13
เมื่อลั่วเยี่ยนมีโอกาสได้ค้นหาข้อมูลของจิงเซียวจากอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแพทย์จึงได้รู้ว่าจิงเซียวเป็แพทย์จีนที่มีชื่อเสียงและเป็ที่้าตัวอย่างมากทั้งนักการเมือง นักธุรกิจและคนมีชื่อเสียง ต่างอยากจะรักษากับเขา แต่โอกาสที่เขาจะตอบรับกลับยากมากโดยเฉพาะใน่หลัง ที่เขามักจะเก็บตัวและอุทิศเวลาไปกับการค้นคว้าเื่สมุนไพร และการดูแลจิงซิงอี้
จิงเซียวไม่ได้รักษาเฉพาะคนมีชื่อเสียงเท่านั้นหากเขาพอใจและมีโอกาสเขาจะรักษาชาวบ้านทั่วไปและสัตว์ต่างๆที่พบเจอระหว่างการเดินทางมีทั้งรักษาฟรีและคิดเงิน ถ้าเขาไม่พอใจ ต่อให้ทุ่มเงินเท่าไหร่ก็ไม่ไปรักษาซึ่งจิงซิงอี้ก็สืบทอดลักษณะนิสัยแบบนี้มาด้วยเช่นกัน
หลังจากนั้นลั่วเยี่ยนก็ได้มีโอกาสพบกับสองตาหลานอีกหลายครั้งและจิงซิงอี้ก็มักจะเดินตามลั่วเยี่ยนไปไหนมาไหนด้วยจิงเซียวจึงมีโอกาสได้สังเกตนิสัยใจคอของหมอหนุ่มคนนี้
ลั่วเยี่ยนรู้สึกทึ่งกับฝีมือในการรักษาโรคของจิงเซียวที่เขาเห็นจากโรงพยาบาล และในตอนที่ช่วยรักษาโรคเบาหวานของคุณปู่ที่เลี้ยงเขามา จนคุณปู่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
เมื่อเห็นความมหัศจรรย์ของแพทย์แผนจีน และฝีมือในการรักษาของจิงเซียวที่ลบความเชื่อของคนทั่วไปที่ว่า แพทย์แผนจีนเป็เื่โกหก ลั่วเยี่ยนที่เป็แพทย์แผนปัจจุบันจึงตัดสินใจจะศึกษาเรียนรู้ศาสตร์แพทย์แผนจีนเพิ่มเติมและเขาอยากจะเรียนกับจิงเซียวเท่านั้น
แต่ถึงแม้ว่าเขาจะอ้อนวอนขอให้จิงเซียวรับเขาเป็ลูกศิษย์แค่ไหนก็ตามก็ไม่เคยได้รับการตอบรับ ลั่วเยี่ยนเองก็ไม่ยอมแพ้เขาเพียรพยายามหาเวลามาพบจิงเซียว และสอบถามความรู้ที่เขาเรียนรู้ด้วยตัวเองและจากการลงเรียนประกาศนียบัตรในมหาวิทยาลัยจนเมื่อเวลาผ่านไปนับปี เขาจึงได้รับการยอมรับจากจิงเซียวในที่สุด
ที่จริงแล้วลั่วเยี่ยนรู้สึกแปลกใจที่จิงเซียวยอมรับเขาเป็ลูกศิษย์ เพราะเขารู้ดีว่ามีหลายคนที่อยากจะขอเป็ลูกศิษย์ แต่จิงเซียวก็ไม่เคยยอมรับใคร
เมื่อเขาพยายามถามจิงเซียวว่า ทำไมถึงยอมรับเขาจิงเซียวก็ได้แต่หัวเราะและไม่ยอมตอบ จนเมื่อเวลาผ่านไปหลายปีจิงเซียวจึงเอ่ยปากพูดขึ้นมาเองในวันหนึ่งระหว่างที่พวกเขาเดินทางไปรักษาคนป่วยที่อยู่บนูเาห่างไกลว่า
