“ขอรับ!”
ชาวบ้านพากันรับคำอย่างพร้อมเพรียง
ไม่ต้องให้หัวหน้าหมู่บ้านกานสุ่ยเอ่ยซ้ำ พวกเขาก็ช่วยกันไล่พวกพี่น้องตระกูลเจียงออกไปนอกหมู่บ้านพร้อมทั้งลากลูกหลานของพวกเขาออกไปด้วย
จริงๆ พวกเขาก็ไม่ชอบเจียงซื่อมานานแล้ว! พอมาเจอเรื่องที่สองสามีภรรยาตระกูลกู้ถูกกระทำเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้รู้สึกโมโหไปด้วยดังนั้นเมื่อหัวหน้าหมู่บ้านกานสุ่ยสั่งการ ทุกคนจึงลงมือทันที
พี่น้องตระกูลเจียงพวกนี้แม้จะเกรี้ยวกราดเพียงใด แต่ก็สู้บุรุษทั้งหมู่บ้านที่รวมพลังกันไม่ได้ผลักไสกันไปมาไม่ทันไรก็ถูกไล่ออกไปทั้งตัวเปล่า ไม่มีแม้แต่เสื้อคลุมปิดร่าง
ปลายฤดูใบไม้ร่วงเช่นนี้ แม้แต่ชายฉกรรจ์ก็ยังไม่อาจทานทนความหนาวเย็นได้ พอถึงปากหมู่บ้านลมเย็นก็พัดมาอย่างรุนแรงจนพวกเขาขนลุกเกรียว
“รีบเอาเสื้อผ้าคืนพวกเรามา!” พวกเขาหนาวจนต้องเบียดตัวชิดกัน ตะโกนเสียงสั่น
“ฮึ! เมื่อครู่ยังกร่างอยู่เลย ไม่เห็นจะบ่นว่าหนาวสักคำ เหตุใดตอนนี้ถึงทนไม่ได้เล่า”
ชายในหมู่บ้านหัวเราะเยาะ แล้วโยนเสื้อผ้าของพวกเขาลงลำธารเล็กๆ หน้าหมู่บ้าน
พี่น้องตระกูลเจียงรีบกระโดดลงน้ำไปเก็บเสื้อผ้า แต่พอเอาขึ้นมาได้ เสื้อผ้ากลับเปียกโชกพวกเขาเองก็เปียกปอนไปทั้งตัว ได้แต่รีบสวมใส่พอให้ปกปิดร่างกาย พอลมพัดมาก็ยิ่งหนาวสะท้านถึงกระดูก
“พี่ใหญ่ เราจะทำอย่างไรต่อ จะบุกกลับไปหรือกลับบ้านดี” บุตรชายคนรองตระกูลเจียงเอ่ยถาม
บุตรชายคนโตตระกูลเจียงหน้าเคร่งเครียด “ข้าก็อยากจะบุกกลับไปอยู่หรอก! แต่พวกเจ้าก็เห็นฝีมือของสองสามีภรรยานั่นแล้วไม่ใช่หรือพวกเขาร้ายกาจกว่าที่น้องสาวเราบอกไว้เสียอีก! วันนี้ถือว่าเราเสียท่าให้พวกเขาแล้ว!ตอนนี้คนทั้งหมู่บ้านก็เข้าข้างพวกเขากันหมด พวกเราย้อนกลับไปก็คงไม่มีทางชนะ รีบกลับบ้านก่อนเถอะ!ค่อยๆ คิดกันใหม่ว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ข้ายังจำได้ว่าเจ้านั่นกดจุดจนข้าเจ็บแทบขาดใจ!”
พี่น้องคนอื่นก็พยักหน้าเห็นด้วย
แม้จะยังรู้สึกไม่สาแก่ใจ แต่เหตุการณ์ในวันนี้มันชวนให้รู้สึกประหลาดนัก โดยเฉพาะอาการปวดระบมตามตัวที่ยังเตือนให้พวกเขารู้ว่า...
สองสามีภรรยาตระกูลกู้นั่นไม่ใช่คนที่พวกเขาจะรังแกได้ง่ายๆ!
