทว่าชาวเมืองที่ขวัญเสียกลับเข้าใจผิดไปไกล พวกเขาเชื่อกันว่าพวกท่านตระกูลเต่าดำร่วมมือกับโจรป่าเพื่อรุมบุกตีเมืองหลวง!”
ไป๋หลิงหยุดเล็กน้อยพลางลอบมองปฏิกิริยาของเสวียนเจิน เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งฟังจึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม
“แต่ข้าหาได้เชื่อคำครหาเช่นนั้นไม่... สี่เสาหลักอย่างเราล้วนดำรงตนในฝ่ายธรรมะ พวกท่านเพียงเดินทางมาเยี่ยมเยียนคนสนิท ทว่าพวกโจรชั่วกลับอาศัยจังหวะที่ท่านไม่อยู่ประจำการ รุกคืบเข้ามาหมายทำลายราษฎร... หากท่าน้ากำจัดคำครหาให้สิ้นซาก เพียงเราเปลี่ยนเส้นทางเสียยามนี้ วกกลับไปกวาดล้างเหล่าโจรเงาพวกนั้นให้สิ้นชื่อ ข้าและท่านร่วมมือกัน ต่อให้เป็ฉีซิ่นก็ไม่อาจต้านทาน!”
ไป๋หลิงคลี่ยิ้มเล็กน้อย แววตานั้นดูเยือกเย็นจนน่าหวั่น
“ตระกูลเต่าดำตั้งรากฐานอยู่ใกล้ถิ่นโจร ท่านย่อมทราบเส้นทางลับที่พวกมันใช้เคลื่อนพลดีกว่าใคร... ที่เมืองท่าเรือทางเหนือของข้ามีคำกล่าวหนึ่งที่ใช้ได้ดีเสมอคือ ‘คนตายพูดไม่ได้’ เมื่อเหล่าโจรถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก ความสงบสุขย่อมกลับคืนสู่ราษฎร และพวกท่านจะกลายเป็วีรบุรุษผู้กอบกู้เมืองฉินตั้วในพริบตา!”
สิ้นคำกล่าว ทั้งไป๋หลิงและเสวียนเจินต่างจ้องประสานสายตากันนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนที่ชายต่างวัยทั้งคู่จะะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างรู้ใจกัน
ผิดกับหลิงเยว่ที่มองบุรุษหนุ่มชุดงาช้างเบื้องหน้าด้วยความตกตะลึงจนร่างแข็งค้าง นางพึมพำกับตนเองในใจด้วยความพรั่นพรึง ‘นี่มันรู้ทุกอย่างแล้ว รู้แม้กระทั่งพวกเราร่วมมือกับโจรป่า แทนที่มันจะใช้โอกาสนี้เพื่อขึ้นเป็ใหญ่ แต่มันกลับหาทางลงให้เราอย่างแยบคลาย ประมุขหนุ่มผู้นี้มองการไกลว่า หากขยี้ทั้งสองตระกูลใหญ่ในคราเดียว มันนั่นแหละที่จะโดนผู้พ่ายแพ้ร่วมมือกันบดขยี้’ ความเย็นวาบแล่นจับไปถึงขั้วหัวใจ
‘คนผู้นี้... อันตรายยิ่งกว่าเฟิงเหยียนหลายเท่าตัวนัก!’