“เสี่ยวอี้เป็คนเลือกเ้า อาจารย์ไม่ได้เลือกเอง”
ลั่วเยี่ยนซึ่งกำลังวุ่นวายกับการเตรียมอาหารเย็นให้จิงเซียวถึงกับชะงักอ้าปากค้าง
จิงเซียวพูดต่อโดยไม่มองหน้าเขาในขณะที่มือก็คัดแยกสมุนไพรว่า
“เสี่ยวอี้ไม่ชอบยุ่งกับใครแต่เ้าเป็คนเดียวที่เสี่ยวอี้ยอมเข้าใกล้”
เขายิ้มนิดๆก่อนจะพูดต่อว่า
“เพราะเสี่ยวอี้เป็คนบอกให้รับเ้าเป็ลูกศิษย์อาจารย์จึงรับเ้าไว้”
ลั่วเยี่ยนนิ่งไป แต่ในที่สุดเขาก็หัวเราะออกมาแววตาของเขาอ่อนโยนลงเมื่อนึกถึงวันแรกที่พบกับเด็กน้อย
“นี่ผมต้องกลับไปขอบคุณเสี่ยวอี้แล้วสินะ”
จิงเซียวยิ้มและไม่พูดอะไรต่อสิ่งหนึ่งที่ชายชราไม่เคยพูด แต่ลูกศิษย์ทุกคนรู้ก็คือจิงเซียวรักและเป็ห่วงเสี่ยวอี้ที่สุดและเขาหวังว่าทุกคนจะคอยดูแลเสี่ยวอี้ต่อไปในอนาคตด้วย
สำหรับจิงซิงอี้แล้ว เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เด็กชายบอกให้จิงเซียวรับหมอหนุ่มเป็ศิษย์พี่ก็คือเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการรู้จักลั่วเยียนได้ประมาณเกือบปี
่นั้นจิงเซียวยังอาศัยอยู่ที่บ้านชานเมืองและยังรับรักษาคนไข้อยู่ เขาจำเป็ต้องอยู่ในเมืองเพื่อให้จิงซิงอี้ได้เรียนหนังสือและมีคนช่วยดูแลเด็กชายเขาจ้างแม่บ้านมาช่วยทำงานบ้าน ทำอาหาร และมีคนขับรถช่วยรับส่ง
ลั่วเยี่ยนซึ่งอยู่ในเมืองเดียวกันมักจะแวะมาหาเพื่อเป็ลูกมือช่วยงานจิงเซียวเป็ครั้งคราวทำให้เขาได้เห็นวิธีที่จิงเซียวสอนจิงซิงอี้ ทั้งความรู้ทางการแพทย์และการใช้ชีวิต
ครั้งหนึ่ง จิงซิงอี้ซึ่งยังมีอายุได้ 6 ขวบอยากจะเล่นของเล่นใหม่มาก แต่ตอนนั้นเป็เวลาที่เขาต้องฝึกคัดแยกและเตรียมสมุนไพรซึ่งจิงเซียวจะให้เด็กชายฝึกกับสมุนไพรที่ไม่อันตรายและไม่ยากจนเกินไป
เด็กน้อยทำหน้ายู่ยี่ไม่อยากทำ เขารีบทำเร็วๆโดยไม่ใส่ใจขนาดและคุณภาพของสมุนไพร เพราะใจอยากจะกลับไปเล่นต่อ
ทันใดนั้น จิงเซียวซึ่งทำงานอยู่อีกด้านพร้อมกับลั่วเยี่ยนก็ยื่นมือออกมาจับมือของจิงซิงอี้ให้หยุดทำ และพูดขึ้นว่า
“เสี่ยวอี้ หยุดก่อน”
เด็กชายเงยมองด้วยความสงสัยจิงเซียวซึ่งมีสีหน้าเคร่งเครียด ถามเด็กชายว่า
“เ้าตั้งใจคัดสมุนไพรจริงๆ หรือเปล่า”
จิงซิงอี้หน้าเสีย เขาเม้มปากแน่นก่อนส่ายหัวยอมรับว่าไม่ได้ตั้งใจทำ จิงเซียวถอนหายใจออกมาเขาพูดกับจิงซิงอี้ด้วยสีหน้าจริงจังว่า