เสียหน้ามาแล้วหนึ่งครา พวกเขาไม่คิดจะย้อนกลับไปเสียหน้าซ้ำสอง จึงได้แต่หอบเอาความสงสัยและความขุ่นเคืองใจกลับบ้านไปทั้งอย่างนั้นโดยมีเสื้อผ้าเปียกชุ่มห่อหุ้มกายไว้
“เสียดายก็แต่หม้อน้ำแกงหม้อนั้น กลิ่นหอมยิ่งนัก ข้ายังดื่มไปได้แค่ครึ่งถ้วยเอง!”หนึ่งในพี่น้องตระกูลเจียงบ่นพึมพำ
อีกหลายคนที่ได้ยินก็น้ำลายสอ กลืนน้ำลายกันโดยไม่รู้ตัว
ผลจากการที่ต้องเดินฝ่าลมหนาวกลับบ้านเป็นระยะทางนับสิบหลี่ในสภาพเปียกโชก คือพอถึงบ้านก็พากันล้มป่วยเป็นไข้จนต้องนอนซมอยู่นานหลายวันเกือบจะไม่ได้เกี่ยวข้าวในนาเสียด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในภายหลัง
ทางด้านหมู่บ้านกานสุ่ย
เจียงซื่อย่อมไม่พอใจที่พวกพี่น้องของตนถูกไล่ไปเช่นนี้
นางยังต้องพึ่งพาพวกเขา!
ทว่าครานี้นางยังมิทันได้เอ่ยปาก หัวหน้าหมู่บ้านกานสุ่ยกลับตวาดดังลั่น
“เจียงซื่อ! วันนี้เจ้าตามพี่น้องของเจ้ามาที่นี่ ก็เพื่อจะให้พวกเขามารังแกสุ่ยเกอเอ๋อร์ซ้ำยังให้พวกเขาเปลือยกายต่อหน้าหญิงสาวในหมู่บ้านอีกงั้นหรือ เจ้าแต่งเข้ามาอยู่หมู่บ้านกานสุ่ยของพวกเราแล้วเท่ากับว่าเจ้าเป็นคนหมู่บ้านกานสุ่ย หากเจ้ากล้าเข้าข้างฝั่งคนนอกอีกละก็ ข้าจะส่งเจ้ากลับไปบ้านเดิมให้คนบ้านเจ้าสั่งสอนเสียใหม่ว่าคุณธรรมสตรีควรเป็นเช่นไร!”
บัดนี้ไม่มีพี่น้องคอยหนุนหลัง อีกทั้งยังถูกหัวหน้าหมู่บ้านกานสุ่ยตำหนิอย่างรุนแรงเจียงซื่อก็กลัวจนหัวหด ความฮึกเหิมเมื่อครู่พลันมลายสิ้น
หัวหน้าหมู่บ้านกานสุ่ยจึงค่อยๆ เดินไปหากู้ฉางสุ่ย “สุ่ยเกอเอ๋อร์ เจ้าไม่เป็นอะไรมากใช่หรือไม่”
กู้ฉางสุ่ยเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่ฟกช้ำเขียวคล้ำเด่นชัดถนัดตา “ท่านหัวหน้าหมู่บ้านกานสุ่ยท่านเห็นข้าในสภาพนี้แล้ว คิดว่าไม่เป็นอะไรหรือขอรับ”
หัวหน้าหมู่บ้านกานสุ่ยรู้ทันทีว่าตนกล่าวผิดไปแล้ว
เขารีบหันไปมองคู่สามีภรรยากู้อัน “กู้อัน ครั้งนี้พวกเจ้าทำเกินไปจริงๆ! สุ่ยเกอเอ๋อร์เป็นเด็กดีดูเถิด พวกเจ้ารังแกเขาจนสภาพมีเป็นเช่นนี้ อย่างไรครั้งนี้ข้าก็ปล่อยผ่านไม่ได้ พวกเจ้าต้องขอโทษสองสามีภรรยาคู่นี้!”
“จะเป็นไปได้อย่างไร พวกเราเป็นพ่อแม่ เป็นผู้ใหญ่ในบ้าน มีที่ไหนกันที่ผู้ใหญ่ต้องไปขอโทษเด็ก”เจียงซื่อไม่ยินยอม
กู้อันเองก็ไม่พอใจเช่นกัน
“ท่านอารอง ท่านอย่าลืมว่าบ้านข้ายังมีบุตรชายที่เรียนหนังสืออยู่ด้วยนะ! หากพวกเราทำเรื่องเช่นนี้จริงๆไม่เท่ากับว่าเอาโคลนไปป้ายหน้าลูกหรือ เช่นนี้แล้วเจี๋ยเกอเอ๋อร์จะเอาหน้าไปวางไว้ที่ใดในโรงสอนตำรา หากเขาเรียนไม่ดีสอบไม่ได้เพราะเรื่องนี้ แล้วผู้ใดจะรับผิดชอบ?”
หัวหน้าหมู่บ้านกานสุ่ยถึงกับพูดไม่ออก
ลึกๆ ในใจแล้ว เขาลอบเข้าข้างกู้ฉางสุ่ยที่สุภาพและมั่นคงมากกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น ภรรยาของกู้ฉางสุ่ยคือเถียนฮวนผู้มีฝีมือด้านการแปรรูปสมุนไพร ตั้งแต่วันที่ได้รับชาที่เถียนฮวนทำด้วยตัวเองไปดื่มติดต่อกันสองวันเขาก็รู้สึกว่าคอที่แห้งคันร้อนระอุมาตลอดเริ่มรู้สึกชุ่มชื่นขึ้น แถมอาการไอเรื้อรังที่เป็นมานานนับสิบปีก็ทุเลาลงมาก
เมื่อไม่ไอ คอก็ไม่แห้ง เขาจึงได้นอนหลับสนิทติดกันหลายคืน ลูกหลานในบ้านเห็นแล้วต่างก็ลูบอกพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า‘ภรรยาสุ่ยเกอเอ๋อร์นี่เก่งจริงๆ! ต่อไปพวกเราต้องปฏิบัติต่อนางให้ดีหน่อย!’
หัวหน้าหมู่บ้านกานสุ่ยย่อมคิดเช่นนั้นอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นวันนี้เขาคงไม่ออกมาปกป้องเร็วถึงเพียงนี้อีกทั้งยังกล้าว่ากล่าวตำหนิกู้อันกับเจียงซื่ออย่างเคร่งขรึมขนาดนั้น
แต่บัดนี้ พอกู้อันพูดถึงกู้ฉางเจี๋ยที่กำลังเรียนอยู่ในโรงสอนตำรา หัวหน้าหมู่บ้านกานสุ่ยเริ่มลังเลทันทีราวต้นหญ้าบนกำแพงที่ไหวเอนไปตามลม
แม้ว่าการมีลูกสะใภ้ที่แปรรูปสมุนไพรได้จะสำคัญ ทว่าสำหรับหมู่บ้านแห่งหนึ่งแล้วนั้นสิ่งที่จะสร้างชื่อเสียงและความรุ่งเรืองได้อย่างแท้จริงคือการมีคนสอบได้เป็นขุนนาง!
กู้ฉางเจี๋ยก็เป็นคนเช่นนั้น แม้ตอนนี้เขายังไม่ได้สอบ ทว่าดูจากท่าทีของบ้านตระกูลกู้แล้วก็เห็นชัดว่าพวกเขาสนับสนุนบุตรชายให้เดินบนเส้นทางนี้อย่างถึงที่สุด
ยิ่งกว่านั้นบ้านตระกูลกู้ก็มีเงิน กู้ฉางเจี๋ยเองก็เริ่มเรียนหนังสือมาตั้งแต่อายุห้าขวบไม่เคยแตะต้องงานหนักเลยสักวัน ทุกวันนี้เขาสวมชุดยาวสะพายย่ามหนังสือ เดินไปมาในหมู่บ้านดูไปก็มีเค้าโครงของบัณฑิตอยู่บ้าง
ประกอบกับที่เจียงซื่อชอบโอ้อวดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่า ‘เจี๋ยเกอเอ๋อร์ของบ้านข้าน่ะ เรียนเก่งยิ่งนัก! พวกเจ้าไม่รู้หรอกว่าทุกครั้งที่เขาเขียนเรียงความอาจารย์ชื่นชมไม่หยุดปาก ยกบทความของเขาเป็นตัวอย่างอ่านให้เด็กทุกคนในห้องฟัง เด็กคนอื่นเห็นว่าเขาเรียนเก่งต่างแย่งกันเป็นสหายของเขา แค่เดือนเดียว สหายของเขาก็แวะมาบ้านข้าตั้งห้าหกหนเข้าไปแล้วพวกเจ้าดูสิ มีบ้านใครคึกคักเท่าบ้านข้าบ้าง รอแค่ถึงการสอบในปีหน้า เจี๋ยเกอเอ๋อร์ของข้าต้องสอบเป็นจิ้นซื่อ กลับมาพร้อมยศศักดิ์แน่นอน!’
จิ้นซื่อเชียวนะ! นั่นคือความใฝ่ฝันตลอดชีวิตของหัวหน้าหมู่บ้านกานสุ่ยเลยทีเดียว
เพราะฉะนั้น พอได้ยินกู้อันพูดถึงกู้ฉางเจี๋ย เขาก็เริ่มลังเลทันที
ตั้งแต่ที่เห็นความลังเลปรากฏบนใบหน้าของหัวหน้าหมู่บ้านกานสุ่ย เถียนฮวนก็รู้แล้วว่าสถานการณ์เริ่มไม่ดี
“พวกเราไม่ต้องการให้ท่านพ่อท่านแม่ขอโทษ” นางรีบเอ่ยเสียงเบา “แต่ความเสียหายที่น้องสามีก่อไว้กับบ้านของเราในวันนี้พวกเขาต้องชดใช้! สักเหวินเดียวก็ขาดไม่ได้ ต้องจ่ายให้ครบทุกเหวิน!”