“เ้ารู้ไหมว่า สำหรับการเป็หมอแล้วชีวิตคนไข้คือสิ่งสำคัญที่สุด ความผิดพลาดแม้แต่เพียงนิดเดียวอาจทำให้คนไข้เป็อันตรายหรือเสียชีวิตได้ เ้าอาจคิดว่าแค่สมุนไพรต้นเดียวจะเป็อะไรไป
แต่ถ้าสมุนไพรต้นนี้เน่าเสีย ขึ้นรา หรือใช้ผิดต้นแล้วมีคนเอาไปทำยา เ้าคิดว่า คนที่กินของแบบนี้เข้าไปจะเป็ยังไงเ้าก็เคยกินขนมที่เสียหรือหมดอายุมาก่อนแล้ว ยังจำได้ใช่มั้ย ว่ามันทรมานแค่ไหน”
จิงซิงอี้หน้าเสีย ในขณะที่จิงเซียวยังพูดต่อว่า
“แล้วคนป่วยที่ร่างกายไม่ดีอยู่แล้วต้องมากินของแบบนี้เข้าไป เขามิยิ่งทุกข์ทรมานมากกว่าเ้าอีกอีกหรือ!”
ลั่วเยียนมองเด็กชายที่ตาแดงๆ ด้วยความสงสารเขาอยากจะพูดว่า จิงซิงอี้ยังเด็กอยู่ แต่เมื่อเห็นสีหน้าจิงเซียวที่จริงจังเขาก็ไม่กล้าพูดอะไร และฟังจิงเซียวอบรมเด็กชายต่อ
“ในการทำยาถ้าเราใช้สมุนไพรไม่ดีไปแค่ตัวเดียว ก็สามารถลดประสิทธิภาพของยาทั้งตำรับได้แทนที่คนไข้จะหายเร็วขึ้นตามที่ควรเป็ กลับหายช้าลงไป แล้วยังต้องกินยาเพิ่มอีก
การกินยามากไปก็ไม่ใช่เื่ดี เพราะจะได้รับอันตรายจากกินสมุนไพรมากเกินไปแล้วจะยิ่งเลวร้ายมากขึ้น ถ้าคนไข้กินสมุนไพรผิดประเภทเข้าไป เพราะคนทำยาไม่ใส่ใจ ถ้ามีคนเอายาไม่ดีแบบนี้มาให้ตากินเ้าจะยอมมั้ย”
จิงซิงอี้ตาโต เขารีบบอกเสียงดังทันทีว่า
“ไม่ยอมครับ!”
จากนั้น เด็กชายก็ชะงักเหมือนได้คิดเขานิ่งไปสักพัก ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงแบบเด็กๆ แต่มั่นคงว่า
“ผมขอโทษครับคุณตา ต่อไปผมจะระวังมากขึ้นผมจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้วครับ!” แล้วก็ก้มลงคำนับขอโทษจิงเซียว
จิงเซียวพยักหน้าด้วยความพอใจ เขากลับไปทำงานในขณะที่เด็กน้อยก็กลับมาตั้งอกตั้งใจคัดเลือกสมุนไพรต่อ
จากเหตุการณ์นี้ ลั่วเยียนจึงเข้าใจได้ว่าเพราะวิธีเลี้ยงดูของจิงเซียว และความมุ่งมั่นที่เป็นิสัยของจิงซิงอี้เองเขาจึงมีความเป็ผู้ใหญ่มากกว่าเด็กทั่วไป
ในตอนแรกเขาเข้าใจว่าจิงเซียวบังคับให้หลานเรียนแพทย์แผนจีน แต่เมื่อใช้เวลาอยู่ด้วยกัน เขาจึงเห็นด้วยตาตนเองว่าจิงซิงอี้เลือกที่จะเรียนรู้เอง และยินดีที่จะติดตามจิงเซียวไปทุกที่ถึงแม้ว่าเขาจะยังมีความซุกซนแบบเด็กๆ บ้างก็ตาม